“ไม่มีอะไรที่เจ้าเรียนรู้ไม่ได้เลยหรือ?”ใบหน้าของจางเจิ้นอันฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย
อันซิ่วเอ๋อร์คิดจะแกล้งตอบว่ามีบางอย่างที่นางทำไม่ได้แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ รีบพูดแก้ว่า “เมื่อครู่ข้าพูดผิดไปยังมีหลายอย่างที่ข้าทำไม่ได้ อย่างเช่น ข้าบอกว่าข้าเรี่ยวแรงน้อยถ้าให้ไปขนหินซ่อมถนน ข้าย่อมทำไม่ไหวแน่แต่งานฝีมือที่ต้องใช้ความคล่องแคล่วพวกนี้ ข้าเรียนรู้ได้หมด”
“ใครจะใช้ให้เจ้าไปขนหินซ่อมถนนกันพูดจาเหลวไหล” จางเจิ้นอันว่าพลางเลิกแกล้งนางเขาลุกไปล้างมือจนสะอาด แล้วมานั่งลงปั้นตุ๊กตาแป้งกับนางด้วย
“ท่านก็ปั้นตุ๊กตาแป้งเป็นด้วยหรือ?”อันซิ่วเอ๋อร์มองเขาอย่างแปลกใจ มือถึงกับหยุดชะงักเอาแต่จ้องมองเขาปั้นตุ๊กตาแป้งอย่างตั้งอกตั้งใจ
เวลาจางเจิ้นอันทำสิ่งใดล้วนตั้งใจจริงจังเสมอแม้ครั้งนี้จะเป็นแค่การปั้นตุ๊กตาแป้ง เขาก็ยังคงปั้นอย่างพิถีพิถันถึงกับหาแผ่นไม้ไผ่เล็กๆ มาอันหนึ่ง ค่อยๆใช้มันกรีดแต่งเส้นผมด้านหลังศีรษะทีละเส้น
อันซิ่วเอ๋อร์จ้องมองตาไม่กะพริบ ไม่นานตุ๊กตาแป้งในมือเขาก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้น เขาปั้นเป็นหญิงสาวนางหนึ่งสวมชุดหรูฉวิน ชายผ้าระบายดูพลิ้วไหว มุ่นมวยผมคู่รูปหัวใจผมยาวส่วนที่เหลือปล่อยสยายลงเบื้องหลังอันซิ่วเอ๋อร์เพิ่งรู้ว่าจางเจิ้นอันมีฝีมือถึงเพียงนี้นี่มันยากกว่าการปั้นสัตว์ตัวเล็กๆ อย่างหมูน้อย หมาน้อยหรือกระต่ายน้อยที่นางปั้นตั้งเยอะ
จางเจิ้นอันปั้นเสร็จแล้วก็เลียนแบบท่าทางของอันซิ่วเอ๋อร์ ลงสีเสื้อผ้าให้ตุ๊กตา เสื้อสีแดงสด ผมสีม่วงผ้าคาดเอวสีเขียวอ่อนดูราวกับพลิ้วไหว งดงามยิ่งนักบัดนี้อันซิ่วเอ๋อร์ชื่นชมจางเจิ้นอันอย่างสุดหัวใจ มองเขาจนดวงตาเป็นประกายนางอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหา
“ให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่?”
“รอสักครู่” จางเจิ้นอันเป่าลมเบาๆลงบนตัวตุ๊กตา พอให้สีที่เพิ่งทาแห้งหมาดๆ แล้วจึงส่งให้อันซิ่วเอ๋อร์
อันซิ่วเอ๋อร์ยื่นมือรับมา ยิ่งมองยิ่งชอบใจเอ่ยชมไม่ขาดปาก
“คาดไม่ถึงจริงๆว่าสามีคนหยาบกระด้างอย่างท่านจะมีฝีมือประณีตเช่นนี้แต่เดิมข้าดูแคลนท่านไปเสียแล้ว”
พลางพลิกตุ๊กตาดูรอบๆ ชั่วครู่ก็ประหลาดใจ“ตุ๊กตาสมบูรณ์แบบเพียงนี้ เหตุใดท่านจึงไม่ปั้นหน้าตาให้ด้วยเล่า?”
จางเจิ้นอันยิ้มบางๆ เอ่ยเสียงเรียบ“ข้าไม่รู้จะปั้นหน้าตาแบบไหนดี สตรีที่ข้ารู้จักมีไม่มากนักที่สนิทสนมก็มีเพียงเจ้า ข้าไม่อยากปั้นหน้าเจ้าใส่ตุ๊กตา หากถูกผู้อื่นกินเข้าไปนั่นย่อมไม่ได้เด็ดขาด”
อันซิ่วเอ๋อร์หัวเราะออกมาเดิมทีนางคิดจะปั้นหน้าตาใส่ตุ๊กตาตามใจชอบ แต่พอได้ฟังคำพูดของจางเจิ้นอันก็ล้มเลิกความคิด กล่าวว่า “ท่านพูดถูกเช่นนั้นก็ไม่ต้องมีหน้าตาแล้ว มิฉะนั้น สตรีงดงามเช่นนี้ข้าคงเสียดายจนกินไม่ลงจริงๆ”
นางวางตุ๊กตาลงบนซึ้งไม้ไผ่ทั้งสองคนหยิบก้อนแป้งมาปั้นต่อ อันซิ่วเอ๋อร์อยากปั้นตุ๊กตาที่ดูดีออกมาบ้างแต่ฝีมือกลับสู้จางเจิ้นอันไม่ได้ สุดท้ายนางพยายามสุดความสามารถก็ปั้นได้เพียงตุ๊กตาเด็กน้อยน่ารักไม่กี่ตัวส่วนตรงหน้าจางเจิ้นอันกลับมีสัตว์ตัวเล็กๆ วางเรียงเป็นแถวแล้ว
“ท่านพี่ ท่านว่าจะไปจับปลาทำไมกันไปขายตุ๊กตาแป้งไม่ดีกว่าหรือ” ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในใจนางตลอดพอเห็นว่าจางเจิ้นอันก็มีฝีมือคล่องแคล่วเช่นกัน ความคิดนี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
จางเจิ้นอันได้ยินดังนั้นมุมปากก็ยกยิ้มฝืดเฝื่อน กล่าวว่า “ดูรูปร่างหน้าตาข้าสิจะไปขายตุ๊กตาแป้งได้อย่างไร ข้าไปยืนอยู่ตรงนั้น เกรงว่าลูกค้าคงตกใจหนีไปหมด”
“ที่ไหนกัน ข้าว่าท่านพี่เป็นคนดีมากพวกเขาแค่ไม่เข้าใจท่านเท่านั้นเอง” อันซิ่วเอ๋อร์ปลอบ
“อีกอย่างถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจจะมีปัญหา แต่ตอนนี้มีข้าอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ? ข้าตัดสินใจแล้ว ช่วงนี้จะฝึกปั้นตุ๊กตาแป้งนี่แหละ พอฝึกจนชำนาญแล้วพวกเราก็ไปขายที่ตลาดนัดกัน”
เห็นจางเจิ้นอันยังยิ้มฝืดๆนางจึงขยับไปนั่งข้างๆ เขย่าแขนเขาเบาๆ ถามว่า “ท่านว่าอย่างไรดีหรือไม่เจ้าคะ?”
จางเจิ้นอันปั้นตุ๊กตาตัวสุดท้ายในมือเสร็จกล่าวอย่างไม่รีบร้อน “เรื่องนี้ไว้ค่อยว่ากันเอานี่ไปนึ่งให้เสร็จก่อน บางทีนึ่งออกมาแล้วอาจจะไม่สวยถึงตอนนั้นเจ้าอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้”
“จะไม่สวยได้อย่างไรกัน?” อันซิ่วเอ๋อร์มั่นใจในฝีมือตนเองมาก กล่าวว่า “ท่านคอยดูเถอะ”
พลางยกซึ้งไม้ไผ่ใส่ลงไปในหม้อแล้วเริ่มก่อไฟนึ่งตุ๊กตาแป้ง
นางสุมไฟแรง ประมาณหนึ่งถ้วยชาควันขาวก็พวยพุ่งขึ้นมาจากหม้อ รออีกสักพัก อันซิ่วเอ๋อร์ก็เปิดฝาหม้อออกตุ๊กตาแป้งปั้นรูปร่างต่างๆ นานาก็ปรากฏแก่สายตาของคนทั้งสอง
“เห็นไหม ไม่เลวเลยทีเดียว” อันซิ่วเอ๋อร์วางฝาหม้อไว้ข้างๆ ในหม้อยังมีไอร้อนกรุ่นๆ ภายใต้แสงเทียนตุ๊กตาแป้งปั้นที่นึ่งสุกแล้วดูไม่เลวจริงๆ
จางเจิ้นอันยื่นมือยกซึ้งไม้ไผ่ออกมาวางบนโต๊ะทั้งสองมองดูใกล้ๆ สัตว์ตัวเล็กๆ ที่ปั้นแบบง่ายๆ กลับคงสภาพดีที่สุดส่วนตุ๊กตารูปหญิงสาวตัวแรกที่จางเจิ้นอันปั้น เนื่องจากแป้งพองขึ้นจึงเปลี่ยนจากนางฟ้ากลายเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาไปเสียแล้ว เสื้อผ้าที่ทาสีไว้มีรอยแตกอยู่บ้างสีสันก็ดูเลอะๆ ปื้นๆ น่าขบขันเล็กน้อย
“หอมจัง” อันซิ่วเอ๋อร์สูดจมูกฟุดฟิดกลิ่นหอมของแป้งปั้นดึงดูดความสนใจของนางไปจนหมดสิ้นส่วนรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนเดิม นางก็ไม่ใส่ใจแล้ว เพียงหยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่งส่งไปจ่อที่ปากจางเจิ้นอัน “ท่านลองชิมดูสิ?”
จางเจิ้นอันจำต้องกัดไปคำหนึ่งเคี้ยวสองสามที เห็นนางมองเขาด้วยสายตาคาดหวังรอคำตอบ เขาก็ตอบกลับอย่างจริงจัง“อร่อยมาก”
“อร่อยก็กินเยอะๆ หน่อยสิอากาศเริ่มเย็นแล้ว กินกันคนละชิ้นให้อุ่นท้องแล้วค่อยนอน” อันซิ่วเอ๋อร์ยัดแป้งปั้นในมือใส่มือเขาตัวเองก็หยิบมาชิ้นหนึ่งมากิน จะว่านี่คือตุ๊กตาแป้งก็ไม่เชิงเรียกว่าเป็นหมั่นโถว หน้าตาดีน่าจะเหมาะกว่า เนื้อแป้งนุ่มลิ้น เคี้ยวแล้วหอมหวานอร่อยจริงๆ
อันซิ่วเอ๋อร์กินไปชิ้นหนึ่งก็ไม่กินต่อเห็นจางเจิ้นอันก็วางมือแล้วเช่นกันนางจึงนำแป้งปั้นที่เหลือกลับไปใส่ในหม้อตามเดิม อาศัยไอร้อนในหม้ออุ่นไว้
กินอิ่มดื่มพอ ล้างมือเสร็จทั้งสองก็เตรียมตัวพักผ่อน เพิ่งก่อไฟไปเมื่อครู่ ในครัวจึงยังไม่หนาวนักอีกทั้งร่างกายของจางเจิ้นอันก็อบอุ่นเสมอ แม้ไม่มีผ้าห่มแต่เมื่อทั้งสองนอนกอดกัน เท้าชิดกัน ก็ไม่รู้สึกหนาวแล้ว
ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างสงบ รุ่งเช้าวันต่อมาอันซิ่วเอ๋อร์ตื่นนอน เพิ่งล้างหน้าล้างตาเสร็จ ประตูรั้วก็ถูกเคาะเสียงดังอันซิ่วเอ๋อร์เดินไปเปิดประตู เห็นเป็นเหลียงซื่อ และคนอื่นๆ ใบหน้าก็พลันแย้มยิ้ม“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่รอง พวกท่านมากันแต่เช้าเชียว?”
“ก็รีบมาตอนฝนซาลงหน่อยนี่แหละรีบมาซ่อมบ้านให้พวกเจ้าให้เสร็จ จะได้มีที่นอนดีๆ” เหลียงซื่อกล่าวขณะเดินตามอันซิ่วเอ๋อร์เข้าไปในลานบ้าน
“รบกวนท่านพ่อท่านแม่ลำบากแล้วเจ้าค่ะ”อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกผิดอยู่บ้างที่ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองและพี่ชายต้องรีบมาแต่เช้าตรู่ เป็นความผิดของนางจริงๆ
“พูดจาเกรงใจกันไปได้” เหลียงซื่อตำหนิพลางเหลือบมองอันซิ่วเอ๋อร์แวบหนึ่ง “เอาล่ะ เรื่องอื่นไว้ก่อน ให้ลูกเขยเอาเสื่อฟางที่ทำเมื่อวานมาพวกเราจะได้เริ่มงานกัน”
ขณะที่เหลียงซื่อพูด อันเถี่ยมู่ก็กำลังหาที่วางบันไดอยู่ อันซิ่วเอ๋อร์เห็นดังนั้นจึงกล่าว“พี่รอง ไม่ต้องรีบร้อน วางบันไดพิงกำแพงไว้ก่อนก็ได้ มาพักผ่อนกินข้าวเช้ากันก่อนค่อยว่ากัน”
“กินข้าวเช้าอะไรกัน พวกเรากินกันมาแล้ว”เหลียงซื่อได้ยินดังนั้นก็กล่าว “ถ้าพวกเจ้ายังไม่ได้กินก็กินไปก่อนพวกเราทำไปพลางๆ ก่อนก็ได้ เรื่องพวกนี้เจ้าไม่รู้อะไรหรอก”
ว่าแล้วก็ก้าวเข้าไปในบ้านเป็นคนแรกตั้งใจจะไปที่ครัวเพื่อหยิบเสื่อฟางที่ทอไว้เมื่อวาน
“ท่านแม่ บอกแล้วว่าให้กินข้าวเช้าก่อน”พอเหลียงซื่อเข้าครัว อันซิ่วเอ๋อร์ก็รีบดึงนางไว้พลางส่งสัญญาณให้จางเจิ้นอันนำแป้งปั้นออกมา กล่าวว่า “นี่เจ้าค่ะข้านึ่งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ท่านต้องลองชิมดูนะเจ้าคะ”
ปกติบ้านสกุลอันไม่มีธรรมเนียมกินอาหารเช้าเหลียงซื่อบอกว่ากินมาแล้ว อันซิ่วเอ๋อร์ย่อมไม่เชื่อโชคดีที่นางทำแป้งปั้นเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวาน มิฉะนั้นวันนี้คงยุ่งจนทำไม่ทันแน่
“เช่นนั้นแม่ลองชิมดูหน่อยก็แล้วกัน”เหลียงซื่อมองแป้งปั้นบนซึ้งไม้ไผ่ แต่ละชิ้นดูน่ารักน่าเอ็นดูช่างน่ามอง อีกทั้งลูกสาวก็อุตส่าห์เตรียมอาหารเช้าไว้ให้นางจะเกรงใจต่อไปก็ดูจะเสียน้ำใจลูกสาว จึงได้แต่นั่งลงอย่างเรียบร้อยใช้สายตาพิจารณาแป้งปั้นแต่ละชิ้น
อันซิ่วเอ๋อร์เห็นดังนั้นจึงเดินออกไปเรียกพ่อเฒ่าอันและพี่รองอันเถี่ยมู่ที่กำลังจะเริ่มทำงานให้เข้ามา
ตอนที่ทั้งสองเข้ามาเหลียงซื่อกำลังถือแป้งปั้นชิ้นหนึ่ง แต่ยังลังเลไม่กล้ากัดนางตำหนิพลางมองอันซิ่วเอ๋อร์ “ซิ่วเอ๋อร์หมั่นโถวธรรมดา เหตุใดเจ้าถึงปั้นได้น่ารักเช่นนี้แม่เห็นแล้วเสียดายจนกินไม่ลงจริงๆ”
“ไม่เป็นไร ท่านแม่กินเถอะเจ้าค่ะ”อันซิ่วเอ๋อร์ดึงเก้าอี้มา เชิญพ่อเฒ่าอันและพี่รองอันเถี่ยมู่นั่งไม่นาน ชาที่อุ่นบนเตาก็ร้อนได้ที่ จางเจิ้นอันจึงเข้ามารินชาให้ทั้งสามคน
พ่อเฒ่าอันดื่มชาร้อนไปถ้วยหนึ่งรู้สึกอุ่นท้องขึ้นมาก มองแป้งปั้นรูปร่างต่างๆ บนซึ้งไม้ไผ่ ก็รู้สึกแปลกตา ค่อยๆหยิบหมูน้อยขึ้นมาตัวหนึ่งอย่างระมัดระวัง กัดส่วนหัวไปคำหนึ่ง เคี้ยวช้าๆ
อันซิ่วเอ๋อร์มองทุกคนกินอย่างมีความสุขอยู่ใกล้ๆในใจก็พลอยยินดีไปด้วย หลังจากหยิบให้จางเจิ้นอันชิ้นหนึ่งแล้วนางเองก็หยิบมากินชิ้นหนึ่งเช่นกัน
กินข้าวเช้าเสร็จทุกคนก็เริ่มง่วนกับการซ่อมแซมบ้าน วันนี้ถือว่าโชคดี ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้วแต่ดูจากท้องฟ้าที่มืดครึ้ม เมฆดำทะมึน คาดว่าอีกไม่นานฝนคงจะตกอีกทุกคนจึงไม่รอช้า รีบขนเสื่อฟางไปไว้ที่ระเบียงทางเดินแล้วเริ่มลงมือทำงานกันทันที
อันเถี่ยมู่กับพ่อเฒ่าอันปีนขึ้นไปบนหลังคาแล้วจางเจิ้นอันก็ปีนตามขึ้นไปช่วยและเรียนรู้งาน พูดตามตรงเมื่อมองร่างที่ดูสั่นเทาเล็กน้อยของท่านพ่อ อันซิ่วเอ๋อร์ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ตะโกนเตือนจากด้านล่างอยู่หลายครั้ง
“ท่านพ่อ ระวังหน่อยท่านอยู่ข้างๆ ดูเฉยๆ ก็พอ มีอะไรให้ท่านพี่ ทำเถอะเจ้าค่ะ”
“วางใจเถอะน่า พ่อยังไม่แก่ขนาดนั้น”พ่อเฒ่าอันพูดพลางไอออกมาสองสามครั้งอันซิ่วเอ๋อร์ยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น เห็นเขายื่นมือลงมารับเสื่อฟางอย่างทุลักทุเลนางจึงรีบยกเสื่อฟางในมือส่งขึ้นไปให้สูงขึ้น