คิมชอลซูหันไปมองทางที่ตัวเองเพิ่งเดินลงมา
เขาอาศัยอยู่ในชุมชนแออัดบนเขาแถมยังเป็บ้านเช่ารายเดือนที่อยู่ข้างบนสุดอีก
หลังจากที่พ่อเสียไปแม่ก็ต้องทำงานที่ร้านเนื้อย่างเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูทุกคน
คิมชอลซูมองบันไดที่ทอดยาวแม้แต่ตัวเขาในวัยยี่สิบกลาง ๆ ที่แข็งแรงขึ้นลงบันไดแต่ละครั้งก็ยังเหนื่อยหอบขนาดนี้แล้วแม่ที่ขึ้นลงบันไดเกินสามรอบต่อวันจะเหนื่อยขนาดไหนเพราะอย่างนั้นเมื่อแม่อายุประมาณหกสิบ เข่าจึงเสื่อมจนเดินเหินไม่สะดวก
จากตรงนี้เดินขึ้นไปอีกหน่อยจะเจอป้ายรถเมล์ป้ายสุดท้ายของสายจึงมีรถเมล์จอดพักอยู่หลายคัน
บริษัทของคิมชอลซูต้องนั่งรถเมล์ไปประมาณหนึ่งชั่วโมงแต่เพราะไม่ต้องเปลี่ยนสายจึงสามารถนั่งได้ตลอดทาง
เขาย้อนกลับมาในอดีตแล้วจริงๆ
คิมชอลซูเปิดกระเป๋าเงินเพื่อจะจ่ายค่าโดยสารก็พบว่ามีเงินอยู่สองหมื่นห้าพันวอนตอนนั้นเงินจำนวนนี้สามารถใช้ได้หนึ่งสัปดาห์เลยใช่ไหมนะ
ความทรงจำช่างเลือนราง
คิมชอลซูขึ้นรถเมล์ที่มุ่งหน้าไปบริษัทเขาเลือกนั่งเก้าอี้หลังสุดติดหน้าต่าง แล้วมองออกไปด้านนอกพร้อมทบทวนความคิดช้า ๆ
แม้จะไม่ได้มีความทรงจำชัดเจนพอจะไปกู้เงินมาลงทุนอะไรแบบนั้นได้แต่ประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานบริษัทมาเป็เวลานานยังคงอยู่
ไม่ว่าจะเป็ความชำนาญความเข้าใจในงาน และภาษาต่างประเทศกับลักษณะเฉพาะของลูกค้าจำนวนมากแนวโน้มของผู้ซื้อความแตกต่างของแต่ละประเทศ...รวมถึงเพื่อนร่วมงานที่ต้องเจอกันอยู่ตลอดหรือแค่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ทั้งยังมีภาษาต่างประเทศอีกห้าภาษาคือ อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน สเปน และรัสเซีย
ตอนนี้คิมชอลซูมีทักษะที่หากไม่ได้ทำงานในบริษัทมาก่อนจะไม่มีทางเรียนรู้ได้เลยอยู่
บางที...ความฝันในการเป็ประธานของเขา
น่าจะเป็ไปได้หรือเปล่า
ชีวิตของคิมชอลซูที่เอาแต่วิ่งไปข้างหน้าเป็เวลาสิบแปดปีนั้นพังทลายไปแล้วแต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าหลายสิ่งนั้นแตกต่างไปจากเดิม
ถ้าได้เจอคนที่ดีสร้างครอบครัวที่มีความสุข หาเงินได้มากกว่าเดิม และทำชีวิตให้เพียบพร้อมเขาอาจจะทำความฝันที่วาดไว้ให้เป็จริงได้ ความมั่นใจของคิมชอลซูเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ในตอนที่ไม่รู้อะไรเลยเขาต้องแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยความอดทนและความพยายามอย่างเต็มที่...
คิมชอลซูกำมือทั้งสองข้างแน่นอย่างลืมตัว
สำหรับบางคนชีวิตการทำงานที่บริษัทอาจไม่ใช่เื่สนุก
เหล่าพนักงานบริษัทส่วนใหญ่ก้มหน้าหลับตาแขวนตัวเองกับราวรถเมล์ราวกับไก่ติดโรค
วันแรกที่คิมชอลซูไปทำงานที่บริษัทในหัวเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความคาดหวัง และความกังวลจนไม่ทันได้สังเกตรอบข้างทว่าตอนนี้คิมชอลซูสามารถมองเห็นสภาพภายในรถเมล์ได้ทั้งหมด
หลังจากลงจากรถเมล์เขาก็มุ่งหน้าไปยังร้านสะดวกซื้อ
คิมชอลซูใช้เงินหนึ่งหมื่นวอนซื้อบุหรี่หนึ่งซองไฟแช็ก และเครื่องดื่มแก้เมาค้าง เมื่อมองนาฬิกาแล้วเห็นว่าเป็เวลาเจ็ดโมงแปดนาทียังเหลือเวลาอีกเยอะกว่าจะถึงเวลาเริ่มทำงานตอนเก้าโมง
ตอนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดบนเขาคิมชอลซูมักจะนั่งรถเมล์คันแรกจากต้นสายเป็ประจำ เขาเข้างานเร็วกว่าคนอื่นเสมอเพื่อเติมเต็มจุดที่ขาดไป และกว่าจะเลิกงานก็เป็เวลาของรถเมล์เที่ยวสุดท้ายแล้ว
หากพลาดรถเมล์เที่ยวสุดท้ายคิมชอลซูจะใช้เวลาทั้งคืนเรียนรู้งานที่บริษัท ่นั้นเขาใช้ชีวิตอย่างทรหดจริง ๆ
คิมชอลซูมองล็อบบี้อาคารที่แทบจะไม่มีคนเข้าออกก่อนเงยหน้ามองอาคารยี่สิบสี่ชั้น
‘ฮันยองเทรดดิ้ง’
บริษัทการค้าอันดับต้นๆ ของประเทศเกาหลี
แววตาของคิมชอลซูเป็ประกายขณะมองไปยังยอดตึก
อีจุนฮักซึ่งไปต่างจังหวัดมาสามวันเพื่อแก้ปัญหาเื่ข้าวโพดนำเข้าเห็นผู้จัดการพโยอิลซูอยู่บนรถไฟใต้ดินจึงโค้งศีรษะทักทาย
“สบายดีหรือขอรับ”
“นี่มันสมัยโชซอนหรือไง”
“กลิ่นเหล้าหึ่งเลยนะครับ”
“จริงเหรอ ฉันฉีดสเปรย์ดับกลิ่นก่อนออกมาแล้วนะ ไอ้เวรตะไลเอ๊ย”
ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ผู้จัดการพโยอิลซูก็ยิ้มหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
ไม่รู้ว่าวันนี้เป็วันอะไรรถไฟใต้ดินที่ปกติจะแน่นขนัดกลับไม่ค่อยมีผู้คนจนสามารถขยับตัวได้อย่างสะดวกมากขึ้น
“ว้าว วันนี้ไม่ค่อยมีคนเลยนะ แล้วเื่ข้าวโพดล่ะ”
“เกิดปัญหาเื่การขนถ่ายสินค้าจากตู้คอนเทนเนอร์ครับเนื่องจากเมล็ดข้าวโพดเสียหายง่ายเลยทำให้เกิดฝุ่นมากกว่าเมื่อเทียบกับธัญพืชชนิดอื่นและผู้รับผิดชอบฝั่งผู้ซื้อขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเื่นี้จึง้าที่จะขอเคลมสินค้าทั้งหมดครับ”
“สมแล้ว! ไม่มีอะไรที่ผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮักของเราทำไม่ได้”
“ไม่หรอกครับ ต้องขอบคุณผู้จัดการพโยที่เล่าให้ฟังต่างหากครับ”
“งั้นเหรอ ฮ่า ๆ!”
พโยอิลซูพุงป่องหัวเราะร่วน
อีจุนฮักสังเกตสีหน้าของพโยอิลซูอย่างถ้วนถี่แล้วถามเื่ที่อยากรู้มากที่สุด
“เห็นว่าจัดสรรพนักงานใหม่คราวนี้เรียบร้อยแล้วนะครับ”
คำพูดของอีจุนฮักทำให้ใบหน้าของพโยอิลซูกระตุกเล็กน้อย
“ได้ยินว่าจะมาวันนี้นะ”
พโยอิลซูแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาโดยไม่รู้ตัว
เขาได้ยินจากเพื่อนที่อยู่ฝ่ายบุคคลว่าพนักงานใหม่คราวนี้เป็ระดับสุดยอดทั้งนั้น
ยกเว้นแค่คนเดียว
“คงไม่ใช่คนนั้นหรอกใช่ไหมครับ”
“คนไหน”
“ก็คนที่ท่อง HYMS (ระบบการจัดการฮันยอง)ทั้งหมดได้ในการสัมภาษณ์น่ะครับ”
พโยอิลซูถอนหายใจแรง
“เฮ้อ...ดันใช่น่ะสิ”
ได้ยินแบบนั้นอีจุนฮักก็หน้านิ่วคิ้วขมวดทันทีก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเป็ปกติ
“ฝ่ายบุคคลไม่ทำเกินไปหน่อยเหรอครับ”
“แล้วเราจะทำอะไรได้ล่ะ”
พโยอิลซูทำหน้าไม่พอใจ
รองผู้อำนวยการอันจองกยูหัวหน้าทีมขายห้า กับพัคจุนฮยอง ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลเป็เพื่อนร่วมรุ่นที่เข้ามาทำงานพร้อมกัน แต่ก็เป็ศัตรูกันด้วย
พัคจุนฮยองกับอันจองกยูทั้งคู่เข้ามาในฐานะพนักงานใหม่ของทีมขายห้าแต่บังเอิญว่าพัคจุนฮยองดันไปสะดุดตาประธานใหญ่ของฮันยองกรุ๊ปเข้าจึงได้เลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว
อันจองกยูที่รู้สึกได้ถึงความเป็คู่แข่งจึงเริ่มแฉเื่การเล่นชู้ในที่ทำงานของพัคจุนฮยองหลังจากนั้นทั้งคู่ก็กลายเป็ศัตรูกันอย่างสมบูรณ์
แม้จะมีประเด็นเื่การเล่นชู้ในที่ทำงานแต่พัคจุนฮยองซึ่งอยู่ภายใต้การคุ้มครองของท่านประธานใหญ่ก็ยังคงก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในขณะที่อันจองกยูถูกปฏิเสธในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งทุกครั้ง
และหลังจากพัคจุนฮยองได้ตำแหน่งในฝ่ายบุคคลแล้วเขาก็จัดการส่งพนักงานใหม่ที่มีคะแนนตํ่าที่สุดในการฝึกอบรมมาให้ทีมขายห้าอยู่เสมอ
พโยอิลซูตบไหล่ปลอบใจอีจุนฮัก
“อย่าไปกดดันเด็กใหม่มากเกินไปล่ะ เอาแค่พอดีก็พอ”
“ครับผู้จัดการ ผมจะพยายามครับ”
อีจุนฮักโค้งศีรษะอย่างนอบน้อมพโยอิลซูจึงอารมณ์ดีอีกครั้ง
แต่ในความคิดของอีจุนฮักนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถ้าทำงานไม่ได้เื่ก็ต้องลาออกจากบริษัทไปสิ
คิมชอลซูตกอยู่ในห้วงความคิดขณะมองประตูหน้าบริษัทซึ่งหมุนเปิดปิดราวกับปากของปีศาจ
แม้คิมชอลซูจะมีความสามารถเหนือกว่าพนักงานใหม่และอาจจะมากกว่าระดับหัวหน้าด้วยซํ้า แต่ถ้าเขาแสดงความสามารถทั้งหมดออกมา นั่นคงทำให้การใช้ชีวิตในบริษัทนี้ลำบากขึ้น
เพราะในปัจจุบันที่ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปบนระบอบประชาธิปไตยอย่างถูกต้องแต่ภายในบริษัทกลับเป็การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์โดยสมบูรณ์
เื่นี้ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะในเกาหลีเท่านั้นแต่เป็มาตรฐานของบริษัททั่วโลก
ประธานคือพระาาคณะกรรมการบริหารเป็ขุนนาง ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการคือแม่ทัพใหญ่พวกผู้จัดการเป็ผู้บัญชาการ ผู้ช่วยผู้จัดการคือหัวหน้ากองทหารส่วนพนักงานก็เป็ทหารในกองทัพ และในบรรดาคนเ่าั้พนักงานใหม่ย่อมอยู่ตํ่าสุดอย่างแน่นอน
ถ้าไม่ได้เป็ลูกหลานหรือญาติสนิทของเ้าของบริษัทก็ไม่มีทางหนีออกจากโครงสร้างทางชนชั้นนี้ได้
เป็สถานที่ที่ถ้าทำตัวโดดเด่นเกินหน้าก็จะโดนใครบางคนฟาดจนศีรษะแตก
เป็สถานการณ์ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งจากเบื้องบน
เป็สถานการณ์ที่ต้องทำให้ได้ตามที่พวกนั้นคาดหวัง
เป็สถานการณ์ที่ต้องปรับความสามารถให้พวกหัวหน้ากองทหารไม่รู้สึกตกอยู่ในความเสี่ยง
ไม่นาน...คิมชอลซูก็ลบหัวข้อที่สามออกจากสมอง
เนื่องจากผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮักที่พบกันในฐานะพี่เลี้ยงสอนงานเป็คนที่เชื่อมั่นในความสามารถเป็อย่างมาก
เมื่อรู้ว่าจะได้เจอผู้ช่วยผู้จัดการในวัยหนุ่มอีกครั้งคิมชอลซูก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
คนที่ครั้งหนึ่งเคยกลั่นแกล้งจนเขาอยากจะฆ่าให้ได้แต่ก็เป็คนเดียวกันที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือคิมชอลซูที่พยายามอย่างสุดความสามารถและพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้
คนที่นั่งดื่มด้วยกันจนถึงนาทีสุดท้ายคนที่เขารู้สึกขอบคุณ
ก่อนที่คิมชอลซูจะส่ายศีรษะอีกครั้ง
คนที่รู้เื่นี้มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้นอีจุนฮักไม่ได้รู้เื่ด้วย
ถ้าแสดงความสามารถโดดเด่นเกินไปก็อาจไปขวางทางของอีจุนฮักที่เอาแต่วิ่งและมอง้าได้
เอาให้พอดีใช่ แค่พอดี
พอดีเป็คำที่พูดง่ายแต่ทำยาก
คิมชอลซูเดินเข้าไปในอาคารและสำรวจทุกเส้นทางเข้าออกพร้อมกับจดจำภาพภายในอาคารทั้งหมดใส่หัวไว้เพราะโครงสร้างภายในอาคารตอนนี้กับอีกสิบแปดปีข้างหน้านั้นแตกต่างกันมาก
พนักงานใหม่ทั้งสิบหกคนที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำงานที่สำนักงานใหญ่กำลังทักทายกันอยู่ที่ล็อบบี้อาคารในกลุ่มนั้นมีพนักงานใหม่สี่คนที่ถูกว่าจ้างหลังจากเคยฝึกงานที่นี่มาก่อนซึ่งฝ่ายบุคคลคัดเลือกให้เป็บุคลากรสำคัญ และได้รับการดูแลเป็พิเศษ
ซึ่งได้เปรียบพนักงานที่ถูกว่าจ้างผ่านประกาศรับสมัครงานทุกอย่างั้แ่เริ่มต้น
“ได้ทำงานที่สำนักงานใหญ่ด้วยสินะครับ”
คิมชอลซูมองฮวังแดฮุนที่ยื่นมือมาพร้อมใบหน้าที่เป็มิตรก่อนจะส่งยิ้มคืนพร้อมจับมือตอบ
“ไม่เจอกันนานเลยนะครับ”
นานมากจริงๆ ั้แ่ตอนอยู่กลุ่มเดียวกันในที่ฝึกอบรม
“คิดไม่ถึงเลยนะครับ นึกว่าจะได้ไปต่างจังหวัดเสียอีก”
มุมปากของฮวังแดฮุนแฝงรอยยิ้มเยาะเย้ยอย่างไม่อาจควบคุมได้ไว้ซึ่งคิมชอลซูก็มองออกอย่างชัดเจน
“ผมก็คิดไม่ถึงเหมือนกันครับ”
“เป็คนที่โชคดีมากเลยนะครับ”
“อยากให้เป็อย่างนั้นไปตลอดเลยครับ”
“ต้องอย่างนั้นแหละครับ ถึงจะเอาตัวรอดได้”
ฮวังแดฮุนใช้คำพูดตรงๆ พร้อมแอบอวดความเหนือกว่าของตัวเอง ขณะที่คิมชอลซูรับมือกับท่าทีนั้นอย่างสงบนิ่ง
“น่าจะเป็อย่างนั้นนะครับ”
“เอาละ งั้นขอตัวก่อนนะครับ”
ฮวังแดฮุนเดินไปทักทายพนักงานใหม่คนอื่นส่วนคิมชอลซูเพียงมองเหล่าพนักงานใหม่ที่กำลังทักทายกันอย่างเงียบ ๆ
หากทุกอย่างดำเนินไปเหมือนในอดีตสิบสองปีหลังจากนี้ คนที่เหลือรอดจากกลุ่มเพื่อนร่วมรุ่นจะมีแค่คนเดียวเท่านั้น
อันที่จริงจะเรียกว่าเพื่อนร่วมรุ่นก็อย่างไรอยู่
คิมชอลซูจ้องมองกลุ่มพนักงานใหม่ที่รวมตัวกันอยู่มากที่สุด
จางยูมีที่ถูกว่าจ้างจากการฝึกงานเธอโดดเด่นกว่าใครด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่เปล่งประกายราวกับดอกไม้ผลิเธอตอบรับคำทักทายจากผู้ชายที่รายล้อมเธออย่างมั่นใจเป็พนักงานใหม่ที่ได้ขึ้นปกนิตยสารบริษัทซึ่งจะถูกตีพิมพ์ในปีหน้า แต่...
ความพิเศษที่แท้จริงของเธอคืออย่างอื่นต่างหาก
ตอนนั้นเองผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคลโกดงจินก็เรียกเหล่าพนักงานใหม่ที่รวมตัวกันอยู่ที่ล็อบบี้
“พนักงานใหม่รุ่นยี่สิบเอ็ดมารวมตัวกันด้วยครับหลังจากปฐมนิเทศแล้วแต่ละคนจะถูกส่งไปตามแผนกที่ได้รับมอบหมายนะครับ”
หลังจากปฐมนิเทศเสร็จ ผู้ช่วยผู้จัดการโกดงจินได้เรียกคิมชอลซูแยกออกมา
“คุณคิมชอลซู”
“ครับ”
“รบกวนรอสักครู่นะครับ”
คำพูดของโกดงจินทำให้พนักงานคนอื่นมองมายังคิมชอลซูด้วยความแปลกใจ
“เอาละ คนอื่น ๆ ไปตามแผนกของตัวเองได้แล้วครับ”
คิมชอลซูรู้อยู่แล้วว่าทำไมผู้ช่วยผู้จัดการโกดงจินถึงได้เรียกตัวเขา
หลังจากพนักงานใหม่คนอื่นไปกันหมดแล้วโกดงจินจึงพูดกับคิมชอลซู
“ตามมาครับ”
“ครับ”
สถานที่ที่โกดงจินพาคิมชอลซูไปคือห้องประชุมในห้องนั้นมีคนที่เขาคุ้นเคยมากนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ผู้อำนวยการพัคจุนฮยองนั่นเอง