องค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 76 กระจกเงา

            "อย่าเศร้าไปเลยบางทีพี่ชายเจ้าอาจไม่ได้ทำงานที่หอสุราแล้ว แต่อาจไปทำงานอย่างอื่นแทนตราบใดที่เขายังอยู่ในเมืองนี้ พวกเราย่อมตามหาจนพบได้ ต่อให้หาไม่พบวันหน้าเขาก็อาจกลับบ้านเอง เจ้าจะกังวลไปไย" จางเจิ้นอันเห็นนางหน้าหมองลงจึงเอ่ยปลอบใจ

            อันซิ่วเอ๋อร์ครุ่นคิดแล้วเห็นด้วยความเศร้าในใจจึงคลายลง แล้วตั้งใจเดินชมร้านรวงต่างๆ กับจางเจิ้นอันตัวเมืองแห่งนี้รุ่งเรืองกว่าในตัวอำเภอที่พวกเขาอยู่มากนักของหลายอย่างที่ในอำเภอไม่มีวางขาย ที่นี่กลับมีอันซิ่วเอ๋อร์จึงแวะเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ เลือกซื้อเข็ม ด้ายและอุปกรณ์เย็บปักเล็กๆ น้อยๆ ทั้งยังซื้อผ้าสีซีดจางราคาถูกมาด้วย

            ผ้าเหล่านี้เพราะสีไม่สม่ำเสมอจึงไม่ค่อยมีคนซื้อ ขายในราคาถูกมากอันซิ่วเอ๋อร์กลับเห็นว่าเหมาะจะนำไปทำผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน หรือรองเท้าเมื่อเห็นผ้าเหล่านี้เข้า จึงรู้สึกราวกับพบสมบัติล้ำค่า ซื้อมาหลายพับ

            เมื่อซื้อของเหล่านี้มาแล้วจางเจิ้นอันก็ถือไม่ไหว จึงจำต้องจ้างเด็กรับใช้ในร้านให้นำของไปส่งที่เรือตอนนั้นอันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้ว่าอะไร แต่พอออกจากร้าน กลับตำหนิว่า"ของแค่นี้ พวกเราเดินกลับไปกลับมาอีกรอบก็ขนได้แล้วท่านหาเงินมาได้ยากลำบาก เหตุใดต้องสิ้นเปลืองเช่นนี้"

            "เวลามีจำกัดข้าอยากใช้เวลาเดินเที่ยวกับเจ้าให้นานกว่านี้หน่อย" อันซิ่วเอ๋อร์ตำหนิแต่จางเจิ้นอันไม่ได้ถือสา เพียงยิ้มร่าแล้วจูงมือนางเข้าร้านขายกระจกแห่งหนึ่ง

            เมื่อก้าวเข้าไปอันซิ่วเอ๋อร์ก็ต้องตะลึงกับกระจกหลากหลายรูปแบบ นางอยากได้กระจกมานานแล้วแต่ยังตัดใจซื้อไม่ได้ ก่อนนี้นางเคยเอ่ยปากขึ้นมาลอยๆไม่คิดว่าเขาจะจดจำความปรารถนาของนางได้

            "เอาล่ะ ลองดูสิว่าเจ้าชอบบานไหน"จางเจิ้นอันปล่อยมือ ให้นางเลือกดูตามสบาย

            กระจกทองสัมฤทธิ์เหล่านี้ขัดเงาจนวาววับนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นหน้าตาตนเองชัดเจนในกระจกเงาในกระจกมีดวงตากลมโตเป็นประกาย จมูกโด่งได้รูป คางเรียวเล็กช่างเป็นใบหน้าที่งดงามยิ่งนัก เทียบกับเงาในน้ำที่พร่าเลือนแล้วเงาสะท้อนในกระจกนี้ชัดเจนกว่ามาก

            "แม่นาง ชอบบานนี้หรือไม่"เถ้าแก่เห็นอันซิ่วเอ๋อร์ยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกทองสัมฤทธิ์บานนั้นนานจึงเดินเข้ามาทักทาย

            “ข้าเพียงดูเล่นเท่านั้นเจ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์รีบโบกมือปฏิเสธ แล้วหันไปดูกระจกบานอื่นแทน

            กระจกทองสัมฤทธิ์เหล่านี้ราคาไม่ถูกนางไม่อาจตัดใจซื้อง่ายๆ โดยเฉพาะบานที่นางมองเมื่อครู่นี้ มีขนาดค่อนข้างใหญ่รอบกรอบสลักลวดลายมงคล ลงยาแต้มสีเขียว มองปราดเดียวก็รู้ว่าราคาสูงอันซิ่วเอ๋อร์ไม่กล้าแม้แต่จะถามราคา

            "ถ้าเช่นนั้น เชิญท่านเลือกชมตามสบาย"

            เถ้าแก่ส่งยิ้มให้อันซิ่วเอ๋อร์พอเห็นท่าทีเช่นนั้น ก็รู้ว่าเป็นลูกค้าที่ไม่กล้าจ่าย จึงเพียงทักทายตามมารยาทแล้วกลับไปหลังตู้เก็บเงิน

            อันซิ่วเอ๋อร์ยังคงเดินดูต่อไปนางเพิ่งรู้ว่ากระจกมีหลายชนิดถึงเพียงนี้ มีทั้งขนาดใหญ่เล็ก รูปทรงกลมและเหลี่ยมทุกบานล้วนส่องประกายแวววาว

            หากถามว่าชอบหรือไม่อันซิ่วเอ๋อร์ล้วนชอบทุกบาน แต่ถึงซื้อไปก็คงไม่ได้ใช้ที่บ้านไม่มีโต๊ะเครื่องแป้ง หากซื้อกระจกบานใหญ่เหล่านี้ไป ก็ไม่มีที่วาง

            จางเจิ้นอันไม่รู้ความคิดนางเอ่ยถามจากข้างกาย "เป็นอย่างไรไม่มีบานไหนถูกใจเลยหรือ"

            "งามทุกบานเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์ตอบเสียงเบา จากนั้นจึงไม่กล้ามองกระจกบานใหญ่อีกหันไปมองกระจกบานเล็กแทน

            พลันสายตาอันซิ่วเอ๋อร์ก็เหลือบไปเห็นกระจกกลมบานเล็กบานหนึ่งมีด้ามจับที่ประณีตงดงาม ขอบกระจกสลักลายคลื่นน้ำงดงามด้านหลังสลักลายดอกไม้ไม่ทราบชื่อ เบ่งบานซ้อนกันเป็นชั้นๆ ดูงดงามยิ่งนักอันซิ่วเอ๋อร์มองอย่างหลงใหล

            เห็นว่ากระจกบานนี้ขนาดเท่าฝ่ามือจึงรวบรวมความกล้าหยิบขึ้นมาถาม "เถ้าแก่บานนี้ราคาเท่าใดเจ้าคะ"

            "สองร้อยอีแปะขอรับ" เถ้าแก่บอกราคา

            สองร้อยอีแปะ! เถ้าแก่ช่างรู้ใจเสียจริงช่วงที่ผ่านมานางเก็บเงินได้เพียงสี่ร้อยกว่าอีแปะ วันนี้พกมาแค่สองร้อยอีแปะหากซื้อ ก็พอดีกับเงินที่มี แต่หากซื้อแล้ว ก็จะไม่เหลือเงินซื้อของอย่างอื่นอีก

            อันซิ่วเอ๋อร์จึงลังเลใจกระจกไม่ใช่ของจำเป็น จะส่องหรือไม่ส่อง หน้าตานางก็เป็นเช่นนี้ คิดได้ดังนั้นนางจึงวางมันลง คิดว่ารออีกหน่อยค่อยกลับมาซื้อก็ยังไม่สาย

            นางเดินออกมาเงียบๆจางเจิ้นอันเห็นนางมือเปล่าออกมาจึงถามว่า "เมื่อครู่เจ้าชอบกระจกบานนั้นมิใช่หรือ"

            อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้ตอบเพียงยิ้มแล้วส่ายหน้า "ไว้คราวหน้าค่อยมาซื้อเจ้าค่ะ"

            "ซื้อเถอะพอดีผู้ใหญ่บ้านบอกว่าช่วงนี้ข้าทำงานดี เลยให้รางวัลประจำเดือนมา"

             

            จางเจิ้นอันล้วงเงินออกมา กล่าวว่า"เงินรางวัลนี้ถือเป็นลาภลอยเอามาให้เจ้าซื้อกระจกบานนี้แล้วกัน"

            พูดจบก็เดินไปที่ตู้เก็บเงินยื่นเงินให้เถ้าแก่ "ข้าซื้อกระจกบานเมื่อครู่นี้"

            "อ้อเชิญท่านลูกค้าหยิบไปได้เลยขอรับ"

            เถ้าแก่เก็บเงิน ยิ้มแย้มอย่างจริงใจมากขึ้นอันซิ่วเอ๋อร์เหลือบมองจางเจิ้นอันอย่างตำหนิ เมื่อเห็นเขาจ่ายเงินไปแล้วก็จำต้องหยิบกระจกออกมาอย่างเสียมิได้ จนกระทั่งเดินออกจากร้านมาแล้วนางจึงอดต่อว่าไม่ได้ "เงินรางวัลทั้งเดือนของท่านเอามาซื้อกระจกแค่บานเดียว คุ้มแล้วหรือ"

            "เจ้าชอบก็คุ้มแล้ว" จางเจิ้นอันยิ้มพลางกล่าวว่า "อีกอย่างงานนี้ก็ได้เจ้าช่วยหามาให้ ปกติงานสอนหนังสือก็ไม่ได้รบกวนเวลาหาปลาของข้าถือว่าเป็นลาภลอยก็แล้วกัน"

            "ท่านนี่ช่างคิดนะ"

            พอเขาพูดเช่นนี้อันซิ่วเอ๋อร์ก็รู้สึกเสียดายน้อยลง เพียงแต่หยิบกระจกในอกเสื้อออกมาดูเป็นพักๆความชื่นชมปรากฏชัดบนใบหน้า

            จางเจิ้นอันเห็นนางมีความสุขก็ยิ่งรู้สึกว่าซื้อกระจกบานนี้มาคุ้มค่าแล้วอันซิ่วเอ๋อร์คิดว่าซื้อกระจกก็ใช้เงินเขาไปมากแล้ว จึงไม่กล้าเข้าร้านอื่นอีกได้แต่เดินชมวิวตามท้องถนน พอเห็นร้านขายสุรา ก็ควักเงินซื้อสุราสองชั่ง

            "ซื้อสุราไปทำไม" จางเจิ้นอันสงสัย เมื่อเห็นอันซิ่วเอ๋อร์ยื่นสุราให้ ก็ถามว่า"เจ้าไม่ชอบให้ข้าดื่มสุราไม่ใช่หรือ"

            "ข้าพูดตอนไหนกัน" อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ยอมรับว่าเคยพูดคำนี้ออกมาลอยๆ เพียงยัดสุราใส่มือเขาแล้วกล่าวว่า "นานๆ ดื่มบ้างก็ไม่เป็นไรขอเพียงอย่าดื่มจนเมาก็พอ"

            "ในยุทธภพข้าได้ฉายาว่าดื่มพันจอกไม่เมา"

            จางเจิ้นอันถือสุรามองอันซิ่วเอ๋อร์ที่กำลังจ่ายเงินอย่างอารมณ์ดีเขารู้ว่านี่เป็นเงินเก็บส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ ของนาง ในใจก็รู้สึกยินดียิ่งนักพลางกล่าวติดตลกโอ้อวดว่า "รบกวนนายหญิงต้องสิ้นเปลืองแล้ว"

            อันซิ่วเอ๋อร์เห็นท่าทางของเขา ก็เผยอยิ้มรู้สึกว่าวันนี้แม้จะหาพี่ชายไม่พบ แต่การได้ออกมาเดินเที่ยวเช่นนี้ก็ไม่เลวเลย

            ก่อนหน้านี้นางคิดว่าในตัวเมืองเช่นนี้คงจะรุ่งเรืองหรูหราผู้คนคงสวมใส่แต่ผ้าไหมแพรพรรณงดงาม แต่พอมาเห็นจริงๆ กลับไม่เป็นเช่นนั้นในเมืองก็มีคนยากจน มีแม้กระทั่งคนที่แต่งกายซอมซ่อยิ่งกว่านางเสียอีก

            ดูเหมือนสิ่งที่เคยเห็นในฝันนั้นเชื่อถือไม่ได้เลยในฝันนั้น ที่ที่อันซิ่วเอ๋อร์เคยอยู่ แม้แต่สาวใช้ยังแต่งกายงดงามเสื้อผ้าไม่เคยมีรอยปะชุน เพียงแต่ตอนนั้น ไม่มีใครพานางออกมาเดินตลาดนางไม่เคยได้ออกมาเห็นบ้านเมือง กลับถูกกักขังอยู่ในเรือน เหมือนนกในกรงทองถูกปิดกั้นด้วยประตูใหญ่ประตูรอง ไม่เคยได้ย่างกรายออกไปไหน จนกระทั่งหมดสิ้นวาสนา

            ทั้งสองยังคงเดินเที่ยวชมเมืองต่อไปเมื่อเจอของชิ้นเล็กๆ ราคาไม่แพงที่ถูกใจ อันซิ่วเอ๋อร์ก็จะซื้อหามาบ้างแต่ส่วนใหญ่แล้ว สายตานางจะกวาดมองร้านรวงรอบกาย คอยมองหาว่ามีหอสุราหรือไม่หากพบเจอ ไม่ว่าร้านเล็กหรือใหญ่ นางก็จะเข้าไปสอบถาม

            เมื่อรู้ว่าพี่ชายอยู่ในเมืองแห่งนี้นางก็อยากพบหน้าเขา อยากทำให้เขาประหลาดใจ แต่เดินจนสุดถนนแล้ว ก็ยังไม่พบวี่แววระหว่างทาง นางถามไถ่ตามหอสุราไปไม่รู้กี่แห่ง แต่ล้วนไม่มีคนที่นางตามหา

            "เฮ้อท่านว่าพี่ชายข้าทำงานอยู่ในหอสุราจริงๆ หรือไม่" อันซิ่วเอ๋อร์เดินจนเหนื่อยล้าจึงหยุดพักใต้ชายคาร้านแห่งหนึ่ง

            "เมืองใหญ่โตเพียงนี้บางทีพวกเราอาจเดินข้ามไปก็ได้" จางเจิ้นอันมองไปรอบๆก่อนตอบ

            "ก็จริงอยู่ พวกเราหาแค่ตามถนนใหญ่ถ้าเขาไม่ได้อยู่แถวนี้เล่า อาจจะอยู่ในตรอกซอกซอยก็ได้ อีกอย่างเพื่อไม่ให้พวกเราเป็นห่วง เขามักจะพูดเกินจริงเสมอ"

            เมื่อนึกถึงพี่ชาย อันซิ่วเอ๋อร์ก็ยิ้มออกมานางหันไปเล่าให้จางเจิ้นอันฟัง "ท่านรู้ไหมมีครั้งหนึ่ง พี่ชายอุตส่าห์จับปลาหมอในนาไปขายในเมือง ตอนกลับเขาซื้อขนมมาฝากข้าข้าถามว่าเขากินหรือยัง เขาบอกว่ากินแล้ว ข้าเลยร้องไห้โฮหาว่าเขาไม่รักข้ากินคนเดียวก่อน มารู้ทีหลังว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้กิน เพราะเงินไม่พอซื้อสองชิ้นเลยต้องพูดไปอย่างนั้น"

            "พี่ชายเจ้ารักเจ้ามากจริงๆ"จางเจิ้นอันตอบเสียงเรียบ พลางนึกถึงน้องชายตนเองแล้วถอนหายใจในใจ

            "นี่ยังไม่สายจะไปหาตามถนนอื่นอีกหรือไม่" จางเจิ้นอันเสนอขึ้น

            "พอแล้วเจ้าค่ะวันนี้หาแค่ถนนสายนี้ก่อน คราวหน้าถ้ามีเวลา ท่านค่อยพาข้าเข้าเมืองมาอีกแล้วเราค่อยไปหาตามถนนสายอื่น" อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้ามองเขาเหมือนกลัวเขาไม่ตกลง

            จางเจิ้นอันเอ่ยหยอกนาง"เมื่อก่อนเจ้าไม่อยากมาในตัวเมืองไม่ใช่หรือไฉนถึงชอบเร็วอย่างนี้เล่า"

            "เมื่อก่อนข้ากลัวมาในตัวเมืองแล้วจะเสียเงินน่ะสิเจ้าคะแต่ตอนนี้ดูแล้ว ถ้าข้าไม่ซื้ออะไร เงินก็ยังอยู่กับข้า" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวพร้อมรอยยิ้ม "อีกอย่างคราวหน้าข้ายังเอางานฝีมือมาขายในเมืองได้ด้วย ตอนนั้นคงขายดีกว่าในตัวอำเภอแน่ๆ"

            นางพูดพลางถอนใจ"เฮ้อ ถ้าคราวก่อนเอาสร้อยข้อมือเบญจมงคลมาขายที่นี่ป่านนี้อาจจะขายหมดไปแล้วก็ได้"

            "เป็นอย่างไร เสียดายแล้วหรือ"

            "เปล่าเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้า พูดพลางหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป แต่พอหันกลับก็เหลือบไปเห็นป้ายร้านฝั่งตรงข้ามพอดี

            "สนามประลอง...ที่นี่ใช้ทำอะไรหรือเจ้าคะ" นางหันกลับมาถามจางเจิ้นอันอย่างสงสัย

            "เป็นที่ให้คนรวยหาความสำราญกัน"จางเจิ้นอันอธิบายให้อันซิ่วเอ๋อร์ฟัง

            "พวกตระกูลใหญ่ๆมักเลี้ยงนักสู้ฝีมือดีไว้ แล้วให้คนเหล่านั้นมาประลองกำลังกันที่นี่พวกเขาใช้เดิมพันกัน หรือบางทีก็มีการประลองของสัตว์ด้วย"

             

    คล้ายกับเรื่ององค์หญิงชาวนาตัวน้อยผู้เป็นที่รัก 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808