บทที่ 4 หวังเฟิง
งานเลี้ยงครบเดือนของคุณชายน้อยตระกูลหวัง‘หวังเฟิง’ถูกจัดขึ้นที่คฤหาสน์ชานเมืองของตระกูล ที่แห่งนี้รอบล้อมไว้ด้วยต้นไม้สูงใหญ่เมื่อสูดลมหายใจเข้าไป ก็จะได้กลิ่นอายธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็กลิ่นของดอกไม้หรือดินของูเา
“ฮ่าๆยินดีด้วยนะเฒ่าหวัง ในที่สุดก็มีหลานกับเขาสักที”
“ทำไม? อิจฉาล่ะสิเฒ่าหม่า ฉันได้หลานชายแต่นายได้หลานสาว!”
เฒ่าหม่าแค่นเสียงดังเหอะ “หลานสาวแล้วยังไง?เด็กผู้หญิงโตมาคอยส่งเสียงหวานออดอ้อน น่ารักกว่าหลานนายแล้วกัน !”
“ตาแก่ขี้อิจฉา”เฒ่าหวัง หรือ หวังเฉียนคุน หัวหน้าตระกูลหวังกล่าวหยอกล้อก่อนหน้านี้เป็เพราะโดนหม่าฟางพูดเื่หลานสาวที่เพิ่งคลอดให้ฟังว่าน่ารักอย่างนั้นรู้ความอย่างนี้บ่อยครั้ง มาวันนี้ถึงเวลาที่นายท่านตระกูลหวังได้เอาคืนบ้างแล้ว
“เสียดาย หวังเอ๋อร์คนนี้ขี้เซาไปหน่อย” เฒ่าหม่าบ่นพลางถอนหายใจหลานชายของเพื่อนรักคนนี้ ขนาดคนหยาบกร้านอย่างตัวเองยังมองว่าดี โครงหน้าก็สมส่วนคาดว่าโตขึ้นมาคงหล่อเหลาไม่เบา ‘สงสัยต้องให้ไอ้ลูกชายตัวดีคลอดหลานชายมาให้เราสักคน’
หวังเฉียนคุนกับหวังมู่ ให้การต้อนรับแเื่ง มิตรสหาย และญาติในตระกูลอย่างดี ส่วนเฟิงเสวียนั้นแยกตัวออกไปดูแลลูกจึงไม่ได้อยู่ต้อนรับด้วยทำให้คนที่มางานช้าต่างก็ผิดหวังไปตามๆ กันที่จริงในวันนี้นอกจากจะมาแสดงความยินดีแล้ว หลักๆเป็เพราะทุกคนต่างอยากเห็นหน้าสะใภ้ตระกูลหวังสักหน่อย
ตระกูลหวัง เป็หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง ร่วมกับตระกูลหม่าตระกูลคัง และตระกูลมู่ เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็ตระกูลใหญ่ โดยเฉพาะตระกูลใหญ่ของเมืองหลวงศูนย์กลางของการพัฒนา ดังนั้นไม่ว่าจะเป็เงินทอง หรืออำนาจตระกูลใหญ่เหล่านี้ต่างก็มีมากมายจนคนธรรมดาไม่อยากจะนึกถึง
“เสียดายจัง...”
“เธอจะมาเสียดายอะไรแค่คิดจะจับคุณชายหวังเฟิง เธอก็คิดสูงเกินไปแล้ว”
“ไม่งั้นเธอก็รอคุณชายน้อยสิ แต่กว่าจะถึงตอนนั้นเธอก็คงแก่หง่อมแล้วล่ะ”
“ฮ่าๆ”
“ว่าแต่ฉันพวกเธอก็ไม่ต่างกันหรอก”
เสียงหัวเราะคิกคักช่วยให้บรรยากาศในงานเลี้ยงมีสีสันขึ้น งานจัดจนถึง่บ่ายจนในที่สุดแเื่ทั้งหลายก็แยกย้ายกันไปส่วนของขวัญครบเดือนแรกของหวังเฟิงที่กองอยู่มุมหนึ่งของลานนั้นเรียกได้ว่าเป็ูเาลูกเล็กลูกหนึ่งก็ไม่ผิด
“กลับกันไปหมดแล้ว ?” เสียงใสดังขึ้นโดยที่ไม่เงยหน้ามองด้วยซ้ำว่าใครเปิดประตูห้องเข้ามา
“อือเฟิงเอ๋อร์เป็ยังไงบ้าง?”
“เพิ่งหลับน่ะ” สายตาของเฟิงเสวียยังไม่ละจากลูกชายที่หลับคาอ้อมอก
“คุณก็วางลูกลงเถอะจะได้ไม่เมื่อยแขน” หวังมู่ถอดเสื้อสูทชั้นนอกออก พร้อมกับเดินมานั่งข้างเฟิงเสวียนิ้วมือลูบไล้ไปตามเส้นผมเบาบางที่เพิ่งขึ้นของลูกชาย ว่าไปแล้วก็แปลก ทั้งๆที่เด็กคนนี้ไม่เป็ลูกของตัวเองด้วยซ้ำ แต่ทำไมถึงรู้สึกรัก รู้สึกผูกพันธ์ก็ไม่รู้เหมือนกัน
เฟิงเสวียเห็นท่าทางของหวังมู่ก็อมยิ้มขึ้นมา“เห็นว่าสมัยนี้ เด็กอายุสองสามปี ก็จะต้องเข้าเรียนแล้ว?”
หวังมู่พยักหน้า“เรียกว่าเตรียมอนุบาล ยังมีกิจกรรมภายนอกที่ให้เด็กเรียนรู้การเข้าสังคม”
หว่างคิ้วเรียวคมของเฟิงเสวียขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “เื่การเรียนของเฟิงเอ๋อร์ คงต้องฝากให้คุณเป็คนจัดการเพียงแต่ฉันมีเื่ที่้าอย่างหนึ่ง”
“คุณพูดมาเถอะ”
“ฉันจะให้ลูกฝึกวรยุทธ์”เฟิงเสวียพูด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
หวังมู่รู้สึกประหลาดใจ“ถ้าจำไม่ผิด คุณเคยบอกผมว่าโลกตอนนี้ไม่เหมาะกับการฝึกวรยุทธ์ไม่ใช่เหรอ?”
เฟิงเสวียพยักหน้า “ไม่ผิด ทุกวันนี้ธรรมชาติถูกคนเราทำลายมากจนเกินไปจนปราณธรรมชาติเบาบาง วัตถุธาตุพลังหลายอย่างก็หายากจะหาความก้าวหน้าในการฝึกวรยุทธ์จึงไม่ง่ายเหมือนก่อน แต่นั่นไม่ใช่กับเฟิงเอ๋อร์”
หวังมู่อ้าปากค้าง“นี่ลูกผมจะกลายเป็ยอดมนุษย์อีกคน?”
“ยอดมนุษย์?” เฟิงเสวียได้ยินก็หัวเราะ “ใช่ฉันจะเลี้ยงเขาให้เป็ยอดมนุษย์”
**********
หวังเฟิงเติบโตขึ้นมาภายใต้การเลี้ยงดูอย่างอบอุ่นของครอบครัวมีความฉลาดมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน หากเด็กในวัยนั้นเรียนรู้การนับเลขั้แ่หนึ่งถึงสิบหวังเฟิงจะเรียนรู้การนับเลขั้แ่หนึ่งถึงร้อย จากนั้นไม่นาน ชื่อหวังเฟิงก็ถูกกล่าวถึงกันในวงการมัธยมศึกษาตอนต้นของเมืองหลวง เพราะด้วยอายุเพียงแค่ห้าปีเด็กคนนี้ก็เรียนจบหลักสูตรมัธยมต้นแล้ว
“ลูกอยากไปเรียนต่อมัธยมปลายที่ไหนคิดไว้แล้วหรือยัง?”
หวังเฟิงเวลานี้กำลังนั่งไกวขาอยู่บนโซฟาสายตาเป็ประกายขึ้นทันที “ไม่รีบครับ...”
บางครั้งหวังมู่ก็รู้สึกปวดหัวกับลูกคนนี้ขึ้นมาคนอื่นคงจะภูมิใจมากหากมีลูกเป็เด็กฉลาด รู้จักสัมมาคารวะแต่ลูกเฟิงคนนี้อายุเพียงแค่ห้าปี ดันทำตัวไม่ค่อยเหมือนเด็กเสียเท่าไหร่ มีเพียงแค่เื่ที่สนใจเท่านั้นถึงจะทำให้เสียอาการได้อย่างเช่นเมื่อครู่นี้
“ถึงเวลาแล้ว?”
ได้ยินคำถามหวังเฟิงพยักหน้าอย่างแข็งขัน “ครับ แม่บอกผมไว้แล้ว ่นี้ผมก็จะหยุดเรียนไปก่อนพอฝึกวิชากับแม่ครบสามปี ค่อยกลับมาเรียนใหม่”
หวังมู่ได้ยินดังนั้นก็เริ่มเหงื่อซึมขึ้นมาเพราะจำได้ว่าเฟิงเสวียเคยบอกเอาไว้ ‘ลูกเฟิงฝึกขั้นแรกสำเร็จเมื่อไหร่คุณก็ต้องมาฝึกกับลูกด้วย’ สงสัยวันเวลาแสนสบายของตัวเองคงจะอยู่ไม่นานแล้ว
“พ่อ”
ได้ยินเสียงเรียกสดใสที่คุ้นเคยหวังมู่พลันได้สติ กางแขนทั้งสองออกโอบกอดลูกสาวที่พุ่งเข้ามาเอาไว้พลางเอ่ยดุขึ้นมา “ซินซิน อย่าวิ่งแบบนี้สิลูก”
“กลับมาแล้วเหรอคะ”เสียงใสดังขึ้นพร้อมกับก้าวเดินที่สม่ำเสมอและหนักแน่นมั่นคง
“กลับมาแล้วครับ”หวังมู่เงยหน้าสบตาเฟิงเสวีย พร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมา จากนั้นก็สลับมองลูกสาวในอ้อมกอดความคิดของหวังมู่พลันนึกย้อนกลับไป ในตอนนั้นเป็ตอนที่หวังเฟิงมีอายุครบปีพอดี จำได้ว่าเขากำลังใช้นิ้วชี้จัดระเบียบเส้นผมให้กับหวังเฟิงอย่างแ่เบาจู่ๆ เฟิงเสวียก็เดินมานั่งลงอีกด้านจับมือตนเองไว้ พร้อมกับพูดขึ้นว่า ‘คุณชอบฉันใช่ไหม?’
เฟิงเสวียปรับตัวเองให้เข้ากับโลกยุคสมัยใหม่ได้เป็อย่างดีแม้แต่คำถามแบบนี้ ยังถามออกมาได้ ! เขาก็ต้องชอบเธออยู่แล้วสิในตอนนั้นเขาไม่รอช้ารีบคุกเข่าลงพร้อมกับกุมมืออีกฝ่ายไว้ ‘เสวียเสวียเรามาแต่งงานกันเถอะ’
รอยยิ้มสดใสปรากฏบนใบหน้าของเฟิงเสวียเธอตอบกลับเสียงเบา ‘เราแต่งงานกันแล้วไม่ใช่เหรอ?’
เขาอยากจะบ้าตาย พวกเขาสองคนแต่งงานกันแล้วจริงๆ สมุดทะเบียนสมรสสีแดงที่วางนอนอยู่ในตู้เซฟห้องนอนเป็หลักฐานยืนยันอย่างดี เอาเถอะเขาเพียงตั้งใจว่าต่อจากนี้จะดูแลเธอให้ดีกว่าเดิม เพราะยังไงเขาก็ได้เป็สามีของเธอจริงๆแล้ว
“ลูกซินเดี๋ยวลูกไปเล่นกับพ่อนะ แม่จะพาพี่ของลูกไปทำธุระ”
สติของหวังมู่กลับมาหลังจากได้ยินเสียงของเฟิงเสวียรีบอุ้มลูกสาวขึ้นมา พร้อมกับบอกว่า “ไป วันนี้พ่อจะพาลูกไปกินน้ำแตงโมปั่นที่ลูกชอบ”
หลังใช้สายตาส่งหวังมู่ไปแล้วเฟิงเสวียก็จูงมือหวังเฟิงมาทางหลังบ้าน ที่ตรงนี้ก่อรั้วสูงถึงห้าเมตรมีทางเข้าอยู่ที่เดียวคือประตูที่เชื่อมต่ออยู่กับห้องเก็บของส่วนหลังซึ่งนับั้แ่มีการต่อเติมใหม่ ห้องเก็บของตรงนี้ก็เป็พื้นที่หวงห้ามแน่นอนว่าไม่ใช่เพราะด้านในมีของมีค่าอะไรแต่เป็เพราะป้องกันไม่ให้มาสอดส่องดูตอนหวังเฟิงฝึกวิชา
หวังเฟิงในชุดฝึกนั่งขัดสมาธิหลังตรงสายตาสงบนิ่ง ตั้งใจรับฟังสิ่งที่แม่กำลังจะพูดต่อไปนี้
“การฝึกวิชาไม่ใช่การเล่นสนุก แล้วยังต้องเจ็บตัว ลูกรับได้หรือไม่?” เสียงของเฟิงเสวียแข็งขันกว่าตอนปกติมาก
“รับได้ครับ”
“การฝึกวิชาต้องอาศัยความอดทน ผลลัพธ์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในปี หรือสองปี ลูกอดทนพอหรือไม่?”
“ผมอดทนได้”
“การฝึกวิชาต้องอาศัยความขยันหากลูกี้เี ฝึกไปสิบปีก็ไม่สำเร็จ ลูกมีความขยันพอหรือไม่?”
“ผมจะขยันหมั่นฝึกฝน”
คำตอบของหวังเฟิงชัดถ้อยชัดคำทำเอาเฟิงเสวียภูมิใจอยู่ลึกๆ ในตัวลูกชาย พูดต่อไปว่า “วิชาที่แม่จะสอนให้ลูกเรียกว่า‘ปราณเกล็ดน้ำแข็งค้าง’แบ่งออกเป็ทั้งหมดห้าขั้น แต่ด้วยข้อจำกัดบางอย่างแม่คิดว่าชั่วชีวิตนี้ของลูกอย่างมาก คงฝึกได้ถึงแค่ขั้นสี่ ขอเพียงลูกฝึกได้ถึงขั้นนี้แม่ก็ดีใจมากแล้ว”