บทที่ 26 ตบหน้าคนงานเหลาอาหาร
ในใจของฝูงชนที่มามุงดูย่อมมีความยุติธรรมอยู่ เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มมีอารมณ์ร่วม หอฮวนสี่ั้แ่เถ้าแก่ไปจนถึงคนงาน ต่างก็เป็พวกดูคนที่ภายนอก ถ้าคนรวยไปที่นั่น... พวกเขาจะยกย่องราวกับเป็บรรพบุรุษ ส่วนคนจนที่ไม่มีฐานะ ก็ไม่คู่ควรแม้แต่จะเข้าไปนั่งกินข้าว
ชาวบ้านธรรมดาบางคนไม่พอใจหอฮวนสี่มานานแล้ว จึงถือโอกาสนี้ระบายความอัดอั้นออกมาพร้อมกัน
“หอฮวนสี่นี่ไม่ฟังเหตุผลเลยจริง ๆ รังแกแม่หม้ายลูกติดกลางที่สาธารณะ เถ้าแก่อู๋เอาใจไปให้สุนัขกินหมดแล้วหรือ?”
“เถ้าแก่อู๋ไม่ใช่คนดีอะไรเลย พาผู้คุมยอดฝีมือพวกนี้มาล้อมแม่นางกับเด็ก ๆ ไว้ มันรังแกกันเกินไปแล้ว”
“สู้พวกเราช่วยแม่นางคนนี้แจ้งทางการ ให้ที่ว่าการอำเภอมาจัดการเื่นี้ดีหรือไม่?”
“เ้าหยุดความคิดนั้นเถอะ ใคร ๆ ก็รู้ว่า ที่หอฮวนสี่เป็เหลาอาหารอันดับหนึ่งของตำบลซีหยางได้ ก็เพราะมีเื้ั ได้ยินว่าเ้าของร้านมีพี่ชายเป็ขุนนางใหญ่ในเมืองหลวง ขุนนางย่อมปกป้องขุนนางด้วยกัน อย่าว่าแต่ที่ว่าการอำเภอเลย ต่อให้เป็เ้าเมืองก็ทำอะไรหอฮวนสี่ไม่ได้ มีแต่แม่นางคนนี้แหละที่จะลำบาก”
“วันนี้หอฮวนสี่รังแกแม่ลูกที่ไร้ทางสู้ ต่อไปพวกเราก็ไม่ต้องไปกินข้าวที่หอฮวนสี่กันอีกแล้ว!”
“ใช่ ไม่ต้องไปกินหอฮวนสี่กันอีก พรุ่งนี้พวกเรารวมตัวกันไปยืนหน้าประตูร้าน ใครจะเข้าร้านเราก็ดึงเขามาเล่าเื่บัดสีที่ร้านนี้ทำไว้!”
กลุ่มคนมุงดูต่างะโวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
เถ้าแก่อู๋ได้ยินดังนั้นใบหน้าก็เดี๋ยวขาวเดี๋ยวเขียวสลับกัน ทั้งที่แม่นางคนนี้เป็คนมาพังร้านแท้ ๆ แต่ทิศทางลมกลับพัดไปเข้าข้างนางเสียหมด ไม่รู้ว่านางไปทำบุญด้วยอะไรมาถึงได้มีคนแปลกหน้ามาช่วยขนาดนี้
หากวันนี้เขายังขืนกดดันแม่นางคนนี้ต่อไป นอกจากหอฮวนสี่จะเสียชื่อเสียงเื่รังแกแม่ลูกที่ไร้ทางสู้แล้ว หากถูกชาวบ้านปิดล้อมหน้าประตู จะทำมาหากินต่อได้อย่างไร แล้วถ้าเื่ไปถึงหูเ้าของร้านจนโกรธเคือง ตำแหน่งเถ้าแก่ของเขาคงจบสิ้นลงวันนี้
“แม่นาง ต้องขออภัยจริง ๆ ข้าไม่ทราบต้นสายปลายเหตุ เลยได้แต่ฟังความเพียงข้างเดียวจากคนงาน จึงเกิดเื่เข้าใจผิดกันขึ้น เมื่อครู่นี้ล่วงเกินไปมาก หวังว่าแม่นางจะให้อภัย”
เถ้าแก่อู๋เป็คนฉลาด จึงจำใจต้องกัดฟันก้มหัวขอโทษหญิงสาวต่อหน้าทุกคน กลุ่มคนมุงเห็นดังนั้นจึงสลายตัวไปด้วยความพึงพอใจ
ทว่า ตอนที่ฉู่ชิงเฉินอุ้มหยวนเป่าเตรียมจะจากไป นางก็ได้ยินเสียงใครบางคนเรียกจากในฝูงชนเสียก่อน
“แม่นางโปรดรอก่อน ยังจำข้าได้หรือไม่?”
ฉู่ชิงเฉินหันกลับไปมองเห็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยนัก แต่ความจำของนางดีเยี่ยมเสมอ จึงจำได้ทันทีว่านี่คือเถ้าแก่ร้านสมุนไพรที่นางไปขายสมุนไพรวันนั้น
“ท่านนั่นเอง เมื่อครู่นี้ขอบคุณท่านมากที่ช่วยพูดด้วยความยุติธรรม และช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้พวกเรา”
“แม่นางอย่าได้เกรงใจ ข้าเองก็ทนดูเถ้าแก่หอฮวนสี่รังแกคนไม่ไหว และข้าก็ต้องขอบใจแม่นางด้วย ั้แ่วันนั้นที่แม่นางบอกให้ข้าโค่นต้นหลิวหน้าประตูทิ้ง กิจการของข้าก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนจริง ๆ”
เถ้าแก่ร้านสมุนไพรบอกกับนาง เดิมที เขาไม่ได้เชื่อเื่พวกนี้เลย แต่ตอนนี้เขาจำต้องเชื่อคำพูดของนาง กิจการร้านสมุนไพรเงียบเหงามาสองปีติดต่อกัน ในหนึ่งวันมีคนมาซื้อสมุนไพรไม่ถึงสามคน บางทีก็ไม่มีคนเข้าร้านเลยติดต่อกันหลายวัน แต่ั้แ่โค่นต้นหลิวทิ้ง ในหนึ่งวันมีคนเข้าร้านถึงสิบคน ทั้งมาจัดยาและมาตรวจโรค
“มีวี่แววดีขึ้นก็นับเป็นิมิตหมายที่ดี ในเมื่อต้นหลิวโค่นไปแล้ว ท่านสามารถปลูกไผ่กวนอิมที่ไม่หนาทึบไว้หน้าประตูได้ ต้นไผ่ไม่บังแสง แถมยังช่วยเรียกทรัพย์ด้วย”
ฉู่ชิงเฉินเห็นว่าเขาเป็คนมีน้ำใจ จึงเต็มใจที่จะชี้แนะเขา
“ขอบคุณแม่นางที่ชี้แนะ วันหน้าหากมีเื่อะไรที่ข้าพอจะช่วยได้ สามารถไปหาข้าที่ร้านสมุนไพรได้ทันที ข้าจะช่วยแม่นางอย่างเต็มกำลังแน่นอน”
เถ้าแก่ร้านสมุนไพรจดจำคำพูดของนางอย่างดี และตั้งใจว่า... กลับไปจะรีบไปซื้อต้นไผ่มาปลูกที่หน้าประตูร้าน
หลังจากส่งเถ้าแก่ร้านสมุนไพรแล้ว ฉู่ชิงเฉินก็ตั้งใจจะพาลูกทั้งสองไปหาที่กินข้าวร้านอื่น แม้ตำบลซีหยางจะไม่ใหญ่ แต่ก็ไม่ได้มีร้านอาหารแค่แห่งเดียว
“ท่านแม่ ข้าวไม่ได้กินแล้ว พวกเราจะกลับบ้านกันเลยไหม?”
หยวนเป่าซุกอยู่ในอ้อมกอดท่านแม่ โผล่หัวเล็ก ๆ ออกมาถามด้วยความรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
“ไม่กลับ ในตำบลซีหยางมีที่กินข้าวเยอะแยะไป เราไม่ต้องไปแขวนคอตายที่ต้นไม้ต้นเดียวหรอก แม่จะพาพวกเ้าไปกินร้านอื่นแทน”
“ท่านแม่ดีที่สุดเลย!”
พอหยวนเป่าได้ยินว่ายังมีของอร่อยให้กิน ดวงตาก็เปล่งประกายทันที นางกอดคอท่านแม่ แล้วจุ๊บเข้าที่แก้มหนึ่งที
ดวงตาทิพย์ของฉู่ชิงเฉินมองเห็นแสงสีทองจาง ๆ ปกคลุมอยู่ที่ประตูแห่งหนึ่งโดยบังเอิญ
นางเงยหน้าขึ้นมอง เห็นป้ายเขียนว่า 'ร้านบะหมี่รุ่ยอี้'
ประตูร้านบะหมี่แห่งนี้มีแสงสีทองจาง ๆ คาดว่าเถ้าแก่คงเป็คนที่หมั่นทำความดีเป็นิจ จึงสะสมบุญบารมีไว้ไม่น้อย
“ร้านนี้แหละ”
การกินข้าวต้องเน้นความสบายใจ ร้านบะหมี่แห่งนี้แม้จะไม่ใหญ่ แต่คงไม่เกิดเื่แย่ ๆ ขึ้น
ฉู่ชิงเฉินอุ้มหยวนเป่าและจูงมือถวนเป่าผลักประตูเดินเข้าไป
“แขกทั้งสามท่าน เชิญด้านในขอรับ”
คนงานให้การต้อนรับอย่างกระตือรือร้น เชิญหนึ่งผู้ใหญ่สองเด็กไปนั่งที่โต๊ะด้านใน
แม้ร้านบะหมี่จะไม่ใหญ่ แต่สะอาดสะอ้าน บรรยากาศดีมาก
“ที่ร้านมีอะไรอร่อย ๆ บ้าง?”
ฉู่ชิงเฉินถามขึ้นเพราะเพิ่งมาที่นี่เป็ครั้งแรก
“เรียนแม่นาง บะหมี่ราดน้ำปรุงชามละหกอีแปะเป็ของขึ้นชื่อขอรับ ยิ่งถ้าสั่งคู่กับเนื้อวัวต้มซีอิ๊วสูตรลับของร้านด้วยแล้ว นับว่าสุดยอดจริง ๆ” คนงานแนะนำอย่างใจเย็น
“ดี งั้นเอาบะหมี่ราดน้ำปรุงสามชาม เนื้อวัวต้มซีอิ๊วหนึ่งจาน เอาแค่นี้ก่อน ถ้าไม่พอจะสั่งเพิ่ม”
“แม่นางคงมาที่ร้านเราครั้งแรกใช่ไหมขอรับ ท่านอาจไม่ทราบว่าบะหมี่ของเราให้เยอะมาก แม้แต่ผู้ใหญ่ตัวโต ๆ ชามเดียวก็อิ่มแปล้แล้ว ข้าว่าเด็กสองคนกินชามเดียวแบ่งกันก็น่าจะพอ สั่งเยอะเกินไปจะสิ้นเปลืองขอรับ” คนงานเตือนด้วยความหวังดี
ฉู่ชิงเฉินมองดูคนงานด้วยความชื่นชมในใจ มิน่าล่ะ ประตูร้านถึงมีแสงทอง ขนาดคนงานยังมีจิตใจดีขนาดนี้
“เ้าอาจไม่รู้ ลูกสองคนของข้ากินเก่งมาก แต่พวกเขาชอบกินเนื้อมากกว่า ในเมื่อบะหมี่ของเ้าชามใหญ่ งั้นก็ตามที่เ้าว่า เอาบะหมี่สองชามก่อน แต่ขอเพิ่มเนื้อวัวต้มซีอิ๊วเป็สองจานนะ”
“แม่นางหมายถึง บะหมี่ราดน้ำปรุงสองชาม กับเนื้อวัวต้มซีอิ๊วสองจานหรือ?”
คนงานใเล็กน้อย ทั้งสามคนดูผอมบางแต่ความจุอาหารช่างน่าทึ่ง เนื้อวัวต้มซีอิ๊วก็ราคาไม่ถูก แม่นางคนนี้เปิดปากสั่งทีเดียวสองจาน ไม่ธรรมดาจริง ๆ!
“ข้าพูดไม่ชัดเจน หรือกังวลว่าข้าจะไม่มีจ่ายค่าอาหารกันแน่?”
ฉู่ชิงเฉินหยิบเงินหนึ่งตำลึงออกจากแขนเสื้อวางลงบนโต๊ะ
“แม่นางเข้าใจผิดแล้ว ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
คนงานไม่กล้าพูดอะไรต่อ แล้วรีบไปยกบะหมี่มาให้
“เชิญแม่นางตามสบาย”
เพียงไม่นาน คนงานก็ยกบะหมี่ราดน้ำปรุงสองชาม พร้อมกับเนื้อวัวต้มซีอิ๊วสองจานมาวาง
“หอมจังเลย!”
หยวนเป่ามองดูเนื้อวัวต้มซีอิ๊วที่ยกมาให้ ตาแทบจะถลนออกมา นางอดใจไม่ไหวรีบใช้สองนิ้วเล็ก ๆ คีบเนื้อเข้าปากทันที
เนื้อวัวต้มซีอิ๊วชุ่มไปด้วยน้ำปรุง มีความหนึบสู้ฟัน รสชาติสดใหม่และเข้มข้น
“อร่อยจัง แต่ยังสู้ฝีมือท่านแม่ไม่ได้”
“พูดจาประจบ เพราะอยากจะปกปิดเื่ที่ตัวเองแอบหยิบกินก่อนล่ะสิ”
ถวนเป่าที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พูดจี้ใจดำน้องสาว
ฉู่ชิงเฉินหัวเราะ นี่คือพี่ชายแท้ ๆ แน่นอน เพราะจ้องแต่จะขัดคอน้องสาว
บะหมี่สองชามกับถ้วยเปล่าสามใบ ฉู่ชิงเฉินแบ่งบะหมี่ชามใหญ่ชามหนึ่งออกเป็สองถ้วยเล็กอย่างใส่ใจ แล้วส่งให้เด็กทั้งสอง
“หิวกันแล้วใช่ไหม ลงมือกินได้เลย”
เมื่อหยวนเป่าได้ยินคำท่านแม่ ก็คว้าตะเกียบตักน้ำปรุงเนื้อคำโต คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วกินคำใหญ่
เส้นบะหมี่ทำมือที่เหนียวนุ่มผสมผสานกับความหอมของน้ำปรุงเนื้อ กินคำเดียวแล้วหยุดไม่ได้จริง ๆ ยิ่งตามด้วยเนื้อวัวต้มซีอิ๊วอีกชิ้น นับว่า์ชัด ๆ
ไม่นานทั้งสามคนก็กินเนื้อวัวต้มซีอิ๊วจนเกลี้ยงจาน หยวนเป่ากินจนมุมปากเปื้อนน้ำปรุงไปหมด หน้าตาเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ