[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 186 แม้กู้ฉางเกอจะดูเย็นชาทว่ากลับอ่อนโยน สักวัน หน้ากากนั้นจะถูกฉีกกระชากออกมา

    ตอนที่ 186 แม้กู้ฉางเกอจะดูเย็นชาทว่ากลับอ่อนโยน สักวัน หน้ากากนั้นจะถูกฉีกกระชากออกมา

            ในวันนั้น เบื้องหน้านครโบราณมรรคาสวรรค์ เหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งวังสมุทรล้วนถูกกวาดล้างจนมลายสิ้น ทั่วทั้งฟ้าดินเหลือเพียงแต่ซากเรือรบโบราณที่แตกร้าวกระจัดกระจายไปทั่ว และร่องรอยของพลังอันน่าสะพรึงกลัว ซึ่งบอกเล่าได้ถึงความโหดร้ายของศึกในครั้งนั้นอย่างชัดเจน

            ข่าวคราวนั้นแพร่สะพัดออกไปดุจศิลาใหญ่ตกกระทบมหาสมุทร ก่อนจะก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทุกสารทิศ ผู้ฝึกบำเพ็ญที่ได้พบเห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเอง ต่างก็ยังคงรู้สึกขนลุกจนศีรษะชาหนึบไปด้วยความหวาดหวั่น แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปหลายวัน ทว่าเมื่อคิดย้อนกลับไป ก็ยังคงรู้สึกเย็นยะเยียบไปทั้งร่าง

            วังสมุทรที่แข็งแกร่งและเย่อหยิ่งถึงเพียงนั้น สุดท้ายก็กลับมิอาจจะสามารถเอาชนะอันใดได้เลย หนำซ้ำยังได้ล่วงเกินตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงจนถึงขั้นแตกหัก

            เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญมากมายต่างเริ่มคาดการณ์ถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่อาจจะเกิดขึ้นในดินแดนอนันต์สวรรค์ในอนาคตอันใกล้

            ในวันนั้น ราชโองการสีทองของวังสมุทรปกคลุมไปทั่วทั้งฟากฟ้า ซึ่งเปี่ยมด้วยพลังแห่งสวรรค์อันยิ่งใหญ่ ดุจการลงทัณฑ์จากสวรรค์เบื้องบน

            แม้เงาร่างจำแลงของราชาแห่งวังสมุทรจะปรากฏขึ้นด้วยตนเอง ทว่าก็หาได้เปลี่ยนแปลงชะตากรรมใดๆ ได้ สุดท้ายกระทั่งราชโองการของเขาเองก็ยังถูกบรรพชนแห่งตระกูลกู้ทำลายจนสิ้นสลายเป็นเถ้าธุลี ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงแสดงให้ทุกคนเห็นถึงความแข็งแกร่งและอำนาจที่มิอาจจะลบหลู่และล่วงเกินได้โดยง่าย!

            ในช่วงเวลามินานหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น เรื่องราวก็กลับยิ่งบานปลาย ก่อนจะแพร่กระจายออกไปทั่วทั้งนครโบราณมรรคาสวรรค์อย่างรวดเร็ว มิว่าจะเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญหรือสำนักต่างๆ ต่างก็พากันสะท้านสะเทือนและมิอาจจะนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้ได้

            มิมีผู้ใดคาดคิดเลยว่า เหตุการณ์ในครั้งนี้จะเกี่ยวพันกับอดีตอันเร้นลับของตระกูลกู้ และได้เปิดเผยถึงเรื่องราวที่ถูกปิดบังมาอย่างเนิ่นนาน ทั้งคำกล่าวของกู้ฉางเกอในวันนั้น รวมถึงเรื่องราวและชะตากรรมอันโหดร้ายของกู้เซียนเอ๋อร์ในวัยเยาว์ สิ่งเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ทำให้ผู้คนต้องตกตะลึง

            เสียงวิพากษ์วิจารณ์อันกึกก้องที่เกิดขึ้นนั้น มิได้น้อยไปกว่าการปรากฏตัวของผู้สืบทอดวิชามารที่เป็นผู้สังหารเหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งหลายเมื่อมินานมานี้เลยแม้แต่น้อย

            บางคนถึงกับกล่าวว่า ความโหดเหี้ยมในวิธีการลงมือบางอย่างของกู้ฉางเกอนั้น อาจจะสามารนำไปเทียบเคียงกับผู้สืบทอดวิชามารได้ ทว่าเสียงวิพากษ์นี้กลับค่อยๆ จางหายไป ท่ามกลางกระแสของเรื่องราวมากมายที่ยังคงแพร่สะพัดไปอย่างมิมีที่สิ้นสุด

            เหตุการณ์ในวัยเยาว์ที่กู้ฉางเกอเคยช่วงชิงกระดูกแห่งมรรคาของกู้เซียนเอ๋อร์ ได้ส่งผลให้ชื่อเสียงของเขาตกต่ำลงเป็นอย่างมาก ภาพลักษณ์อันสมบูรณ์แบบในสายตาของเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญรุ่นเยาว์ได้ถูกแต่งแต้มไปด้วยร่องรอยอันด่างพร้อย

            หลายคนยากจะทำใจเชื่อและยอมรับในความจริงอันโหดร้ายนี้ ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นกลับมิอาจจะเอ่ยปากปฏิเสธได้ ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่กู้ฉางเกอลงมือกระทำ และเอ่ยสารภาพออกมาด้วยวาจาของตนเองทั้งสิ้น อีกทั้งสุดท้าย เขายังฉีกทึ้งร่างกายเพื่อควักกระดูกแห่งมรรคาออกมาต่อหน้าฟ้าดิน ก่อนจะก่อให้เกิดปรากฏการณ์อันสะเทือนไปทั่วสารทิศ

            ทว่า การที่กู้ฉางเกอกลับกล้าเผชิญหน้ากับอดีตอันแสนเจ็บปวดและเปิดเผยความจริงต่อหน้าทุกคนนั้น ก็กลับทำให้หลายคนอดที่จะชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของเขาออกมามิได้

            หากจะเอ่ยถามว่าบนโลกนี้ยังมีผู้ใดที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงอยู่บ้าง เช่นนั้นก็มิมีทางที่จะเป็นไปได้เลย มิมีมนุษย์คนใดที่จะไร้ซึ่งข้อบกพร่อง แม้แต่ผู้ศักดิ์สิทธิ์อันสูงส่งก็ยังมิอาจจะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดไปได้

            ในเมื่อการที่กู้ฉางเกอมีร่องรอยด่างพร้อย ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ธรรมดาสามัญ แล้วไยต้องตัดสินเขาด้วยความคาดหวังอันเกินจริงไปด้วยเล่า และด้วยเหตุนี้เอง ในสายตาของหญิงสาวผู้ศรัทธาเลื่อมใสในตัวกู้ฉางเกอ พวกนางกลับมองว่าเขานั้นยิ่งกลายเป็นตัวตนที่สามารถจับต้องได้มากยิ่งขึ้น

            กู้ฉางเกอในเวลานี้มิใช่เป็นเทพเซียนบนเก้าชั้นฟ้าผู้สูงส่งที่ไร้ซึ่งมลทิน หากแต่เป็นชายผู้หนึ่งที่มีทั้งความผิดพลาดและความเสียใจ และกลายเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับพวกนางมากขึ้นกว่าเดิม

            คนเรานั้นมิใช่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดเลยจะไร้ซึ่งความผิดไปได้

            กู้ฉางเกอกลับกล้าเผชิญหน้ากับอดีตและเอ่ยถึงเรื่องราวออกมาอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้าทุกสายตา นั่นมิใช่สิ่งที่บ่งบอกถึงความสำนึกผิดและความต้องการที่จะชดเชยความผิดต่อกู้เซียนเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ

            แล้วเหตุใดจึงมิเลือกที่จะให้อภัยเขาเล่า

            ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เขากล่าวออกมานั้นเป็นคำพูดที่กล่าวต่อทั้งใต้หล้า ถ้อยคำเช่นนี้ยังมิเพียงพอที่จะทำให้เชื่อถือได้อีกหรือ 

            ในชั่วขณะนั้น เสียงชื่นชมก็เริ่มดังขึ้นรอบด้าน หลายคนต่างยกย่องว่าการกระทำของกู้ฉางเกอในครั้งนี้นั้นแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะบรรยาย

            จะมีผู้ใดกล้าลงมือทำเช่นเดียวกับเขา ยอมรับในความผิดพลาดในอดีตอย่างเปิดเผย และควักกระดูกมรรคานั้นออกมาด้วยตนเองเพื่อลบล้างความแค้นในวันวาน

            ในช่วงเวลานี้ เสียงสนทนาและถกเถียงจากทั่วทุกสารทิศต่างดังขึ้นอย่างมิขาดสาย ทั้งชื่นชม ต่อว่า เย้ยหยัน และทอดหายถอนใจ… โดยเฉพาะในหมู่ผู้ฝึกบำเพ็ญรุ่นเยาว์ เสียงถกเถียงพูดคุยเหล่านี้ก็ยิ่งดังขึ้นราวกับคลื่นที่มิเคยสงบ

            ในวันนั้น ณ นครโบราณมรรคาสวรรค์ เหล่าผู้ที่ได้รับการขนานนามว่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ซึ่งได้เห็นทุกเรื่องราวด้วยสายตาของตนเอง ก็ล้วนแล้วแต่ได้รับความกระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรง

            แม้กู้ฉางเกอจะควักกระดูกแห่งมรรคาออกจากร่างของเขา ทว่าพลังของเขาก็กลับยังคงแข็งแกร่งอย่างไร้ที่สิ้นสุด ราวกับการกระทำดังกล่าวหาได้ส่งผลอันใดต่อเขาไม่ ความคาดหวังที่จะไล่ตามเขาให้ทัน ก็ดูราวกับจะเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้น

            ด้วยพลังบำเพ็ญที่กู้ฉางเกอแสดงออกมาในตอนนี้ได้บรรลุถึง ขั้นปลายของขอบเขตเทวะมายา แล้ว ในขณะที่เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนอื่นๆ เพิ่งจะเริ่มสัมผัสได้ถึงขอบเขตนี้เพียงผิวเผินเท่านั้น ช่องว่างระหว่างพวกเขาช่างกว้างใหญ่เกินกว่าที่จะข้ามผ่านไปได้ จนหลายคนถึงกับรู้สึกสิ้นหวัง

            กู้ฉางเกอเป็นเสมือนขุนเขาอันยิ่งใหญ่ที่ถาโถมอยู่เหนือคนรุ่นเดียวกัน ยากที่จะทัดเทียมและก้าวข้ามไปได้ อย่างน้อยจนถึงบัดนี้ ก็ยังมิมีผู้ใดในยุคเดียวกันที่สามารถจะได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้ต้องห้ามรุ่นเยาว์เช่นเดียวกับเขา

            ส่วนผู้สืบทอดวิชามารผู้ลึกลับและโหดเหี้ยมอย่างเย่หลิง แม้เขาจะเงียบหายไร้ซึ่งข่าวคราวไปแล้ว ทว่าเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญก็ยังมิอาจจะลืมเลือนความแข็งแกร่งของเขาไปได้ ท้ายที่สุดแล้ว เย่หลิงคือบุคคลที่สามารถหนีรอดไปจากเงื้อมมือของกู้ฉางเกอ เช่นนั้นตัวตนเช่นเขาก็ย่อมจะมิใช่ธรรมดาสามัญนัก และด้วยสภาพของดินแดนเซียนโบราณที่เหมาะสมแก่การฝึกฝนวิชามาร ผู้ใดจะไปรู้ว่าเย่หลิงในตอนนี้จะรุดหน้าไปได้ไกลถึงเพียงใด

            อีกด้านหนึ่ง ก็เริ่มมีผู้ฝึกบำเพ็ญบางส่วนฉุกคิดถึงความผิดแผกในเรื่องนี้

            เหตุใดในอดีต กู้ฉางเกอจึงเลือกที่จะช่วงชิงกระดูกแห่งมรรคาไปจากกู้เซียนเอ๋อร์ เขาทำไปเพื่อสิ่งใดกัน เพื่อช่วงชิงพรสวรรค์ของนางมาเพิ่มพลังให้กับตนเองอย่างนั้นหรือ แล้วเหตุใดในวันนี้ เขาจึงเลือกที่จะควักกระดูกชิ้นนั้นออกมาคืนให้แก่นางต่อหน้าผู้คน หรือว่า… กระดูกแห่งมรรคานั้นมิมีประโยชน์อันใดต่อกู้ฉางเกออีกต่อไปแล้ว

            เรื่องนี้ดูผิดแปลกเกินไป คล้ายกับเป็นเงื่อนงำที่ซ่อนเร้นถึงเรื่องราวเอาไว้มากมาย

            บางคนคาดเดากันว่า เรื่องทั้งหมดนี้อาจจะเกิดจากแรงกดดันภายในตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ด้วยเพราะในฐานะที่กู้ฉางเกอเป็นถึงนายน้อยแห่งตระกูล การกระทำทุกอย่างของเขานั้นย่อมสะท้อนถึงเกียรติยศของตระกูลนี้โดยตรง

            หากเรื่องนี้มิได้รับการคลี่คลายให้ดี สักวันหนึ่งก็ย่อมจะกลายเป็นชนวนที่นำมาซึ่งความอัปยศ ดังนั้น กู้ฉางเกอจึงอาจจะต้องถูกบีบบังคับให้ต้องยอมรับในฐานะของกู้เซียนเอ๋อร์ในที่สุด

            แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนก็กลับเชื่อว่า สิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังเรื่องราวนี้ก็ยังคงเป็นเพียงเศษเสี้ยวของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำออกมา

            …

            ในขณะที่ข่าวคราวของเรื่องราวนี้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว

            ณ ยอดเขาไร้พ่าย

            สายลมแห่งขุนเขาพัดผ่าน หอบเอาไอหมอกที่ล่องลอยอยู่รอบด้าน ราวกับผืนแพรหยกขาวที่โอบล้อมเอาไว้

            ภาพอันงดงามเป็นทุนเดิม บัดนี้กลับดูราวกับแดนสวรรค์ ดอกไม้เซียนนั้นเบ่งบานสะพรั่งชูช่อเรืองรอง สายน้ำใสไหลริน ส่งเสียงกระทบหินดังแว่วกังวาน

            “หากมีสิ่งใดจะกล่าว ก็จงรีบเอ่ยออกมา”

            น้ำเสียงอันราบเรียบดังขึ้น กู้ฉางเกอยืนตระหง่านอยู่บนยอดเขา เบื้องหลังมีลมแรงพัดทำให้ชายอาภรณ์ปลิวสะบัด ใบหน้าอันสงบนิ่งนั้นลึกล้ำจนเกินกว่าจะหยั่งถึง

            เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเรียบเย็น พลางหันหลังให้แก่กู้เซียนเอ๋อร์ซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังด้วยสีหน้าอันซับซ้อน นางลังเลที่จะเอ่ยถ้อยคำใดออกมา

            บัดนี้ร่างของกู้ฉางเกอหาได้มีร่องรอยบาดแผลหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย กระทั่งลมหายใจก็ยังคงนิ่งสงบ ปราศจากซึ่งความแปรปรวนใดๆ การควักกระดูกแห่งมรรคาออกจากร่าง สำหรับเขาแล้ว ก็ดูเหมือนจะมิมีผลใดๆ ทั้งสิ้น กระนั้น เพื่อที่จะให้สมบทบาทของตน เขาจึงจงใจที่จะทำให้ใบหน้าซีดเซียวขึ้นเล็กน้อย

            นี่คือวันที่สาม นับตั้งแต่เขาเปิดเผยความจริงต่อหน้าสาธารณะในวันนั้น

            หลังจากที่กู้หนานซานกวาดล้างเหล่าสรรพชีวิตแห่งวังสมุทรจนสิ้น กู้ฉางเกอจึงสั่งให้เหล่าผู้แข็งแกร่งจากสำนักเทพกำเนิดฟ้าเข้ามากวาดล้างสนามรบ จากนั้น เขาก็กลับขึ้นสู่ยอดเขาไร้พ่าย โดยที่มิได้กล่าวคำอันใดกับกู้เซียนเอ๋อร์เลยแม้แต่น้อย ทั้งสองต่างแยกย้าย ราวกับกลายเป็นคนแปลกหน้าที่มิเคยรู้จักกันมาก่อน

            กระโปรงยาวสีเขียวของกู้เซียนเอ๋อร์พลิ้วไหวไปตามแรงลม ผมสีดำสนิทดุจแพรไหมปลิวพลิ้วไหว ยิ่งขับให้ร่างน้อยนั้นดูอ่อนโยนยิ่งขึ้น

            ทว่าดวงหน้าน้อยๆ นั้นกลับเต็มไปด้วยความนิ่งงัน นางจ้องมองแผ่นหลังของกู้ฉางเกอด้วยความคิดอันยุ่งเหยิงในใจ แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง ทว่าภายในใจของนางกลับปั่นป่วนราวกับคลื่นน้ำวน นางกำชายกระโปรงแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว

            ตลอดสามวันที่ผ่านมา ทุกสิ่งดูเป็นไปดังที่กู้ฉางเกอแสดงออกมาอย่างชัดเจน

            ในช่วงแรก กู้เซียนเอ๋อร์ยังคงคาดหวังอยู่ลึกๆ ว่ากู้ฉางเกอนั้นจะอธิบายถึงเรื่องราวในอดีตแก่นาง ความคาดหวังนั้นยังเต็มล้นอยู่ในใจ ในสายตาของนางนั้น เมื่อกู้ฉางเกอเลือกที่จะเปิดเผยเรื่องราวต่อหน้าสาธารณชน กล่าวถึงการชดเชยความผิด และถึงขั้นที่ควักกระดูกแห่งมรรคาคืนให้แก่นาง นั่นก็ย่อมเป็นสัญญาณแสดงถึงความสำนึกผิด

            เขามิเพียงแต่ทำลายแก่นพลังของตนเองเพื่อชดเชยให้แก่นาง ทว่ากลับยังกล่าวถ้อยคำอันหนักแน่นว่าจะมิยอมให้ผู้ใดมาทำร้ายนาง การประกาศต่อหน้าสำนักมรรคาใหญ่ทั้งหลายเช่นนี้ ทำให้ทุกคนต่างต้องตกตะลึงงัน

            ท่าทีอันเยือกเย็นและแข็งกร้าวของเขาในตอนนั้นทำให้กู้เซียนเอ๋อร์รู้สึกสงบลงราวกับมิเคยเป็นมาก่อน แม้กู้ฉางเกอจะเป็นคนที่เย็นชาและโหดเหี้ยม ทว่าการที่มีพี่ชายเช่นนี้ ก็อาจจะมิได้เลวร้ายเกินไปนัก 

            ด้วยเหตุนี้ นางจึงตั้งใจว่าจะพยายามให้อภัยเขา แม้จะเป็นการฝืนใจบ้างก็ตาม แต่นางก็จะปล่อยให้อดีตที่เคยผ่านมาจบลงเพียงเท่านี้ ตั้งแต่นี้ไป ความบาดหมางระหว่างพวกเขาจะถูกลบเลือน มิมีผู้ใดติดค้างอันใดต่อกันอีก

            ทว่าสิ่งที่นางคาดหวังกลับมิได้เป็นเช่นนั้น

            หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา กู้ฉางเกอก็ราวกับลืมเลือนถึงเรื่องราวของนางไปเสียสิ้น แม้แต่คำพูดสักคำก็ยังมิมีให้ ยิ่งมิต้องพูดถึงการอธิบายสิ่งใดให้กระจ่าง ท่าทีอันเย็นชานั้น คล้ายกับตอนที่นางเคยปฏิเสธ มิให้ความสนใจกู้ฉางเกอดังเช่นในอดีต สิ่งนี้ทำให้นางตกตะลึงจนพูดมิออก และมิอาจจะทำความเข้าใจได้เลย

            ในความคิดของนาง กู้ฉางเกอคงจะรู้สึกผิดจากเหตุการณ์ในอดีต และต้องการชดเชยในสิ่งที่เคยทำ ทว่าเรื่องราวบางอย่างที่ยังคงเป็นความลับ เขาก็กลับยังคงมิพร้อมที่จะเปิดเผยออกมา

            ทว่าเหตุใด สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้จึงแตกต่างไปจากสิ่งที่นางคาดคิดเอาไว้มากนัก ราวกับว่า… การที่กู้ฉางเกอปรากฏตัวขึ้นเพื่อช่วยเหลือนางจากการแก้แค้นของวังสมุทร และเลือกคืนกระดูกแห่งมรรคาให้นั้น เป็นเพียงเพื่อยืนยันสถานะของนาง หรือเพียงเพื่อปิดปากเหล่าผู้คนในตระกูลเท่านั้น

            หลังจากคืนกระดูกชิ้นนั้นให้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็ราวกับจบสิ้นลง ความบาดหมางนั้นถูกขจัดเสียสิ้น ความสัมพันธ์ที่เคยผูกพันกลับกลายเป็นความว่างเปล่า แม้แต่ความเป็นพี่น้องอันฉาบฉวยที่เคยมี ก็มิมีความจำเป็นที่จะต้องคงไว้อีกต่อไป

            สำหรับผลลัพธ์เช่นนี้ กู้เซียนเอ๋อร์นั้นมิอาจจะยอมรับได้ นางมิเชื่อ และมิพร้อมที่จะปล่อยให้เรื่องราวจบลงเพียงเท่านี้ นางรู้สึกว่ากู้ฉางเกอจะต้องมีความลับอันใดบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ และเป็นสิ่งที่เขานั้นมิต้องการจะให้ผู้ใดล่วงรู้ จึงได้เสแสร้งแกล้งทำเป็นเย็นชาเช่นนี้ และตั้งใจปฏิบัติตนต่อนางอย่างห่างเหิน ท่าทีเช่นนี้ ดูเหมือนเขาจะมิต้องการให้นางเข้าใกล้หรือสืบหาเรื่องราวที่แท้จริงของเขา

            ด้วยเหตุนี้ กู้เซียนเอ๋อร์จึงได้ตัดสินใจเดินทางมายังยอดเขาไร้พ่ายเพื่อเผชิญหน้ากับกู้ฉางเกอ นางต้องการเอ่ยถามให้กระจ่างถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อน

            บัดนี้ เมื่อได้ยินถ้อยคำของกู้ฉางเกอ นางจึงได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึก ปรับอารมณ์ให้กลับมาเยือกเย็นดังเดิม ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งทว่าก็กลับดูมุ่งมั่น ดวงหน้าขาวผ่องเต็มไปด้วยความจริงจัง

            “กู้ฉางเกอ สิ่งที่เจ้าทำลงไปเมื่อสามวันก่อน เจ้าต้องการสิ่งใดกัน”

            คำถามของนางชัดเจน และตรงไปตรงมายิ่ง กู้เซียนเอ๋อร์เชื่อว่านางจะต้องดึงเอาความจริงออกมาจากเบื้องหลังของฉากหน้าที่เขาแสดงให้เห็น

            มีสิ่งใดที่ทำให้เจ้าต้องปิดบังนางถึงเพียงนี้หรือ เหตุใดจึงมิพูดออกมา เหตุใดจึงจะต้องแบกรับเอาไว้แต่เพียงผู้เดียวด้วย

            ก่อนหน้านี้ กู้ฉางเกอเคยปฏิบัติต่อนางอย่างอบอุ่น นางมิเชื่อเลยว่านั่นจะเป็นเพียงการเสแสร้ง ในสายตาของนาง กู้ฉางเกอคือผู้ที่เย็นชาแต่เพียงภายนอก ทว่าภายในกลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน

            “ต้องการสิ่งใดหรือ กู้เซียนเอ๋อร์ เจ้าตั้งใจจะเอ่ยถามพี่เพียงเท่านี้อย่างนั้นหรือ พี่นึกว่าเจ้าจะมีเรื่องสำคัญอันใดมากกว่านี้เสียอีก”

            “เจ้าช่างทำให้พี่ผิดหวังเสียจริง แทนที่จะมัวมาเสียเวลาเช่นนี้ เจ้าเก็บมันเอาไว้ฝึกฝนจะมิดีกว่าหรือ หรือเจ้าคิดว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พี่ก็จะมิสามารถกดดันเจ้าด้วยพลังอีกต่อไป จึงหมดสิ้นถึงแรงกระตุ้นในการบำเพ็ญเพียรต่อแล้ว”

            ถ้อยคำเหล่านั้นทำให้กู้ฉางเกอหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนที่จะหันกลับมามองนาง ดวงตาอันเย็นเยียบนั้นแฝงแววขบขัน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ราวกับกำลังมองคนโง่ที่ไร้ความสามารถในการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ

            ท่าทางเช่นนี้ทำให้กู้เซียนเอ๋อร์โกรธเกรี้ยว นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น

            “กู้ฉางเกอ เลิกเสแสร้งเสียที อย่าคิดว่าเจ้าจะปิดบังข้าด้วยท่าทางเช่นนี้ได้”

            ตั้งแต่คราแรก กู้ฉางเกอก็พยายามใช้สารพัดวิธีในการบีบคั้นให้นางเร่งรุดฝึกฝน เพื่อหวังให้นางก้าวข้ามเขาไปให้ได้ จนถึงตอนนี้ เป้าหมายของเขาก็ยังมิเคยเปลี่ยนแปลง ความผิดปกติอันชัดเจนเช่นนี้ มีหรือที่นางจะมองมิออก!

            ดวงตาคู่งามของกู้เซียนเอ๋อร์จับจ้องลึกเข้าไปในแววตาของกู้ฉางเกอ คล้ายกับต้องการจะมองให้ทะลุผ่านทุกสิ่ง เพื่อหวังปรารถนาที่จะเปิดเผยความจริงที่เขาเก็บซ่อนเอาไว้

            “โอ้… เสแสร้งแกล้งทำอย่างนั้นหรือ น่าสนใจมิน้อยเลย”

            “กู้เซียนเอ๋อร์ เจ้าเข้าใจผิดไปหรือไม่ คิดหรือว่าหลังจากที่พี่พูดคำเหล่านั้นและสาบานด้วยจิตแห่งมรรคาไปแล้ว พี่ก็จะมิกล้าลงมือกับเจ้าอีก ช่วงนี้มิได้จัดการเจ้ามานาน ดูท่าความกล้าหาญของเจ้าจะเพิ่มพูนขึ้นมากเลยทีเดียว”

            กู้ฉางเกอหัวเราะเยาะ ก่อนมองนางด้วยสายตายียวนพลางเอ่ยต่อ “อย่าได้คิดท้าทายพี่ มิเช่นนั้นพี่จะจับเจ้าโยนลงบ่อส้วมแล้วปิดผนึกเอาไว้สักหลายปี”

            “กู้ฉางเกอ!”

            กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยขึ้นเสียงดัง ดวงตาของนางลุกวาวไปด้วยโทสะ นางจับจ้องเขาอย่างดุดัน “ข้าก็ยอมอภัยให้เจ้าแล้วแท้ๆ ทว่าเจ้าก็กลับยังปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้อีกหรือ”

            แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเขากำลังแกล้งยั่วโมโหนาง ทว่านางก็อดมิได้ที่จะมีโทสะขึ้นมา

            กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย “เจ้าบอกว่าอภัยให้กับพี่หรือ คราก่อนพี่ยื่นชีวิตของตนเองให้กับเจ้าแล้ว ทว่ากลับเป็นเจ้าเองที่มิยอมรับเอาไว้ ดังนั้น พวกเราก็นับได้ว่าต่างหมดสิ้นหนี้แค้นใดๆ ต่อกันแล้ว”

            “เจ้า...” กู้เซียนเอ๋อร์นิ่งงันไปชั่วขณะ ด้วยเพราะสิ่งที่เขาพูดนั้นนับว่าถูกต้องอย่างถึงที่สุด ความแค้นระหว่างพวกเขาได้จบสิ้นลงไปตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว ทว่าเรื่องเช่นนี้… จะยอมให้จบลงง่ายๆ เพียงเพราะเอ่ยคำว่ามิมีสิ่งใดคั่งค้างต่อกันเช่นนั้นหรือ เมื่อพูดเช่นนี้จะลบเลือนทุกสิ่งไปได้จริงๆ หรือ

            “แต่ว่าเป็นเจ้าที่เอ่ยถ้อยคำเช่นนั้นออกมา อีกทั้งยังควักกระดูกแห่งมรรคานั้นคืนให้แก่ข้า”

            กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยความดื้อรั้น หากมิใช่เป็นเพราะว่านางสู้เขามิได้ ป่านนี้ก็คงจะลงมือสั่งสอนคนปากแข็งผู้นี้ไปแล้ว เขาจะมัวมาทำตนเย่อหยิ่งอันใดอีก เหตุใดจึงมิยอมเปิดใจยอมรับออกมาตามตรงกัน

            “เจ้าคงมิได้คิดจริงๆ หรอกกระมังว่าสิ่งที่พี่เอ่ยออกไปนั้นจะเป็นความจริง”

            “เจ้ามิเข้าใจถึงแผนการเสแสร้งบาดเจ็บหรือ ถ้อยคำเหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งที่พี่เอ่ยออกไปให้คนทั้งโลกหล้ารับฟัง เพียงเพื่อมุ่งหวังจะรักษาภาพลักษณ์ของพี่ และเพื่อหาข้ออ้างอธิบายให้แก่ตระกูลเท่านั้น”

            เขากล่าวด้วยท่าทีที่ไร้ซึ่งเยื่อใย ราวกับกำลังเล่าถึงเรื่องราวที่มิได้เกี่ยวข้องกับตนเอง ทว่าถ้อยคำที่เอ่ยออกมานั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเย็นชาอย่างลึกล้ำ

            กู้เซียนเอ๋อร์เผยสีหน้าซีดเผือด จิตใจสั่นสะท้านไหว

            ยิ่งกู้ฉางเกอพยายามอธิบายเรื่องราวเช่นนี้ นางก็ยิ่งมิอาจจะทำใจเชื่อได้ เขาจะต้องปิดบังอันใดบางอย่างเอาไว้แน่! ชายผู้นี้ เหตุใดถึงยังคงเป็นเช่นนี้เสมอ เหตุใดจึงมิเคยยอมรับความหวังดีจากผู้อื่นเลย

            “เจ้าจะมิยอมทำความเข้าใจในความหวังดีของข้าบ้างเลยหรือ” กู้เซียนเอ๋อร์กัดฟันแน่น ในใจอยากจะผ่าหัวใจของกู้ฉางเกอออกมาดูว่าเขาซ่อนสิ่งใดเอาไว้ภายในใจกันแน่ มิเช่นนั้น นางคงจะมิมีทางทำความเข้าใจในความคิดของเขาได้เลย

            “ความหวังดีอย่างนั้นหรือ ข้ามิต้องการ สำหรับคนเช่นข้าแล้ว มิจำเป็นจะต้องได้รับสิ่งเหล่านั้น” กู้ฉางเกอส่ายหัว ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเรียบเฉย

            “เรื่องเช่นนี้ เจ้าก็ควรจะทำความเข้าใจได้แล้ว ยังจะต้องมามัวเอ่ยถามอีกหรือ”

            บนใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันจางๆ เขาหาได้มีแววตาอบอุ่นดังเช่นครั้งที่เขายืนปกป้องนางมาก่อนหน้านี้ไม่

            “กู้ฉางเกอ เจ้า…” กู้เซียนเอ๋อร์โกรธจนกัดฟันกรอด ดวงตาลุกวาวไปด้วยโทสะ

            มิต้องการความหวังดีหรือ เขาทำตัวราวกับว่ากำลังแบกรับความแค้นอันใหญ่หลวงอยู่อย่างไรอย่างนั้น หากมิรู้อยู่แก่ใจว่าเขาจงใจพูดเช่นนี้เพื่อจะยั่วให้นางโมโห นางก็คงจะระเบิดอารมณ์ออกมาแล้ว

            นางขอสาบานว่าจะต้องฉีกหน้ากากอันเสแสร้งของเขาออกมาให้จงได้

            “เรียกขานพี่ว่าเจ้าได้อย่างไรกัน มิรู้จักเคารพผู้อาวุโสเสียจริง”

            กู้ฉางเกอจ้องมองนางด้วยสายตาเย็นชา พลันสะบัดชายแขนอาภรณ์ ก่อนจะปรากฏฝ่ามือขนาดใหญ่ที่เกิดจากพลังอันมหาศาลพุ่งออกมาจากความว่างเปล่า และซัดเข้าที่กู้เซียนเอ๋อร์ให้ปลิวกระเด็นไปไกลจากยอดเขาในชั่วพริบตา

            “กู้ฉางเกอ เกินไปแล้ว! วันหนึ่งข้าจะต้องกำราบเจ้าให้จงได้! ข้าจะต้องเปิดโปงความลับของเจ้า และค้นหาความจริงให้จงได้…”

            เสียงอันเย็นเยียบทว่าเต็มไปด้วยโทสะของกู้เซียนเอ๋อร์ดังแว่วมาจากที่อันไกลโพ้น ทว่ายังมิทันเอ่ยจนจบประโยค นางก็ถูกฝ่ามือของกู้ฉางเกอซัดปลิวหายลับไปในพริบตา

            “เช่นนั้น พี่จะรอวันที่เจ้ามาสืบค้นหาความจริงนี้”

            สายลมภูเขาโหมกระพือ อาภรณ์คลุมสีขาวปลิวไสวไปตามแรงลม บนใบหน้าของกู้ฉางเกอที่ฉายความเย็นชาเมื่อครู่พลันเลือนหายไป ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความสนุกสนานที่ยากจะคาดเดา

            ถ้อยคำที่เขาเอ่ยขึ้นมาเมื่อครู่นั้นได้ผสมไปด้วยความจริงและความเท็จ ทว่าสำหรับกู้เซียนเอ๋อร์แล้ว เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

            …

            ในช่วงเวลานี้ บรรยากาศทั่วทั้งดินแดนอนันต์สวรรค์ล้วนเต็มไปด้วยความตึงเครียดราวกับลมพายุกำลังจะก่อตัว เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญและสรรพชีวิตต่างมิกล้าที่จะก้าวออกจากที่พำนักโดยง่าย ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วหล้า

            ทว่าสิ่งที่ทำให้สถานการณ์ยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้นนั้นกลับเป็นการปรากฏตัวอีกครั้งของผู้สืบทอดวิชามาร ผู้ที่หายสาบสูญไปอย่างเนิ่นนาน ทว่าบัดนี้กลับได้หวนคืนกลับสู่โลกหล้าอีกครั้ง และเป้าหมายของเขาในครานี้ก็คือ บรรดายอดฝีมือชั้นแนวหน้าจากหลากหลายเผ่าพันธุ์

            กระแสแห่งความปั่นป่วนมิเพียงแต่เกิดขึ้นในดินแดนอนันต์สวรรค์เท่านั้น ด้วยแม้แต่ภายนอกดินแดนสำนักอมตะนิรันดร์และสำนักมรรคาสูงสุดต่างๆ ก็เต็มไปด้วยความมิสงบ

            “คาดมิถึงจริงๆ ว่า ศิษย์มรรคาฉางเกอจะซ่อนความลับเช่นนี้เอาไว้ในอดีต ช่างน่าตื่นตะลึงยิ่งนัก!”

            “น่าเสียดายที่วันนั้นข้ามิได้เห็นกับตาตนเอง ทั้งเรื่องการควักกระดูกเพื่อคืนให้กับน้องสาวของตน การต่อกรกับวังสมุทรเพียงลำพัง เรื่องราวเหล่านี้ช่างเป็นการกระทำที่เปี่ยมไปด้วยความองอาจสมกับเป็นยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งของคนรุ่นเยาว์โดยแท้!”

            ในตำหนักแห่งหนึ่งของตระกูลเย่โบราณ ร่างของเย่หลางเทียนผู้มีเรือนกายเจิดจ้าราวกับแสงอาทิตย์อันเรืองรอง ซึ่งเส้นผมของเขาเป็นประกายระยิบระยับประหนึ่งเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ได้เอ่ยขึ้น หลังจากที่ได้ยินข่าวคราวเหล่านั้น เขาก็กล่าวชื่นชมขึ้นด้วยความรู้สึกตะลึงงัน แววตานั้นฉายแววความยำเกรงและนับถือออกมา

            สำหรับเย่หลางเทียนแล้ว กู้ฉางเกอนั้นสมแล้วที่เป็นถึงผู้ครอบครองตำแหน่งผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งของคนรุ่นเยาว์ ในเวลานี้ มิมีผู้ใดที่สามารถจะเทียบเคียงเขาได้ ยกเว้นเพียงบุคคลเดียวก็คือ ผู้ซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยความลึกลับอย่างเยวี่ยหมิงคง

            ในสายตาของเขา นางอาจจะเป็นเพียงผู้เดียวที่มีพลังความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต่อกรกับกู้ฉางเกอได้ ทว่าพวกเขาทั้งสองนั้นเป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน จะให้ลงมือประลองกันอย่างเปิดเผยได้อย่างไรเล่า พวกเขาคงได้แต่เพียงแอบประลองลับๆ ในเงามืด โดยที่มิอาจจะปล่อยให้โลกภายนอกรับรู้ได้

            “แล้วอย่างนั้น พรสวรรค์ที่แท้จริงของศิษย์มรรคาฉางเกอคือสิ่งใด ในเมื่อเดิมทีกระดูกแห่งมรรคานั้นมิใช่ของเขา หรือว่าพรสวรรค์ของเขาจะเกี่ยวข้องกับมิติอย่างนั้นหรือ”

            เย่หลางเทียนหรี่ตาลง พลางคาดเดาว่าพลังที่ซ่อนเร้นของกู้ฉางเกอนั้นจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับมิติหรือไม่ ด้วยเพราะการต่อสู้หลายครั้งที่ผ่านมา ความรวดเร็วอันน่าเหลือเชื่อที่กู้ฉางเกอได้แสดงออกมานั้นทำให้ผู้คนต้องตกตะลึงจนมิอาจจะเชื่อสายตาตนเองได้

            หากว่าการเคลื่อนตัวผ่านความว่างเปล่าในห้วงมิติอันเวิ้งว้างนั้นนับว่าเป็นพรสวรรค์ของเขา เช่นนั้นก็คงจะมิใช่เรื่องเกินเลยนัก

            ส่วนเรื่องการช่วงชิงกระดูกน่ะหรือ

            เย่หลางเทียน รวมถึงเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญรุ่นเยาว์ระดับสูงหลายคนก็กลับมิได้ให้ความสนใจนัก เพราะนี่คือโลกที่กฎแห่งผู้แข็งแกร่งนั้นนับว่ายิ่งใหญ่ที่สุด การกลืนกินผู้อ่อนแอเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตนเอง ก็นับว่าเป็นธรรมชาติที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงได้

            เย่หลางเทียนมิได้คิดว่าตนเองเป็นคนดีโดยสมบูรณ์ ดังนั้นการที่กู้ฉางเกอจะเคยช่วงชิงกระดูกของกู้เซียนเอ๋อร์เมื่อครั้งยังเยาว์วัย จึงนับว่าเป็นสิ่งที่เขาพอจะเข้าใจได้

            เมื่อยังเยาว์วัย ก็ย่อมมีสิ่งที่ลงมือกระทำไปโดยไร้ซึ่งการไตร่ตรอง และหากจะเลือกหนทางที่ผิดก็มิใช่เรื่องที่น่ากล่าวโทษนัก

            ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจกลับเป็นการที่กู้ฉางเกอกล้าที่จะประกาศถึงความจริงเหล่านี้ต่อหน้าสาธารณชน นี่เป็นสิ่งที่เขามิคาดคิดเลยว่าจะเกิดขึ้น และหากเปลี่ยนเป็นตัวเขาเองแล้วละก็ ก็คงจะมิมีความกล้าที่จะทำเช่นนั้นได้

            “มิคาดคิดเลยว่าระหว่างกู้ฉางเกอกับกู้เซียนเอ๋อร์จะมีเรื่องราวเบื้องหลังเช่นนี้… และยิ่งมิคาดคิดว่า กู้ฉางเกอผู้เย่อหยิ่งนั้น กลับเลือกที่จะควักกระดูกคืนให้กับน้องสาวเช่นนั้น”

            ข้างกายเย่หลางเทียน หญิงสาวผู้อยู่ในอาภรณ์กระโปรงสีม่วงผู้สง่างามไร้ที่ติเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

            นางคือเย่หลิวหลี

            เมื่อเอ่ยถึงกู้ฉางเกอ ภาพเหตุการณ์ในโลกเบื้องล่างพลันหวนคืนกลับมาในใจของนาง ภาพที่เขาบีบบังคับให้นางกล่าวคำขอโทษต่อเขานั้นแจ่มชัดราวกับเกิดขึ้นเมื่อวาน ส่วนความทรงจำเกี่ยวกับเย่เฉินนั้นกลับเลือนรางลงทุกที จนเหลือเพียงภาพบางส่วนที่ขาดหายไป

            นางจำได้เพียงว่า เย่เฉินเป็นผู้ที่ยั่วยุให้นางเกิดความขัดแย้งกับกู้ฉางเกอ และถึงแม้นางจะพยายามช่วยเหลือเขาเพียงใด ทว่าสุดท้ายก็กลับทำอันใดมิได้ เย่เฉินถูกกู้ฉางเกอสังหาร และเขาเป็นเพียงตัวตนที่ไร้ซึ่งความสลักสำคัญ

            อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นางมิอาจจะทำความเข้าใจได้ก็คือ เหตุใดจึงมิอาจเลิกคิดถึงกู้ฉางเกอได้เลย สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกขุ่นมัวใจอยู่มิน้อย ทุกครั้งที่นางคิดจะมิให้ความเคารพต่อกู้ฉางเกอ ก็จะปรากฏความรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่เหนือฟ้าดินเข้าครอบงำขึ้นทันใด

            “ท่านพี่ ท่านคิดว่าวังสมุทรจะกล้าทำสงครามกับตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงหรือไม่ ข้ารู้สึกว่ารากฐานของตระกูลกู้นั้นลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง ทว่าก็กลับมิอาจจะประมาทวังสมุทรได้เช่นเดียวกัน พวกเขานั้นครองอำนาจเหนือเผ่าห้วงสมุทรมานับกาลนาน และมีผู้สืบทอดสืบเชื้อสายมิเคยขาดสาย...”

            เย่หลิวหลีเอ่ยถามขึ้น สีหน้าของนางนั้นเต็มไปด้วยความครุ่นคิด ด้วยเพราะเรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในดินแดนอนันต์สวรรค์ทั้งหมด

            “ศึกครั้งนี้มิมีทางเกิดขึ้นได้ วังสมุทรย่อมมิกล้าลงมือหรอก” เย่หลางเทียนเอ่ยตอบขึ้นด้วยรอยยิ้มที่แฝงแววลึกลับ

            …

            ในเวลาเดียวกัน ณ สุดขอบมหาสมุทรสีดำที่เจือประกายสีน้ำเงินอันลึกลับที่แผ่ไกลสุดสายตา เหนือน่านน้ำอันเงียบสงบนั้น มีเรือรบกระดูกสีดำล่องลอยอยู่ข้างบนดวงตะวันสีทองขนาดมหึมาที่จมลึกอยู่ในก้นสมุทร

            บัดนี้ เสียงสังหารดังสนั่นไปทั่วทั้งฟ้าดิน ปะปนไปด้วยเสียงคำรามอันโกรธเกรี้ยว เหล่าสรรพชีวิตแห่งเผ่าทะเลจำนวนมหาศาลพากันหลั่งไหลเข้ามาจากทั่วทุกสารทิศ ทุกคนล้วนเป็นผู้บัญชาการระดับสูงและกองกำลังในสังกัดของวังสมุทร

            ข่าวคราวการถูกทำลายล้างของแม่ทัพใหญ่พร้อมกับทัพสรรพชีวิตนับหมื่น รวมถึงราชโองการแห่งวังสมุทร ซึ่งถูกส่งไปเพื่อทวงคืนความยุติธรรมจากตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ ทว่ากลับถูกบรรพชนของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงบดขยี้จนเสียสิ้น

            เหตุการณ์นี้ทำให้เหล่ากองกำลังแห่งมหาสมุทรไร้สิ้นสุดเดือดดาลเกินกว่าจะทานทน ต่างรวมตัวกันในที่แห่งนี้ เพื่อหวังจะลบล้างความอัปยศในครั้งนี้ให้สิ้นซาก

            บัดนี้ หมอกหนาทึบลอยปกคลุมไปทั่วทั้งฟ้าดิน และลอยจรดไปทั้งท้องทะเล

            วังสมุทรนั้นตั้งตระหง่านอยู่ลึกลงไปภายใต้มหาสมุทร ที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยปราณเซียนที่แผ่ปกคลุมไปทั่ว บรรยากาศปรากฏแสงสีรุ้งพาดผ่าน เป็นดั่งดินแดนต้องมนตร์ ต้นไม้โบราณขนาดมหึมาแทงยอดทะลุค้ำฟ้าไว้ เบิกทางให้ท้องสมุทรแหวกออก ก่อนจะเผยให้เห็นถึงโลกอันไร้ขอบเขต

            ภายในโลกใต้สมุทรแห่งนั้นปรากฏดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดารา ที่สะท้อนให้เห็นกฎแห่งฟ้าดินที่ยังคงสมบูรณ์อยู่ เมื่อทอดสายตามองออกไป ก็จะเห็นทั้งขุนเขา เส้นทางสายธาร ตำหนัก หอคอย และนครต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายอย่างงดงาม ราวกับเป็นโลกอีกหนึ่งใบที่สมบูรณ์ในตัวเอง

            ภายในใจกลางของพระราชวังโบราณ ปรากฏร่างของราชาวังสมุทรที่นั่งอยู่ด้านบนบัลลังก์สูงสุด เขาสวมมงกุฎทองคำศักดิ์สิทธิ์ไว้เหนือศีรษะ มือข้างหนึ่งกำกระบี่เซียนราชันเอาไว้แน่น สีหน้านั้นมืดครึ้ม ร่างกายเปี่ยมล้นด้วยกลิ่นอายอำมหิต

            “ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงช่างเหิมเกริมนัก! วังสมุทรของข้าได้ครอบครองมหาสมุทรไร้สิ้นสุดมานับกาลนาน ทว่ากลับมิเคยจะต้องเผชิญกับความอัปยศเช่นนี้มาก่อน!”

            ภาพเหตุการณ์นั้นยังคงแจ่มชัดในความทรงจำของเขา ร่างเงาที่เพิ่งปรากฏขึ้นมินานนั้นกลับถูกฟาดฟันด้วยมีดทำครัวที่ปกคลุมไปด้วยสนิมอันเกรอะกรังที่พุ่งลงมาจากฟากฟ้า ก่อนจะกระแทกลงที่กลางกระหม่อมของเขาอย่างจัง หากมิใช่เพราะเงาร่างนั้นถูกหลอมรวมด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์อันแน่นหนาจากการบำเพ็ญมาอย่างเนิ่นนาน เขาก็คงจะถูกฟันผ่าจนมลายสิ้นไปในคราเดียว

            สิ่งที่ทำให้ราชาวังสมุทรมิอาจจะทานทนได้ยิ่งกว่าก็คือ ท่าทีอันแข็งกร้าวของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงที่มิยอมถอยแม้แต่เพียงครึ่งก้าว ราวกับต้องการจะแสดงให้โลกหล้าเห็นว่า… วังสมุทรนั้นเกรงกลัวต่อตระกูลของพวกเขา!

            “ฝ่าบาท ศึกครั้งนี้พวกเราจะสู้ต่อไปดีหรือไม่ และหากคิดจะสู้แล้ว พวกกระหม่อมก็พร้อมจะระดมกองทัพเผ่าห้วงสมุทรที่แข็งแกร่งที่สุดบุกเข้าไปในตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ปราบกำราบให้พวกมันรับรู้ว่า เผ่าห้วงสมุทรมิใช่เผ่าพันธุ์ที่จะล่วงเกินได้ง่ายๆ”

            สิ่งมีชีวิตผู้ที่กล่าวถ้อยคำนี้มีกระดองเต่าประดับกาย บนใบหน้ามีดวงตาอันเล็กเรียวที่คล้ายกับเมล็ดถั่วเขียว เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเคร่งขรึม ในสายตาของเขาแล้ว ด้วยจำนวนประชากรที่มากมายมหาศาลของเผ่าห้วงสมุทร ต่อให้ตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงจะมีรากฐานที่แข็งแกร่งถึงเพียงใด ทว่าก็มิอาจจะต้านทานพวกเขาได้

            ด้วยเพราะท้ายที่สุดแล้ว พื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลที่สุดของแดนสวรรค์เบื้องบนนั้นก็คือมหาสมุทรไร้สิ้นสุด เผ่าทะเลนั้นยิ่งใหญ่เพราะจำนวนเผ่าพันธุ์อันมหาศาล แม้ว่าจะมิได้แยกย่อยเป็นเผ่าพันธุ์ต่างๆ เหมือนกับเผ่าพันธ์ุในยุคบรรพกาลมากมาย ทว่าความเหนือกว่าของพวกเขาก็คือความมากล้นของสรรพชีวิตในท้องสมุทร

            เมื่อได้ยินคำกล่าวนั้น สีหน้าของราชาวังสมุทรก็แปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะค่อยๆ เคร่งขรึมลง ในท้ายที่สุด เขาก็กลับถอนหายใจออกมาอย่างหมดหวัง

            “ข้ามิใช่คู่ต่อสู้ของผู้อาวุโสแห่งตระกูลนั้น หากต้องการจะเปิดศึกกับตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยงเพียงเพื่อเรื่องนี้… ก็นับว่ามิคุ้มค่านัก ตระกูลกู้ผ่านศึกสงครามมานับมิถ้วน ทว่าก็กลับยังคงสามารถยืนหยัดได้อย่างมิล่มสลาย หากไร้ซึ่งพันธมิตรคอยช่วยเหลือ เราก็คงมิมีทางที่จะเอาชนะได้ กู้ฉางเกอที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เหตุใดจึงได้มีอำนาจมากมายถึงเพียงนั้น”

            ราชาวังสมุทรคำรามเสียงต่ำด้วยความขมขื่นที่อัดแน่นอยู่เต็มอก แม้โทสะจะลุกโชน ทว่าก็ทำได้เพียงแต่ระบายออกมาในวังบาดาลแห่งนี้เท่านั้น

            บรรดาขุนนางระดับสูงของวังสมุทรที่ยืนอยู่ด้านล่างต่างล้วนเงียบงัน มิกล้าเอ่ยคำใด ราวกับความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วร่าง พวกเขาทำได้เพียงแต่ยืนนิ่งราวกับรูปสลัก 

            ทว่าในขณะนั้นเอง ทุกคนพลันรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่ปกคลุมอยู่เหนือท้องนภาของพระราชวังใต้สมุทร สายน้ำมหาศาลพลุ่งพล่าน แผ่นฟ้าสั่นสะท้าน!

            “เป็นผู้อาวุโสกู้ของตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง!”

            สีหน้าของราชาวังสมุทรแปรเปลี่ยนไปในทันที มิคาดคิดว่ากู้หนานซานจะติดตามร่องรอยของพวกเขามายังที่แห่งนี้

            มินานนัก ร่างของราชาวังสมุทรก็ก้าวออกไปเบื้องหน้า พลังอำนาจอันมหาศาลพุ่งพล่านไปทั่วร่าง โซ่กฎเกณฑ์แห่งมหามรรคาพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า ดุจคลื่นยักษ์ที่ม้วนตัวขึ้นสู่ท้องนภา ก่อนจะพุ่งตรงไปยังภายนอกพระราชวังด้วยเจตนาสังหารอันแรงกล้า ในยามนี้ เขาย่อมมิอาจจะถอยได้อีก!

            …

            ณ ราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน

            ภายในมหามณเฑียรอันโอ่อ่าเรืองรองซึ่งประดับประดาไปด้วยทองคำอันระยิบระยับ ราวกับประวัติศาสตร์อันยาวนานกำลังดำรงแผ่กลิ่นอายแห่งการคงอยู่เหนือกาลเวลา

            หลังจากที่เยวี่ยหมิงคงจากดินแดนเซียนโบราณมา ระหว่างทางก็ได้สกัดกั้นข่มขู่อิ่นเหมยเอาไว้ บัดนี้นางได้กลับมาเยือนยังราชสำนัก และกำลังประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์อันสูงส่ง

            อาภรณ์ของจักรพรรดินีที่ห่มกายอยู่ได้แผ่กลิ่นอายอันยิ่งใหญ่ออกมา นางกำลังก้มลงอ่านบันทึกของเหตุการณ์อย่างเคร่งขรึม คิ้วเรียวคู่นั้นขมวดขึ้นเล็กน้อยเป็นครั้งคราว ภายในดวงตาเรียวดุจหงส์ฉายแววเย็นชาลึกล้ำซึ่งเผยอารมณ์นานัปการ ก่อนจะจางหายกลายเป็นความสงบนิ่ง

            “องค์รัชทายาท เรื่องราวที่เกิดขึ้นในนครโบราณมรรคาสวรรค์ในวันนั้นเป็นเช่นนี้เอง”

            ข้ารับใช้ผู้ติดตามหญิงที่อยู่เบื้องล่างเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีเคารพยิ่ง

            ...


      


    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน