เสียงระฆังเล็กดัง“กิ๋ง… กิ๋ง…” วางเป็่ห่างเท่ากันก้องลอดซุ้มระเบียงเรือนใหญ่เข้าไปในโถงประชุมกลาง เปลวไฟในโคมแก้วโยกไหวตามลมเย็นแสงสีส้มกระทบเคราของผู้เฒ่าจนเกิดเงาเส้นคมบนผนังไม้ดำเสาสลักัจับเงาเป็ริ้วเหมือนเกล็ดที่ขยับได้เอง
บุตรหลานตระกูลลู่ทยอยนั่งตามลำดับศักดิ์เสียงพูดคุยเบา ๆ คล้ายผิวน้ำถูกลมแตะแล้วหายไปลู่หานเดินผ่านธรณีไม้ด้วยจังหวะเท้าสม่ำเสมอ เขาเว้นให้ผู้สูงวัยผ่านก่อนแล้วจึงยกชายเสื้อให้เรียบตามระเบียบ จนถึงที่นั่งที่จัดไว้ด้านข้างไม่เด่นและไม่ต่ำต้อยจนเกินไป
เด็กเสมียนคนหนึ่งก้มๆ เงย ๆ อยู่หลังเสา กระบอกเอกสารกลิ้งหลุดมือกลิ้งติ้วไปกลางทางเดินลู่หานก้าวช้า ๆ ไปหยุด เขาไม่เตะให้ชิดขอบ ไม่ปล่อยให้ใครสะดุดหากก้มลงเก็บอย่างเงียบ ๆ แล้ววางคืนในมือเด็ก
“ระวังมือ”
เด็กเสมียนหน้าแดงรีบก้มคำนับแล้วถอยไปติดผนัง
เสียงไม้เคาะโต๊ะดัง“ปั๊ก” ผู้เฒ่าลู่กวงยกคางเพียงเล็กน้อย แววตาคมเป็เส้นบางบนใบหน้าที่นิ่งสนิท
“ประชุมย่อยครั้งนี้มีสองเื่”
“หนึ่งผู้ใดปลอมสัญญาณกลอง”
“สองตราซ้ำที่หีบคลัง”
เงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของคนหลังกำแพงลู่หานยกสายตาเพียงน้อยให้พ้นขอบเสื้อ เห็นเหม่ยหลิงยืนริมเสาเงาของนางทาบยาวบนพื้นกระดานอย่างตรงพอดี
หัวหน้าคลังชายวัยกลางคนคาดแถบผ้าสีเข้ม ก้าวออกมายืนตรงกลางลาน คิ้วหนาเชิดขึ้นเล็กน้อย
“เื่กลองข้าเห็นว่าผู้ตี ‘ชำนาญน้อย’ จึงคลาดเคลื่อนเอง หาได้มีผู้สั่งให้ปลอมสัญญาณไม่”
สายตาหลายคู่ไหลไปที่มือกลองหนุ่มซึ่งยืนตัวลีบอยู่ริมเสาเขาสั่นศีรษะน้อย ๆ ริมฝีปากซีด
ผู้เฒ่าคนที่สองเอ่ยเรียบ
“แล้วตราซ้ำในหีบ”
หัวหน้าคลังกลืนน้ำลายก่อนตอบ
“การปั๊มซ้ำเป็เื่พบได้มีการซ่อมจึงปั๊มทับเพื่อยืนยัน มิได้หมายถึงการยักยอก”
ซาเหยียนยิ้มมุมปากอู่ชงเบนสายตาไปริมหน้าต่างเหมือนคนไม่สนใจทั้งโถงกลับแน่นขึ้นราวอากาศลดลงครึ่งหนึ่ง
ผู้เฒ่าลู่กวงหันมาที่ลู่หาน
“เ้ามีสิ่งใดจะแถลง”
ลู่หานโค้งตัวอย่างพอดี
“ข้าขอเพียงให้กฎไปข้างหน้า”
“จงเปิดหีบหนึ่งใบตรงนี้แล้วค่อยตัดสินว่าตราซ้ำคือเื่ธรรมดาหรือข้ออ้าง”
ผู้เฒ่าคนที่สามพยักหน้าคนงานสองคนผลักหีบเข้ามา กลอนเหล็กถูกงัด เสียง “แกรก” ดังสะท้อนฝาเปิดเผยให้เห็นมุมตราที่ซ้อนกันสองชั้น หมึกชั้นแรกซีดเทาชั้นบนสดกว่าแต่เหลื่อมเล็กน้อย
คนทั้งโถงขยับตัวพร้อมกันเหมือนถูกดึงสายเดียวกันหัวหน้าคลังยืดหลัง แข็งราวไม้แห้ง
“ข้า…จะสั่งตรวจทั้งหมดคืนนี้”
ผู้เฒ่าลู่กวงเคลื่อนสายตาเพียงน้อยนิดแล้วลดเปลือกตาลง
“ทำตามกฎ”
เสียงเคาะโต๊ะดัง“ปั๊ก” อีกครั้ง เป็สัญญาณเลิกประชุมย่อยแรกเสียงรองเท้าไม้ลากบนกระดานเกิดจังหวะไม่พร้อมกัน เหมือนฝนตกกระทบหลังคาต่างระดับลู่หานถอยออกจากลานอย่างสงบ
เหม่ยหลิงเดินสวนมาหยุดห่างเขาก้าวหนึ่ง
“คืนนี้ลมจะพัดผ่านคลัง”
“เ้าจงฟังเสียงมากกว่าคำ”
ลู่หานพยักหน้าเบาๆ
“รับทราบ”
ในอกเขานิ่งเหมือนผิวน้ำในคืนลมแรงคลื่นอยู่ข้างใต้ แต่ผิวไม่แตก
ลมยามดึกปะทะธงเหนือประตูคลังจนเกิดเสียงฟึบฟับเหมือนลมหายใจของสัตว์ใหญ่เปลวโคมเรียงตามระเบียงแหว่งวาบตามลมเสียงเกวียนหายไปเหลือเพียงเสียงฝีเท้าคนงานสองสามคนที่เดินกดปลายเท้าเพื่อลดเสียง
ลู่หานเดินเข้าสู่ทางเดินแคบระหว่างกองลังกลิ่นข้าวสารอับและไม้เก่าหนาแน่นจนแทบลืมกลิ่นอื่น เขาไม่กวาดมองไปทั่วแต่หยุดสั้น ๆ ที่มุมตรา ด้านข้างฝากล่อง และขาเกวียนพิงผนัง ทุกที่ล้วนเป็ที่ที่“ร่องรอย” ชอบอยู่
ยามคนหนึ่งยกตะเกียงมาใกล้
“คืนนี้ห้ามคนนอก”
ลู่หานยกมือคารวะเล็กน้อย
“ข้าได้รับคำสั่งตรวจร่วมถ้าเกรงใจ จงยืนห่างหนึ่งก้าว”
น้ำเสียงไม่ได้สูงแต่แน่นเหมือนเชือกที่ขึงอยู่แล้ว ยามชะงักก่อนถอยครึ่งก้าว
[ระบบจักรพรรดิ ทำงาน]
[ภารกิจ:วางร่องรอย]
[เงื่อนไข:ฝากเครื่องหมายลับบนลังอย่างน้อย 3 ใบ โดยไม่ถูกจับได้ ระหว่างการตรวจยามกลางคืน]
[ระยะเวลา:1 เค่อ]
[รางวัลที่เป็ไปได้:แผนเฝ้าระวังขั้นต้น / จุดเฝ้า 5 แห่ง]
ตัวอักษรทองวาบขึ้นแล้วจมหายเหมือนแสงโคมถูกลมพัดลู่หานสูดลมหายใจสั้น ๆ ให้หัวใจลงจังหวะ เขาเลือกลังที่เรียงใกล้มุมเสา ใบแรกเขาใช้นิ้วโป้งกดเสี้ยนไม้ให้ยกขึ้นนิดเดียว แล้วกดกลับเป็รอย “จุดทิ่ม”หากใครย้าย จะเกิดเศษเสี้ยนแตกซึ่งเขาจำได้แน่
ลังที่สองเขาใช้น้ำลายแตะปลายนิ้ว ลูบมุมตราให้หมึกด้านนอกเบลอน้อย ๆ เป็วงรีหากปั๊มทับอีกชั้น วงเบลอนั้นจะกลายเป็เงาคลื่นผิดปกติ
ลังที่สามเขาหยิบดินเหนียวเม็ดเท่าปลายเล็บที่แอบพกไว้แต้มลงที่ใต้มุมฝากล่องจนกลืนกับสีไม้ เมื่อเปิดฝา ดินจะปริแตกทิ้งเกล็ดเล็ก ๆ
ยามเคลื่อนตะเกียงห่างออกไปชั่วขณะเหมือนโชคเข้าข้าง
เสียงลากเกวียนดัง“ครืด… ครืด…” จากประตูหลัง เงาคนสองร่างเคลื่อนเร็วผิดปกติหัวหน้าคลังเดินตามด้วยแววตาวาวร้อนในแสงโคม
“ขนสองใบนี้ออกไปตรวจซ่อมเดี๋ยวคืนนี้ฝนลงความชื้นจะกินไม้”
ประตูหลังเปิดแง้มลมเย็นพุ่งเข้ามาเหมือนมีใครดึงอากาศออกลู่หานเดินเลียบเงากองลังจนถึงมุมที่แสงไม่แตะเขาเห็นปลายเกวียนกับรอยล้อเก่าซ้อนใหม่บนพื้นฝุ่น รอยใหม่ชัดกว่ารอยเดิมสองเส้น
เขาเงยหน้าสบตาเหม่ยหลิงที่ยืนเงียบอยู่ริมเสา นางขยับนิ้วชี้ลงพื้นเพียงนิดเดียวราวกับพูดโดยไม่ใช้เสียงว่า “เห็นเหมือนกัน”
ลู่หานพยักหน้า
“เริ่มจากสิ่งที่ควบคุมได้”
เขาหยิบผ้าแถบเล็กสีหม่นจากแขนเสื้อผูกเป็ปมหลวม ๆ ที่ขาเกวียนด้านใน ตำแหน่งที่คนทั่วไปไม่โน้มดู หากเกวียนเคลื่อนปมจะเคลื่อนตามและเปื้อนฝุ่นเป็วงรูปครึ่งจันทร์ เขาจะจำวงนั้นได้แม้ในความมืด
“คุณชาย”อาหยินกระซิบจากเงาเสา น้ำเสียงระวังจนแทบเป็ลมหายใจ “ท่าน้าให้ข้า ”
“เงียบเดินสิบก้าว หยุด เงยตา กลับ”
ลู่หานออกคำสั่งย่อ ชัด คม และสั้นอาหยินทำตามทันที การเคลื่อนไหวของนางดึงสายตายามไปชั่ววูบ พอหันกลับเกวียนก็ออกพ้นประตูหลังแล้ว
[ความคืบหน้า: วางร่องรอย 3/3]
[ภารกิจ:สำเร็จ]
[รางวัล:แผนเฝ้าระวังขั้นต้น / จุดเฝ้า 5 แห่ง]
[คำอธิบายรางวัล:มุมประตูหลัง, ตรงเชิงเสาเหนือ, รางล้อฝั่งขวา, ชายคานคลัง, ทางคูหาทิศตะวันตก]
ความรู้แผ่เข้ากะโหลกอย่างสงบไม่ใช่ประกายดาบ แต่เป็แผนที่เส้นบาง ๆ ห้าเส้นในหัว เขาเห็นชัดว่า“ทางคูหาทิศตะวันตก” คือเส้นที่คนคุมคลังชอบใช้ ไม่ใช่สั้นที่สุดแต่หลบสายตาได้มากที่สุด
หัวหน้ายามเดินเข้ามาคราบเหงื่อยังชื้นที่ขมับ
“นี่ตรวจเสร็จหรือยัง”
ลู่หานพนมมือหลัง
“กำลังจะเสร็จ”
หัวหน้ายามกวาดมองไปที่ตราหีบยังไม่เห็นอะไรผิดปกติ เขาจึงพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนักก่อนจะหันไปปะทะสายตาหัวหน้าคลังเพียงแวบหนึ่งที่ประตูหลัง ทั้งคู่ยิ้มสุภาพแต่ฟันกัดกันดังในใจทุกคนที่มอง
ลู่หานถอยออกสู่ลานคลังด้านนอกท้องฟ้าเริ่มจางจากสีหมึกเข้มเป็เทาอ่อน เขายืนฟังลม ไร้เสียงเกวียนแล้วมีเพียงเสียงธงเสียดอากาศ
“เส้นทางทิศตะวันตก”
เขาพึมพำสายตาหรี่ลงบาง ๆ เหมือนคมมีดที่ยังไม่ต้องชัก
รุ่งสางมาเร็วกว่าที่ใจคำนวณลานกว้างเริ่มคึกคัก เสียงกลองยามเช้าของหอฝึกไกล ๆ ดัง “ตึ๊ง ตึ้ง… ตึ้ง…”ตามรูปแบบใหม่ที่เขาเสนอผู้คนสูดลมหายใจพร้อมกันโดยไม่รู้ตัวแล้วเดินเข้าจังหวะเดียวกันทั้งลาน
ระหว่างที่ลู่หานกำลังจะกลับเรือนเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังจากทางระเบียง อาหยินวิ่งมาพร้อมถังน้ำมือซ้ายใบหน้าซีดเล็กน้อยแต่ดวงตาแน่วแน่
“คุณชายข้าแอบดูตรงคูหาทิศตะวันตกมา มีรอยล้อใหม่สองคู่ทับกันและกองฟางปิดทับรอยลากกล่อง”
ลู่หานพยักหน้า
“ดีพอแล้วสำหรับเช้า”
เขาไม่ได้ออกวิ่งไม่ประกาศให้ใครรู้ เขาเลือกกลับเรือนเล็กเพื่อวางแผนบนกระดาษแทนที่จะวิ่งไล่รอยที่กำลังเย็นลง
ภายในเรือนกลิ่นชาจาง ๆ ลอยบนอากาศ เขาคลี่แผ่นไม้ไผ่และเขียนบันทึกสั้น ๆ ด้วยพู่กัน
“ทางตะวันตก / จุดเฝ้า 1–5 / วงครึ่งจันทร์ที่ผูก”
“คนหัวหน้าคลัง/ยามผลัดตะวันตก/ลูกมือเกวียน”
“กฎขออนุญาตตรวจตามระเบียบคณะผู้เฒ่า”
เมื่อวางพู่กันประตูไม้ก็ถูกเคาะสามครั้งตามระเบียบ เหม่ยหลิงยืนอยู่หน้าธรณีนางถือม้วนเอกสารผูกเชือกบาง
“นี่สำเนารายชื่อเวรของครึ่งเดือนก่อน”
“ข้าไม่ได้ให้เ้าข้าคืนมันเมื่อจบ”
นางเอ่ยเรียบไม่ทอดเสียง
“อ่านต่อหน้า”
ลู่หานรับม้วนหมึกบนเส้นชื่อบางบรรทัดซีดกว่าแถวอื่น ราวถูกเขียนทับอย่างรีบร้อนเขาชี้ลงไปตรงรายชื่อผลัดตะวันตกสามค่ำก่อน
“บรรทัดนี้หมึกชั้นล่างซีดกว่า มุมตัวอักษรเบี้ยว เหมือนใครสักคนปิดแก้เวลา”
เหม่ยหลิงนิ่งเงาของนางตกบนกระดาษเหมือนกรอบรูป
“คืนนี้ข้าจะทำให้คนคุมคลังต้องพูดเอง”
“เ้าอย่าพูดจงทำให้ ‘กฎ’ พูดแทน”
ลู่หานยกยิ้มเพียงเส้นบาง
“ข้าถนัดอย่างยิ่ง”
บ่ายแก่ลานคลังเงียบลงเพราะคนงานไปโรงครัว เสียงใบไม้เสียดผนังอิฐเป็จังหวะนุ่ม ๆเหมือนนิ้วไล้บนผ้าไหม แสงแดดเอียงเข้าช่องหน้าต่างแคบเป็เส้นสีทองพาดกองลังลู่หานยืนใต้เงาเสา มองปลายเงาที่คืบทีละน้อยเหมือนเข็มนาฬิกาโบราณ
เขาไม่ดักจับไม่ด่าว่า เขา “ปล่อยให้เวลา” ทำงาน ถ้ามีมือคนมันจะกระดุกกระดิกเองเมื่อคิดว่าคนอื่นหิวหรือหลับ
หัวหน้าคลังเดินอ้อมข้างในกลับออกมาสีหน้าเรียบกว่าตอนเช้าเล็กน้อย เหมือนคนที่เช็ดเงื่อยออกจากหน้าด้วยผ้าชุบน้ำเขาชะงักเมื่อเห็นลู่หาน
“เ้ายังอยู่หรือ”
“ข้ารอเอกสารตรวจรอบเย็น”
หัวหน้าคลังหัวเราะหยันในคอเพียงครึ่งเสียง
“รอบเย็นของคลังข้าดูเองไม่พลาดดอก”
ลู่หานไม่ตอบเขาเพียงก้มมองพื้น รอยครึ่งจันทร์เล็ก ๆ จากปมผ้าที่เขาผูกบนขาเกวียนในคืนก่อนปรากฏเป็รอยฝุ่นบางที่ย้ายตำแหน่งไปยังมุมคูหาเขารู้ทันทีว่าเกวียนคันเดิมถูกเข็นออกแล้ววกกลับ จังหวะนั้นเองเสียงกลองจากหอไกลก็ดังผิดธรรมดา
“ตึ๊ง…ตึ๊ง… ตึ๊ง… ตึ๊ง ”
สี่เสียงติดกันเสียงสุดท้ายสั้นและสูง ลานคลังสะดุ้งทั้งผืน คนงานเงยหน้า หยุดมือโดยสัญชาตญาณหัวหน้าคลังหันซ้ายแล้วหันขวาอย่างคนกำลังชั่งใจจะใช้ความวุ่นวายนี้ทำอะไร
เสมียนกลางวิ่งมาจากโถงบันทึกสีหน้าตึง
“สัญญาณนี้ไม่อยู่ในตารางฝึก!”
ลู่หานก้าวขึ้นหนึ่งก้าวออก คำสั่งย่อ ทันที
“เ้าปิดประตูหน้า ‘คานที่สอง’ เลื่อนสลักครึ่ง”
“เ้ายืนห่างประตูหลังสามฝ่ามือ หันหน้าเข้ากำแพง”
“ใครอยู่ใกล้กลองหยุดมือ ‘จนได้คำสั่ง’ ”
คำสั่งสั้นและมีภาพคนงานสองสามคนทำตามทันทีโดยไม่ถาม ความวุ่นวายถูกบีบให้แคบลงราวน้ำไหลเข้าร่องลู่หานหันไปทางหัวหน้ายามที่เพิ่งโผล่มุมระเบียง
“ขอท่านยืนยันสัญญาณกับหอฝึกก่อน เปิดประตูหลังได้เมื่อได้คำตอบ ‘ใช่’ เท่านั้น”
หัวหน้ายามชะงักไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้ารัวแล้ววิ่งไปตามทางเดิน หัวหน้าคลังขยับไหล่ เหมือนเสื้อคับไปถนัดตา
“ข้าสั่งเปิดได้เองคลังอยู่ใต้ข้า”
ลู่หานหันมาเสียงเรียบ
“แต่กลองอยู่ใต้หัวหน้ายาม”
หัวหน้าคลังเม้มปากเป็เส้นขณะนั้นเอง เด็กคนงานสองคนดันหีบหนึ่งใบมาชิดประตูหลังหวังจะใช้่ชุลมุนเปิดพ้นไป เศษดินเหนียวที่มุมฝากล่องปริแตกเป็เกล็ดเล็ก ๆร่วงลงพื้นใต้แสงแดดเย็น สัญญาณที่ไม่มีใครเห็น นอกจากคนที่วางมันไว้
ลู่หานยกมือเล็กน้อย
“หยุดหีบนั้นเปิดฝา”
เด็กคนงานแข็งตัวราวหินเหม่ยหลิงเดินมาหยุดข้างลู่หาน เงียบแต่คม
“ต่อหน้าตามกฎ”
หัวหน้าคลังยิ้มจืด
“ของในคลังทุกอย่าง ‘ต้อง’ เปิดต่อหน้าข้า”
“ก็ดีเ้าก็อยู่ ‘ต่อหน้า’ แล้วนี่”
เหม่ยหลิงเอ่ยสั้นจนเสียงเย็นลงอีกองศา
ฝาถูกยกขึ้นครั้งเดียวครืน กลิ่นไม้ชื้นผสมกลิ่นผ้าใบเก่าพุ่งขึ้น ด้านในเป็โล่ไม้ซ้อนกันแน่นแต่แผ่นล่างสุดมีตราที่ปั๊มซ้ำชัดเจนกว่าทุกใบ หมึกชั้นบนยังไม่แห้งดีคราบมันวับสะท้อนแสง
เสมียนกลางหอบหายใจมาถึงเขม้นมองแล้วถอนใจยาว
“บันทึกไว้หีบหมายเลข…ตราซ้ำชั้นบนยังชื้น”
หัวหน้าคลังเปิดปากแต่ยังไม่ทันที่คำแก้ตัวจะออก เสียงฝีเท้าหนักของหัวหน้ายามก็กลับมาพร้อมคนถือธง
“จากหอฝึกยืนยันว่าไม่มีสัญญาณสี่จังหวะในตารางเวลานี้”
ลานเงียบกริบจนได้ยินเสียงใบไม้หล่นแตะพื้นเพียงแผ่นเดียวหัวหน้าคลังยืนนิ่งดวงตาแข็งเหมือนแก้วเย็น
ลู่หานเอียงหน้าเล็กน้อย
“งั้นถือว่า‘ปิดประตูหลัง’ จนกว่าจะตรวจครบ”
เขาหันไปออกคำสั่งสั้นๆ เพิ่ม
“ยามสองนายยืนประตูหลัง สลับเวรทุกหนึ่งเค่อ ดูเฉพาะตราหีบและรอยล้อ”
“เด็กสองคนกวาดพื้น ‘จากในออกนอก’ เก็บเศษดินทุกเม็ด”
“เสมียนจดเวลา ‘กลองสี่ครั้ง’ ลงบันทึก ต่อหน้า”
คำสั่งย่อไหลลื่นเหมือนน้ำเขาไม่ได้ะโ แต่ทุกรายละเอียดขยับตามเส้นที่เขาวางไว้อย่างเป็ธรรมชาติ
หัวหน้าคลังยกคางขึ้นอีกครั้งราวนกที่ฝืนบินทวนลม
“เ้ากำลังยก‘กฎ’ มาบังหัวข้า”
ลู่หานสบตาตรงๆ
“ข้าไม่ได้บังข้าแค่ยืนในที่ที่กฎยืน”
เหม่ยหลิงหรี่ตาลงช้าๆ เหมือนมองเส้นหมึกที่กำลังจะเชื่อมกันเอง
แสงวันลูบผนังอิฐกลายเป็สีทองแดงเสียงกลองจากหอฝึกกลับสู่รูปแบบปกติ คนงานเริ่มปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้ความเครียดถอยหลังทีละก้าวเหมือนน้ำลดจากฝั่งหิน ทว่าในเงา เสียงล้อเกวียนครูดเบาๆ ดังจากซอกทางคูหาทิศตะวันตก เบาเกินกว่าคนทั่วไปจะได้ยิน แต่ไม่เบาสำหรับคนที่“ตั้งใจฟัง”
ลู่หานเหลือบตาไปทิศนั้น
“เส้นของเรายังคงวิ่ง”
เขาเงียบไม่ออกไล่ทันที แต่ชี้ให้ยามหนึ่งคนจับตามุมคูหาไว้ด้วยสายตา
ค่ำลงโคมหน้าเรือนถูกจุดทีละดวง กลิ่นยาหอมจากโถงกลางลอยมาแตะปลายจมูกลู่หานขยับไหล่คลายความเมื่อย เขาเดินกลับไปที่เรือนเล็กเพื่อเขียนบันทึกเพิ่มแต่ก่อนถึงธรณี เสียงฝีเท้ารีบเร่งก็ดังมาตามเฉลียง อาหยินโผล่จากมุมเงาของนางยืดยาวบนพื้นหิน
“คุณชาย!ข้าตามวงครึ่งจันทร์ไป มันไปจบที่ ‘โรงเกวียนร้าง’ หลังคูหาทิศตะวันตก”
ลู่หานหยุดหันกลับ ดวงตาสว่างขึ้นหนึ่งจุดเหมือนโคมถูกเปิด
“คืนนี้อย่าไปใกล้”
“ยืนไกล‘ห้าเสา’ ฟังเสียง จำคน”
อาหยินพยักหน้าแรงจนปอยผมแกว่ง
“เ้าค่ะ”
ลู่หานมองฟ้าเมฆบางขึงตรงเส้นเหนือกำแพงสีเทาเคลื่อนช้าเหมือนผ้าไหมผืนใหญ่ที่ถูกมือที่มองไม่เห็นลากผ่านเมืองทั้งเมืองเหมือนกลั้นหายใจรอฟัง “จังหวะถัดไป”
[อัปเดตระบบ: จุดเฝ้า 5 แห่งทำงาน /วงครึ่งจันทร์ตรวจพบการย้าย]
[คำแนะนำ:อย่าปะทะโดยตรง ใช้กฎและบันทึกต่อหน้าเป็ดาบ]
เขาปิดตาครู่หนึ่งให้คำแนะนำจมลงในอก แล้วค่อยหันกลับเข้าเรือน วางพู่กันบนโต๊ะไม้จดบันทึกสามบรรทัด
“วงครึ่งจันทร์/โรงเกวียนร้าง/ทิศตะวันตก”
“กลองปลอม/สี่จังหวะ/เวลา…”
“ตราชื้น/ปิดประตูหลัง/เวรหนึ่งเค่อ”
เสียงเคาะประตูเบาสามครั้งดังขึ้นตามด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ข้าเสมียนกลาง”
ลู่หานเปิดประตูเสมียนกลางยื่นกระดาษเล็ก ๆ มาให้
“คณะผู้เฒ่าเรียกประชุมย่อยรอบสอง ก่อนครึ่งยามสาม”
“เหตุผลตรวจรายชื่อเวรซ้ำ และรับปากคำ ‘คนคุมคลัง’ ”
ลู่หานพับกระดาษเก็บในแขนเสื้อ
“ขอบคุณ”
เสมียนกลางลดเสียงลงอีก
“ข้าจะเปิดสมุดต่อหน้าหนึ่งเค่อเหมือนเดิม”
“ข้าจะทำให้‘กฎ’ พูดแทนเรา”
เสมียนกลางยิ้มบางเหมือนคนที่วางหินก้อนเล็กลงในน้ำแล้วเห็นวงกระเพื่อมสวยพอดี
ลู่หานยืนอยู่ลำพังชั่วครู่เขามองมือของตน นิ้วที่ยังมีคราบฝุ่นคลังค้าง เขาหายใจยาวช้าให้จังหวะใจเข้าที่แล้วผูกเสื้อคลุมให้แน่น
เขาออกจากเรือนเล็กเดินผ่านระเบียงหินที่เย็นอย่างซื่อสัตย์โคมไฟเรียงเป็แนวเหมือนดาวที่ถูกจัดให้ตรงตำแหน่งเสียงขลุ่ยยามค่ำจากหอประตูกรีดผ่านอากาศบาง ๆ กลับกลายเป็เสียงที่ทำให้ใจนิ่งเพราะรูปแบบไม่แปรผันโดยอำเภอใจ
ถึงหัวโถงทางเข้าสู่ลานประชุมเสียงเกวียนครูดพื้นก็ดังขึ้นอีกครั้งจากด้านหลังคูหา คราวนี้ไม่เบาหากตั้งใจจะให้ได้ยิน เสียงหยุดลงเสมือนคนจงใจยืนค้ำเงาอยู่ตรงขอบมืดและตามด้วยเสียงคนทุ้มต่ำเพียงคำเดียว
“ถึงเวลา”
ลู่หานนิ่งไปครู่ที่สั้นมากสั้นจนเท่ากับจังหวะ “กลองสั้นหนึ่ง” เขายกคางขึ้นน้อย ๆ ไม่หันกลับไปมองแต่ก้าวเข้าสู่แสงโคมของโถงประชุมอย่างมั่นคง
เงาด้านหลังขยับเหมือนงูที่เลื้อยจากพงหญ้าเข้าสู่ทางแคบเสียงลมหายใจเมืองหายไปชั่วใจเดียว ก่อนกลองจากหอฝึกจะดัง “ตึ๊ง ตึ้ง… ตึ้ง…”ตามจังหวะที่เขาวางไว้ราวจะย้ำว่า ถึงใครจะแทรก แต่กฎยังคงจังหวะของมันเอง