ตอนที่ 6 หลี่เฉินอันจอมโหด
ยามนี้ หลี่เฉินอันผู้ที่จงหลีรั่วสุ่ยกำลังเฝ้าคำนึงหาได้มาถึงจวนตระกูลหลี่พร้อมกับน้องสาวของเขาแล้ว
แน่นอนว่าพวกเขาได้พาท่านหมอจางจากโรงหมอหุยชุนมาด้วย
ในหัวเขามีภาพจำที่ลึกซึ้งต่อสถานที่แห่งนี้ดี แต่หลังจากที่หลี่เฉินอันขจัดเื่ราวพวกนั้นออกไปจากสมองของเขาแล้ว เขาได้จงใจปิดผนึกภาพและความทรงจำทุกอย่างไว้ในก้นบึ้งของความทรงจำ
ในความทรงจำไร้ซึ่งความผูกพันธ์และความอาลัยอาวรณ์ กลับมีแต่แรงต่อต้านอยู่ในใจลึก ๆ ความรู้สึกและอารมณ์ส่วนใหญ่เป็ไปในด้านลบ
ไม่มี่เวลาแห่งความสุขในวัยเด็ก
ไม่มี่เวลาแห่งความสุขในวัยเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม
เพื่อเกียรติแก่บ้านสามของตระกูลหลี่ บิดาที่ชื่อหลี่เหวินฮั่นผู้นั้นถึงกับบีบบังคับบุตรชายของตนเองที่ไม่เก่งด้านวิชาการ จนเขากลายเป็โลกซึมเศร้า
บิดาผู้นั้นปรารถนาในลาภยศเกินไป
เพราะครอบครัวของพี่ใหญ่และพี่รองของเขามีลูกหลานผู้มากความสามารถมากมาย โดยเฉพาะเจ็ดจิ้นซื่อ [1] และสามทั่นฮวา [2]
ผู้ที่สอบผ่านรอบจิ้นซื่อทั้ง 7 คนนั้นมาจากครอบครัวของพี่ใหญ่ ส่วนทั่นฮวาทั้ง 3 มาจากครอบครัวของพี่รอง
แน่นอนว่าทั่นฮวาก็คือผู้ที่สอบผ่านรอบการสอบจิ้นซื่อ นั่นหมายความว่าทั้งครอบครัวของพี่ใหญ่และพี่รองมีจิ้นซื่อรวมกันมากถึง 10 คน !
ปัจจุบัน ผู้ที่มีตำแหน่งสูงที่สุดในราชการคือหลี่เหวินโฮ่วจากบ้านรอง ปีนี้อายุ 40 ปี ได้ดำรงตำแหน่งรองเสนาบดีกรมคลัง
ตามหลักแล้ว ทั้งสองบ้านนี้ได้เจริญรุ่งเรืองไปแล้วและควรนำบ้านสามไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองด้วย ทว่าในความทรงจำของเขา พวกเขาให้การสนับสนุนแล้ว แต่หลี่เหวินฮันดื้อรั้นและปฏิเสธ
เขาเชื่อว่าตนเองสามารถอบรมสั่งสอนลูกหลานให้สอบเป็จิ้นซื่อได้เช่นกัน แต่ดูเหมือนบรรพบุรุษตระกูลหลี่จะมีใจลำเอียงไปทางครอบครัวพี่ใหญ่และพี่รองมากเกินไปแล้ว
แต่เดิมหลี่เหวินฮั่นสอบได้แค่จวี่เหริน [3] เท่านั้น เขาสอบรอบจิ้นซื่อไม่ผ่านมาหลายทศวรรษแล้ว
เดิมทีจวี่เหรินสามารถรับราชการในตำแหน่งขุนนางได้ และทั้งพี่ใหญ่และพี่รองของเขาต่างเคยพูดคุยเื่นี้แล้ว แต่หลี่เหวินฮั่นกลับไม่ยอมรับน้ำใจนี้
เขายังคงอยู่ที่เมืองกวงหลิง แต่เปลี่ยนจากบทบาทอาจารย์สำนักศึกษาจู๋เซี่ย กลายเป็เ้าสำนักศึกษาในปัจจุบัน
เขาให้คำสาบานว่าจะอบรมสั่งสอนและให้ความรู้แก่เหล่าบัณฑิตทั้งหลาย แต่ความจริงแล้วเขา้าฝึกฝนบุตรชายของเขาให้ประสบความสำเร็จต่างหาก
ทว่าหลี่เฉินอัน บุตรชายคนโตของเขากลับเหมือนตีแสกหน้าเขาเข้าให้ บุตรชายผู้โง่เขลาทำให้เขาทั้งสิ้นหวังและทำตัวห่างเหินกับภรรยาของเขา นั่นก็คือติงเสี่ยวเอ๋อ มารดาของหลี่เฉินอันนั่นเอง
ขณะเดียวกัน ดูเหมือนว่าครอบครัวของเขาจะเริ่มห่างเหินกับครอบครัวของพี่ใหญ่และพี่รองมากขึ้น เพราะพวกเขาขาดการติดต่อกันมานับสิบปีแล้ว
ดังนั้น นี่จึงเป็หนึ่งในเหตุผลที่ว่าทำไมเสิ่นเชียนซาน พ่อค้าข้าวในกวงหลิงถึงได้กล้ามาขอถอนหมั้นถึงจวนหลังจากที่รู้เื่นี้
หากทั้งสามบ้านกลมเกลียวกัน ต่อให้หลี่เฉินอันมีชีวิตที่ธรรมดาและโง่เขลาบ้าง แต่เสิ่นเชียนซานจะต้องให้เสิ่นเฉียวเตี๋ยบุตรสาวของเขาแต่งงานกับหลี่เฉินอันแน่นอน เพราะลุงรองของหลี่เฉินอันคือรองเสนาบดีกรมคลัง !
ความคิดเหล่านี้แล่นเข้ามาในหัวของหลี่เฉินอัน ชายหนุ่มจึงยกยิ้มที่มุมปาก
ขณะที่เดินตามน้องสาวเข้าไปในประตูของจวนหลี่ เดินผ่านสวนหน้าบ้าน และกำลังจะก้าวเข้าประตูพระจันทร์ไปยังลานด้านตะวันออก ทันใดนั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น:
“ไอ้หยา นี่มันเ้าใหญ่ไม่ใช่หรือ ? ถูกพ่อตัวเองขับออกจากจวนไปแล้ว ลมอะไรหอบเ้ามาที่นี่กันเล่า ? ”
หลี่เฉินอันหันกลับไปมองก็เห็นหญิงงามนางหนึ่งที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเนื้อดี ในมือของนางถือผ้าไหมสีแดงผืนหนึ่งขณะเดินมาทางเขาด้วยความสงสัย
ในแววตาของนางเต็มไปด้วยความระมัดระวัง มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าไม่เป็มิตร
หญิงงามผู้นี้มีชื่อว่าเจียงฮุ่ย เป็ฮูหยินรองของบิดาเขานั่นเอง
หลี่เฉินอันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แล้วเอ่ยออกมาลอย ๆ อย่างไม่แยแส: “ลมตะวันออก ! ”
เจียงฮุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะที่ผ่านมาบุตรชายคนโตของจวนหลี่ผู้นี้ไม่กล้าต่อปากต่อคำกับนางอย่างแน่นอน เขามักจะชอบก้มหน้าหลบสายตาเมื่ออยู่ต่อหน้านาง ต่อให้นางดุด่าเขาเหมือนสุนัขตัวหนึ่ง เขาก็ไม่เคยกล้าหือกับนางเลยแม้แต่น้อย
แต่วันนี้มัน……
เขาไม่เพียงแต่กล้าเงยหน้าสบตากับนางเท่านั้น แต่รอยยิ้มที่มุมปากนั้นยังดูอันตรายอีกด้วย ประเด็นสำคัญก็คือ เขากล้าเยาะเย้ยนางแล้ว
สีหน้าของนางดูขึงขังขึ้นมาทันที “ทำไม ? ถูกไล่ออกไประเห็จระเหอยู่นอกจวนแค่ไม่กี่วันก็ทำตัวเป็นักเลงแล้วหรือ ? ”
หลี่เฉียวซีเป็กังวลว่าพี่ชายจะถูกเอาเปรียบอีก นางจึงดึงแขนเสื้อของเขาแล้วพยักหน้าไปทางท่านหมอจางที่ยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ด้านข้าง จากนั้นนางก็ขยิบตาให้หลี่เฉินอันเพื่อบอกให้เขาใจเย็นลงก่อน
ตอนนี้อาการป่วยของมารดาเป็เื่เร่งด่วน
หลี่เฉินอันไม่สนใจเสียงนกเสียงกาของเจียงฮุ่ย เขายกเท้าก้าวเข้าไปในประตูพระจันทร์โดยไม่เหลือบมองเจียงฮุ่ย
“เ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ ! ”
เจียงฮุ่ยตวาด นางเอามือเท้าเอวแล้วพูดอย่างอวดดีว่า “นับแต่วันนี้ไป เ้าไม่ใช่คนในจวนอีกแล้ว หากเ้ากล้าเดินเข้าไป ข้าจะให้คนมาหักขาเ้าเสีย ! ”
หลี่เฉินอันขมวดคิ้วและชักเท้าข้างนั้นกลับ เขาหันไปพูดกับน้องสาวเบา ๆ โดยไม่แม้แต่จะหันไปมองเจียงฮุ่ย: “เ้าพาท่านหมอจางไปดูอาการป่วยของท่านแม่ก่อน”
“ท่านพี่……”
หลี่เฉียวซีเงยหน้ามองหลี่เฉินอัน ในแววตาของนางเต็มไปด้วยความกังวล ทว่าสิ่งที่นางเห็นจากใบหน้าของพี่ชายนั้นยังคงเป็รอยยิ้มที่สุขุมและสงบเช่นเดิม
“เ้าฟังพี่ ประเดี๋ยวพี่ตามเข้าไป”
ขณะที่พูดเช่นนี้ หลี่เฉินอันยังลูบหัวหลี่เฉียวซีอย่างอ่อนโยนอีกด้วย “เข้าไปเถิด เป็เด็กดีสิ ! พี่ไม่เป็ไรหรอก”
นี่เป็ครั้งที่สองแล้วที่พี่ชายลูบหัวนาง
หลี่เฉียวซีนรู้สึกแปลกมาก เพราะที่ผ่านมา พี่ชายไม่เคยสนิทสนมกับนางขนาดนี้มาก่อน
นางเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “คนฉลาดจะเลี่ยงการถูกเอาเปรียบ ท่านพี่ระวังตัวด้วย” พูดแล้วนางก็พาท่านหมอจางเดินเข้าไปในประตูพระจันทร์
เจียงฮุ่ยเชิดหน้าและยกยิ้มเหยียด “นี่เ้ายังเหลือเงินมารักษาอาการป่วยให้แม่ของเ้าที่ควรจะตายไปเสียเร็ว ๆ ด้วยหรือ ? ข้าจะบอกเ้าให้เอาบุญ เพื่อให้เ้าถูกคนพวกนั้นล่อลวงไปเล่นการพนัน พ่อของเ้าต้องเสียเงินไป 100 ตำลึงเงินเชียวนะ ! ”
“และหลังจากเื่นั้น พวกเ้าอย่าได้คิดว่าจะเอาเงินไปจากข้าได้แม้แต่อีแปะเดียวเลย ! ”
“ไอ้คนไม่ได้เื่ ! ”
“ยังไม่รีบไสหัวไปอีก ? หรือจะให้ข้าใช้ไม้มาฟาดเ้าให้ออกไป ! ”
เจียงฮุ่ยยังไม่ทันพูดจบ หลี่เฉินอันก็ก้าวเท้าพรวดเดียวมายืนอยู่ตรงหน้านางแล้ว นางใสะดุ้งตัวโยนและรีบผละถอยหลัง ทว่าหลี่เฉินอันเร็วกว่า เสียง “เพียะ……! ” ดังขึ้น หลี่เฉินอันฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของเจียงฮุ่ยอย่างแรง
การตบนี้มีพลังอย่างมาก
มีพลังเสียจนเจียงฮุ่ยหน้าหัน กระอักเืออกมาทางปาก
“เ้า……! ”
จำว่า ‘เ้า’ เพิ่งจะออกมาจากปาก ก็มีเสียง “เพียะ……! ” อีกเสียงดังขึ้น หลี่เฉินอันตบหน้าอีกข้างของนาง
“เ้าอะไร ? ”
หลี่เฉินอันก้าวไปข้างหน้าและยกขาขึ้นถีบ ลูกถีบนี้ของเขาทำให้เจียงฮุ่ยที่กำลังตกตะลึงอย่างอกสั่นขวัญแขวนกระเด็นไปไกลหลายจั้ง
ก้นของนางกระแทกพื้นส่งเสียงดัง “พลั่ก ! ” นางจ้องมองหลี่เฉินอันด้วยความตกตะลึง ราวกับลืมความเ็ปไปชั่วขณะ นางได้ยินเพียงเสียง ‘วิ้ง วิ้ง’ ที่ดังอยู่ในหู แต่กลับไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักคำ
“ปกติข้าไม่ทำร้ายร่างกายสตรี”
“แต่เ้าไม่ใช่สตรี เ้ามันเป็สัตว์เดรัจฉาน……ไม่สิ พูดแบบนี้จะเป็การดูิ่สัตว์เดรัจฉานเกินไป เ้ามันเทียบไม่ได้แม้แต่สัตว์เดรัจฉานด้วยซ้ำ ! ”
หลี่เฉินอันก้าวเดินไปข้างหน้าช้า ๆ ทำให้เจียงฮุ่ยเห็นสีหน้าดุร้ายของหลี่เฉินอันได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
นางกระเถิบถอยหลังไปตามพื้น ผ้าไหมสีแดงในมือของนางร่วงอยู่ด้านข้าง ปากของนางเอาแต่ขอร้องอ้อนวอนไม่หยุด: “ไม่ อย่าเข้ามานะ เ้า……เ้าอย่าเข้ามา……”
หลี่เฉินอันหยุดเดิน คำพูดของนางฟังดูคลุมเครือเล็กน้อย ราวกับเขาจะทำมิดีมิร้ายนางอย่างนั้น
“เ้าจำไว้ ต่อไปนี้จงเก็บหางของเ้าให้ดี หากวันหน้าเ้ากล้าพูดจาหยาบคายต่อหน้าข้า ต่อหน้าท่านแม่ของข้า หรือแม้แต่น้องสาวของข้า……”
ใบหน้าของเขามืดมนลง เขากล่าวถ้อยคำที่โหดร้ายออกมา: “ข้าจะฆ่าเ้าอย่างแท้จริง ! ”
เจียงฮุ่ยรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งตัว ดูเหมือนนางจะรู้สึกได้ถึงจิตสังหารที่มองไม่เห็นกำลังแผ่ออกมาจากหลี่เฉินอัน
และในตอนนี้เอง เสียงร้องของเจียงฮุ่ยได้ดังไปทั่วทั้งจวน ข้ารับใช้ 5 คนที่อยู่ใกล้บริเวณนี้ต่างรีบวิ่งเข้ามา
เมื่อพวกเขามาถึงก็เห็นหลี่เฉินอันยืนอยู่ และยังเห็นเจียงฮุ่ยที่นั่งอยู่บนพื้นอีกด้วย
ในจวนหลังนี้ เจียงฮุ่ยได้กลายเป็เ้านายของพวกเขาแล้ว เมื่อเห็นเ้านายถูกทำให้อับอาย ทั้ง 5 คนจึงรีบวิ่งไปหาหลี่เฉินอัน
หากเป็หลี่เฉินอันในชาติที่แล้ว เขาไม่กลัวทั้ง 5 คนนี้เลย เพราะเขาเคยฝึกเทควันโดมาก่อน ปกตินอกจากจะเที่ยวผู้หญิงแล้ว เขามักจะหาเวลาว่างไปออกกำลังกายเป็ประจำ ซึ่งร่างกายของเขาในชาติที่แล้วแข็งแรงมาก
แต่ร่างกายของเขาในตอนนี้มันช่างบอบบางเสียจริง เขามัวแต่ครุ่นคิดถึงปัญหาบางอย่างมาตลอด่ 10 วันนี้ ไม่ได้หาเวลาไปออกกำลังกาย เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของทั้ง 5 คนนี้
หลี่เฉินอันมองไปรอบ ๆ และเห็นว่ามีจอบวางอยู่ข้างแปลงดอกไม้ทางฝั่งซ้ายมือ
ในเวลานี้ เจียงฮุ่ยเห็นว่ากำลังเสริมมาแล้วจึงลืมสิ้นซึ่งความเ็ปและความหวาดกลัว นางยังคงนั่งอยู่บนพื้น แล้วะโเสียงดังว่า: “ตีมัน ตีมัน ตีมันให้ตาย เอาให้มันตายไปเลย ! ”
หลี่เฉินอันหันหลังกลับและวิ่งไปที่สวน เขาหยิบจอบขึ้นมา เขาให้สองมือเหวี่ยงมันแล้วทุบมันไปที่ข้ารับใช้ของหญิงชั่วที่วิ่งเข้าหาเขา
แน่นอนว่าเขาไม่ได้ใช้คมจอบ เพราะเขาไม่อยากเอาชีวิตใคร
แต่ด้ามจอบรับน้ำหนักของจอบ หากฟาดใส่ใคร มีหวังได้เจ็บจนต้องร้องขอชีวิตแน่นอน
หากทุบลงหัว มีหวังได้หัวะเิแน่นอน ดังนั้นเขาจึงทุบลงที่ไหล่ของข้ารับใช้พวกนี้แทน
เดิมทีข้ารับใช้ชั่วพวกนี้ไม่เคยเห็นคุณชายใหญ่ของจวนหลี่อยู่ในสายตามาก่อนอยู่แล้ว เดิมทีพวกเขาคิดว่าความดุร้ายของตนเองคงเพียงพอที่จะทำให้หลี่เฉินอันหวาดกลัวได้
ดังนั้นพวกเขาถึงได้ประมาท
ไม่ยอมหลบเลยสักคน
จนกระทั่งเสียง “พลั่ก ! ” ดังขึ้น
เขาถึงได้ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเ็ปทรมาน: “อ๊าก……! ”
หลี่เฉินอันไม่ได้หยุดฟาด เพราะเขาต้องรีบตัดกำลังของอีกฝ่ายไปให้ได้มากที่สุด
พอด้ามจอบลงพื้น เขาก็ยกมันขึ้นด้วยมือทั้งสองข้างของเขา ใช้ด้ามจอบเป็ตัวรับน้ำหนัก ขณะที่ยกด้ามจอบขึ้นมา เขาก็ออกแรงถีบข้ารับใช้ชั่วคนนั้นด้วย
ข้ารับใช้ชั่วคนนั้นถูกถีบกระเด็นไม่พอ ซ้ำยังมาถูกจอบฟาดใส่ในแนวนอนจนล้มไปกองกับพื้นอีก
“อ๊าก……! ”
ถ้าให้เขียนบรรยายทั้งหมดคงยาว แต่อันที่จริงในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ หลี่เฉินอันถือจอบเหมือนเทพา ในขณะที่ข้ารับใช้ชั่วทั้ง 5 คนนั้นทยอยล้มลงไปนอนกองกับพื้นทีละคน
บางคนขาหัก บางคนแขนหัก บางคนไหล่หัก และบางคนก็หน้าบวมช้ำเหมือนหัวหมู
เืสีแดงสดไหลย้อมพื้นสวน เสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ปดังระงมจนนกที่กำลังบินกลับรังถึงกับแตกตื่น
เจียงฮุ่ยใมาก
นางไม่คาดคิดเลยว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว เด็กหนุ่มที่ขี้ขลาดและอ่อนแอผู้นั้นจะเปลี่ยนเป็คนที่ดุร้ายขนาดนี้ได้ !
มันเป็ความรู้สึกแปลก
เดิมทีนางคิดว่าตนเองสามารถควบคุมทุกอย่างของพวกเขาสามคนแม่ลูกได้แล้ว รวมไปถึงชีวิตของทั้งสามด้วย
แต่แล้วตอนนี้นางถึงเพิ่งนึกได้ว่านางคิดผิดอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นจะบอกว่าที่ผ่านมา เ้าเด็กผู้นี้เสแสร้งมาตลอดเลยหรือ ?
จะต้องเป็เช่นนี้แน่
แล้วเขาจะทำเยี่ยงไรต่อ ?
เป็ไปได้ไหมว่าเขามาที่นี่เพราะทรัพย์สินของตระกูลหลี่ ?
เขา, เขาคงไม่ฆ่าข้าจริง ๆ ใช่ไหม ?
หลี่เฉินอันถือจอบเดินไปหาเจียงฮุ่ย จู่ ๆ เขาก็แสยะยิ้มออกมา ทว่ารอยยิ้มนี้กลับดูเหมือนรอยยิ้มของปีศาจในสายตาของเจียงฮุ่ย
“เ้า, เ้าอย่าเข้ามานะ ! ”
หลี่เฉินอันหุบยิ้มแล้วยกจอบขึ้นสูง เจียงฮุ่ยเห็นเช่นนั้นก็หน้าซีดร้องะโออกมาทันที: “อย่านะ……! ”
“พลั่ก ! ”
หลี่เฉินอันฟันจอบใส่ต้นพลัมที่อยู่ด้านข้าง
“อ๊าก……! ”
เจียงฮุ่ยกางแข้งกางขาด้วยความหวาดกลัว ของเหลวสีเหลืองไหลออกจากหว่างขานองอยู่เต็มพื้น
“จำใส่กะโหลกไว้ ควรรู้จักเคารพกฎเกณฑ์เสียบ้าง จะได้มีชีวิตยืนยาวขึ้น”
เขาทิ้งจอบแล้วหันหลังกลับ
ซึ่งเป็จังหวะเดียวกับที่มีใครบางคนเดินเข้าประตูใหญ่ของจวนมาพอดี
เขาคือหลี่เหวินฮั่น บิดาของหลี่เฉินอัน
หลี่เหวินฮั่นเห็นฉากที่น่าสังเวชในสวน และเห็นแผ่นหลังของหลี่เฉินอันเช่นกัน
“เ้าลูกชั่ว เ้าทำอะไรลงไป ? ”
[1] จิ้นซื่อ (进士)เป็คุณวุฒิขั้นสุงสุดของระบบการสอบเคอจวี่ (科举) หรือการสอบเข้ารับราชการของจีนสมัยโบราณ
[2] ทั่นฮวา (探花)คือคำเรียกผู้ที่สอบรอบจิ้นซื่อผ่าน แล้วได้อันดับที่ 3 ของแผ่นดิน
[3] จวี่เหริน (举人) คือชื่อตำแหน่งเมื่อสอบผ่านเข้ารับราชการในระดับกลาง