แม่หนูภาคภูมิใจนักที่จะได้โอ้อวดสิ่งที่แกเก็บมาได้นิ้วของแองจี้สั่นสะท้านขณะที่พลิกดูหินก้อนนั้นซึ่งยังมีเศษไม้เหลือร่องรอยไว้ให้เห็น พยายามบังคับสีหน้ามิให้แสดงออกถึงความรวดร้าวภายในเมื่อจ้องลึกลงไปในดวงตาคู่สีเทาที่เตือนให้เธอคิดไปถึงเดค
“เป็ของพิเศษเชียวนะจ๊ะนี่”
แองจี้พูดเสียงเบาแสร้งทำเป็ชื่นชมในหินก้อนนั้น
ศีรษะของแม่หนูผงกอยู่อย่างเห็นด้วยแต่แล้วก็เอียงคอถามขึ้นว่า
“ทำไมคุณถึงรู้ชื่อหนูล่ะคะ?”
“ก็คุณครูหนูบอกน่ะสิจ๊ะ”
แองจี้ตอบพยายามซ่อนซุกความร้าวรานไว้
“ไม่ใช่หรอกจ๊ะฉันเพียงแต่แวะมาเยี่ยมโรงเรียนเท่านั้น”
เธอไม่อาจจะสบสายตากับแม่หนูได้จึงแสร้งทำเป็สนใจกับก้อนหินในมือของแก
“แล้วหนูรู้ได้ยังไงล่ะว่านี่เป็ไม้ที่เปลี่ยนมาเป็หิน?”
“ก็เพราะคุณพ่อหนูมีอยู่ก้อนหนึ่งอยู่บนโต๊ะทำงานน่ะสิคะแต่ว่ามันใหญ่กว่านี้แล้วก็เป็แมงป่องแทนที่จะเป็ใบไม้อย่างนี้ค่ะ”
สาวน้อยตอบด้วยความมั่นใจ
แองจี้กุมมือของตัวเองไว้แน่นพยายามต่อสู้อย่างสุดฤทธิ์ที่จะระงับความรู้สึกไว้ให้ได้ตอนที่เดคพบหินก้อนนั้นซึ่งรูปร่างของมันเหมือนแมงป่องอย่างที่ลินดี้คิดว่าเธอก็ออกไปกับเขาด้วย เขาและเธอไปเที่ยวเกาะมัส-แตงไอร์แลนด์ด้วยกันและได้พบหินก้อนนั้นขณะที่เดินอยู่ด้วยกันบนชายหาด...แองจี้รีบตัดความทรงจำออกจากสมองทันที
“แต่ฉันก็ว่าแบบใบไม้สวยดีนะจ๊ะ”
น้ำเสียงของเธอแหบเครือ
ระฆังกังวานขึ้นเป็ครั้งที่สอง
“เหลือเวลาอีกแค่นาทีเดียวเท่านั้น”
ลูซี่กอนซาเลสบอกด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“หนูไปก่อนนะคะ”
ลินดี้แบล๊ควู๊ดหันมายิ้มสดใสให้แองจี้
“หนูยินดีที่ได้พบคุณค่ะ”
แต่แล้วริมฝีปากของแม่หนูก็เม้มสนิทสีหน้าบอกแววครุ่นคิด
“หนูลืมชื่อคุณไปแล้วละค่ะเมื่อกี้นี้คุณบอกหนูหรือเปล่าน๊า?”
แกถามและแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างสำนึกผิด
“คุณพ่อบอกว่าเป็มารยาทที่ไม่ดีค่ะถ้าเราลืมชื่อใครแต่บางครั้งมันก็ช่วยไม่ได้นะคะ”
สาวน้อยพูดราวกับผู้ใหญ่
“ฉันชื่อ...แองจี้”
สาวน้อยผมสีบลอนด์เดินเข้าไปรวมกับเพื่อนร่วมชั้นและหายตัวไปในห้องเรียนชั้นประถมปีที่ 2
แองจี้ไม่มีโอกาสที่จะยกมือขึ้นโบกตอบคุณครูของลินดี้เลยทั้งนี้เนื่องจากลูซี่กอนซาเลสต้องวุ่นวายอยู่กับการต้อนลูกศิษย์ให้เข้าแถวเป็ระเบียบก่อนที่จะเดินเข้าห้องแองจี้ยังมองตามไปจนกระทั่งระฆังครั้งสุดท้ายดังก้องขึ้น จึงได้เดินออกจากห้องนั้นและเลยออกไปจนถึงรถที่จอดทิ้งไว้เหมือนคนที่ไร้ความรู้สึก
เธอขับรถออกจากหน้าโรงเรียนด้วยน้ำตาคลอเบ้าแองจี้รู้ดีว่าตัวเองไม่ควรจะมาร๊อคพอร์ทเลยเพราะมันทำให้จิตใจของเธอเจ็บช้ำขึ้นกว่าเดิมมากนักการที่คนเราไม่รู้อะไรเลยยังดีเสียกว่าที่จะต้องมารู้มาเห็นเธอสั่นสะท้านขึ้นมาทั้งตัวรานร้าวไปทั่วสรรพางค์กาย
เสียงแตรรถดังลั่นขึ้นตามมาด้วยเสียงเบรคอย่างแรงเธอหักพวงมาลัยได้ทันก่อนที่มันจะชนเข้ากับรถคันอื่นเมื่อพิจารณาดูอารมณ์ของตัวเองแล้ว แองจี้ก็รู้ว่าในยามนี้เธอไม่เหมาะที่จะขับรถอย่างที่สุดดังนั้นจึงเลี้ยวรถเข้าไปในโมเต็ลแห่งแรกที่พบจนกระทั่งมาถึงตอนนี้แล้วที่แองจี้ได้รู้ว่าตัวเองขับรถย้อนกลับมายังเส้นทางเดิมมิได้ไปไกลจากตรงที่เริ่มต้นครั้งแรกเท่าใดเลย
เธอสูดลมหายใจลึกด้วยความสะท้านะเืนั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยครูใหญ่จึงได้มีกำลังพอจะยกมือขึ้นลูบหยาดน้ำตาที่ลามไหลอยู่บนนวลแก้มได้ใบหน้าในกระจกส่องหลังนั้นซีดเผือดอ่อนระโหยโรยแรงนักสะท้อนถึงความรู้สึกภายในของเธอออกมาในที่สุด แองจี้แองจี้ก็รวบรวมพละกำลังก้าวลงจากรถทั้งๆที่ขายังสั่นอยู่ เดินตรงไปยังประตูที่เขียนไว้ว่า “สำนักงาน”กดกริ่งก่อนที่จะเดินก้าวเข้าไปภายในผู้ชายในวัยสูงอายุรีบร้อนเดินออกมาจากห้องทางด้านหลัง
“ฉันอยากจะเช่าห้องค่ะ”
น้ำเสียงของเธอสั่นเครืออยู่บอกถึงความหมองหมางในหัวใจ
“เดี่ยวหรือคู่ครับ?”
เสมียนโรงแรมแห่งนั้นถาม
“เดี่ยว”
“กี่คืนครับ?”
เขาดึงแผ่นฟอร์มออกมาให้เธอกรอก
“คืนเดียว”
แต่แม้จะพูดออกไปแล้วแองจี้ก็ยังสงสัยว่าตัวเองจะไปจากที่นี่หรือไม่กับสถานการณ์ที่เป็อยู่ในเวลานี้ไม่น่าที่เธอจะจากไปในทันทีได้แต่ก็อยู่ไม่ได้อีกเช่นกันทำไมเธอจึงไม่ทิ้งเื่ราวทั้งหลายปล่อยให้มันเป็ไปตามเหตุการณ์นะ? มันอาจจะทำได้แต่ไม่ใช่เวลานี้แน่
แองจี้ต้องบังคับมือที่สั่นสะท้านให้จับด้ามปากกาลูกลื่นราคาถูกๆ ไว้ให้มั่นก่อนที่จะกรอกชื่อของตัวเองลงไป น่าแปลกนักที่เธอเขียนชื่อลงไปว่า“แองจี้ สมิท” แทนที่จะใช้ “ฮอลล์” ทำไมเธอจึงต้องซ่อนเร้นตัวเองเช่นนี้ด้วยเล่า? เธอหวังที่จะได้อะไรขึ้นมาเช่นนั้นหรือ? หรือว่า้าเวลาระงับสติอารมณ์ของตัวเอง?้าความมั่นใจและเหตุผลสนับสนุนแทนที่จะปล่อยให้ตัวเองต้องทำอะไรไปตามอารมณ์เช่นในยามนี้
“จะจ่ายเงินสดหรือใช้เครดิตการ์ดครับ?”
เสมียนถาม
“เงินสดค่ะ”
แองจี้เปิดกระเป๋าถือออกหยิบเงินจ่ายให้เขาเธอช่างไม่มีทางเลือกเสียเลย และยิ่งเมื่อใช้ชื่อปลอมก็ยิ่งไม่มีทางจะใช้เครดิตการ์ดได้เพราะจะต้องถูกสงสัยในเื่ชื่อจริงอย่างแน่นอนซึ่งเธอไม่้าจะบอกให้ใครรู้อยู่แล้ว
หลังจากที่เขียนใบเสร็จรับเงินเรียบร้อยแล้วเสมียนผู้นั้นจึงส่งกุญแจห้องให้พร้อมกับชี้ทางไปห้องและที่ซึ่งจะจอดรถไว้ได้ประสาทของแองจี้สะท้านะเืจนเกินกว่าจะจำได้หมดจึงต้องหิ้วกระเป๋าเดินทางใบเล็กๆไปตามช่องทางเกินกว่าจะพบห้องที่มีเบอร์ตรงกับกุญแจ
เธอมิได้ให้ความสนใจในความสะอาดหรือลักษณะการตกแต่งห้องเลยแม้แต่น้อยวางกระเป๋าเดินทางลงบนพื้นห้องไม่สนใจจะซื้อเสื้อผ้าออกมาแขวนบนราวที่มีเตรียมไว้ทิ้งตัวลงบนที่นอนไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่ามันคลุมด้วยผ้าคลุมเตียงสีน้ำตาลแกมเหลืองสมองปั่นป่วน ความถูกหรือความผิดดูจะสับสนปนเปกันยุ่งเหยิงความคิดคำนึงในหัวใจของเธอยามนี้ถูกขังอยู่กึ่งกลางระหว่างอดีตกับปัจจุบัน
เสียงหัวร่อต่อกระซิกของครอบครัวซึ่งลูกน่าจะอยู่ในวัยหนุ่มสาวซึ่งเดินผ่านประตูหน้าห้องไปปลุกให้แองจี้ตื่นขึ้นจากความคิดคำนึงและนึกถึงสภาพสิ่งแวดล้อมขึ้นมาได้ แทบจะไม่มีแสงสว่างส่องลอดเข้ามาให้ห้องแล้วทำให้ห้องนั้นสลัวลงกว่าเดิมเธอเอื้อมไปกดสวิทช์ไฟตรงหัวเตียงก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ 6 โมงกว่าแล้วเธอจมอยู่ในความคิดจนลืมไปแล้วว่าเวลาได้ผ่านไปนานเท่าใดความอ่อนเพลียที่เกิดขึ้นในยามนี้มีความหิวเข้ามาประสมอยู่ด้วยเธอจำเป็ต้องทำตามความประสงค์ของร่างกายแม้แต่ในเื่พื้นฐานเช่นการรับประทานอาหารเป็ต้น
กระเป๋าถือวางอยู่บนเตียงแองจี้ใช้เวลาครูสั้นๆ หากุญแจห้องเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองมิได้สังเกตสังกาอะไรในห้องนี้เลยเมื่อออกมานอกห้องจึงได้เห็นว่ามีห้องอาหารอยู่ติดกับตัวโรงแรมนั่นเองลูกค้าประจำเข้าไปนั่งอยู่ตามโต๊ะบ้างแล้วแองจี้เดินไปทรุดตัวลงนั่งตรงมุมที่เงียบสงบ
เสียงเพลงดังมาจากตู้เพลงที่ตั้งอยู่ตรงประตูซึ่งเปิดติดต่อกับบาร์เสียงพูดคุยที่ดังมาจากห้องบาร์นั้นดูจะไม่คุ้นชินกับแองจี้เลยท่าทางของเธอในยามนี้เหมือนแบกโลกไว้ความสิ้นหวังที่เกิดขึ้นทำให้เธอรู้สึกท้อแท้ยิ่งนัก
อาหารค่ำชุดพิเศษมีรายการเขียนไว้บนกระดาษสีแดงที่แนบมากับเมนูและพนักงานเสริ์ฟหญิงก็โฆษณาอยู่มาก แองจี้จึงสั่งตามอาหารชุดนี้มิใช่จะมีแค่รสชาติพิเศษเท่านั้นแต่ยังช่วยให้เธอได้ผ่อนคลายความหนักหน่วงในหัวใจลงได้ด้วยแองจี้รู้สึกแจ่มใสขึ้น เหมือนตัวเองได้เดินถอยห่างออกจากหน้าผาแห่งความสิ้นหวังเมื่อรับประทานอาหารมื้อนั้นเสร็จลง
แต่ยังมียามค่ำที่ว่างเปล่าและยืดยาวรออยู่มันคล้ายจะออกคำสั่งมิให้เธอต้องคิดอะไรต่อไปอีกหลังจากได้เสียเวลา่บ่ายให้กับความสับสนของอารมณ์ไปแล้วเสียงที่ดังมาจากบาร์เหมือนจะเรียกร้องให้เธอเดินเข้าไปหาแองจี้จึงเดินไปยังโต๊ะแคชเชียร์เพื่อจ่ายค่าอาหาร ตู้บุหรี่ซึ่งซื้อได้ด้วยการหยอดเหรียญตั้งอยู่ข้างฝาผนังแองจี้จึงเพิ่มเงินเข้าไปในค่าอาหารที่ยื่นให้แคชเชียร์
“ขอเหรียญสำหรับซื้อบุหรี่ด้วยค่ะ”
แม้ว่าเธอจะเลิกสูบบุหรี่มากกว่า4 ปีแล้ว แต่ในค่ำวันนี้แองจี้มีความรู้สึกอยากใช้มันเป็เพื่อน
หลังจากที่ได้รับบุหรี่พร้อมกับไม้ขีดไฟแล้วแองจี้ก็เดินไปยังประตูที่เปิดติดต่อเข้าสู่บาร์แสงไฟในห้องนั้นสลัวลางเธอจึงยืนอยู่ตรงประตูเป็ครูเพื่อปรับระดับสายตาให้เข้ากับความสลัวภายในห้อง