บทที่ 15 พิธีขอพร
"ตัวตนของผมเป็จิติญญาพิเศษเหรอ?"เด็กหนุ่มเบ้ปาก "คุณพูดเื่อะไรคนที่เป็ไม่ได้แม้แต่ไกราอย่างผมเนี่ยนะจะมีจิติญญาพิเศษ"
เกวนหัวเราะเสียงใสแล้วส่ายหน้า"ถ้ามองแบบนั้นก็ไม่ได้พิเศษ แต่ถ้ามองไปถึงแกนิญญา...ไม่มีเทพองค์ไหนกล้าที่จะมอบพรให้เ้าหรอกเทพิน จิติญญาของเ้ายิ่งใหญ่เกินไปพลังเทพเลยไม่มีความจำเป็แก่เ้า"
"ขนาดนั้นเชียว?"
"ใช่เพราะจิติญญานี้จะเกิดขึ้นกับสายเืของภาคีพิทักษ์เท่านั้น เพราะตระกูลของเราถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับจิติญญาที่ยิ่งใหญ่และเราเป็ร่างแรกที่กำเนิดบนโลก... ไม่ต้องมองอย่างคลางแคลงใจเช่นนั้นถึงเราจะยิ่งใหญ่สายเืของเราั้แ่ต้นก็เป็มนุษย์นะ...และเราเรียกสายเืและจิติญญานี้ว่าเจตอารักษ์"
"เจตอารักษ์?"
"เจตอารักษ์นี้มันมาพร้อมกับหน้าที่"เกวนยิ้มอบอุ่นและอ่อนโยน สายตาโอบอ้อมอารีที่พร้อมกับมอบให้กับทุกสรรพสิ่ง "เ้าจะรู้ถึงหน้าที่ของตนเองเมื่อเ้าอายุครบสิบแปดปีเมื่อเวลานั้นมาถึงเ้าจะเข้าใจถึงเจตอารักษ์นี้เอง แต่สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ก็ให้เ้าเรียนรู้เื่ราวต่างๆไปก่อน เราจะเป็กำลังใจให้"
"ตอบแบบนี้ก็เหมือนไม่ค่อยตอบเท่าไหร่แต่ผมก็เข้าใจ เพราะเวลาที่เราจะคุยกันได้ก็ไม่ได้มีมากนัก"เทพินพยักหน้ายอบรับอย่างเข้าใจ
ในสถานการณ์ที่พบกันอย่างไม่ปกติ เวลาที่จำกัดเพียงแค่มีผู้ผ่านการทดสอบเขาก็ต้องถูกนำตัวออกไปการอธิบายอะไรอย่างละเอียดมันทำไม่ได้ แต่อธิบายให้ครอบคลุมแบบกระชับและแฝงความหมายนั้นเป็อีกเื่หนึ่งถ้าตีความได้ก็จะรู้สิ่งที่เธอจะสื่อออกมา
"เ้าเข้าใจอะไรง่ายดีเราชอบเ้าพอสมควรทีเดียว" หญิงสาวยิ้มพอใจ
"ผมก็ชอบคุณนะครับ สวยดี"
"พูดราวกับเราเป็สิ่งของเชียวไม่น่ารักเอาเสียเลย"
"ผมชมจากใจจริงต่างหาก" เด็กหนุ่มขยิบตาให้อย่างน่ารักแล้วยิ้มมุมปาก"เอาเป็ว่าจะรอจนอายุสิบแปดแล้วกันครับ แค่ปีเดียวไม่นับว่านาน...แต่ผมอยากจะถามคุณหน่อย ใน่เวลาก่อนอายุสิบแปดนี่พลังของผมมันไม่เสถียรเลยผมควบคุมพลังได้ยากขึ้นทุกปี"
"ในเื่นั้น เราก็เป็เหมือนกัน ใน่อายุก่อนสิบแปดปีพลังจะไม่เสถียรเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง จะควบคุมได้เป็่ๆฉะนั้นใน่เวลาก่อนจะอายุถึงกำหนดเลยไม่ควรใช้พลังหนักๆ"
"ไม่มีวิธีเลยเหรอไม่ใช้พลังเลยจนอายุสิบแปดผมว่าทำไม่ได้แน่"
"นั่นสินะ ยุคสมัยนี้คงไม่ใช้พลังไม่ได้เพราะจากที่คาดการไว้ไกราในยุคสมัยนี้จะน้อยลงอันตรายจากปีศาจจะเพิ่มมากขึ้น" เกวนมีสีหน้าหงอยเหงาลง
"ก็ไม่น้อยนะ ไกราในประเทศก็มีมากกว่าสี่พันคน"
"น้อยสิ เมื่อก่อนไกรามีมากกว่าสองหมื่นคน"
"..." นั่นก็เยอะไปหน่อยนะครับ
"แต่เหมือนเ้าเองก็ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวนะ"เกวนยิ้มมองเทพินอย่างมีเลศนัย "ปกติแล้วพวกเราเจตอารักษ์จะถูกไกรากีดกันทำให้ค่อนข้างเป็คนมืดมน แต่เ้ายังคงดูสดใสยุคสมัยในปัจจุบันนี้คงสงบสุขดีมากทีเดียว"
"หืม?" เทพินขมวดคิ้วรู้สึกแปลกๆ "ก็อาจจะสงบสุขล่ะมั้งครับ"
"และเ้าก็ไม่โดดเดี่ยวใช่ไหมล่ะ"
"ก็ไม่ได้โดดเดี่ยวหรอก"เด็กหนุ่มยกมุมปากขึ้นนิดหน่อย ใบหน้าดูเขินๆ เล็กน้อย "ตอนนี้มีพี่สาวกับท่านปู่...อะแฮ่ม!แล้วก็สัตว์เลี้ยงด้วย เป็จิ้งจอกซึนตัวหนึ่ง"
"คงจะน่ารักน่าเอ็นดูมากสินะ"
"อายุพันปีแล้วจะเรียกว่าน่ารักน่าเอ็นดูได้ไหมนะ?"
เกวนหลุดหัวเราะพรืดออกมาอย่างอดไม่ได้ถ้าพูดถึงอายุสัตว์เลี้ยงออกมาแบบนั้นมันคงไม่ใช่จิ้งจอกธรรมดาแล้วล่ะน่าจะเป็อสูรมากกว่า เทพินช่างเป็เด็กที่น่าสนใจจริงๆ ที่มีสัตว์เลี้ยงเป็อสูรได้แบบนี้
"ดีแล้ว เ้าโชคดีมากจริงๆ" หญิงสาวยิ้มพราย"เท่านี้ก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วล่ะและคิดว่าต่อจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเ้าก็คงรับมือได้"
"อย่าคาดหวังกับผมนักเลย"
"ฮ่าๆ ไม่หรอก เ้าทำได้แน่... เอาอย่างนี้เราจะมอบวิธีควบคุมพลังเบื้องต้นให้ก่อนก็แล้วกันมันจะช่วยเ้าในการใช้พลังก่อนอายุครบสิบแปดปี"เกวนใช้ปลายนิ้วเคาะที่หน้าผากของเทพินแสงสว่างสีฟ้าขาวกระจายอยู่รอบร่างกายของเด็กหนุ่มก่อนจะซึมหายเข้าไปในตัวเขา
เทพินกะพริบตาปริบๆ ความรู้บางส่วนถูกถ่ายทอดให้มันเป็เทคนิคง่ายๆ ที่เขาพอจะฝึกได้บ้างแต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมอบให้เขาอย่างง่ายดายขนาดนี้
"ขอบคุณครับ" เทพินขอบคุณจากใจจริง
ครืน~
เขาวงกตสีขาวมุกเริ่มลั่นะเืภาพรอบด้านเริ่มมัวและบิดเบือน
"ทางวงกตเป็อะไรน่ะ"เทพินลุกขึ้นยืนแล้วมองซ้ายมองขวาอย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเกวนลุกตามขึ้นมาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเพดาน
"ดูเหมือนจะมีผู้ผ่านพิธีทดสอบแล้วล่ะ"
"งั้นตอนนี้ก็คงได้เวลากลับไปแล้ว"เทพินถอนหายใจ
หญิงสาวตาสีม่วงหัวเราะก่อนจะผายมือไปอีกทางหนึ่งประตูแสงปรากฏขึ้นในทิศทางที่ผายมือไป เกวนหันไปมองเทพินแล้วกล่าว
"นี่เป็ทางออกไปถ้าพร้อมแล้วก็เข้าไปได้เลยนะ"
"ขอบคุณครับ" เทพินขอบคุณอีกครั้ง
"ไม่ต้องขอบคุณหรอกที่เราบอกไปก็เพื่อให้เ้าเข้าใจและเตรียมตัวรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็เท่านั้นที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับเ้าเองหนุ่มน้อย"
"หมายความว่ายังไงน่ะ..." เทพินขมวดคิ้วยุ่งยากใจ
"และโปรดระลึกไว้เสมอพวกเราคือเจตอารักษ์เพียงหนึ่งเดียว ทุกอย่างเป็ชะตานำพาทั้งสิ้น"
"เดี๋ยว..."
"ไปได้แล้วล่ะ คนอื่นออกไปเกือบหมดแล้วนะ"เกวนเอ่ยเร่ง
"เอ๊ะ! แต่ผมยังไม่เข้าใจ" เทพินยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ
"ไปเถอะ ประตูปิดแล้วเ้าจะไม่ได้ออกไปนะ"
เด็กหนุ่มยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมเดินไปที่ประตูอย่างว่าง่ายก่อนจะออกพ้นประตูไปก็หันมามองหญิงสาวเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะพึมพำเสียงแ่เบา
"หวังว่าเราจะมีโอกาสได้พบกันอีกนะคุณเกวน..."
แล้วแสงสว่างก็กลืนร่างเขาหายไปเหลือเพียงหญิงสาวต้นตระกูลที่ยืนยิ้มบางๆ อยู่ที่เดิม ก่อนจะค่อยๆสลายตัวหายไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงใสที่เอ่ยกลั้วหัวเราะ
"เราจะได้เจอกันอีกแน่นอนเทพิน"
เมื่อออกมาจากบานประตูแล้วคนที่รอต้อนรับเด็กหนุ่มอยู่จิ้งจอกอสูรในร่างกึ่งมนุษย์ใบหน้าหล่อเหลาที่ฉายชัดถึงความเป็ห่วงและกังวล
"เป็ยังไงบ้าง?" เคไนน์เอ่ยถามเมื่อเห็นหน้าเทพิน
"ก็ไม่มีอะไรมาก แล้วเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังนะ"เทพินตอบพร้อมกับยิ้มให้อย่างนุ่มนวลเหมือนกับว่าเื่ที่เขาได้รับรู้มาก่อนหน้านี้ไม่ใช่เื่เครียดอะไร
"ไม่าเ็สินะ"
"ไม่าเ็ ไม่มีเลยสักนิดเดียว"เทพินบอกแล้วหมุนตัวให้อีกฝ่ายดูด้วยว่าเขาน่ะปกติดียิ่งกว่าอะไรไม่เหมือนสภาพของผู้ร่วมพิธีคนอื่นที่าเ็และเหนื่อยหอบอย่างหนักหลังจากออกมาจากประตูกันแล้วและเพราะสะอาดเอี่ยมสบายดีแบบนี้แหละเลยได้รับสายตาเขม่นจากญาติคนอื่นๆ ไปเต็มๆ
แต่ถึงจะเขม่นยังไงก็ไม่มีใครเอ่ยปากแขวะสักคนเพราะสภาพของตนเองตนนี้ย่ำแย่เต็มทีและอีกอย่างผู้ที่ผ่านพิธีทดสอบก็ไม่ใช่เด็กหนุ่มตาสีม่วงแต่เป็อีกคนหนึ่งต่างหาก
หญิงสาวผู้เป็ที่คาดหวังของทุกคน อริชา ภาคีพิทักษ์นั่นเอง
สภาพของหญิงสาวนั้นเรียกได้ว่ามีแค่รอยแผลเล็กๆเหมือนรอยแมวข่วนตามร่างกายและมีอาการหอบหายใจหนักๆ เท่านั้น ดูเหมือนเธอจะใส่พลังเต็มที่กับการทดสอบนี้จริงๆ
อริชาหันมามองเทพินเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าน้องชายสบายดีแถมสบายมากกว่าเธอหลายเท่าก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกจากนั้นก็เดินไปหาชายชราที่ยืนรอเธออยู่ เพื่อที่จะได้ประกาศให้ทุกคนรับรู้ที่ตำแหน่งอันแน่นอนของเธอเมื่ออริชามายืนข้างนิกร ชายชราก็เริ่มประกาศทันที
"บัดนี้เราได้ผู้สืบทอดแล้ว ผู้ที่ผ่านการทดสอบคืออริชา!" คำประกาศนั้นดังกังวานไปทั่วทั้งโถง"จากนี้ไปอริชาจะเป็ว่าที่ผู้นำตระกูลอย่างถูกต้องมีสิทธิ์ทุกอย่างในสมบัติของตระกูลทุกสิ่ง อำนาจทั้งหมดเป็รองจากฉันเพียงคนเดียวเท่านั้นขอให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน ณ ที่แห่งนี้ด้วย"
ทุกคนไม่ตอบรับออกมาแต่ก็พยักหน้ารับคำสายตาของเหล่าทายาทที่มองอริชานั้นชื่นชมและอิจฉา อริชาเพียบพร้อมที่สุดแล้วพวกเขาไม่มีอะไรจะคัดค้านทั้งสิ้น
"หลังจากนี้จะมีงานเลี้ยงฉลองให้กับว่าที่ผู้นำตระกูลที่แท้จริงด้วยกำหนดการจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง ตอนนี้พวกเ้าแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้"
"ครับ/ค่ะ" เหล่าทายาทตอบรับก่อนจะเริ่มทยอยเดินออกจากห้องนี้ไป เทพินเองก็เดินออกไปด้วยเขาไม่มีธุระอะไรจะอยู่ต่อที่นี่แล้ว อีกอย่าง... อยากจะพักผ่อนแล้วด้วย
เมื่อพวกเทพินกลับเข้ามาที่ห้องก็อาบน้ำเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อยก่อนจะมานั่งเล่าเื่ที่ได้พบเจอให้ฟังเื่ของภาคีพิทักษ์ที่สืบสายเืเพื่อรอการกำเนิดของเจตอารักษ์และเจตอารักษ์นั้นคือสิ่งใดกันแน่ พวกเขาทั้งคู่หาคำตอบไม่ได้ในเื่นี้
ตอนนี้ทำได้เพียงแค่รอเวลา...
"เล่าเื่พวกนี้ให้ข้าฟังหมดไม่มีกั๊กแบบนี้จะดีหรือเทน"เคไนน์ที่นั่งฟังเงียบๆ มานานเอ่ยถาม
เทพินยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะกวาดตามองอสูรตรงหน้าด้วยสายตาจริงจังราวกับรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่แล้วแย้มยิ้มเต็มใบหน้าคำกล่าวที่ออกมาจากปากของเขานั้นก็ทำให้จิ้งจอกอสูรช่างสงสัยชะงัก
"ยังจะต้องให้พูดอีกเหรอ ที่เล่าให้ฟังทั้งหมดก็เพราะเชื่อใจนายยังไงล่ะเรารู้จักกันมานานเท่าไหร่แล้ว... หรือนายไม่เชื่อใจฉัน?"
"ฮ่าๆ นั่นสิ ยังจะต้องถามอีกหรือไง"เคไนน์ยิ้มตอบ เทพินหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ พยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นด้วยในทันทีเขาหันไปมองนาฬิกาแวบหนึ่งแล้วหันกลับมา
"นอนเถอะ วันนี้ก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้วอีกอย่างฉันก็รู้สึกง่วงแปลกๆ ด้วย" เทพินทิ้งตัวลงนอนใช้เวลาเพียงแค่สามลมหายใจเข้าออกเด็กหนุ่มก็หลับไป ท่าทางเหมือนเหนื่อยมากทั้งที่ความจริงแล้วไม่ได้ใช้พลังอะไรเลย
เคไนน์นั่งมองเด็กหนุ่มเงียบๆหลังจากผ่านทางพิธีกรรมออกมา แม้ท่าทางจะไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแต่บรรยากาศรอบตัวก็ดูสงบขึ้นอย่างประหลาดไม่ได้สับสนวุ่นวายเหมือนแค่ก่อนแถมยังมีพลังอื่นที่ไม่ใช่พลังของเขาติดตัวออกมาด้วย พลังนั้นทั้งอบอุ่นอ่อนโยนไม่ได้ตรงกับตัวตนของเทพินเลยสักนิด
ดูท่าเกวนคนนั้นจะไม่ได้ฝากแค่วิธีควบคุมพลังไว้ให้แล้วล่ะ
สองวันต่อมา... พิธีขอพรจากทวยเทพก็เริ่มขึ้น
พิธีขอพรจากทวยเทพจัดขึ้นที่วิหารเทพใจกลางเมืองชั้นใน เป็วิหารสีขาวขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างวิจิตรและประณีตหลังคาเป็สีส้มและสีทองที่สลักลวดลายเทพและสัตว์เทพไว้บริเวณโดยรอบเป็สวยดอกไม้พืชพันธุ์นานาชนิดที่สวยงามหลากสีสันราวกับแดน์เด็กๆ ที่เพิ่งเห็นเป็ครั้งแรกจะมองด้วยความตื่นตาตื่นใจ
เด็กอายุแปดขวบจากตระกูลไกราทั้งหลายต้องเข้าร่วมพิธีขอพรจากทวยเทพกันที่วิหารเทพพิธีจะจัดขึ้นในวันเดียวและจบลงในวันเดียว ซึ่งวันเวลาทางวิหารจะเป็ผู้กำหนดและส่งจดหมายเชิญแก่ตระกูลทั้งหลายภายในเมืองชั้นใน
คนที่มาร่วมพิธีนอกจากเด็กแล้วก็ยังมีพ่อแม่และผู้นำตระกูลตระกูลภาคีพิทักษ์เองก็ผู้นำตระกูลก็มาร่วมด้วยเช่นกัน อริชาก็มาในฐานะว่าที่ผู้นำตระกูลคนต่อไปแต่ก็ออกจะมีแปลกประหลาดไปสักหน่อยก็ตรงที่มีเด็กหนุ่มผู้ดูง่วงเหงาหาวนอนที่ดูไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตาเดินตามหญิงสาวมาด้วย
คนๆ นั้นคือเทพินนั่นเอง
เด็กหนุ่มที่ถูกปลุกั้แ่ฟ้ายังไม่สางลากมาแต่งตัวชุดพิธีการที่ไม่ได้ใส่มานานหลายปี ก่อนจะถูกหิ้วขึ้นรถมายังวิหารพร้อมกับพี่สาวยังดีที่พี่ของเขายังไม่ลืมที่จะหยิบจิ้งจอกอสูรติดมือมาได้หากอีกฝ่ายไม่ได้มากับเขาด้วยคงตื่นมาโวยวายไปอีกนับสัปดาห์
แต่พอมาถึงพิธีศักดิ์สิทธินี้เขาก็เพิ่งนึกได้ว่าอสูรไม่ควรเข้าร่วมแต่จะให้ทำยังไงได้ พามาแล้ว จะทิ้งไว้ที่รถเฉยๆก็ออกจะเป็การใจร้ายใจดำกับสัตว์เลี้ยงตัวเองไปสักหน่อยเขาเลยให้เคไนน์กลับมาอยู่ในร่างจิ้งจอกขนปุย และจับอีกฝ่ายพาดบ่านิ่งๆให้เหมือนตุ๊กตาไป ถึงจะถูกไกราหลายคนหันมามองบ่อยๆแต่อีกฝ่ายคงไม่เดินเข้ามาว่าอะไร อย่างไรเสียเคไนน์ก็เป็อสูรมายา เผ่าพันธุ์อสูรก็จริงแต่ก็เป็กึ่งเทพด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์พอสมควรทีเดียว
"เ้าก็หาวบ่อยไปแล้วเกรงใจพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง" เคไนน์เอาหางสะกิดคนที่หาวมามากกว่าสิบครั้งแล้วหลังจากเดินลงจากรถ
"ก็เมื่อคืนกว่าจะได้นอนก็ดึกคุยกับพวกฟรีนเื่ไม่ไปโรงเรียน กะว่าวันนี้จะกลับไปบ้านที่เมืองชั้นนอกใครจะไปคิดว่าจะถูกลากมาที่วิหารแต่เช้าแบบนี้" เทพินตอบด้วยใบหน้างอง้ำ
เมื่อคืนฟรีนโทรมาเพราะเห็นเขาไม่ได้ไปโรงเรียนทั้งที่เปิดเรียนมาหลายวันแล้วแถมไม่ยอมติดต่อกลับไปด้วยก็กลัวว่าจะเกิดปัญหาอะไรเขาเองก็ลืมไปสนิทเพราะมัวแต่ให้ความสนใจกับคนในตระกูลที่ดูเหมือนจะว่างมาหาเื่ชวนทะเลาะกับเขาบ่อยๆเขาเลยต้องอธิบายให้เพื่อนไม่ต้องกังวลแล้วก็ต้องโทรไปคุยกับมุคินต่อเพราะทางนั้นก็ห่วงเขาเหมือนกันสุดท้ายก็นั่งฟังอีกฝ่ายเทศน์ไปหนึ่งชั่วโมงกว่าจะได้นอนก็เกือบเที่ยงคืนแล้วบอกอีกฝ่ายว่ามะรืนจะไปเรียนแต่ดูจากการที่เขาถูกลากมานี่แล้วมันก็คงเป็ไปไม่ได้
"อ้าว นี่ยังไม่ได้ลาโรงเรียนอีกหรือเทน"อริชาที่เดินนำอยู่หันมาถาม
"ตอนมาที่บ้านวันนั้นผมยังไม่เปิดเรียนเลยแล้วผมจะไปลาครูยังไง"
"ไม่มีเบอร์ครูเลยเหรอ"
เทพินกรอกตา "ผมเคยบันทึกเบอร์ที่ไหนไม่มีความจำเป็ที่จะต้องติดต่อด้วย ไม่คิดจะเก็บไว้หรอกครับ"
"แบบนี้ไม่ได้นะเทนถึงจะไม่มีเหตุจำเป็ก็ต้องเก็บไว้ในยามฉุกเฉิน อย่าได้คิดว่ามันจะรกเครื่อง อ้อแล้วก็ไม่ต้องมาบอกด้วยว่าเรียนจบไปก็ลบอยู่ดีด้วยยังไงมีไว้ก่อนแล้วลบทีหลังก็ได้"
"แต่โรงเรียนผมเปลี่ยนครูที่ปรึกษาทุกปีนะ"
"ถึงอย่างนั้นก็ต้องมีไว้ย่ะ!"
"ผมให้เพื่อนลาให้ไปแล้ว พี่หันไปสนใจเด็กๆที่จะเข้าพิธีเถอะครับเื่ลำดับการขั้นตอนพิธีขอพรน่ะต้องให้พวกนั้นจำให้แม่นล่ะ"เทพินผลักความสนใจของพี่สาวให้พ้นตัว อริชาเดาะลิ้นเบาๆ แต่ก็ไม่เอาเื่ต่อเธอหันไปสนใจเด็กที่เข้าร่วมพิธีขอพรจากทวยเทพอีกครั้ง
เด็กตระกูลภาคีพิทักษ์ที่จะเข้าร่วมพิธีมีสองคนเป็เด็กชายหญิงฝาแฝดคู่หนึ่งเกิดในตระกูลสายรอง
พิธีขอพรนั้นทางตระกูลไม่ต้องเตรียมการแต่ต้องให้เด็กจดจำบทสรรเสริญเพื่อขอพรจากเทพให้ได้เท่านั้น พวกเด็กๆล้วนถูกสอนให้ท่องบทเหล่านี้แต่แรก แต่ในวันเริ่มพิธีจริงแค่ให้พวกเด็กๆมีสติและท่องให้ถูกต้องครบถ้วนก็พอ
เด็กที่เข้าแทนพิธีก่อนจะไล่ลำดับตามการเกิดก่อนหลังถึงแม้จะอายุเท่ากันแต่วันเวลาคงไม่ตรงกันแน่นอน พิธีนี้จัดขึ้นเพียงสองปีครั้งเท่านั้นเองด้วยเด็กที่อายุสิบขาวแล้วก็มีเช่นกัน
เทพินนั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในพิธีแม้แต่อารมณ์จะร่วมลุ้นว่าเด็กจะได้รับพรจากเทพองค์ใดและเป็ไกราสายไหนเขาก็ไม่คิดจะสนใจเด็กหนุ่มเพียงมองหาที่ทางเหมาะๆ เพื่อจะแอบงีบหลับเท่านั้น พิธีนี่มีเด็กร่วมหลายคนกว่าจะเสร็จครบหมดก็คงเย็นพอดี
เดินมานั่งที่ม้านั่งใต้ต้นไม่ร่มรื่นใบหน้าที่ง่วงเหงาพร้อมจะหลับได้ตลอดเวลาหงายไปข้างหลังแล้วพ่นลมหายใจออกมาแรงๆจิ้งจอกอสูรในร่างจิ้งจอกกลับมาอยู่ในร่างมนุษย์อีกครั้งเพื่อไปหาเครื่องดื่มให้กับเด็กหนุ่มที่ไม่สดชื่น
"ข้าว่าเ้าไม่น่าหลับภายในงานมันเสียภาพพจน์" เคไนน์เอ่ยขณะยื่นแก้วกาแฟอุ่นให้ เทพินรับมาจิบด้วยท่าทางเฉื่อยชา
"ก็รู้อยู่หรอกแต่ระหว่างรอมันน่าเบื่อเกินไปนี่"
"นั่นสินะไม่รู้ว่าพวกเขาจะลากเ้ามาด้วยทำไม"
"คิดเหมือนกัน..."
"เป็กระผมที่กล่าวกับท่านนิกรว่าให้พาคุณชายมาที่นี่เองล่ะครับ"เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยแทรกขึ้นมา เทพินและเคไนน์หันขวับไปมองอย่างรวดเร็ว
คนที่อยู่ตรงหน้าเป็ชายหนุ่มที่ดูอายุพอๆ กับนิกรแต่ท่าทางดูสง่างามน่าเคารพเลื่อมใสกว่า เทพินจำเขาได้คนผู้นี้คือผู้ดูแลสูงสุดของวิหารเทพที่เคยเจอเมื่อเขาอายุเก้าขวบตอนมาทำพิธีขอพรจากทวยเทพครั้งแรกชื่อของเขาคือ 'จักรา' ไกราสายพยากรณ์
"ทำไมท่านจักราที่เคารพถึงได้อยากเจอผมล่ะครับ"เทพินลุกขึ้นทำความเคารพแล้วถามพลางหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างสงสัย"เด็กที่เป็ไกราไม่ได้อย่างผมไม่น่าจะอยู่ในสายตาท่านนะ"
"เข้าใจผิดแล้วกระมังครับคุณชายเทพิน"อีกฝ่ายหัวเราะเสียงนุ่ม "กระผมไม่เคยแบ่งแยกว่าจะเป็ใครทุกคนในโลกล้วนเท่าเทียมครับ"
"ความเท่าเทียมไม่มีอยู่จริง"เทพินเถียงเสียงเรียบแล้วบอกปัดเปลี่ยนเื่ไปก่อนที่อีกฝ่ายจะได้เทศนาในทัศนคติอันคับแคบของเขา"ว่าแต่ท่านจักรามีอะไรจะคุยกับผมหรือถึงได้ให้ท่านปู่พาผมมาด้วยอย่างนี้"
"ก็มาคุยในเื่ที่คุณชายสงสัยไงครับ"
"ฮะ? ผมสงสัยเหรอ"ใบหน้าฉงนของเทพินช่างน่ารักน่าเอ็นดูในสายตาของจักรานักท่านผู้ดูแลพยักหน้ารับยิ้มๆ
"ใช่ครับเื่ของขวัญวันเกิดที่เปลี่ยนไปนั่นอย่างไรเล่า"
"คุณรู้?"
"รู้สิครับ กระผมเป็ถึงไกราสายพยากรณ์นี่นะอีกอย่างคนที่เปลี่ยนกล่องของขวัญของคุณก็คือกระผมเองด้วย"
"หา!?"เทพินและเคไนน์มองอีกฝ่ายตาค้าง
เดี๋ยวก่อนนะ เื่นี้ดูไม่สมเหตุสมผลเลยสักนิด
"คุณทำแบบนั้นทำไม" เทพินมีสีหน้าเคร่งเครียดเขายิ่งรู้สึกระแวงระวังอีกฝ่ายมากขึ้น "หรือจริงๆ คุณอยากได้แล็ปท็อปรุ่นใหม่ล่าสุดโอ๊ย!ตบหัวผมทำไมน่ะเคไนน์?"
"ปกติรึก็ออกจะฉลาดทำไมตอนนี้ถึงทึ่มขึ้นมากะทันหันได้ห๊า!" จิ้งจอกอสูรทำหน้าั์ใส่เขาแทบอยากจะกัดหัวอีกฝ่ายให้ขาดกระจุยจริงๆ "นี่ใช่เื่ที่ควรคิดในเวลานี้หรือไงอีกฝ่ายน่าจะมีจุดประสงค์มากกว่าแล็ปท็อปอะไรนั่นของเ้าอยู่แล้วมีใครที่ไหนจะเอาหีบทองคำสูงค่าเช่นนั้นไปแลกด้วยเล่า!"
"มันก็ไม่แน่ไง เราไม่ควรทิ้งความไปได้ทั้งมวลยอดนักสืบที่ดีต้อง..."
"ไม่ต้องมาแถเลยนะ แล้วยอดนักสืบนั่นมันอะไร เ้าติดหนังสืบสวนอยู่ใช่ไหมใช่แน่เลย ่นี้เ้าชอบแย่งข้าดูทีวี!!"
"..."เทพินนิ่งเงียบไม่เถียงแต่หันหน้าหนีไปแล้วเบ้ปาก
จักรามองหนึ่งมนุษย์หนึ่งอสูรเถียงกันแล้วก็ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรืออย่างไรดีมันช่างดูเป็ภาพที่แปลกประหลาดแต่ก็ชวนให้สนุกสนานอย่างบอกไม่ถูก
มนุษย์กับอสูรที่อยู่ด้วยกันเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง
"อะแฮ่ม! คุณจักราไม่มีอะไรจะพูดหน่อยเหรอครับ"เทพินเปลี่ยนเื่ไปไม่สนใจจิ้งจอกอสูรที่ทำท่าจะเข้ามาต่อยเขาซึ่งหาเื่อีกฝ่ายไว้หลายคดี
"เอ่อกระผมจะบอกว่าเื่ที่เปลี่ยนของขวัญของท่านมีเหตุผล โดยเหตุนั้นมาจากการพยากรณ์ด้วยพลังของเขาผู้อยู่ใกล้ชิดทวยเทพยิ่งกว่าไกราคนใด...หีบทองคำใบนั้นจะมานำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง"
"เปลี่ยนแปลง?" สองหนุ่มเอียงคอมองอย่างฉงน
"อ้อ นำหายนะมาสู่โลกใช่ไหมยิ่งอยู่ในมือจิ้งจอกเอ๋อๆ นี่โลกแตกแน่นอน" เด็กหนุ่มตาสีม่วงพยักหน้าอย่างเป็จริงเป็จังน้ำเสียงราบเรียบไม่มีแววหยอกเย้าเลยสักนิดราวกับเชื่อสนิทใจว่ามันจะเป็ตามที่พูดอย่างไม่มีบิดพลิ้วจนได้รับรางวัลการสันนิฐานยอดเยี่ยมเป็หางนุ่มฟูที่ฟาดแสกหน้าเข้าไปเต็มๆและสายตาราวกับฆาตกรของจิ้งจอกเอ๋อตนดังกล่าว
"ไม่แขวะข้าสักหน่อยจะเป็ง่อยหรือเทน!"
"ไม่ได้แขวะ แต่ผมคิดว่ามันจริงเพราะนายเป็คนทำหีบร่วง พลังในนั้นเลยกระจายตัวออกไปไง แล้วก็อย่างที่รู้พลังนั่นมันอันตรายกับคนบนโลก ถ้าไม่เรียกว่าหายนะแล้วเรียกว่าอะไรความผิดพลาดทางเทคนิคเหรอ?"
"มะ... มันก็..."
"เถียงไม่ออกล่ะสิ ก็บอกแล้วว่ามันจริง"
"งั้นหรือ หีบแตกแล้ว"จักราดูไม่ได้ตื่นตระหนักกับเื่นี้เท่าไหร่ราวกับคาดการณ์ไว้แล้ว"งั้นทุกอย่างก็เริ่มแล้วสินะ ่เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง"
"แต่ผมยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ของท่านนะที่ทำไปเพราะเห็นอนาคตหรือเพราะมีจุดประสงค์อื่นที่มากกว่านั้น"
"กระผมทำไปเพราะเป็บัญชา์ไกราสายพยากรณ์คือผู้ได้รับความไว้วางใจเพื่อบอกกล่าวและกระทำตัวเป็ฟันเฟืองเพื่อขับเคลื่อนโลกฉะนั้นในทุกการกระทำก็มีเพียงเพื่อขับเคลื่อนโลกในฐานะเฟืองเล็กๆ ตัวหนึ่งแต่กับคุณชายแล้วมันต่างกัน"
"คุณกำลังจะบอกว่าผมเป็เฟืองใหญ่ของกลไกหรือไง"
"เปล่า แต่คุณคือน้ำมันที่จะทำให้ทุกกลไกขับเคลื่อนไปได้อย่างลื่นไหลเป็ตัวตนเดียวที่พวกเราไกราสายพยากรณ์ไม่อาจมองเห็นอนาคตได้ไม่อาจบอกได้ว่าทางข้างหน้าของคุณเป็อย่างไร แต่พวกเราสามารถสนับสนุนคุณชายได้อย่างแน่นอน"
"เ้ากล่าวมาเช่นนี้คือจะยอมเป็กำลังให้กับเทน?"เคไนน์มองอีกฝ่ายอย่างคลางแคลงใจถึงจะไม่ได้อยู่ในสังคมของไกราแต่เขาก็พอรู้มาบ้างว่ามีไกรากลุ่มหนึ่งวางตัวเป็กลางไม่ยุ่งเกี่ยวกับอำนาจใดแต่ก็ทรงอิทธิพลมากด้วยเช่นกันนั่นคือกลุ่มไกราสายพยากรณ์ที่มีอยู่น้อยนิดบนโลกใบนี้ แต่ไกรากลุ่มน้อยกลับเอ่ยปากเลือกข้างมันออกจะผิดปกติเกินไป
"ถูกแล้วกระผมและเหล่าไกราสายพยากรณ์ทั่วโลกจะเป็พลังให้กับคุณชายเมื่อถึงยามที่ท่าน้าความช่วยเหลือ ขอให้นึกถึงเรานะครับ"
"อืม ถ้าเวลานั้นมาถึงนะครับ"เทพินพยักหน้าแล้วยิ้มให้อย่างจริงใจ การที่มีกำลังมาให้เขาแบบนี้เหมือนเป็สัญญาณเตือนว่าในอนาคตเขาอาจจะต้องพบเจอกับศึกหนักแม้จะยังไม่รู้ว่าจะเป็ศึกแบบไหน แต่การมีกำลังไว้ในมือก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว
อีกทั้งไกราสายพยากรณ์ไม่สามารถโกหกได้ทุกคำพูดของพวกเขาน่าเชื่อถือที่สุดในโลก เทพินจึงไว้วางใจอย่างไร้ข้อกังขา
"ได้บอกกับคุณชายอย่างนี้แล้วกระผมก็สบายใจ"จักรายิ้มอบอุ่น "เช่นนั้นขอตัวก่อนนะครับกระผมยังมีงานภายในวิหารอยู่อีกมาก"
"เดี๋ยวก่อนครับ"
"ครับ?"
"คืนแล็ปท็อปผมมาด้วยถึงจะคุยเื่อื่นกันนานแต่ผมก็ไม่ลืมเื่นี้หรอกนะ"ั้แ่ต้นจนจบสิ่งที่เขาห่วงที่สุดก็แล็ปท็อปนี่แหละ