เดือนแปดเป็่ต้นฤดูใบไม้ร่วงอากาศที่ร้อนอบอ้าวใน่ฤดูร้อนผ่านพ้นไป ต้นข้าวในแปลงนาแตกรวงเรียบร้อยแล้วมีสีเหลืองแซมให้เห็นประปรายท่ามกลางความเขียวขจีช่างเป็ภาพที่แสดงให้เห็นว่าฤดูเก็บเกี่ยวใกล้เข้ามาแล้ว
่ว่างจากการทำนาชาวบ้านบางส่วนที่ออกจากหมู่บ้านเข้าไปหางานทำในเมืองเพื่อหารายได้เสริมก็เริ่มทยอยกันเดินทางกลับหมู่บ้านเพื่อให้ทัน่เก็บเกี่ยวในเดือนหน้า
เหล่าสตรีในหมู่บ้านล้วนชอบมานั่งรวมตัวกันใต้ต้นสนเปลือกแดงหน้าหมู่บ้านบางคนก็เอางานเย็บปักเสื้อผ้ารองเท้ามานั่งทำ บางคนก็มารวมตัวพูดคุยกับคนในหมู่บ้าน
“ท่านหมอวันนี้ก็ออกตรวจอีกแล้วหรือ” หวังซื่อสะใภ้ตระกูลเฉินทักทายหลี่เจี่ยหลิงตามปกติเหมือนเช่นทุกวัน
หมู่บ้านหนิวเจียมีแต่ชาวบ้านยากจนเดินเท้าเปล่ามีเพียงเฉินจ้านเท่านั้นที่มีเกวียนวัวชาวบ้านที่เหลือนั้นไม่มีสัตว์ใหญ่แม้แต่ครอบครัวเดียวคงมีเพียงแต่บ้านท่านหมอเท่านั้นที่เลี้ยงม้าถึงสองตัวนับว่าเป็บ้านที่มีหน้ามีตาที่สุดในหมู่บ้านหนิวเจียแห่งนี้
“เ้าค่ะพี่สะใภ้หวัง วันนี้ข้าไปอำเภอเกาหยาง จะไปดูตาเฒ่าหลิวขายหมูเสียหน่อยเ้าค่ะ”
“อืมไปดีมาดีเล่า ถึงแม้ว่าท่านจะรู้วรยุทธ แต่อย่างไรก็เป็สตรีอย่าได้เดินทางดึกดื่นเกินไปเสียเล่า” หวังซื่อเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
คนในหมู่บ้านหนิวเจียต่างรู้ดีว่าหวังซื่อเป็พวกชอบพูดแต่จิตใจดี
“ข้าไปก่อนเ้าค่ะ”หลี่เจี่ยหลิงก้มศีรษะเล็กน้อยให้เกียรติทุกคนในหมู่บ้านก่อนจะควบม้าออกไปพร้อมกับชุนเชียง
“เฮ้อ...ท่านหมอจิตใจประเสริฐนัก หมู่บ้านรอบเขากู่จี้แถบนี้มีคนเจ็บไม่น้อย นางก็ขี่ม้าออกตรวจให้กับชาวบ้านทุกวันแทบไม่หยุดชาวบ้านอย่างเรายากจนเพียงนี้จะมีเงินไปโรงหมอในเมืองได้อย่างไรพอได้ท่านหมอคอยตรวจรักษาให้ คนที่เจ็บคนที่ปวดก็ได้รับการรักษาเสียที”
หวังซื่อชื่นชอบหลี่เจี่ยหลิงมากนางทั้งสวยทั้งมีความสามารถ
การที่หมู่บ้านหนิวเจียมีหมอย่อมเป็หน้าเป็ตาให้กับหมู่บ้านมีหลายหมู่บ้านที่อยากแต่งเข้ามาที่หมู่บ้านนี้เพิ่มขึ้นทำให้หัวหน้าหมู่บ้านหน้าบานอยู่่ใหญ่
ยายเฒ่าหลิงกัดเมล็ดทานตะวันกินมองไปตามทางที่หลี่เจี่ยหลิงจากไป“ข้าเห็นว่าหลายวันก่อนท่านหมอพาพ่อหนุ่มกลับมาด้วยคนหนึ่งไม่ใช่หรือ ภรรยาเฉินเหลียงไม่ใช่ว่าคอยต้มยาให้หรอกหรือไม่รู้ว่าเป็ผู้ใดมาจากไหนกัน”
“ท่านหมอพามาข้าว่าคงไม่ใช่คนไม่ดีที่ไหนหรอกท่านยายหลิว”
“บางทีอาจจะเป็คนไข้ที่ท่านหมอพากลับมารักษาก็ได้”
“ไม่ดีแล้ว ท่านหมอเป็คนดีแต่ก็เป็สตรี จะพาผู้ชายเข้าบ้านได้เยี่ยงไรแบบนี้จะทำให้เสียชื่อเสียงได้ ข้าคิดว่าพวกเราควรจะเตือนท่านหมอ”
“หึ...เป็สาวเป็แส้กลับพาชายที่ไหนก็ไม่รู้กลับเรือนตน นี่มัน...ช่างน่าอับอายยิ่งนัก”หลิงซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วยุ
หลิงซีเคยเป็หญิงงามอันดับหนึ่งของหมู่บ้านเป็ที่จับจ้องหมายปองของเหล่าชายหนุ่มในระยะสิบลี้แปดหมู่บ้าน[1]เรียกลมได้ลมเรียกฝนได้ฝนล้อมหน้าล้อมหลัง
แต่หลังจากการมาปรากฏของหลี่เจี่ยหลิงที่หมู่บ้านหนิวเจียแห่งนี้ก็ทำให้ตำแหน่งของนางสั่นคลอน ทำให้นางไม่เคยพอใจในตัวหลี่เจี่ยหลิงเลยแม้แต่นิดเดียวเมื่อไรก็ตามที่นางว่าง นางมักจะรวมกลุ่มนินทาว่าร้ายหลี่เจี่ยหลิงกับใครก็ตามที่ยอมรับฟัง
“นางหนูหนิงเ้าอย่าได้กล่าวว่าจาเรื่อยเปื่อยไม่รู้ความเช่นนี้ ท่านหมอเป็คนดี”
“ใช่นางหนูหนิงเ้าชักจะไม่รู้ความขึ้นทุกวัน ท่านหมอเป็คนดีช่วยรักษาชาวบ้านอย่างพวกเราแทบจะไม่คิดเงินแม้แต่อีแปะเดียว ไม่เหมือนพวกหมอพวกนั้นในเมืองฉางรักษาตัวก็คิดหลายสิบเฉียน”
“พวกท่านป้าท่านน้าทั้งหลายไม่ใช่ว่าข้าอยากจะพูด นางเป็สตรียังไม่ออกเรือนแต่วันวันไม่อยู่ติดเรือนออกไปนู่นออกไปนี่ทั้งวัน ไม่ต้องนึกถึงว่าตอนที่รักษาคนเจ็บผู้ชาย ไม่ใช่ว่านางต้องเปลื้องผ้าบุรุษหรอกหรือนี่มัน...ช่างผิดศีลธรรม”
หวังซื่อชักสีหน้าใส่หลิงซีนางไม่อาจให้หลิงซีทำลายชื่อเสียงดีงามของหลี่เจี่ยหลิงได้เด็ดขาด
“ข้าไม่เห็นว่าจะเสียหายอันใดการเป็หมอไม่ใช่ว่าหมูหมาที่ไหนก็เรียนได้เสียหน่อยอีกอย่างคนเรากินธัญพืชทั้งห้า มีหรือไม่เจ็บไข้ได้ป่วย[2] หากป่วยไข้เ้ารักษาตัวเองได้หรือ ข้าละสบายใจนักที่มีท่านหมออยู่ที่หมู่บ้าน
หมอในเมืองฉางล้วนแต่เป็บุรุษเวลาจะให้ตรวจข้าลำบากใจนัก แต่ท่านหมอนางเป็หญิง ข้าก็ไม่ต้องคอยกังวลอีกต่อไปเ้าอย่าได้มาพูดจาเรื่อยเปื่อยไม่รู้ความเช่นนี้หากวันใดเ้าป่วยไข้แล้วท่านหมอไม่รักษาเ้า เ้าก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือนเล่า”
หลิงซีกระทืบเท้ากำหมัดเกลียดนักที่ไม่อาจพ่นเื[3]ใส่หลี่เจี่ยหลิงได้สำเร็จ
“แต่ว่านะหญิงสาวไม่ออกเรือนเช่นนางจะให้ชายอื่นมาอาศัยอยู่ในเรือนได้อย่างไรกันเ้าคะพวกท่านลองคิดดูหากหมู่บ้านอื่นได้ยินเื่นี้ ไม่ใช่ว่าพวกเราหมู่บ้านหนิวเจียจะเป็ที่หัวเราะเยาะของพวกเขาหรอกหรือ?”
หลายคนมองหน้ากันอดที่จะรู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดนี้ไม่ได้
ยายเฒ่าหลิงอายุมากแล้วเห็นโลกมามากย่อมไม่เห็นด้วยเช่นกัน
“เฮ้อ...แม้ว่าการช่วยคนเพียงหนึ่งคน ได้กุศลยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นข้ารู้ว่าท่านหมอมีเจตนาที่ดี แต่นางก็ยังเด็กนักอ่อนต่อโลกไปบ้างข้าว่าอย่างไรก็ตามพวกเราที่เป็ผู้ใหญ่ควรจะพูดเตือนนางเสียหน่อยชื่อเสียงของท่านหมอจะเสียหายเพราะเื่นี้ได้อย่างไรกัน?”
หวังซื่อไม่คิดว่าหลี่เจี่ยหลิงไม่รู้ความดังที่ยายเฒ่าหลิงพูดจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแก้ตัวแทน"อย่างไรเสีย พวกเราควรจะถามความจากท่านหมอก่อนดีหรือไม่?”
“ท่านหมอเป็อะไรหรือท่านพี่สะใภ้”เฉินหยางเดินผ่านมาได้ยินพวกพี่สะใภ้ทั้งหลายพูดคุยกันพอดีเขาหยุดทักทายทุกคนอย่างอยากรู้อยากเห็น
ทุกคนในหมู่บ้านล้วนรู้ดีว่าเ้าเฉินหยางคนว่างงานประจำหมู่บ้านคนนี้ชอบพอหลี่เจี่ยหลิงผู้งดงามราวกับเทพธิดาั้แ่แรกพบ
มีครั้งหนึ่งเฉินหยางเคยปีนเข้าเรือนของท่านหมอจึงโดนหลี่เจี่ยหลิงกับชุนเชียงทุบทีจนเดินไม่ได้เกือบสิบวันตอนนั้นเองที่พวกชาวบ้านถึงได้รู้ว่าท่านหมอผู้นี้ไม่เพียงจะมีวิชาแพทย์สูงส่งแล้วยังมีวรยุทธไม่ธรรมดา
พ่อเฉินหยางชื่อว่าเฉินกานเป็มือปราบอยู่เมืองฉางนับเป็คนที่มีหน้ามีตาที่สุดในหมู่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านจึงพูดไกล่เกลี่ยเื่ราวไม่เช่นนั้นเื่บุกเรือนสตรีเช่นนี้เ้าเฉินหยางคงได้ไปจบที่ศาลเป็แน่ หากเป็เช่นนั้นก็คงจะอับอายกันทั้งหมู่บ้าน
แล้วลูกสาวบ้านใดหมู่บ้านใดจะส่งมาแต่งงานที่หมู่บ้านหนิวเจียอีกเล่า
หลิงซีเห็นเฉินหยางคนว่างงานก็ตาวาวดีใจยิ่งนางรีบพูดให้เฉินหยางฟังทันที “พี่หยาง พี่ไม่รู้หรอกหรือวันก่อนท่านหมอของพวกเราพาผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้เข้าเรือนอยู่กินด้วยกันมาสองสามวันแล้ว”
“เหลวไหลเ้าอย่าได้มาว่าร้ายท่านหมอของข้า สตรีปากมากเช่นเ้าไม่มีสามีตลอดชีวิต”
หลายวันมานี้เฉินหยางเข้าออกบ่อนในหมู่บ้านข้างเคียงตลอดจึงไม่ได้กลับหมู่บ้านมาสักพักย่อมไม่รู้เื่นี้ แต่ในความคิดของเขาหลี่เจี่ยหลิงสูงส่งและเย่อหยิ่งเพียงนั้นจะพาผู้ชายไร้หัวนอนปลายเท้าที่ไหนเข้าเรือนตนได้อย่างไร
หลิงซียิ้มเยาะเย้ย“คนเขารู้กันทั่วหมู่บ้าน มีแต่พี่นั่นแหละที่ปิดหูขโมยกระดิ่ง[4] ไม่รู้เื่รู้ราวอยู่คนเดียว”
“กระดิ่งอะไรของเ้าข้าไม่ได้พกกระดิ่ง” เฉินหยางย่นคิ้ว เขาเรียนมาน้อยย่อยไม่เข้าใจสำนวนของหลิงซี“เ้ามีหลักฐานหรือไร?”
“ไม่เชื่อพี่ก็ไปถามพี่สะใภ้หลินที่อยู่ข้างบ้านท่านหมอเองสิ”หลิงซีเล่นหน้าเล่นตาจนเฉินหยางเดือดดาล
“ได้ข้าจะไปบ้านท่านหมอ จะไปดูให้รู้เื่ว่าชายใดกันที่กล้าหลอกลวงให้มันรู้ว่าหมู่บ้านหนิวเจียของพวกเราไม่ใช่ว่าหมาแมวที่ไหนจะมาอยู่ก็ได้”เฉินหยางพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
“เ้าลืมแล้วหรือไรว่าครั้งก่อนสภาพเ้าเป็เช่นไร”หวังซื่อรีบปราม
หากว่าเฉินหยางไปที่เรือนท่านหมอย่อมไม่ใช่เื่ดีเป็แน่
ยิ่งถูกปรามก็ยิ่งอยากรู้อยากเห็นอยากพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองคิด เฉินหยางไม่ฟังคำเตือนของเหล่าชาวบ้านที่ช่วยกันห้ามคำสองคำรีบวิ่งออกไปทางท้ายหมู่บ้านทันที
หลิงซีเห็นอย่างนั่นก็รีบวิ่งตามเฉินหยางไปดูเื่สนุกทันที
ยายเฒ่าตระกูลหลิงร้อนใจกลัวว่าเฉินหยางจะไปก่อเื่เข้า“เร็วเข้า พวกเ้ารีบตามไปห้ามเ้าหยาง และให้คนไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาเสียก่อนที่เ้าหยางมันจะทำเื่อะไรผิดใจท่านหมอเข้า”
ชาวบ้านใต้ต้นสนรีบทิ้งข้าวของตามไปท้ายหมู่บ้านทันทีเมื่อเจอใครก็เรียกตามไปด้วย
ไม่นานชาวบ้านมากมายก็แห่กันมารุมล้อมหน้าบ้านสกุลหลี่ตอนที่เฉินหยางกำลังจะเปิดรั้วประตูบ้านเข้าไป หลินซื่อเพิ่งกลับมาจากซักผ้าที่ลำธารกำลังจะเข้าเรือนไปต้มโจ๊กข้าวกับยาให้จ้าวห่าวหลินพอดี
พอเห็นพวกเฉินหยางล้อมหน้าบ้านสกุลหลี่ก็วางตะกร้าผ้าลงแล้ววิ่งออกมาขวางหน้าประตูรั้วหลี่เจี่ยหลิงแทน
“เ้าหยาง เ้าคิดจะทำสิ่งใด นี่มันบ้านท่านหมอ เ้าเข้าไปไม่ได้”
“ข้าแค่อยากจะมาดูหน้าผู้ชายที่มาอาศัยอยู่บ้านท่านหมอก็เท่านั้นเองข้าอยากรู้นักว่ามันเป็ใครมาจากไหนเป็คนเลวไร้หัวนอนปลายเท้าที่มาเกาะท่านหมอของข้าหรือไม่ก็เท่านั้นเองข้าต้องตรวจสอบเสียหน่อย นี่ข้ากำลังคิดเผื่อทุกคนในหมู่บ้านเชียว พี่สะใภ้ท่านอย่าได้มาขวางข้า”เฉินหยางเอ่ยอย่างลื่นไหล
จ้าวห่าวหลินเพิ่งจะลุกเดินได้หลี่เจี่ยหลิงบอกให้เขาลุกเดินเป็ระยะเพื่อให้าแฟื้นฟูได้ดียิ่งขึ้นก่อนที่พวกชาวบ้านจะมาเขาก็ใช้ไม้ค้ำเดินวนห้องโถงอยู่ก่อนแล้ว
พอได้ยินเสียงโวยวายวุ่นวายหน้าเรือนเขาก็เดินออกจากเรือน เห็นพี่สะใภ้หลินที่คอยดูแลตลอดสามวันกำลังขวางหน้าประตูรั้ว
“ถึงอย่างไรเ้าก็เข้าไม่ได้หากท่านหมอไม่ให้เ้าเข้า เ้าก็เข้าไม่ได้”หลินซื่อไม่เห็นด้วยที่จะปล่อยเฉินหยางเข้าไป
“ใช่แล้วเ้าหยาง เ้าจะเข้าไปทำอันใด เ้าไม่กลัวว่าท่านหมอกลับมาจะโกรธเอาหรือ”
“นั่น...มิใช่ชายชู้ที่ผู้หญิงคนนั้นซ่อนไว้หรอกหรือ” หลิงซีชะเง้อคอมองภายในบ้านสกุลหลี่อยู่ตลอดก็เห็นจ้าวห่าวหลินเดินออกมาจากในเรือนนางชี้ให้ทุกคนมองดู
ทุกคนมองไปยังชายหนุ่มหน้าขาวถึงแม้จะสวมผ้าฝ้ายละเอียดแต่ก็ดูมีสง่าราศีดังคุณชายตระกูลใหญ่ในตัวเมืองท่าทางสูงส่งและหล่อเหลาไม่เหมือนพวกเขาชาวบ้านขาเปื้อนโคลน
หลิงซีมองจ้าวห่าวหลินแล้วกัดฟันกรอดเหตุใดชายผู้นี้หน้าตาดีเช่นนี้ นางเพศยานั่นโชคดีนัก
หลินซื่อหันกลับมาเห็นจ้าวห่าวหลินค้ำไม้เดินออกมาก็แปลกใจเช่นกัน “เสี่ยวหลิน เ้าเดินได้แล้วหรือ?”
ดวงตาราบเรียบเฉยชาของจ้าวห่าวหลินกวาดมองความวุ่นวายนอกรั้วบ้านอย่างสงบท่าทางเช่นนี้ของชายหนุ่มช่างสูงส่งจนชาวบ้านหายใจไม่ออก คล้ายดังพบขุนนางชั้นสูงไม่กล้าแม้แต่จะเปิดปากพูด
“ขอรับข้าเพิ่งจะขยับตัวลงจากเตียงได้ หลิงเอ๋อร์บอกให้ข้าลุกเดินบ่อย ๆแผลของข้าจะได้หายดียิ่งขึ้น” จ้าวห่าวหลินตอบหลินซื่อก่อนจะมองไปยังความวุ่นวายหน้าบ้านเป็เชิงถาม
“เ้าเป็ใคร?”เฉินหยางได้สติกลับมาชี้หน้าจ้าวห่าวหลินอย่างหาเื่ “ไม่ใช่เ้าเป็อะไรกับท่านหมอของข้า”
ท่านหมอของข้า?จ้าวห่าวหลินเลิกคิ้ว ชายผู้นี้เป็ใครกัน?
“เ้าจะยุ่งสิ่งใดด้วยเล่าเสี่ยวหลินเป็สามีของท่านหมอ” หวังซื่อไม่อยากให้เฉินหยางวุ่นวายไปมากกว่านี้"เสี่ยวหลินไม่ใช่คนไม่ดีอะไร พวกเ้าทุกคนวางใจแล้วกลับไปเสียเถิดหากท่านหมอกลับมาพวกเ้าจะบอกเื่นี้เช่นไรกัน”
จ้าวห่าวหลินถอนหายใจหนักเดินออกมาจากเรือนเคียงข้างหลินซื่ออย่างสงบมองใบหน้าทุกคนที่มายืนออกันอยู่หน้าบ้าน “ข้าชื่อห่าวหลิน เป็นสามีของหลิงเอ๋อร์ จากนี้คงต้องขอรบกวนพวกท่านแล้ว”เฉินจิ่งเป็หัวหน้าหมู่บ้านหนิวเจียรีบมาที่บ้านท่านหมอทันทีเขาได้ยินว่าเฉินหยางจะมาก่อเื่ให้ท่านหมออีกแล้วจึงรีบตามมาไม่คิดเลยว่าจะได้พบกับสามีของท่านหมอ
เขาเป็ผู้าุโพบเจอผู้คนมามากมายเพียงแค่ดูจากท่าทางและผิวพรรณของชายหนุ่มตรงหน้าเขาก็คาดเดาได้ว่าตัวตนของสามีท่านหมอผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดา
“พวกเ้าได้ยินกันแล้วใช่หรือไม่เสี่ยวหลินเป็สามีของท่านหมอ ท่านหมอกับชุนเชียงเป็หญิงงามทั้งคู่แม้ว่าจะมีวรยุทธแต่ก็ไม่น่าไว้ใจเท่ากับมีบุรุษอยู่เรือนหรอกใช่หรือไม่?”
ชาวบ้านต่างพากันเอ่ยว่าดียิ่งเฉินจิ่งเห็นว่าสถานการณ์คลี่คลายแล้วจึงรีบไล่ทุกคนกลับไปอย่าได้รบกวนจ้าวห่าวหลินอีก
ชาวบ้านแยกย้ายกันกลับไปแล้วหวังซื่อก็ถอนหายใจโล่งอกหันกลับมายิ้มให้จ้าวห่าวหลิน “เสี่ยวหลินเดี๋ยวเ้ารอข้ากลับไปตากผ้าเสียก่อน อีกเดี๋ยวข้าจะกลับมาต้มข้าวต้มยาให้เ้า”
หลี่เจี่ยหลิงฝากให้หลินซื่อต้มยาต้มข้าวให้จ้าวห่าวหลินทุกยามอู่ยามเซิน และยามซวีทุกวัน
ตอนนี้ยามซื่ออีกไม่นานก็ยามอู่นางจึงรีบกลับไปตากผ้าก่อนเพื่อจะได้รีบกลับมาต้มยาและข้าวให้จ้าวห่าวหลินได้ทันเวลา
หลังจากจ้าวห่าวหลินตอบรับหลินซื่อก็รีบกลับไปหยิบตะกร้าผ้าไปตากทันที สามีของนางชื่อว่าเฉินเหลียงเป็นายพรานมักจะออกไปวางกับดักล่าสัตว์บนเนินเขากู่จี้กว่าจะกลับก็เป็่ยามเซินตอนมื้อเย็นของทุกวัน
จ้าวห่าวหลินเดินกลับเข้าไปในเรือนนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้พบกับความวุ่นวายของชาวบ้านในหมู่บ้านตอนแรกเขาก็คิดว่าเื่ที่ชาวบ้านมารุมล้อมวุ่นวายเช่นนี้จะมีเพียงแต่ในเื่แต่งเสียอีกไม่คิดว่าจะมีพวกว่างงานมารวมตัวกันสร้างความวุ่นวายเช่นนี้จริง ๆ
หลินซื่อตากผ้าเสร็จก็รีบมาต้มข้าวให้จ้าวห่าวหลินทันทีนางกลัวว่าจ้าวห่าวหลินจะคิดมากจึงอดไม่ได้ที่จะพูดปลอบ “เสี่ยวหลินเ้าอย่าได้คิดมากเชียว พวกชาวบ้านในหมู่บ้านไม่ใช่คนไม่ดีอะไรหรอกพวกเขาแค่เป็ห่วงท่านหมอกันก็เท่านั้น”
“ข้าเข้าใจขอรับพี่สะใภ้ข้าเป็คนนอกไม่รู้ที่มาเป็ธรรมดาที่พวกเขาจะรู้สึกกังวล”
“เ้าเข้าใจก็ดีแล้ว”
หลินซื่อเห็นจ้าวห่าวหลินเข้าใจอะไรง่ายก็ยิ้มสบายใจรู้สึกดีกับสามีท่านหมอคนนี้มากขึ้น
หลินซื่อเข้าเรือนหลี่เจี่ยหลิงไปต้มโจ๊กข้าวให้เขาข้าวขาวราคาแพงมากในเป่ยเฉิง เนื่องจากว่าเป่ยเฉิงมีพื้นที่กว้างใหญ่แต่กลับมีพื้นที่เหมาะเพาะปลูกข้าวสาลีน้อยอีกทั้งพื้นที่เพาะปลูกเองก็ได้ผลผลิตต่ำชาวเป่ยเฉิงส่วนใหญ่จึงนิยมกินอาหารพวกแป้งมากกว่า ทั้งกินง่ายอยู่ท้องนาน
ชาวบ้านส่วนใหญ่จะใช้แป้งดำมาทำแป้งย่างเป็อาหารหลักแต่ละมื้อแต่หลี่เจี่ยหลิงกำชับนางให้ต้มโจ๊กข้าวขาวให้จ้าวห่าวหลินทุกมื้อ วันหนึ่งสามมื้อนางจึงเข้าใจได้ทันทีว่าสำหรับท่านหมอแล้ว เสี่ยวหลินสำคัญยิ่ง
นางนึกกลัวว่าหากทำให้พ่อหนุ่มไม่พอใจเอาเื่วุ่นวายหน้าเรือนบอกแก่ท่านหมอ แล้วพากันออกจากหมู่บ้านไปก็จะแย่
ลมข้างหมอน[5] อย่างไรเสียก็น่ากลัวที่สุด
โจ๊กข้าวขาวไม่ได้ทำยากนักแต่ต้องคอยคนโจ๊กในหม้อเป็ระยะไม่อย่างนั้นโจ๊กจะติดก้นหม้อและไหม้ได้หลินซื่อคอยต้มโจ๊กและยาให้จ้าวห่าวหลินตลอดสามวันย่อมชำนาญ
โจ๊กข้าวขาวข้นเนื้อละเอียดถูกนำมาวางบนโต๊ะแปดเซียน[6] พร้อมกับยาอีกสองถ้วยหลินซื่อก็ขอตัวกลับเรือนไป การอยู่ในเรือนกับชายแปลกหน้านาน ๆก็คงไม่พ้นเป็ขี้ปากชาวบ้านได้ หลังจากต้มข้าวต้มยาเสร็จนางจึงรีบกลับเสมอ
จ้าวห่าวหลินกินอาหารเสร็จก็ยกถ้วยชามกลับไปเก็บที่ห้องครัว
ั้แ่เกิดเื่ก็ผ่านมาสามวันแล้วจ้าวห่าวหลินเพิ่งจะลุกจากเตียงได้จึงไม่ได้ออกไปวางสัญลักษณ์ให้กับอี้โยวไม่รู้ว่าตอนนี้ทางด้านอี้โยวจะเป็อย่างไรบ้าง
ตามที่หลี่เจี่ยหลิงบอกเมื่อวันก่อนพิษแมงมุมแม่หม้ายดำเป็พิษของกลุ่มนักฆ่าัโลหิต คนที่จ่ายค่าจ้างสูงขนาดเรียกกลุ่มนักฆ่าัโลหิตได้ถึงสองกลุ่มใหญ่ย่อมต้องมีเงินทุนหนา
อย่างเช่น...คนจากเมืองหลวงผู้นั้น
จ้าวห่าวหลินแสดงสีหน้าเยือกเย็นนี่ไม่ใช่ครั้งแรกและคิดว่าไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จ้าวห่าวหลินต้องพบกับการลอบฆ่า
เป่ยเฉิงเป็เขตการปกครองในความดูแลของเป่ยเฉิงโหวและรุ่ยอ๋องตอนนี้เขาอยู่ภายใต้การดูแลของเป่ยเฉิงโหวแต่คนจากเมืองหลวงสามารถยืดมือยาวข้ามถิ่นมาจัดการเขาได้แบบนี้ย่อมหมายความได้อย่างเดียวคือการปกครองของเป่ยเฉิงโหวมีปัญหา
การเดินทางไปโม่เสียนเพื่อตามหาหมอปีศาจมีคนเพียงน้อยนิดที่รู้เื่นี้แต่การที่อีกฝ่ายสามารถตามล่าเขาได้แบบนี้ย่อมหมายความว่าทางเมืองหลวงมีสายข่าวที่ดี
ถึงแม้ว่าจะมีปัจจัยที่แทรกเข้ามาอย่างไม่คาดคิดอย่างการที่เขาถูกหญิงวิปริตจับตัวไปแต่อีกฝ่ายก็ตามไปดักรอที่ปลายทางได้เช่นนี้ก็ไม่ธรรมดา
อีกทั้งหญิงวิปริตผู้นั้นจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนทางเมืองหลวงจริงหรือผู้ติดตามของนางมีวรยุทธสูงส่งไม่แพ้กัน ดูเหมือนตัวตนของนางย่อมไม่ธรรมดา หากนางร่วมมือกับทางเมืองหลวง....
ยิ่งคิดยิ่งปวดหัวเอาไว้ค่อยไปวางสัญลักษณ์รอบหมู่บ้านหนิวเจีย พอได้เจอกับอี้โยวก็จะได้รู้เื่มากกว่านี้ก็เป็ได้
-----------------------------------
[1]สิบลี้แปดหมู่บ้าน หมายถึง ระแวกใกล้เคียงโดยรอบ
[2] คนเรากินธัญพืชทั้งห้ามีหรือไม่เจ็บไข้ได้ป่วย เป็สำนวนของลัทธิเต๋าที่เชื่อว่าทวยเทพอิ่มทิพย์บางนิกายมีหลักปฏิบัติให้อดอาหาร ไม่กินแม้กระทั่งข้าวและธัญพืชทั้งห้าชนิดในที่นี้จึงหมายถึงคนไม่ใช่เทพเซียน ย่อมมีโอกาสเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้เสมอ
[3] พ่นเื หมายถึงสาดโคลนใส่ผู้อื่น
[4] ปิดหูขโมยกระดิ่งเป็สำนวนหมายถึง หลอกตัวเอง
[5] ลมข้างหมอน สามีภรรยาที่พูดคุยกันบนเตียงหรือภรรยาที่คอยยุยงสามี
[6] โต๊ะแปดเซียนเป็โต๊ะไม้ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส เข้าคู่กับม้านั่งยาว นั่งได้ด้านละสองคนรวมเป็แปดคนพอดี