บทที่ 27 ค่อย ๆ ก้าว... ไม่ต้องรีบร้อน
ห้องรับรองส่วนตัวภายในโซนอาหารจีนของฉินกรุ๊ปนั้นถูกออกแบบมาอย่างประณีต ผนังกระจกบานใหญ่เผยให้เห็นทัศนียภาพของเมืองหลวงที่ดูใกล้ชิดกว่าห้องทำงานชั้นบนสุด ความสูงที่ลดระดับลงมาทำให้รู้สึกราวกับสามารถเอื้อมมือไปััความวุ่นวายของผู้คนบนท้องถนนได้มากกว่าเดิม
ฉินฮ่าวเฉิน จัดการสั่งอาหารชุดใหญ่ที่เป็เมนูโปรดและเมนูที่ย่อยง่ายสำหรับเด็ก พร้อมกำชับหัวหน้าเชฟให้รีบปรุงและนำมาเสิร์ฟโดยด่วน ทว่าพอเขาหันกลับมามองลูกสาวอีกที ก็พบว่าเ้าก้อนแป้งนุ่มนิ่มแอบวิ่งไปเกาะขอบหน้าต่างกระจกอีกครั้งเสียแล้ว
อันอัน แนบแก้มยุ้ย ๆ สีชมพูระเรื่อลงบนกระจกใสแจ๋วอย่างลืมตัว จนเนื้อแก้มนิ่ม ๆ ปูดออกมาเป็ก้อนกลมดูน่าหมั่นเขี้ยว ใครที่เดินผ่านมาเห็นเข้าคงเป็ต้องใจละลายเอ็นดูในความไร้เดียงสานี้ โชคดีที่กระจกของที่นี่ถูกเช็ดถูจนสะอาดสะอ้านประหนึ่งไร้ตัวตน ใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอจึงยังคงขาวสะอาดไม่เลอะเทอะ
จู่ ๆ มือน้อย ๆ ที่ป้อมสั้นก็ชี้ลงไปเบื้องล่างอย่างตื่นเต้น
“คุณพ่อขา~ อันอันเห็นรถของพี่หกแล้วค่ะ! พี่หกมาหาพวกเราใช่ไหมคะ?”
พี่หก? ฉินเชียนอี้ เ้าลูกชายจอมแสบมางั้นเหรอ?
ฉินฮ่าวเฉินขมวดคิ้วฉับพลันด้วยความสงสัย เขาก้าวไปที่หน้าต่างแล้วมองลงไปเบื้องล่างตามปลายนิ้วของลูกสาว เห็นรถหรูรุ่นลิมิเต็ดของตระกูลฉินกำลังเลี้ยวขวับเข้ามาจอดที่หน้าตึกจริง ๆ แม้ในใจหนึ่งเขาจะอยากใช้เวลาสงบ ๆ ป้อนข้าวลูกสาวตามลำพังโดยไม่มีเ้าลูกชายจอมป่วนมาทำเสียงดังรบกวน แต่เมื่อเห็นประกายตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของอันอัน เขาก็ไม่กล้าเอ่ยปากไล่ลูกชายออกไป
อันอันหันกลับมามองพ่อด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความกังวลเล็ก ๆ
“คุณพ่อคะ... พี่หกจะรู้ไหมว่าพวกเราแอบมาทานข้าวที่นี่? พี่หกจะหลงทางไหมคะ?”
“น่าจะรู้นะครับคนเก่ง”
ฉินฮ่าวเฉินยิ้มน้อย ๆ
ฉินเชียนอี้หัวไวปานวอก คงเดาไม่ยากหรอกว่าถ้าฉินฮ่าวเฉินพาลูกสาวตัวน้อยมาที่นี่ ก็คงมาที่เดียว คือโซนอาหารจีน
อันอันทำท่าครุ่นคิดอย่างจริงจังประหนึ่งกำลังวางแผนการใหญ่ ก่อนจะซอยเท้าสั้น ๆ เดินเตาะแตะไปที่ประตูห้องรับรอง เธอเขย่งเท้าสุดแรงเกิด เอื้อมมือน้อย ๆ ไปหมุนลูกบิดประตูด้วยความทุลักทุเลจนแง้มออกได้เพียงเล็กน้อย หัวเล็ก ๆ ที่ประดับด้วยโบว์สีหวานโผล่ออกไปมองบรรยากาศภายนอก ซึ่งบัดนี้เริ่มคึกคักไปด้วยเหล่าพนักงานที่ทยอยกันมาพักมื้อเที่ยง
ตอนแรกอันอันตั้งใจจะหดหัวกลับเข้ามาซ่อนตัวในอ้อมกอดพ่อเหมือนทุกครั้ง แต่แล้วเธอก็ชะงัก…
อันอันน้อยยืนนิ่งอยู่ตรงขอบประตู กะพริบตากลมโตมองดูผู้คนแปลกหน้าที่เดินผ่านไปมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นปนระมัดระวัง แม้ประตูห้องรับรองจะตั้งอยู่ในจุดที่สังเกตได้ง่าย แต่เพราะมีต้นไม้กระถางใหญ่สองต้นตั้งบังเงาไว้พอดี พนักงานที่กำลังเร่งรีบจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่ามี ‘สายลับตัวน้อย’ กำลังแอบซุ่มสังเกตการณ์โลกภายนอกอยู่
หากเป็เมื่อก่อน อันอันคงจะรีบวิ่งไปแอบหลังขาคุณพ่อด้วยความกลัว แต่คำพูดของคุณพ่อเมื่อเช้านี้ยังคงดังก้องอยู่ในหัว... ‘ค่อย ๆ เป็ค่อย ๆ ไป ไม่ต้องรีบร้อน ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะกล้าหาญขึ้น’
ความหวาดหวั่นที่เคยเกาะกินใจค่อย ๆ จางหายไปทีละน้อย อันอันเริ่มสนุกกับการสังเกตพี่ชายและพี่สาวในชุดเครื่องแบบของฉินกรุ๊ปที่ดูโก้เก๋และสง่างาม ที่โต๊ะทรงกลมใกล้ ๆ มีพี่สาวแสนสวยสามคนนั่งล้อมวงคุยกันเสียงเบา ดูเป็ระเบียบและเพลินตาเด็กน้อยยิ่งนัก
อันอันแอบได้ยินพวกเธอคุยกันเบา ๆ เื่การลดน้ำหนักและบ่นพึมพำว่ากลัว ‘อ้วน’ เพราะทานมื้อเที่ยงเยอะเกินไป ยัยหนูขมวดคิ้วมุ่นพลางพึมพำกับตัวเองอย่างไม่เห็นด้วย
“ไม่อ้วนเลยสักนิด... พี่สาวสวยเหมือนนางฟ้าจะตาย...”
พอมองไกลออกไปอีกนิด เธอเห็นพี่ชายกับพี่สาวนั่งอยู่กันสองคนท่ามกลางฝูงคน ทั้งคู่คอยป้อนอาหารให้กันด้วยท่าทางกระหนุงกระหนิงดูหวานชื่น อันอันเอียงคอทำตาโตก่อนจะร้อง
“อ๋อออ~”
อย่างเข้าใจแจ้งพรรณนา มันเหมือนกับตอนที่คุณพ่อป้อนข้าวให้อันอันเลย! นั่นคือความรักแน่ ๆ!
เธอกลับเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มกว้าง
“คุณพ่อขา อันอันเห็นพี่ชายพี่สาวป้อนข้าวกันด้วยค่ะ อันอันอยากป้อนข้าวคุณพ่อบ้างจังเลย”
ฉินฮ่าวเฉินชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจที่เคยแข็งแกร่งดุจหินผาของเขาบัดนี้พองโตจนคับอกด้วยความตื้นตัน
“ได้สิครับลูก พ่อจะรอให้อันอันป้อนนะ”
เมื่อได้คำตอบที่ถูกใจ ยัยหนูก็ยิ้มแก้มปริและเริ่มรู้สึกชอบบรรยากาศที่มีคนเยอะ ๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว
ทันทีที่ ฉินเชียนอี้ ก้าวเข้ามาในโซนอาหารจีนด้วยท่าทางร่าเริง เขาก็เหลือบไปเห็นหัวกลม ๆ ของน้องสาวที่โผล่ออกมาทักทายจากประตูห้องรับรองพอดี ใบหน้าหล่อเหลาเยี่ยงดาราคลี่รอยยิ้มกว้างขวาง เขารีบโบกมือหยอย ๆ พลางะโเรียกสุดเสียง
“อันอัน! พี่หกมาแล้วครับ!”
เสียงะโที่เปี่ยมไปด้วยพลังนั้นทำให้พนักงานทั้งชั้นหันควับมามองเป็ตาเดียวประหนึ่งต้องมนต์! ทุกคนในโรงอาหารต่างตกตะลึงและหยุดชะงัก... นั่นไง! ท่านประธานน้อยตัวจริงเสียงจริงที่เขาลือกันไปทั่วบริษัทั้แ่เช้า!
ทว่าครั้งนี้ อันอันไม่ได้มีท่าทีใจนร้องไห้เหมือนตอนเช้า เธอเขย่งเท้าโบกมือน้อย ๆ ตอบกลับพี่ชายคนเล็กอย่างกระตือรือร้น
“พี่หก! อันอันอยู่ทางนี้ค่า!”
รอยยิ้มแห่งความเอ็นดูแผ่กระจายไปทั่วโรงอาหารในพริบตา พนักงานทุกคนต่างคิดเป็เสียงเดียวกันว่า... ‘ท่านประธานน้อยน่ารักเกินไปแล้ว หัวใจฉันรับไม่ไหวแล้ว!’
“เห็นแล้ว ๆ!”
ฉินเชียนอี้วิ่งมาถึงตัวน้องสาวในเวลาไม่กี่วินาที เขาโผเข้ากอดอันอันด้วยความดีใจประหนึ่งไม่ได้เจอกันแรมปี
“โอ๊ย อันอันของพี่ช่างแสนดีจริง ๆ อุตส่าห์ออกมารอรับพี่ที่หน้าประตูด้วย พี่ซึ้งใจที่สุดเลย!”
อันอันเริ่มทำหน้าเก้อเขินเล็กน้อย นิ้วป้อม ๆ เขี่ยชายเสื้อตัวเอง
“คือ... อันอันเกือบจะลืมไปแล้วค่ะว่าต้องรอพี่หก... อันอันมัวแต่มองคนอื่นเพลินไปหน่อยค่ะ”
เธอบอกความจริงเสียงแ่อย่างรู้สึกผิด
ฉินเชียนอี้นั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าน้องสาวพลางถามอย่างสงสัย
“อ้าว แล้วเมื่อกี้อันอันมองอะไรอยู่เหรอครับถึงได้เพลินขนาดนั้น?”
ยัยหนูโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูพี่ชายด้วยท่าทางลับลมคมใน
“อันอันมองพี่ชายพี่สาวโต๊ะนั้นค่ะ เขากำลังป้อนข้าวกันเหมือนที่คุณพ่อป้อนอันอันเลย”
ฉินเชียนอี้มองตามปลายนิ้วเล็ก ๆ ของน้องสาวไป เห็นคู่รักพนักงานคู่หนึ่งที่ทานข้าวเสร็จแล้วกำลังเอียงคอเข้าหากันอย่างใกล้ชิดเกินกว่าเหตุ... ภาพนั้นทำเอาเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่นถึงกับหน้าแดงก่ำ เขาทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องเห็นฉากเลิฟซีนสด ๆ ต่อหน้าน้องสาวตัวน้อย เขาจึงรีบช้อนตัวอุ้มอันอันกลับเข้าห้องทันทีเพื่อความปลอดภัยทางสายตา
ฉินฮ่าวเฉินเห็นลูกชายเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่แดงซ่านพิลึกก็ถามอย่างงุนงง
“เป็อะไรของแก? ข้างนอกมันร้อนขนาดนั้นเลยหรือไง?”
“เอ่อ... ก็นิดหน่อยครับพ่อ อากาศมัน... อบอ้าวแปลก ๆ”
ฉินเชียนอี้รีบวางน้องสาวลงบนเก้าอี้เด็กอย่างระมัดระวัง ก่อนจะกระแอมไอแก้เขินแล้วถามขึ้น
“พ่อครับ... บริษัทเราไม่มีกฎห้ามแสดงความรักประเจิดประเจ้อในที่ทำงานเหรอครับ?”
“ไม่มี”
ฉินฮ่าวเฉินขมวดคิ้ว
“จะไปห้ามเื่พรรค์นั้นทำไม ตราบใดที่งานไม่เสียพ่อก็ไม่ขัดศรัทธา”
อันอันที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เด็กเงยหน้ามองพ่อสลับกับพี่ชายด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัย
“คุณพ่อขา... ‘ความรักในที่ทำงาน’ คืออะไรเหรอคะ?”
ฉินฮ่าวเฉินลูบหัวลูกสาวเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู
“อันอันยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจเื่ซับซ้อนแบบนี้ครับลูก ไว้โตกว่านี้อีกนิดพ่อจะอธิบายให้นะ”
ฉินเชียนอี้ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยั้งปากไว้ จนคุณพ่อต้องหรี่ตามองอย่างคาดคั้น
“มีอะไรก็พูดมา อย่ามัวแต่อึกอัก”
“พ่อครับ...”
ลูกชายคนเล็กโน้มตัวไปกระซิบข้างหูพ่อเสียงเบา
“เมื่อกี้อันอันเกือบจะได้เห็นคู่รักพนักงานกำลังจะ ‘จูบ’ กันกลางโรงอาหารแล้วนะครับ! ดีนะที่ผมวิ่งไปคว้าตัวน้องหลบออกมาทัน ไม่อย่างนั้นภาพพจน์น้องสาวผมเสียหมด!”
ฉินฮ่าวเฉินถึงกับนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่... ดวงตาคมกริบฉายแววไม่พอใจที่ใครบางคนเกือบจะทำให้ลูกสาวเขาต้องไปล้างตา แต่ทว่า... เ้าก้อนแป้งที่มีประสาทััหูไวดุจเรดาร์กลับกะพริบตาโตแล้วเอียงคอถามขึ้นมาเสียงใสแจ๋วกลางห้อง
“จูบกัน? ...พี่ชายคะ จูบกันมันคืออะไรเหรอคะ?”