เขาเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าว บรรยากาศรอบตัวเย็นะเืชวนขนลุก เสียงพูดของเขาต่ำแหบไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆทำให้เกิดความหวาดกลัวอย่างรุนแรง
“อย่าเข้ามาไม่งั้นฉันจะฟันมือนายอีกข้างให้ขาดไปเลย!”
ผมพูดขู่เสียงแข็ง แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
แต่จางเฉียงในร่างผีจมน้ำกลับไม่สนใจสิ่งที่ผมพูดเลยแม้แต่น้อย กลับกันเขายิ่งเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น พร้อมยกมือผีอีกข้างขึ้นมาแล้วพุ่งเข้ามาหาผมอย่างรวดเร็ว
เขาเคลื่อนไหวเร็วมาก ผมรู้ดีว่าหากคิดจะวิ่งหนี คงไม่มีทางหนีทัน
เมื่อหลบก็ไม่ได้ ส่งไปสู่สุคติก็ไม่สำเร็จตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสู้ให้ถึงที่สุด
ผมรวบรวมความกล้า กำมีดหัวัในมือแน่นแล้วะโลั่นเพื่อเรียกขวัญกำลังใจให้ตัวเอง “อย่าเข้ามานะโว้ย!”
จากนั้นผมเหวี่ยงมีดอย่างสุดแรง ฟันลงไปที่จางเฉียงอีกครั้ง!
แต่คราวนี้ เขากลับหายวับไปต่อหน้าผมอย่างกับล่องหนมีดของผมจึงฟันลงไปในความว่างเปล่า
พอเขาปรากฏตัวอีกครั้งกลับโผล่มาข้างตัวผม พร้อมด้วยสีหน้าซีดขาวแข็งทื่อและาแลึกบนใบหน้าที่ผมฟันไว้ก่อนหน้านี้ ยิ่งทำให้เขาดูน่ากลัวจนขนลุก
“ไปกับฉันไปเจออาจารย์ด้วยกัน!”
เสียงที่ยืดยาวและหนักอึ้งของเขายังคงดัง มันกดดันจนทำให้ใจผมสั่น
ผมหน้าซีดด้วยความใแต่ยังพยายามพลิกมือกลับมาแล้วฟันไปที่ลำคอของเขาหวังจะฟันให้ขาด
แต่จางเฉียงยกมือขึ้นมาจับข้อมือที่ถือมีดของผมไว้แน่นจนผมขยับไม่ได้
ผมใช้มืออีกข้างกำหมัดแน่น ก่อนจะต่อยไปที่หน้าของเขาเต็มแรง
“ปักๆๆ!” ผมต่อยเขาไปหลายหมัดติดต่อกัน
แต่หน้าของเขาแข็งราวกับน้ำแข็ง ไม่มีทีท่าจะเจ็บหรือสะทกสะท้านขณะที่หมัดของผมกลับเจ็บไปหมดเหมือนต่อยก้อนหิน
สิ่งที่ทำให้ผมยิ่งใคือ มือที่เขาเคยถูกผมฟันขาดไปกลับงอกขึ้นมาใหม่อย่างน่าขนลุก
จากนั้นเขาใช้มือข้างนั้นคว้าคอผมอีกครั้งคราวนี้แรงของเขามากกว่าเดิมจนทำให้ผมหายใจไม่ออกและรู้สึกเหมือนกระดูกคอกำลังจะหัก...
ผมรู้สึกได้ว่าแรงบีบของเขาสามารถบดขยี้ลำคอของผมให้แหลกได้ในครั้งเดียว แต่เขาไม่ได้ทำอย่างนั้นเขาเพียงบีบคอผมแน่น แล้วเริ่มลากผมลงไปในทะเลสาบ
ใบหน้าที่แข็งทื่อของเขายังคงจ้องมองผมตลอดเวลา พร้อมกับเสียงพูดที่น่าขนลุกเขาเอ่ยประโยคเดิมซ้ำไปมา “ไปกับฉัน กลับไปหาอาจารย์ด้วยกัน...”
ระหว่างพูด เขาก็ลากผมห่างออกจากริมทะเลสาบมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมพยายามดิ้นรน ขัดขืนเต็มที่ แต่แรงของเขามากเกินไปมีดหัวัในมือผมถูกกระแทกหลุดตกลงบนฝั่ง
เสียงน้ำ “ซ่าๆๆ” ดังขึ้น และในพริบตาร่างของผมส่วนใหญ่ก็จมลงไปในน้ำ
แม้จะเป็ฤดูร้อนแต่ผมกลับรู้สึกว่าน้ำในทะเลสาบคืนนี้เย็นเยียบจนแทงลึกถึงกระดูก
ผมหันไปเห็นิญญาชายชราที่ศาลายังยืนยิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมใส่ผม
ในใจผมคิดว่า ‘จบแล้วคราวนี้คงไม่รอดจากชะตากรรมนี้แน่’
เมื่อใดที่น้ำปกคลุมศีรษะของผม ผมคงต้องกลายเป็ตัวตายตัวแทนของใครบางคน
ถึงจะไม่ยอมแพ้ แต่ผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
เสียง “ตูม!” ดังขึ้น เมื่อทั้งตัวของผมถูกกดลงไปในน้ำ
ก่อนที่ร่างผมจะจมหายไป ผมยังได้ยินเสียงจางเฉียงพูดว่า “เราต้องรีบหน่อยอาจารย์เร่งอยู่!”
พูดจบ เขาก็บีบคอผมแน่นและกดตัวผมให้จมลงในน้ำด้วยแรงมหาศาล...
เขาตั้งใจจะกดให้ผมจมน้ำจนตาย...
ผมดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง พยายามแกะมือของเขาที่บีบคอผมออกพร้อมกับใช้เท้าถีบไปที่ท้องของจางเฉียง
แต่เขาเหมือนกับแผ่นไม้แข็งทื่อ ไร้ความรู้สึกต่อความเ็ปการโจมตีของผมไม่มีผลอะไรเลย
“อึก!” ผมเผลอกลืนน้ำเข้าไปคำหนึ่ง ความรู้สึกนั้นแย่มากความเจ็บแปลบพุ่งตรงไปที่ท้ายทอย
ความเ็ปนั้นรุนแรงจนทำให้ทั้งร่างกายรู้สึกทรมานริมฝีปากและนิ้วมือเริ่มชาจนแทบไม่มีความรู้สึกการเคลื่อนไหวของผมก็เริ่มไม่ประสานกันและควบคุมไม่ได้
ผมรู้ว่าตัวเองกำลังจะตายเพราะขาดอากาศหายใจและจะจมน้ำตายอยู่ในทะเลสาบนี้...
แต่ในวินาทีที่ผมเกือบหมดสติ และกำลังจะสิ้นใจในน้ำผมกลับรู้สึกว่ามือที่บีบคอผมอยู่ได้ปล่อยออกอย่างกะทันหัน
ทันใดนั้นก็มีใครบางคนคว้าผมจากด้านหลัง ดึงตัวผมขึ้นอย่างแรง
เสียง “ซ่าๆๆ” ของน้ำดังขึ้น ร่างของผมทั้งตัวถูกดึงขึ้นมาจากผิวน้ำ
เสียงของชายวัยกลางคนดังขึ้นจากด้านหลัง “ธุลีคืนสู่ธุลีดินคืนสู่ดิน ิญญามาจากที่ใด จงกลับสู่ที่นั่น”
จากนั้นผมเห็นเม็ดข้าวสีขาวจำนวนหนึ่งถูกโปรยลงไปในน้ำ พร้อมเสียง “ซู่ๆๆ” คล้ายกับอะไรบางอย่างกำลังมอดไหม้...
แสงสะท้อนจากผิวน้ำในทะเลสาบที่เคยส่องประกายกลับกลายเป็สีดำสนิทเหมือนน้ำหมึกหลังจากที่เม็ดข้าวถูกโปรยลงไป
ผมถูกดึงขึ้นฝั่งอย่างรุนแรงจนตัวกระแทกลงกับพื้นเริ่มไออย่างหนักและพ่นน้ำออกมาจากปากหลายครั้ง
หายใจหอบอย่างแรงเหมือนจะขาดใจ
“เสี่ยวเจียง...เสี่ยวเจียง!”
ผมลืมตาขึ้นมาช้าๆ และมองเห็นคนที่ช่วยผมไว้
ปรากฏว่าเป็ ลุงอวี๋
เขามาทันเวลาพอดี ดึงผมขึ้นจากน้ำในจังหวะวิกฤตและช่วยชีวิตผมไว้
“ลุง...ลุงอวี๋!”
ผมพูดด้วยความตื่นเต้นจนเสียงสั่น น้ำตารื้นด้วยความโล่งใจ
ผมเกือบจมน้ำตายไปแล้วจริงๆ
แต่ลุงอวี๋ยังคงมีสีหน้าตึงเครียดเขามองไปที่ผิวน้ำในทะเลสาบอย่างระแวดระวังแล้วพูดว่า “ที่นี่ไม่ปลอดภัยรีบไปจากที่นี่เร็วเข้า”
พูดจบ เขาเก็บมีดหัวัที่ผมทำหล่นไว้ขึ้นมา ก่อนจะพยุงตัวผมให้ยืนขึ้นและพาออกจากสวนสาธารณะทันที
ผมลากขาตามลุงอวี๋อย่างทุลักทุเล พลางหันไปมองข้างหลัง
เห็นจางเฉียงในร่างผีจมน้ำตัวเปียกโชกทั้งร่าง ค่อยๆ ตะกายขึ้นจากทะเลสาบอีกครั้ง
เขายืนอยู่ริมฝั่งน้ำ จ้องมาที่ผม แต่ไม่ได้ไล่ตามทันที
เพียงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบมาทางผมว่า “อย่าเพิ่งไป อาจารย์เร่งอยู่...”
ผมมองจางเฉียงและฟังเสียงเย็นะเืนั้นจนรู้สึกชาไปทั้งตัวรีบวิ่งสุดกำลังตามลุงอวี๋ไป
นกฮูกและิญญาชายชราที่เคยเห็นก่อนหน้านี้หายไปหมดแล้ว
ผมไม่มีอารมณ์จะสนใจสิ่งใดอีก สิ่งเดียวที่อยากทำคือออกไปจากที่แห่งนี้
เมื่อพวกเราวิ่งออกมาพ้นสวนสาธารณะได้ ในที่สุดผมก็สามารถหายใจโล่งอกได้บ้าง
แต่ลุงอวี๋ที่ยืนอยู่ข้างผมกลับมีสีหน้าหนักใจ เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า“เื่นี้เกินกว่าที่ลุงคาดไว้มาก สิ่งที่นายเจอร้ายแรงกว่าที่คิดเสียอีกโชคดีที่ลุงตามมาดู ไม่อย่างนั้นนายคงถูกลากไปแล้ว”
ผมหอบหายใจหนัก เหงื่อไหลชุ่มเต็มหัว พูดด้วยความซาบซึ้งว่า “ขอบคุณ...ขอบคุณลุงอวี๋จริงๆ ผมถูกิญญาชายชราทำให้แผนล่มกลางทาง”
ลุงอวี๋ไม่ได้ซักถามอะไรมาก เขาเพียงพูดต่อว่า “ตอนนี้เื่มันถึงขั้นนี้แล้วเราทำได้แค่หลบภัยไปก่อน”
ผมพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะถามด้วยความหวาดหวั่น “ลุงอวี๋แล้วต่อไป...ผมควรทำยังไงดี”
ลุงอวี๋เงยหน้ามองฟ้าสลัวก่อนจะตอบว่า “ตอนนี้ดึกมากแล้วเขายังไม่ได้เอาชีวิตนายไป คงจะตามมาแน่ๆ ลุงเองก็เป็แค่พ่อครัวคนตายไม่มีฝีมืออะไรมากมาย ถ้าต้องสู้กัน พวกเราคงได้ตายกันหมดแน่ มีทางเดียวคือต้องหลบรอดคืนนี้ไปก่อนแล้วค่อยคิดหาทาง”
ผมพูดด้วยความหวาดกลัว “แต่เขาสามารถตามกลิ่นของผมมาได้”
ลุงอวี๋หันไปมองข้างหลังแล้วตอบอย่างมั่นใจ “งั้นก็ทำให้เขาดมกลิ่นของนายไม่เจอแล้วหาที่ที่เขาไม่กล้าตามไป ลุงมีทางออก...ตามลุงมา”
พูดจบ ลุงอวี๋ก็วิ่งไปยังรถจักรยานไฟฟ้าคันเล็กที่จอดอยู่ไม่ไกลพร้อมส่งสัญญาณให้ผมตามไปทันที
ผมครุ่นคิดถึงคำพูดของลุงอวี๋ แต่ก็รีบเดินตามไปขึ้นรถทันที
พอขึ้นรถได้ ลุงอวี๋ก็ยื่นถุงข้าวมาให้ผม พร้อมสั่งว่า “ทุกๆสิบวินาทีให้โรยข้าวหนึ่งกำ จนกว่าจะหมด”
“ได้ครับ!”
ผมรับถุงข้าวมาโดยไม่ถามเหตุผลว่าทำไมต้องทำแบบนี้
แต่ทันทีที่ััเม็ดข้าว ผมก็รู้สึกว่ามันไม่ธรรมดาข้าวพวกนี้ผ่านการคั่วจนมีกลิ่นหอม
แม้จะสงสัย แต่ผมก็ไม่คิดอะไรมาก เริ่มโรยข้าวตามทางข้างหลังทันที เม็ดข้าวร่วงลงพื้นพร้อมเสียง “กราวๆ”
รถวิ่งไปได้ไม่ไกล ผมก็เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบริเวณสองข้างทางเริ่มมีเงาดำๆ ปรากฏขึ้น บางตัวเดินออกมาจากเงามืดบางตัวคลานออกมา
ร่างเ่าั้มีควันดำลอยออกมาทั่วตัว พวกมันพากันล้อมรอบเม็ดข้าวที่กระจายอยู่บนพื้นก่อนจะยื่นมือออกไปหยิบข้าวมากิน
ผมมองภาพนั้นด้วยความหวาดผวา ‘นี่มันไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายหรอกเหรอ’
หากผมต้องโรยข้าวตลอดเส้นทางนี้มันจะไม่กลายเป็การเชิญผีตามทางไปทั้งถนนเหรอ
นี่ลุงอวี๋กำลัง ‘โรยข้าวเรียกผี’ อยู่รึเปล่า