ิเค่อแอบหายใจเข้าแรงหลายครั้งหวังจะสูดเอาพลังิญญาที่กลั้นตัวเป็หมอกสีขาวเข้าไปบ้าง แต่อนิจจาช่างน่าเสียดาย การฝึกกายิญญากับการฝึกสะสมเืลมในวิถีนักยุทธ์นั้นแตกต่างกัน
การสะสมพลังิญญาอาศัยหลักจิตนิ่ง นั่งสมาธิจนสภาวะธรรมเข้าสู่ญาณทัศนะ
ดังเช่นกงซุ่ยหลิงที่นั่งสมาธิเพื่อเข้าญาณ
เคล็ดวิชาลี้ลับสำหรับจอมคาถาแตกต่างกันที่รู้แบบการทำสมาธิและการสร้างวิธีดึงพลังจากกายิญญามาใช้
ิเค่อเป็ทหารมาทั้งชีวิต เขาไม่ได้อยู่ในแวดวงจอมคาถา และไม่มีภูมิหลังยอมไม่รู้สิ่งนี้
ทำให้ตอนนี้ฉากภาพน่าอายของิเค่อที่พยายามหายใจเอาหมอกขาวเข้าไปจึงดูน่าตลก โชคดีที่กงซุ่ยหลิงหลับตาเข้าสู่ภวังค์แห่งสมาธินานแล้วนางจึงไม่เห็นลุงที่น่านับถือของนางทำสิ่งที่ดูไร้ยางอาย
สะสมพลังิญญาได้มากพอ กายิญญานางไม่กระหายพลังอีกต่อไปกงซุ่ยหลิงจึงลืมตาขึ้น นางใช้เวลาราวครึ่งก้านธูปเท่านั้น
เมื่อนางลืมตาขึ้นก็ไม่เห็นิเค่อตรงหน้า นางจึงลุกขึ้น เดินอีกเล็กน้อย นางพบว่าิเค่อนั้นอยู่ในประตูหินที่ความประหลาดปรากฏตัวออกมา
แต่สิ่งที่น่าใคือ...
ภาพิเค่อที่นางเห็น ร่างเขาตอนนี้มีโซ่ล่ามรอบตัว ร่างสั่นระริก ดวงตาแดงก่ำ
"ลุงท่านเป็อะไร"
"อย่าเข้ามา ไปซะ!" เสียงิเค่อดัง
กงซุ่ยหลิงตกอยู่ในความสับสน
ไม่นาน ร่างของกงซุ่ยหลิงก็รู้สึกลุ่มร้อนแปลกๆ
"ลุงท่านเป็อะไร!"
ิเค่อฝืนยิ้ม ก่อนหันไปมองแทนศิลาสีดำขนาดใหญ่ที่จารึกทุกสิ่งของชายคนนั้นไว้
ิเค่ออยากด่ามันว่าไอ้คนระยำ
เขาพึงเข้าใจความหมายของสิ่งที่มันเขียนไว้ว่าควรเข้ามาที่นี่ด้วยคู่ชายหญิงอย่างน้อยหนึ่งคู่
กงซุ่ยหลิงมองไปที่ศิลาดำใหญ่โตเร็ว อักษรที่ส่องสว่างสีอำพันทำให้มองข้อความเห็นชัดมากแม้จะอยู่ไกลไปสักหน่อย
【อะไรที่ทำให้จอมคาถาและคนธรรมดาต่างกัน หากเป็นักยุทธ์หรือผู้เดินบนเส้นทางแสวงความะและพลังคงรู้เป็อย่างดี นั่นคือ 'กายิญญา' หากแต่ข้ามีข้อสงสัย เหตุใดบางคนถึงมีกายิญญาพิเศษ แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่มี หรือฟ้าดินลิขิตแบบนั้นจริงๆ แต่แรกหรือ】
【นอกจากนั้น หลังจากท่องไปในยุทธภพ ข้าพบอสูร ปีศาจ สัตว์ร้าย แต่มีเพียง 'ความประหลาด' ที่ทำให้ข้ารู้สึกเหมือนว่าพวกมันคล้ายกับเหล่าจอมคาถามากที่สุด พวกมันร่ายและใช้พลังวิเศษอันลี้ลับได้อย่างอิสระยิ่ง หากมีสิ่งใดที่มันต่างจากจอมคาถา นั่นคือความลี้ลับไร้ซึ่งสติ พวกมันมีแต่เจตจำนง】
【ในเจตจำนงของพวกมันนั้น บางครั้งเป็สิ่งที่ชั่วร้าย บางครั้งกับเป็สิ่งน่าขำขันก็ได้ ครั้งหนึ่งข้าเจอความประหลาด พลังของมันคือทำให้คนและสรรพสัตว์หัวเราะไม่หยุด ข้าไม่มั่นใจว่าข้าควรฆ่ามันดีไหม เพราะดูเหมือนว่ามันไม่มีพิษภัยกับใคร】
【และเพราะความแปลกของความประหลาด ข้าจึงเสาะหาต้นกำเนิดของมัน ครั้งหนึ่งข้าไปพบจารึกโบราณ ในฐานะนักโบราณคดี ข้าพบว่าจารึกนี้เก่าแก่ยิ่ง อักษรนี่อาจจะเป็รากภาษาของโลกเรา ด้วยความเพียรข้าใช้เวลา 13 ปีเพื่อถอดความทั้งหมด】
【ในจารึกนั้นสื่อใจความว่า 'แต่เดิมโลกนี้ไม่มีความประหลาด พวกมันไม่ใช่เจตจำนงของโลกใบนี้ แต่เพราะเจตจำนงของโลกและผู้คน ความประหลาดจึงเกิดขึ้นและโตเติบ มีผู้เลี้ยงดูพวกมันข้าเชื่อเช่นนั้น' ด้วยถ้อยคำจารึก ข้าให้ความสนใจในคำว่า 'มีผู้เลี้ยงดูพวกมัน'】
【ข้าตีความถ้อยคำนี้และถามตัวเองซ้ำๆ ว่าทำไม มีเห็นผลกลใดเราจึงต้องเลี้ยงดูความประหลาด... เพราะแม้ข้าจะกล่าวว่าความประหลาดคือเจตจำนง และบางตนก็ไม่ได้ชั่วร้าย เพียงแต่ทำสิ่งที่แปลกยากเข้าใจ แต่ความประหลาดส่วนใหญ่หลายตนก็นำความวินาศมาให้กับทุกชีวิต พวกฆ่า พวกมันเปลี่ยนดินแดนขุนเขาให้แห้งแล้ง พวกมันสาปผู้คนให้เ็ปและตาย สิ่งเหล่านี้เป็ภัย】
【ตอนแรกข้าคิดสิ่งนี้ไม่ตก วันหนึ่งข้าท่องเที่ยวไปตามวิถียุทธ์แห่งข้า ข้าพบว่ามีคนกำลังเสี่ยงตายปลูกหญ้าริมหน้าผา เขาเป็คนธรรมดา ข้ามองเขาสูงและแผ่นดินแห่งนั้น หญ้าคามีไปทุกที่อยู่แล้ว ข้าสงสัยจึงถามชายคนนั้น ว่าทำไมเขาจึงต้องเสี่ยงตายไปปลูกหญ้าคาบริเวณหน้าผาด้วย คำตอบนั้นเรียบง่าย 'ก็เพราะมันมีประโยชน์' จากนั้นชายสูงวัยก็เล่าให้ข้าฟัง หากเขาไม่ปลูกหญ้าริบหน้าผากนี้ เมื่อฝนตรงหนักอาจจะเกิดแผ่นดินถล่ม】
【หญ้าที่เขาปลูกตามริมหน้าผา รากมันลึกและยาวนัก มันเกาะดินหินแน่น แม้ฝนตกหนักพายุแรง หน้าผานี้ก็จะไม่ถล่ม และที่ชายสูงวัยทำแบบนี้ทุกวัน เพราะครั้งหลานสาวและหลานชายของเขาตายเพราะดินถล่มทำให้เขาเ็ปมาก】
【จากนั้นชายสูงวัยก็พูดกับข้าว่า 'ในโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดที่ไร้ประโยชน์หลอก มีเพียงแต่เรายังหาประโยชน์ของมันไม่พบ แม้แต่หญ้าก็มีหน้าที่ของมัน มันไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อให้รกโลกหนา' วันนั้นข้าจึงได้ตกตะกอนความคิด ความประหลาดนั้นย่อมมีประโยชน์】
【นอกจากนั้นเมื่อข้ามาคิดดูดีๆ เหล่าตระกูลาลี้ลับทั้งหลาย พวกเขาดูเหมือนสนใจที่จะออกปราบพวกความประหลาดเหลือเกิน 4 มหาทวีป แว้นแคว้นใหญ่น้อยนับพัน ตระกูลาลี้ลับทั้งหลายออกไล่ล่าความประหลาดอยู่ตลอด พวกเขามีคุณธรรมงั้นเหรอ จากที่ข้าได้รู้จักดูท่าจะไม่ใช่ พวกเขาเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตัวยิ่งกว่าคนธรรมดายิ่งนัก จนข้ายังไม่คิดคบหา】
【แต่เพราะคำของชายคนนั้น ข้าจึงได้ตกตะกอนความคิดว่าข้าควรแสวงหาประโยชน์ของเหล่าความประหลาดให้พบ ข้าเสนอความคิดนี้กับสหาย】
【และเมื่อผ่านไป 150 ปี ข้าก็ทำสำเร็จจากการทดลองนับไม่ถ้วน ข้าพบวิธีเลี้ยงความประหลาดและใช้มันสำหรับพัฒนากายิญญา ทุกคนในโลกใบนี้สามารถเป็จอมคาถาได้!!!】
【เพียงแต่เมื่อข้ารู้ความจริง... ช่างเถอะ ข้าคิดว่าคนที่เข้ามา ณ ที่แห่งนี้ได้คงรู้ว่าข้าพบเจออะไร ข้าจะไม่พูดอะไรอีก】
【ข้าหวังว่าพวกเ้าจะโชคดีและได้รับมรดกจากข้า เอ๋อ ข้าหวังว่าพวกเ้าจะไม่โกรธข้า ที่ข้าเลือก 'มหาตัณหาวินาศ' มาเป็แก่นสารในการยกระดับกายิญญาของพวกเ้า นั่นเพราะระยะเวลาของข้าจำกัด นอกจากนั้นองค์ความรู้ด้านการทดลองเลี้ยงความประหลาดของข้าก็มีจำกัดเช่นกัน, ข้าไม่รู้ว่ารากฐานชีวิตของพวกเ้าคืออะไร, 'มหาตัณหาวินาศ' คือความประหลาดที่เข้าได้กับทุกคนมากสุด ในการทดลองของข้ามีคนตายแค่ 3 คน ซึ่งนั่นเป็เพราะข้ามองข้ามธรรมชาติของมัน ในการทดสอบ 'มหาตัณหาวินาศ' ข้าทดสอบมันกับเหล่าฆาตกรชาย ซึ่งนั่นทำให้คนเ่าั้ตาย, ในห้องขังมีชายสิบสองคน ชายสามคนรักศักศรี ส่วนชายอีกเก้าคนอัดกัน ชายสองคนที่หน้าตาดีแต่อ่อนแอ ช่างเถอะข้าจะไม่พูดว่าพวกเขาต้องพบเจออะไร ตอนนั้นข้าไม่ได้อยู่ในห้องขังนั้น】
【'มหาตัณหาวินาศ' คือเ้าแห่งราคะ พลังของมันผลักดันซึ่งตัณหา ภาพมายา ความ้าทางเพศ, ข้าหวังว่าพวกเ้าจะเป็คนรักของกันและกัน น่าเสียดายที่ตอนข้าทิ้งกล่องกลให้ทายาทของสหาย บันทึกของข้าลืมเขียนเื่นี้ไป แต่ก็ช่วยไม่ได้ข้าอายุเกือบ 560 ปี อายุขัยของข้ามันเลยขีดจำกันของร่างกายนักยุทธ์ผสานฟ้าดินไปมากแล้ว คนแก่จะขี้ลืมก็ไม่แปลกเ้าว่าจริงไหม คงไม่มีใครตอบข้าสินะ ช่างเถอะ ข้าหวังว่าทายาทแห่งมรดกของข้า เ้าจะไม่โกรธตาเฒ่าผู้นี้ หากเ้าไม่ฟังคำเตือน หรือคนที่มาด้วยกันไม่ใช่คู่รัก】 ตอนนี้ิเค่ออ่านมาถึงตรงนี้เขาโกรธ!!!