“ซูเฉียวเธออธิบายมาซิว่าเื่มันเป็ยังไง” หัวหน้าสายชั้นไม่ได้เชื่อคำพูดของนักเรียนเ่าั้ทั้งหมดจึงไม่ได้ตัดสินว่าซูเฉียวผิดเสียทีเดียว ทว่า สิ่งที่เขาถามออกมาก็แปลว่าเขาเกิดความแคลงใจขึ้นแล้ว
ซูเฉียวนั่งกอดอกอยู่บนเก้าอี้อารมณ์นิ่งไม่ไหวติงแม้แต่น้อย “สิ่งที่เป็ความจริงต้องพิสูจน์ได้”
ทันใดนั้นเธอจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหน้าชั้นเรียน
เธอหยิบชอล์กขึ้นมาอย่างช้าๆแล้วเขียนอธิบายข้อสอบที่เธอยังไม่ได้ตอบลงบนกระดานดำด้วยท่าทีสุขุมก่อนหน้านี้เธอใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงในการทำข้อสอบ หากต้องตอบคำถามหมดทุกข้อก็คงต้องเขียนกันจนปวดมือพอดีเธอี้เีทำข้อสอบทั้งหมด จึงปล่อยคำถามที่เหลือให้ว่างไว้ แต่ถึงแม้จะเป็เช่นนั้นโจทย์ด้านหน้าที่เธอเขียนตอบลงไปก็ถูกทุกข้อ ดังนั้นแล้ว หัวหน้าสายชั้นจะต้องส่งเธอเข้าเรียนห้องคิงของสายวิทย์ซึ่งก็คือห้อง 1 อย่างแน่นอน
เมื่อได้ยินเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดบนกระดานดำภายในห้องก็พลันเงียบลงราวกับถูกกดปุ่มให้หยุดก็ไม่ปาน
นักเรียนห้อง8 ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองขณะมองไปยังบนกระดานดำและได้เห็นตัวหนังสือที่เขียนด้วยชอล์กนั้นช่างดูงดงามแต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแต่ละคนตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ตัวอักษรจีนที่งดงามเช่นนี้ มองดูก็รู้ว่าต้องได้รับการฝึกฝนมาอย่างหนักแม้แต่ลายมือของนักเรียนหญิงดีเด่นที่ได้รับการยอมรับจากคนในโรงเรียนอย่างซูเหล่ย แม้อยู่ต่อหน้าลายมือของเธอก็เทียบราศีกันไม่ติดสิ่งที่ทำให้พวกเขายิ่งประหลาดใจก็คือ สูตรวิธีคิดที่ซูเฉียวเขียนลงไป พวกเขาไม่เข้าใจเลยสักนิดยิ่งคำตอบนั้นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
หัวหน้าสายชั้นเห็นซูเฉียวตอบคำถามอย่างใจเย็นจึงอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ถูกต้อง วิธีคิดชัดเจน ตรรกะสัมพันธ์กันตัวหนังสือก็เขียนได้สวยงาม มิน่า ถึงทำข้อสอบสายวิทย์สามวิชาให้คะแนนถึงเกณฑ์ได้ภายในครึ่งชั่วโมง”
เหอลู่ลู่ไม่พอใจเล็กน้อยเธอเถียงหัวชนฝา “มันจะไปอธิบายอะไรได้คะ เธออาจจะจำออกมาก็ได้ ไม่มีทางสอบผ่านหรอก!”
หัวหน้าสายชั้นมองนักเรียนหญิงตัวปัญหาคนนี้อย่างไม่พอใจแล้วตอบกลับไปว่า“เธอดูให้ดีๆ คำถามข้อนี้เป็คำถามวิชาฟิสิกส์ข้อสุดท้ายซึ่งก่อนหน้านี้หล่อนยังไม่ได้ตอบด้วยซ้ำ หล่อนจะจำออกมาได้ยังไงกัน!”
พูดจบก็เปิดข้อสอบให้ดู
“งั้น...งั้นเธออาจจะตรวจคำตอบหลังจากสอบเสร็จแล้วจำเอาก็ได้”เหอลู่ลู่กัดปากพูด
ซูเฉียวกระตุกมุมปากขึ้นอย่างเหยียดหยามแล้วพูดอย่างเ็าว่า“ถ้าอย่างนั้น ทำไมไม่ลองเลือกคำถามมาสักข้อแล้วเธอก็ไปหาคำตอบที่ถูกต้องจากในเน็ตมาล่ะจากนั้นก็ค่อยจำมันทีเดียวไง”
เหอลู่ลู่ไม่กล้ารับประกันเื่นี้แน่ๆเพราะเธอไม่เข้าใจสัญลักษณ์สูตรอะไรพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย ถึงจะจำให้ตายอย่างไรก็จำไม่ได้แน่
หัวหน้าสายชั้นเห็นเธอไม่พูดอะไรจึงยื่นคำขาดยอมรับให้คะแนนของซูเฉียวมีผลตามนั้น
ทางด้านของห้อง1 นั้น เนื่องจากจะมีนักเรียนย้ายเข้ามาอย่างฉับพลัน พวกนักเรียนจึงได้เปิดประเด็นหารือกันอย่างจริงจังเช่นกัน
“นี่รู้ข่าวมั้ยว่าจะมีนักเรียนแทรกชั้นย้ายมาจากห้องสายศิลป์ ได้ข่าวว่าเป็ที่โหล่ของชั้นด้วยนะ”
“มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่าแบบนี้มันไม่ถ่วงห้องเราหรือไง!”
“ห้องคิงมันย้ายมาได้ง่ายๆแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่กัน ถ้านักเรียนคนอื่นรู้เข้า จะเกิดปัญหาอะไรบ้างเนี่ย!”
เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วรอบตัวแววตาของสวินอี้ก็เกิดประกายขึ้นทันที
นักเรียนแทรกชั้นคนนั้นคงเป็ซูเฉียวสินะ
พูดไม่ทันขาดคำทันใดนั้น ครูประจำชั้นห้อง 1 ก็เดินนำซูเฉียวเข้ามา “ทุกคนเงียบก่อนครูมีข่าวดีจะมาบอกนักเรียนทุกคน ห้องของเราจะมีสมาชิกใหม่มาเพิ่มอีกหนึ่งคน หวังว่าทุกคนจะอยู่กันอย่างสนิทสนมกลมเกลียวและเติบโตไปด้วยกันนะเอาล่ะ นักเรียน แนะนำตัวเองหน่อยสิ”
ทว่าซูเฉียวไม่คิดจะพูดสิ่งใดหลังจากกวาดตามองคนในห้องเรียนรอบหนึ่งแล้ว เธอก็เดินไปที่ว่างแถวสุดท้าย
“หล่อนคิดจะไปนั่งข้างคุณชายสวินเหรอหล่อนคงจะไม่รู้สินะว่านั่นเป็เขตต้องห้ามของห้อง 1 น่ะ! วอนหาที่ตายจริงๆ!”
“โอ๊ยๆๆๆรีบปิดตาเลย เืสาดแน่นอน!”
ทุกคนต่างรู้ดีถึงความโอหังของสวินอี้เขาสันโดษมาั้แ่ไหนแต่ไร คนแปลกหน้าห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด เคยมีนักเรียนหญิงแอบรักเขาและอยากนั่งข้างเขาผลก็คือโดนเขาถีบตกพื้นอย่างไร้ความปรานีจนฟันหน้าหัก ทุกวันนี้คนยังเอาเื่นี้มาพูดคุยกันในเวลาว่างอยู่เนืองๆ
ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าซูเฉียวก็จะต้องมีจุดจบเช่นนั้นอย่างแน่นอน
แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาแปลกประหลาดใจก็คือ ตอนที่ซูเฉียวเดินเข้าไปใกล้ ไม่น่าเชื่อเลยว่านั่นจะเป็ครั้งแรกที่สวินอี้ไม่ได้แสดงท่าทีผลักไสออกมาแต่อย่างใดเขายังเก็บเท้าที่วางอยู่บนเก้าอี้แล้วเอาที่นั่งให้เธออีกด้วย
ซูเฉียวหิ้วกระเป๋าแล้วนั่งลงข้างเขารังสีความยโสโอหังไม่ได้น้อยไปกว่าสวินอี้ผู้สันโดษเลยแม้แต่นิด
“ไม่จริง...ฉันคงมองผิดแน่ๆ...”
“คุณชายสวินยอมให้หล่อนนั่งข้างๆเหรอ บ้าจริง! ฉันคงไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม!”
“ยัยนักเรียนแทรกชั้นคนนี้มีดีอะไรกัน สวินอี้ถึงไว้หน้าหล่อนแบบนี้!”
ทุกคนจ้องมาซูเฉียวด้วยสายตาออกจะทึ่งอยู่พักใหญ่
ครูประจำชั้นเห็นซูเฉียวจัดการกับนักเรียนที่รับมือยากที่สุดในห้องได้อย่างง่ายดายจึงอดหัวเราะออกมาอย่างปลื้มใจเสียไม่ได้ “เอาล่ะ ทุกคนหยิบหนังสือขึ้นมาเราจะเริ่มเรียนกันแล้ว”
“เธอจะยืมหนังสือของฉันไหม”สวินอี้ดันหนังสือเรียนภาษาอังกฤษไปทางซูเฉียว
ซูเฉียวปฏิเสธโดยไม่คิด“ไม่”
จากนั้นจึงฟุบลงกับโต๊ะแล้วเริ่มงีบ
ปลายฤดูร้อนต้นฤดูใบไม้ร่วงแบบนี้เป็่เวลาที่ผล็อยหลับง่ายที่สุด
สวินอี้เหลือบตาขึ้นมองสักพักจึงเปลี่ยนความสนใจไปอยู่ที่กระดานดำ
ม.6ห้อง 5
“ซูเฉียว...”หลังจากเื่ราวของซูเฉียวแพร่กระจายไปทั่วโรงเรียน สีหน้าของซูเหล่ยก็พลันเปลี่ยนเป็อึมครึมเสียไม่ได้
“เหลยเหล่ยเธอว่าผู้อำนวยการโรงเรียนคิดอะไรอยู่ ไม่อยากเชื่อเลย ว่าจะปล่อยให้นักเรียนที่ทำตัวเสื่อมศีลธรรมอย่างหล่อนเรียนที่โรงเรียนนี้ต่อไม่กลัวว่าจะทำให้ชื่อเสียงโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของเราด่างพร้อยหรือไง!”
“ไม่รู้ว่าซูเฉียวใช้วิธีไหนถึงทำให้หัวหน้าสายชั้นเข้าข้างเธอได้น่ารังเกียจจริงๆ!”
“นี่พวกเธอว่าซูเฉียวกับหัวหน้าสายชั้นมีลับลมคมใน...อะไรกันหรือเปล่า หือ”
นักเรียนหญิงที่ล้อมรอบตัวซูเหล่ยล้วนอยากประจบประแจงเธอไม่ว่าเื่หยาบคายอะไรก็พูดออกมาเสียหมด ถึงขนาดใส่ร้ายป้ายสีซูเฉียวว่าต้องทำอะไรมิดีมิชอบถึงยังได้อยู่โรงเรียนนี้ต่อ
ซูเหล่ยเบะปากในใจแฝงไปด้วยความอำมหิต แต่ปากก็ยังเสแสร้งแกล้งพูดเพื่อรักษาภาพพจน์ “พวกเธออย่าพูดไปเรื่อยสิ...ซูเฉียวยังไม่บรรลุนิติภาวะเลย...จะทำเื่ต่ำช้าแบบนั้นได้ยังไงกัน...”
“ทำไมจะทำไม่ได้ครั้งก่อนถ้าไม่ใช่เพราะเธอไม่ระวังทำแก้วของคุณชายเจียงหกก็คงเสร็จแผนหล่อนไปนานแล้ว!”
“จริง...ขนาดเื่วางยาแบบนั้นยังทำซะช่ำชองหล่อนต้องเคยได้ลิ้มรสชาติของผู้ชายมาแล้วแน่นอน...”
แววตาของซูเหล่ยปรากฏรอยยิ้มแห่งชัยชนะอยู่แวบหนึ่งและเธอก็ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ
ซูเฉียวถึงแกจะอยากอยู่โรงเรียนนี้ต่อไป แต่ฉันก็ไม่มีวันปล่อยให้แกสมหวังหรอก! ต่อให้โรงเรียนไม่ไล่ออก แต่คนอย่างซูเหล่ยก็มีวิธีที่จะทำให้หล่อนฉาวโฉ่ไปทั่วไม่มีหน้าอยู่โรงเรียนนี้ต่อไปได้อีก
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/e45e3e408ff3bd98c5a99b49817436cb