บทที่ 18 ช่างเหมือนขอทาน
นางเลียนแบบฉากในละครจากชาติก่อน กล่าวปลอบโยนเบา ๆ
“ท่านแม่ ข้าเพียงแค่ถูกเนรเทศ ไม่ได้ตายจาก ท่านอย่าเสียใจเลย”
เฮ่อจือหร่านคิดว่านางกล่าวเช่นนี้ก็ดีแล้ว พอเห็นบุตรสาวยอมรับชะตากรรม หลิงเสวี่ยเหยายิ่งร้องไห้หนักขึ้น
เฮ่อเยวียนิแม้ไม่ได้ร้องไห้โฮเหมือนภรรยา แต่ดวงตาเขาแดงเรื่อเช่นกัน
เขารู้ดีว่าเวลามีจำกัด จึงยื่นมือดึงหลิงเสวี่ยเหยากลับมายืนอยู่ข้างตัว
เขามองหน้าเฮ่อจือหร่าน กล่าวว่า “พ่อกับแม่ผิดเองที่ทำให้เ้าต้องประสบเคราะห์กรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้นหลังวันแต่งงาน”
เฮ่อเยวียนิหยิบห่อผ้าซึ่งข้างในอัดแน่นออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นใส่มือเฮ่อจือหร่านอย่างลับ ๆ
นอกจากนี้ยังยัดห่อผ้าขนาดพอเหมาะให้นางอีกห่อหนึ่ง
เหล่าเ้าหน้าที่ไม่ได้ขัดขวางเื่นี้ เพราะพวกเขาได้รับประโยชน์ไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้นักโทษเหล่านี้มีเงินติดตัว ระหว่างทางก็ต้องมอบให้พวกเขาอยู่ดี
“นี่คือเงินที่พ่อแม่เตรียมไว้ให้เ้า อย่าคิดเสียดายที่จะใช้มัน ระหว่างทางนอกจากต้องติดสินบนเ้าหน้าที่แล้ว ก็ให้ขอร้องพวกเขาให้ช่วยหาอาหารที่ดีด้วย เ้าไม่ชอบความสกปรกั้แ่เด็ก แม่เ้านำเสื้อผ้าไว้สำหรับเปลี่ยนอีกสองสามชุด”
เฮ่อเยวียนิเริ่มพูดต่อไม่ไหวแล้ว
เขาหันหน้าทางอื่น ไม่กล้ามองเฮ่อจือหร่านอีก ก่อนจะพูดออกมาอีกครั้งว่า “เป็ความผิดของพ่อเองที่บังคับให้เ้าแต่งเข้าสกุลโม่”
“ท่านพ่อ” เฮ่อจือหร่านเรียกเสียงเบา
ไม่ว่าจะเป็เฮ่อเยวียนิในความทรงจำของร่างเดิม หรือบิดาผู้แสนเมตตาที่อยู่ตรงหน้า ล้วนทำให้เฮ่อจือหร่านมั่นใจได้ว่าเขาเป็บิดาที่ดี
สำหรับคนเช่นนี้ เฮ่อจือหร่านยินดีจะเรียกว่าพ่อจากใจจริง
“ก่อนหน้านี้ข้าไม่เข้าใจ จึงมักทำให้พวกท่านโกรธเคืองอยู่บ่อยครั้ง ตอนนี้ได้แต่งงานกับโม่จิ่วเยี่ยแล้ว ต่อไปย่อมเป็คนสกุลโม่ พวกท่านวางใจเถอะ ข้าจะมีชีวิตอยู่เป็อย่างดี รอจนถึงวันที่ลุกขึ้นยืนได้ ข้าจะกตัญญูตอบแทนท่านพ่อกับท่านแม่ให้ดีที่สุด”
เฮ่อจือหร่านกล่าวจบ หลิงเสวี่ยเหยาก็ร้องไห้จนพูดไม่ออก
บุตรสาวของนางเปลี่ยนเป็คนที่ได้เื่ได้ราวในชั่วข้ามคืน แต่กลับต้องถูกเนรเทศให้ต้องทนทรมานที่ซีเป่ย
ยิ่งคิดนางก็ยิ่งทุกข์ใจ หลิงเสวี่ยเหยากอดเฮ่อจือหร่านร้องไห้โฮ
เฮ่อเยวียนิไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีก เขาเช็ดน้ำตาอยู่ข้าง ๆ
อาจเป็เพราะอารมณ์ของร่างเดิมกับนางหล่อหลอมกัน หรือเป็เฮ่อจือหร่านได้รับความรักจากคนในครอบครัวนี้มาก จึงทำให้น้ำตาไหลรินด้วย
เฮ่อเยวียนิควบคุมสติได้มากกว่า เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว เขาจึงลูบหลังพวกนางแม่ลูกเบา ๆ
“พอเถอะ เหลือเวลาไม่มากแล้ว ข้ายังอยากพบลูกเขยสักหน่อย”
เฮ่อจือหร่านมองโม่จิ่วเยี่ยที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเกวียนไม้ไม่ไกลนั้น
“ท่านพ่อ เขายังไม่ได้สติ”
แม้จะรู้ว่าบิดามารดาจะไม่คิดหักหลัง แต่รอบ ๆ ยังมีสายตามากมายจับจ้องพวกเขาอยู่ เฮ่อจือหร่านไม่กล้าประมาท
เฮ่อเยวียนิพยักหน้า มองเฮ่อจือหร่านด้วยสายตารู้สึกผิด
“พ่อรู้ว่าเขาได้รับาเ็”
เขากล่าวเช่นนั้นพลางเดินไปยังทิศทางของโม่จิ่วเยี่ย
เมื่อได้เห็นชายหนุ่มนอนสลบไสลด้วยตาตัวเอง เฮ่อเยวียนิยิ่งรู้สึกเสียใจที่ยกบุตรสาวตนให้เขา
ตอนแรกบุตรสาวก็บอกพวกเขาแล้วว่า นางไม่อยากเป็เหมือนหญิงคนอื่นในสกุลโม่ที่ตบแต่งเข้ามาได้ไม่นานก็ต้องเป็ม่าย
แต่เขาไม่อยากเป็คนไม่รักษาคำพูด จึงบังคับให้นางกินยาสลบ ยัดเยียดให้แต่งเข้าสกุลโม่ไป
ผลคือเพียงหนึ่งวัน สกุลโม่ก็ถูกยึดทรัพย์และเนรเทศ
ดูจากท่าทางของโม่จิ่วเยี่ยก็ยังไม่แน่ว่าจะรอดชีวิต
ในฐานะขุนนางขั้นสองแห่งราชสำนัก ย่อมไม่มีทางไม่รู้ถึงความยากลำบากของการเนรเทศ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสภาพของโม่จิ่วเยี่ยในตอนนี้ ต่อให้ตอนนี้เขายังแข็งแรงดี แต่การเดินทางไปจนถึงสถานที่เนรเทศได้อย่างปลอดภัยนั้นก็ไม่ใช่เื่ง่าย
การเป็ม่ายของบุตรสาวคงเป็เื่ที่แน่นอนแล้ว
เขาหวังเพียงว่านางจะมีบุญวาสนามากพอที่จะเดินทางไปถึงซีเป่ยได้อย่างปลอดภัย
หลังจากองค์จักรพรรดิทรงระแวงคนสกุลโม่น้อยลงแล้ว เขาจะหาทางไปรับบุตรสาวกลับมาทันที
เมื่อเห็นโม่จิ่วเยี่ย หลิงเสวี่ยเหยาก็ร้องไห้ไม่หยุด ยิ่งรู้สึกสงสารเฮ่อจือหร่านมากขึ้น
ขณะเดียวกัน นางก็มีความคิดเช่นเดียวกับสามี พวกเขาต่างเสียใจที่ยืนกรานจะยกบุตรสาวให้แต่งเข้าบ้านคนอื่น
เฮ่อเยวียนิพยายามปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น หาจุดที่เ้าหน้าที่จะมองไม่เห็น หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมา สอดใส่อกเสื้อของโม่จิ่วเยี่ย
จากนั้นจึงมองฮูหยินผู้เฒ่า “ฮูหยินผู้เฒ่า บุตรสาวของพวกเราถูกตามใจจนเสียคน หากนางทำเื่ไม่ดี ขอให้ท่านอย่าถือสานางนัก”
“ท่านเฮ่อพูดอะไรเช่นนั้น เฮ่อจือหร่านเป็เด็กฉลาดคล่องแคล่ว ข้าชอบนางมาก”
“เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน” เฮ่อเยวียนิไม่กล่าวอะไรมาก ประคองหลิงเสวี่ยเหยาที่ยังคงสะอื้นไห้หันหลังจากไป
หลิงเสวี่ยเหยาหันกลับมามองบุตรสาวทุกสามก้าวคล้ายไม่อยากจากไป จนกระทั่งก้าวขึ้นรถม้าและกลับเข้าเมืองหลวงจนมองไม่เห็นเงาร่างนางอีก...
ความรักจากพ่อแม่ที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ ทำให้เฮ่อจือหร่านบรรยายความรู้สึกไม่ถูก
นางอิจฉาร่างเดิมจริง ๆ ที่มีพ่อแม่เข้าใจและรักใคร่นางเช่นนี้
น่าเสียดายที่ร่างเดิมวาสนาน้อย จึงผูกพันและได้รับความรักจากพ่อแม่เพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น
ถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้ก็ให้นางเป็ตัวแทนร่างเดิมเพื่อกตัญญูต่อบิดามารดาเถอะ!
แม้ว่าเื่นี้จะดูไกลตัวไปหน่อย แต่เฮ่อจือหร่านเชื่อว่าตราบใดที่โม่จิ่วเยี่ยยังมีชีวิตรอด สกุลโม่จะต้องหวนคืนสู่เมืองหลวงอีกครั้งอย่างแน่นอน
พี่สะใภ้ทั้งหลายเห็นเฮ่อจือหร่านยืนเศร้าสร้อยอยู่ตรงนั้น จึงรีบเข้ามาปลอบใจ
“น้องสะใภ้เก้า อย่าเสียใจไปเลย ท่านเฮ่อเป็ขุนนางที่ซื่อสัตย์ เขาต้องปลอดภัยแน่นอน”
“ใช่แล้วน้องสะใภ้เก้า เ้าลองคิดดูสิว่าตนเองโชคดีแค่ไหนที่พ่อแม่ตามมาส่งไกลถึงขนาดนี้ด้วยตัวเอง”
“...ไม่เหมือนข้า กระทั่งเงาคนก็ยังไม่เห็น”
เฮ่อจือหร่านรับรู้ถึงความปรารถนาดีของพี่สะใภ้ จึงยิ้มตอบ
“พี่สะใภ้ทั้งหลายสบายใจได้ ข้าเชื่อว่าจะต้องมีวันที่พวกเราได้กลับมาอย่างแน่นอน”
ขณะเหล่าพี่สะใภ้กำลังจะเอ่ยบางอย่าง เ้าหน้าที่ก็เริ่มออกคำสั่ง
“พอได้แล้ว อย่ามัวยืนอยู่ รีบเดินทาง”
เฮ่อจือหร่านใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาที่เหลืออยู่ ก่อนลากเกวียนไม้ก้าวเดินไป
พี่สะใภ้สามรีบตามไปอย่างรวดเร็ว
“น้องสะใภ้เก้า ข้าจะช่วยเ้า”
ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเห็นด้วย “การลากเกวียนเดินทางไกลไม่ใช่เื่ง่าย พวกเราผลัดกันช่วยเถอะ”
ถนนหนทางในสมัยโบราณเป็ถนนดินและมีหลุมบ่อเป็ครั้งคราว ทำให้เกวียนโยกคลอนตลอดเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น ฝนไม่ตกมากว่าครึ่งเดือนแล้ว อากาศร้อนอบอ้าวมาก ทำให้ทุกคนเหงื่อท่วมตัว
สายลมพัดผ่านมาเป็บางเวลา หอบฝุ่นดินให้ร่างกายพวกเขาเปื้อนสกปรก
จนกระทั่งตอนเย็นขณะเตรียมพักแรม ใบหน้าทุกคนรวมทั้งเ้าหน้าที่ล้วนเปื้อนดำ
คนสกุลโม่มองหน้ากันไปมา ชุดผ้าป่านมีรอยปะชุนกับรองเท้าปักที่มองไม่เห็นสีแล้ว เมื่อมองดูแล้วพวกนางก็ช่างเหมือนขอทานไม่มีผิด
แม้ว่าเฮ่อจือหร่านจะลากเกวียนมาได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม แต่นางก็เหนื่อยจนแทบหมดแรง
ร่างกายนางเคยถูกเลี้ยงดูมาอย่างสุขสบาย จึงไม่มีพละกำลังมากนัก
เพียงเดินทางในตอนบ่ายแค่วันเดียว นางก็เหนื่อยจนต้องนั่งพักกับพื้นไม่อยากลุกขึ้นยืนอีก
คนอื่น ๆ ก็เช่นกัน พวกเขาเหน็ดเหนื่อยจนแทบยืนไม่ไหว ร้องครวญครางด้วยความเหนื่อยล้า
ยิ่งไปกว่านั้น แม้พวกเขาจะตื่นมาทานอาหารเช้า แต่ตอนนี้ผ่านมาทั้งวันแล้ว พลังงานที่ได้รับถูกใช้ไปจนหมด ตอนนี้จึงหิวจนท้องกิ่ว
วันแรกของการถูกเนรเทศ เฮ่อจือหร่านไม่รู้ว่าอาหารของพวกนางจะเป็อย่างไร
แต่นางก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากอยู่แล้ว
ขณะกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจ หัวหน้าเ้าหน้าที่ก็ะโบอก
“ถึงเวลากินข้าวเย็นแล้ว หมั่นโถวหยาบคนละชิ้น”
“หากอยากกินหมั่นโถวขาว คิดสองชิ้นต่อหนึ่งตำลึง ถ้าไม่มีเงินก็อย่าได้คาดหวังเลย”
ได้ยินเสียงบอกของเ้าหน้าที่ เฮ่อจือหร่านก็นึกอยากหัวเราะ
เ้าหน้าที่พวกนี้ช่างใจกล้านัก ที่นำอาหารมาตั้งราคาอย่างโจ่งแจ้ง ซ้ำยังคิดราคาราวกับจะปล้นเงินพวกนางไปอีกต่างหาก
โม่หานเยี่ยจับแขนฮูหยินผู้เฒ่า กล่าวอย่างน้อยใจว่า “ท่านแม่ ข้าไม่อยากกินหมั่นโถวหยาบ”
ถึงแม้นางจะไม่เคยกินหมั่นโถวหยาบ แต่ก็เคยได้ยินบ่าวรับใช้พูดว่า หมั่นโถวเนื้อหยาบนั้นสามารถทำให้คอของคนถลอกได้ แค่คิดนางก็กลัวแล้ว
ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่มีเงินติดตัว เมื่อเห็นบุตรสาวซึ่งถูกเนรเทศมาแล้วยังช่างเลือกอย่างเอาแต่ใจ นางจึงขมวดคิ้วทันที
“หานเยี่ย ถ้าเ้าอยากกินหมั่นโถวขาว ก็นำเงินไปแลกมาเสียสิ”