เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 86 สถานการณ์ครั้งใหญ่ที่ไม่อาจขัดขวาง

            ในโลกนี้มักเป็นเช่นนี้เสมอที่เรื่องดีๆมักไม่ค่อยเป็นข่าว แต่เรื่องแย่ๆ กลับดังออกไปไกลเป็นพันลี้

            เสบียงในท้องพระคลังสำหรับบรรเทาภัยพิบัติไม่มีเหลือแล้วข่าวนี้แพร่ออกไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีกอย่างไรอย่างนั้นภายในหนึ่งวันก็ถูกแพร่กระจายออกไปทั่วทั้งเมืองหลวงทั้งยังแพร่ไปทั่วทุกสารทิศทั้งประเทศด้วยความเร็วยิ่งขึ้น

            ดังนั้นภายในเวลาสั้นๆแค่หนึ่งวัน ทุกคนก็รู้กันหมดแล้วว่าเซียวกุ้ยเฟย [1] นางสนมที่ฮ่องเต้รักมากที่สุดกับครอบครัวของนางได้นำเอาเสบียงในท้องพระคลังขายออกไปในราคาสูงเพื่อหาเงินเข้ากระเป๋าของครอบครัวตนเอง

            ในท้องพระคลังไม่มีเสบียงหลงเหลืออยู่เลย!

            ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทางใต้ที่มีคนหิวตายเป็นเบือขนาดในเมืองหลวงเมื่อได้ยินข่าวว่าไม่มีอาหารในท้องพระคลังเหลือเลยปฏิกิริยาแรกของพวกเขาก็คือตื่นตระหนกจากนั้นก็แอบเตรียมสัมภาระที่ใช้ใส่ของและไปซื้อเสบียงเป็นจำนวนมาก

            จากนั้นกลุ่มกบฏและกองโจรจำนวนนับไม่ถ้วนก็ปรากฏตัวขึ้นทั่วประเทศมีผู้คนกว้านซื้อพืชผลเป็นจำนวนมากขึ้น วงจรที่เลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาทำให้ราคาพืชผลพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

            แม้แต่สถานที่เล็กๆอย่างที่ราบลุ่มระหว่างภูเขาอันไกลโพ้นแห่งนี้ก็ขึ้นราคาเช่นกันสำหรับพวกคนรวยที่พอมีอันจะกินก็เริ่มซื้อพืชผลมาไว้พืชผลชุดใหม่ยังไม่ถึงฤดูเก็บเกี่ยว พวกชาวบ้านต่างก็ไม่สามารถกินได้อิ่มท้องไหนเลยจะมีเวลาไปซื้อพืชผลได้ ต่อมาไม่รู้ว่าเป็นความคิดของใคร พวกชาวบ้านทั้งหมดพากันแห่ไปที่บ้านสกุลติงที่ร่ำรวยเป็นอันดับหนึ่งในหมู่บ้านแห่งนี้เพื่อจะขอยืมข้าวสาร

            เป็นเวลาหลายวันแล้วที่ผู้คนมาที่ประตูคราแรกเป็นญาติและเพื่อนบ้านของสกุลติง ต่อมาก็ขยายออกไปทั่วทั้งหมู่บ้าน

            ผู้อาวุโสติงกับแม่นางหลี่ว์ต่างก็เป็นคนใจดีและมีน้ำใจพวกเขามักจะชอบมองคนอื่นในแง่ดีเสมอ ที่บ้านพวกเขาเองก็มีความสามารถดังนั้นเมื่อเห็นว่าเหล่าญาติๆ มาร้องไห้คร่ำครวญว่าตนเองลำบากขนาดไหน เด็กๆไม่ได้กินอิ่มท้องสักครั้งมาหลายวันแล้ว พวกเขาก็เลยใจอ่อนและให้ยืมไปสองสามครั้ง

            ทว่าเรื่องนี้ก็เหมือนการเปิดอ่างเก็บน้ำเมื่อต้องการจะปิดก็ปิดได้ยากเสียแล้วพวกเขาเห็นคนมายืมข้าวสารที่บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดสกุลติงเองก็รับไม่ไหวอีกต่อไป

            หลังจากที่รู้ข่าวพี่ใหญ่และพี่รองสกุลติงต่างก็พากันกลับบ้านพวกเขานับจำนวนเหล่าผู้อาวุโสและรู้สึกว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ๆ จึงตัดสินใจว่าต่อไปไม่ว่าใครจะมาที่บ้านก็จะไม่ให้ยืมข้าวสารอีก

            ทว่าทันทีที่ได้ยินข่าวว่าสกุลติงจะไม่ให้ยืมข้าวสารอีกต่อไปท่าทีของคนในหมู่บ้านที่มีต่อสกุลติงก็เปลี่ยนไปในพริบตาเดียวหลังจากที่พวกเขาปิดประตูบ้านเวลาเจอคนในหมู่บ้านชาวบ้านก็จะพากันมองครอบครัวสกุลติงด้วยสายตาที่โกรธแค้นราวกับว่าเป็นคู่แค้นมาแต่ชาติปางก่อนอย่างไรอย่างนั้น

            ต่อให้ทุกคนจะจำได้ว่าสกุลติงมีท่านย่าเทวาภูเขาคุ้มครองอยู่แต่นั่นก็ไม่อาจต้านทานความหวาดกลัวเรื่องปากท้องของพวกเขาได้

            ติงเหว่ยรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาหลังจากได้ยินเรื่องนี้นางก็รู้สึกว่าไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไปนางจึงคุยกับกงจื้อหมิงว่าอยากกลับบ้านสักรอบ

            เนื่องจากสถานการณ์ภายนอกตอนนี้ไม่ค่อยสู้ดีนักคนเร่ร่อนก็มีจำนวนมากเกินไป กงจื้อหมิงจึงกังวลในความปลอดภัยของนางในใจของเขารู้สึกไม่เต็มใจอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดไปคิดมาเขาก็พยักหน้า“เจ้ากลับบ้านสักรอบก็ดี แต่ให้หลินลิ่วกับอวิ๋นอิ่งไปส่งเจ้าด้วย ส่วนอันเกอเอ๋อร์ให้อยู่ที่บ้านที่นี่เจ้ารีบไปรีบกลับ!”

            เมื่อติงเหว่ยได้ยินเขาเรียกสถานที่แห่งนี้อย่างใกล้ชิดว่าบ้านในใจของนางก็เอ่อล้นไปด้วยความหวานชื่น ในช่วงนี้ถึงแม้ว่าจะยุ่งวุ่นวายทว่าทั้งสองคนก็เหมือนกับชายหญิงที่กำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความรัก เพียงสบตากันสักครั้งยิ้มให้กันสักหน ต่างก็ทำให้อีกฝ่ายหัวใจเต้นแรงไปครึ่งค่อนวันและทั้งสองคนก็ใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อยๆ

            พูดเรื่องไร้สาระให้น้อยสักหน่อยติงเหว่ยเองก็ไม่เต็มใจที่จะพาอันเกอเอ๋อร์กลับไปด้วยเกรงว่าระหว่างทางจะไม่ปลอดภัย ดังนั้นก็เลยพยักหน้าและพูดว่า“ที่นี่ท่านเองก็ยุ่งจนทุกคนทำงานตัวเป็นเกลียวอยู่แล้วไหนเลยจะสามารถส่งคนออกไปส่งข้าได้ อีกอย่างข้าไม่ได้ไปถ้ำมังกรหรือรังเสือสักหน่อยข้าก็แค่กลับบ้าน ไม่จำเป็นต้องพาคนไปสักหน่อย! อีกทั้งถนนสายนี้ก็ไม่ได้ไกลด้วย”

            กงจื้อหมิงวางจดหมายในมือของเขาและค่อยๆจับมือที่แสนอ่อนนุ่มของนางเอาไว้ แววตาลึกซึ้งของเขาเต็มไปด้วยความจริงจังและเขาก็ไม่ได้ปกปิดความเป็นห่วงและความกังวลเอาไว้เลยแม้แต่น้อย “เชื่อข้านะพาอวิ๋นอิ่งกับหลินลิ่วไปด้วย หากว่าข้าเคลื่อนไหวได้สะดวก ข้าจะไปส่งเจ้าด้วยตนเอง!”

            น้ำเสียงของเขานุ่มทุ้มและหนักแน่นช่างอ่อนโยนยิ่งนัก

            ติงเหว่ยใบหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อยแต่ในที่สุดก็ไม่สามารถบ่ายเบี่ยงได้อีกต่อไป นางพยักหน้าถี่ๆ “ตกลงเอาตามที่ท่านว่าทั้งหมด!”

            กงจื้อหมิงยิ้มออกมาอย่างสดใสเดิมทีเขาเป็นคนนิสัยเย็นชา ใบหน้าที่หล่อเหลาของเขามักจะเคร่งขรึมอยู่เสมอ อาจเป็นเพราะช่วงนี้ต้องเตรียมการหลายๆอย่าง คิ้วของเขามักจะขมวดเล็กน้อย และสีหน้าก็ดูเหนื่อยล้า

            ตอนนี้จู่ๆก็ยิ้มออกมา ราวกับแสงจันทร์ส่องทะลุเมฆดำท่ามกลางความมืดมิด เป็นแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้ายามเช้าส่องสว่างทุกอย่างในทันที

            หัวใจของติงเหว่ยเต้นรัวนางอดไม่ได้ที่จะมองอย่างเคลิบเคลิ้มการแสดงออกของนางราวกับสาวน้อยที่กำลังหลงใหลอะไรบางอย่างก็ไม่ปาน

            กงจื้อหมิงเองก็รู้สึกตื่นเต้นเขาเป็นบุรุษทั่วไปคนหนึ่ง เมื่อเห็นหญิงสาวที่เขาชอบมองตนเองอย่างหลงใหลเช่นนี้แน่นอนว่าเขาก็รู้สึกมีความสุข

            เขาอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นและลูบผมของติงเหว่ยเบาๆ และน้ำเสียงของเขาก็อ่อนโยนขึ้น “รีบไปรีบกลับ!”

            จากนั้นติงเหว่ยถึงได้กลับมามีสติอีกครั้งนางรู้สึกประหม่าเล็กน้อย และไม่กล้าสบตาเขาแม้แต่นิดเดียวนางตอบรับอย่างคลุมเครือแล้วกุลีกุจอรีบหันหลังวิ่งออกไปทันที

            คงไม่ต้องบอกว่าข้างหลังของนางมีเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของชายหนุ่มไล่ตามมา

            ติงเหว่ยเริ่มโมโหเล็กน้อยด้วยความเขินอายใบหน้าของนางก็แดงยิ่งขึ้นไปอีก ทว่ารอยยิ้มที่หางตาและคิ้วของนางนั้นทำอย่างไรก็ลบไม่ออก

            ……

            หลินลิ่วที่ได้รับคำสั่งอยู่ก่อนแล้วตอนนี้กำลังยืนรอที่ด้านนอก เขาบังเอิญเห็นรอยยิ้มที่เขินอายและผ่อนคลายอย่างเป็นธรรมชาติของนางก็รู้สึกตกใจขึ้นมาในทันที

            ติงเหว่ยไม่สังเกตเห็นความผิดปกตินางจึงเดินเข้าไปและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “คงต้องรบกวนผู้ดูแลหลินกลับไปที่บ้านกับข้าสักรอบแล้ว!”

            “ไม่รบกวนเลย ไม่รบกวนเลย! เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว!”หลินลิ่วกระแอมออกมาอย่างประหม่า แล้วก็รีบก้มหน้าลง

            ริมฝีปากของติงเหว่ยยิ้มกว้างยิ่งขึ้นเท้าของนางก็เร็วขึ้นเช่นกัน

            หลินลิ่วเดินตามไปข้างหลังและแอบมองติงเหว่ยเขาแอบคิดว่าไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดคนที่โดดเด่นอย่างนายน้อยของเขาถึงชอบแม่นางติงถึงแม้แม่นางติงจะไม่ได้มีใบหน้างดงามมากที่สุดทว่ารอยยิ้มที่เป็นตัวเองอย่างธรรมชาตินั้นกลับไม่ใช่สิ่งที่หญิงสาวทั่วไปจะเทียบได้

            แม้แต่พวกกุลสตรีชั้นสูงในเมืองหลวงที่เขาเคยเห็นในปีนั้นก็ไม่มีใครสักคนที่จะเทียบได้กับแม่นางติง

            แน่นอนว่าติงเหว่ยไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจของนางกังวลถึงคนในครอบครัว หลังจากออกจากจวนสกุลอวิ๋นแล้วฝีเท้าของนางก็เร็วขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

            ระหว่างทางแทบจะไม่เห็นคนเดินถนนอีกต่อไปแม้ว่าจะมีบ้างหนึ่งถึงสองคนที่เดินทางอย่างเร่งรีบเช่นกัน ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อยแต่ละคนท่าทางดูเหมือนหมดสิ้นแล้วทั้งชีวิต ถึงขนาดที่ว่าไม่เห็นพวกเด็กๆ ที่้คอยออกมาวิ่งเล่นข้างนอกท่ามกลางแสงแดดอีกต่อไป

            ติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นกังวลและเศร้าโศกตามไปด้วย

            หลินลิ่วดูเหมือนจะอ่านใจนางออกเขาวิ่งเหยาะๆ มาข้างหน้า และอธิบายด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “แม่นางติงมีคนเร่ร่อนจำนวนมากมายเข้ามาในหมู่บ้านแล้วแต่นายอำเภอก็ได้รวบรวมคนหนุ่มให้ช่วยกันลากออกไปแล้ว และยังจัดเวรยามเฝ้าทำให้หมู่บ้านพอจะเงียบสงบขึ้นมาสักหน่อย ทว่าไม่มีคนคอยดูแลเด็กๆ หากพวกเขาออกมาเล่นข้างนอกคงจะเป็นเรื่องอันตรายมากกว่า!”

            ติงเหว่ยพยักหน้าและถอนหายใจเบาๆ“เป็นฤดูร้อนแท้ๆ แต่ภายในหมู่บ้านนี้กลับดูรกร้างไปไม่น้อย!”

            “คนน้อยลงก็เลยร้างเป็นธรรมดา!” หลินลิ่วกระซิบตอบ “ข้าได้ยินว่าบางครอบครัวที่พอมีฐานะต่างก็เก็บข้าวของและอพยพออกไปแล้ว!”

            ในไม่ช้าก็เดินทางมาถึงบ้านสกุลติงเนื่องจากติงเหว่ยไม่ได้ส่งข่าวมาบอกก่อน ตอนนี้จู่ๆก็กลับมาเลยทำให้ทั้งครอบครัวทั้งประหลาดใจและยินดีไม่น้อย

            ประกอบกับที่ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาเลยพากันออกมาต้อนรับทั้งหมดมีแค่แม่นางหลิวกับแม่นางหวังที่ถึงแม้จะยิ้มแต่ว่าก็มีความโกรธเคืองอยู่ด้วย

            ติงเหว่ยในใจรู้สึกมึนงงแต่ก็ไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้า

            พี่รองสกุลติงเป็นคนแรกที่เอ่ยปากออกมา“เหว่ยเอ๋อร์เจ้ากลับมาพอดีเลย พวกข้ากำลังปรึกษากับท่านพ่อว่าจะไปหาเจ้าพอดี!”

            ตั้งแต่ที่ติงเหว่ยจู่ๆก็ลืมเรื่องราวในอดีตไป การจัดการเรื่องต่างๆ ของนางก็ดีกว่าพวกเขาพ่อลูกไม่น้อยดังนั้นเวลาที่ที่บ้านมีเรื่องอะไรพวกเขาต่างก็อยากจะถามความเห็นของนางโดยไม่รู้ตัว

            ผู้อาวุโสติงก็รีบเข้าไปทักทายหลินลิ่วอย่างสุภาพ“ผู้อาวุโสหลินอุตส่าห์มาส่งลูกสาวของเรากลับบ้านโดยเฉพาะ ต้องลำบากท่านแล้วจริงๆเชิญท่านรีบเข้ามาดื่มชาร้อนๆ ในบ้านก่อน แม่เป่าเอ๋อร์รีบไปชงชาเร็วเข้า!”

            “เอ่อ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ ท่านพ่อสามี!” แม่นางหลิวพูดอย่างจริงใจและหันไปทางหลินลิ่วด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็ขอตัวเข้าไปในห้องครัว

            แม่นางหวังปฏิเสธที่จะขยับตัวแต่เมื่อถูกแม่นางหลี่ว์ถลึงตาใส่นางถึงได้ตามเข้าไปในครัวอย่างไม่เต็มใจและทำได้เพียงเงี่ยหูฟังภายนอก

            ในยามนี้เมื่อหญิงสาวกลับมาเห็นได้ชัดว่าจะต้องมีเรื่องพูดแน่ๆหากไม่อยู่ที่ห้องโถงแล้วนางจะสืบข่าวได้อย่างไร?

            เมื่อแม่นางหลี่ว์เห็นว่าลูกสะใภ้ทั้งสองออกไปหมดแล้วก็เลยพูดกับหลินลิ่วว่า “อากาศร้อนเช่นนี้ยังต้องรบกวนท่านมาถึงที่นี่รีบเข้าไปในห้องเย็นๆ สักหน่อยน้ำชาก็เป็นชาหลงจิ่งอะไรสักอย่างที่เหว่ยเอ๋อร์ส่งมาให้ไม่กี่วันก่อนหากจะพูดขึ้นมาเมื่อก่อน…คนชนบทอย่างพวกเราก็ไม่เข้าใจสิ่งนี้แค่รู้สึกว่าตอนดื่มชานี้รสชาติดี กลิ่นหอมมากและไม่ขมเลย!”

            หลินลิ่วรีบโบกมือเป็นพัลวัน“ผู้อาวุโสและท่านแม่เฒ่าเกรงใจเกินไปแล้ว แต่ว่าไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นข้าทำตามคำสั่งของนายน้อยที่ให้มาส่งแม่นางติงกลับบ้าน พวกท่านไม่ต้องสนใจข้ามีเรื่องอะไรจะคุยกันก็ไปคุยที่ด้านในเถอะ เดี๋ยวข้ารอข้างนอกก็พอแล้ว!”

            หลังจากพูดจบเขาก็นั่งบนม้านั่งไม้ใต้ชายคา ใบหน้าของเขาปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดและนั่งรอติงเหว่ยกลับมา

            หลังจากผู้อาวุโสติงและแม่นางหลี่ว์ได้ยินในใจก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย

            ลูกสาวของเขาขายตนเองออกไปสามปีแล้วก็ถือว่าไม่ใช่คนในครอบครัวตนเองแล้ว กว่าจะได้กลับบ้านสักรอบนั้นไม่ง่ายเลยแล้วยังมีคนมารอรับกลับอีกด้วย

            ผู้อาวุโสติงกลับเข้าใจมากกว่าหลังจากเปลี่ยนความคิดแล้วนี่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าสกุลอวิ๋นให้ความสำคัญกับลูกสาวของเขาในหมู่บ้านฟางเยวียนแห่งนี้ก็มีครอบครัวไม่น้อยที่ขายลูกสาวตนเองให้ครอบครัวใหญ่ๆเพื่อไปทำงานเป็นสาวใช้ทว่าเขากลับไม่เคยเห็นครอบครัวไหนที่คอยดูแลมารับส่งเช่นนี้เลย?ยิ่งไปกว่านั้นครั้งก่อนที่พวกเขาไปร่วมพิธีจวาโจวของหลานชายเขาเห็นกับตาตนเองแล้วว่าสกุลอวิ๋นปฏิบัติต่อลูกสาวและหลานชายของเขาดีขนาดไหน

            เมื่อคิดได้เช่นนั้นผู้อาวุโสติงก็ดีใจขึ้นมาทันที

            ติงเหว่ยมองความคิดของท่านพ่อท่านแม่ออกในใจนางเองก็รู้สึกขมขื่นน้อยๆ และตำหนิตนเองเบาๆ รู้ทั้งรู้ว่าข้างนอกนี้สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนักยังไม่รีบกลับมาเยี่ยมท่านพ่อท่านแม่อีก?

            นางยิ้มและหันไปพูดกับหลินลิ่วว่า“ในเมื่อมาแล้วก็เข้าไปนั่งในห้องโถงและดื่มชาสักแก้วให้พวกเราได้แสดงน้ำใจในฐานะเจ้าบ้านสักหน่อยถือเสียว่าเป็นการมาเยี่ยมเยียนก็แล้วกัน บ้านของพวกเราอาจแคบไปบ้างหวังว่าผู้ดูแลหลินจะไม่รังเกียจ”

            หลินลิ่วไหนเลยจะกล้ารังเกียจเขารีบโบกมือเป็นพัลวัน เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและตอบว่า“ในเมื่อแม่นางติงพูดเช่นนี้ งั้นข้าเองก็เข้าไปนั่งสักหน่อยก็แล้วกัน!”

            พี่รองสกุลติงเองก็รีบยกมือขึ้นและเชิญเขาเข้าไปข้างใน

            สายตาของผู้อาวุโสติงก็แปลกประหลาดไปเล็กน้อยและพึมพำในใจว่าเหตุใดกลับมาคราวนี้คนของบ้านสกุลอวิ๋นถึงได้เกรงใจลูกสาวของเขาขนาดนี้ราวกับว่าเขากำลังปฏิบัติต่อเจ้านายอย่างไรอย่างนั้น

            เพียงแต่ความคิดของเขาตอนนี้กำลังสับสนความคิดนี้หมุนวนไปมาในหัวของเขา แต่แล้วก็ถูกโยนทิ้งไป

            หลินลิ่วกำลังดื่มชาอยู่ในห้องเมื่อเห็นว่าสมาชิกในครอบครัวสกุลติงมัวแต่สนใจจะพูดคุยกับตนเองเพราะเกรงว่าจะละเลยเขาอย่างไรอย่างนั้นเขารู้ว่าติงเหว่ยกลับมาครั้งนี้เพราะมีเรื่องสำคัญดังนั้นเมื่อเห็นครอบครัวสกุลติงไม่อาจปล่อยมือได้เขาเองก็รู้สึกผิดที่จะอยู่รบกวน ดังนั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้นใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านายน้อยยังมีธุระให้ข้าไปจัดการอีกคงไม่เหมาะที่จะรออยู่ที่นี่ เอาแบบนี้ก็แล้วกันหลังกินข้าวเย็นเสร็จข้าค่อยกลับมารับแม่นางติง เป็นเช่นไร?”

            นี่คือสิ่งที่ทุกคนในครอบครัวสกุลติงรอคอยอยู่และเป็นอย่างที่คาดไว้ผู้อาวุโสติงกับแม่นางหลี่ว์พลันยิ้มออกมาและพูดจาอย่างสุภาพสองประโยค จากนั้นก็ให้แม่นางหลิวหยิบตะกร้าสีฟ้าเล็กๆกะทัดรัดออกมาจากห้องครัว ข้างในมีลูกพลับกรุบกรอบสิบกว่าลูก แล้วยังมีไข่ไก่อีกยี่สิบกว่าฟอง

            -----------------------------------------

            [1]กุ้ยเฟย 贵妃 หมายถึงพระสนมเอก

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841