ตอนที่23 กินเข้าไปก็ไม่เจ็บแล้วล่ะ
เมื่อเสียงเด็กของหนูน้อยดังขึ้นทุกคนก็หันมามองเธอ
และเมื่อเห็นว่าเป็หนูน้อยจู่ ๆ ก็มีเสียง “ชิ” ดังขึ้น
ฉินเป่ยพูดว่า“ขนาดหมอตั้งหลายคนยังรักษาไม่ได้ เธอเป็แค่เด็กน้อยคนหนึ่งจะเอาอะไรมารักษาเขา ?อย่าโม้ไปหน่อยเลย”
“หนูไม่ได้……”พูดได้เพียงครึ่งเดียว เมื่อเห็นว่าฉินเริ่นมองมาทางนี้โจวโจวก็วิ่งไปหลบหลังฉินเลี่ยแล้วกอดขาเขาเอาไว้แน่น
เมื่อเห็นเช่นนั้นฉินเลี่ยก็ก้มลงมองหนูน้อย เขาขมวดคิ้วขึ้นเพราะไม่คิดว่าประโยคที่ว่า‘โดนจับหั่นเป็แผ่นสาวน้อย’ ประโยคนั้นจะทำให้เธอกลัวขนาดนี้
หลังจากกระแอมฉินเลี่ยจึงพูดว่า “เอาล่ะ ด้านนอกลมพัดแรง เล่นกันอยู่บ้านนี่แหละอย่าวิ่งวุ่นไปไหนเลย พวกนายก็ด้วย” เขากวาดตามองพวกเด็ก ๆโดยเฉพาะหลานชายตัวแสบพวกนั้น “ไม่อนุญาตให้ออกไปก่อความวุ่นวายที่ไหน”
ออกไปไหนไม่ได้แล้ว
ฉินซีผิดหวังไปเล็กน้อยแต่พอเห็นหน้าอาเล็ก เขาก็ไม่กล้าพูดอะไร เขารีบดึงฉินตงไปฝึกศิลปะการต่อสู้บนตึก“พี่ ไปฝึกศิลปะการต่อสู้กับผมสักสองสามกระบวนท่าเถอะ”
ส่วนคนอื่นต่างมีข้อแก้ตัวกันทุกคน
สุดท้ายจึงเหลือเพียงแค่โจวโจวและฉินเฟิง
ฉินเลี่ยดึงโจวโจวออกมาจากด้านหลัง“เธอนี่นะ”
โจวโจวมองไปรอบด้านเมื่อเห็นว่าฉินเริ่นไม่อยู่ตรงนี้ เธอถึงได้ผ่อนลมหายใจ “หนูจะไปเล่นกับพี่เจ็ด !”
เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงมีสีหน้าสลดฉินเลี่ยคิดแล้วจึงพยักหน้า “ไปเถอะ เล่นในบ้านแล้วกัน”
“อื้อ”
เพราะฉินเฟิงเดินไม่ได้ดังนั้นห้องของเขาในบ้านหลังเก่าจึงถูกจัดให้อยู่ที่ชั้นหนึ่ง
โจวโจวเข็นเขาไปเมื่อเห็นว่าเขาหลบตา เธอจึงหยิบหนังสือมายื่นให้เขา “พี่เจ็ด อ่านหนังสือ”
เมื่อได้ยินเสียงฉินเฟิงเงยหน้าขึ้นมา และเมื่อสบตาที่เป็ประกายของหนูน้อย เขาก็ยิ้มรับ “ขอบคุณ”
“ไม่เป็ไร”ส่วนโจวโจวเองก็ย้ายเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งด้วยเช่นกัน หนูน้อยมองเขาแล้วถามขึ้นว่า“พี่เจ็ด หนูขอดูขาของพี่ได้ไหม ? ”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ฉินเฟิงตัวแขฺ็งทื่อไปเล็กน้อย เขามองลงมาที่เธอมองเห็นดวงตาที่ใสสะอาดปราศจากความแปลกประหลาดในดวงตาของเธอเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วผงกหัวเล็กน้อย
แต่ถึงจะเป็แบบนั้นเมื่อเห็นเธอดึงขากางเกงของเขาขึ้น ร่างกายของเขายังคงแข็งทื่อเขาหันไปมองด้านข้าง จิกมุมเสื้อ ไม่มีสมาธิอ่านหนังสือแล้ว
โจวโจวไม่ได้สังเกตสีหน้าของเขาหนูน้อยมุ่งความสนใจไปที่ขาของเขา ดวงตาเป็ประกายในทันใด
เธอไม่ได้มองผิดไปจริงด้วย
บนขาของพี่เจ็ดมีไอสีดำปกคลุมอยู่ไอสีดำนั้นเข้มข้นมากมันเข้าไปพัวพันกับเืเนื้อและกระดูกของเขาดูเหมือนว่าจะเป็แบบนี้มานานมากแล้วด้วย
เธอจึงถามว่า“พี่เจ็ดเป็แบบนี้ั้แ่เด็กเลยใช่ไหม ? ”
ฉินเฟิงเม้มปากแต่หลังจากผ่านไปสักพัก เขาก็พยักหน้า “อืม เป็มาั้แ่เกิดแล้ว”
เป็มาั้แ่เกิด? ไม่ใช่สิ เขาไม่ได้เกิดมามีร่างกายที่เป็แหล่งปราณชั่วร้ายเสียหน่อยจะเกิดมาพร้อมกับปราณชั่วร้ายได้อย่างไรเห็นได้ชัดว่ามันเพิ่งก่อตัวขึ้นวันถัดไปหลังจากที่เขาเกิด
แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่รู้เื่นี้
โจวโจวลองลูบขาของเขาแล้วออกแรงกดเล็กน้อยจากนั้นก็เงยหน้าถาม “เจ็บไหม ? ”
ทว่าฉินเฟิงกลับส่ายหน้า“ไม่รู้สึกอะไร”
โจวโจวเปลี่ยนตำแหน่งกดโดยออกแรงมากขึ้น “ตรงนี้ล่ะ ? ”
ฉินเฟิงยังคงส่ายหน้า
จากนั้นหนูน้อยลองกดจุดฝังเข็มทั้งหมดบริเวณหัวเข่าและน่องของเขาทว่าเขายังคงไม่รู้สึกเจ็บ มีเพียงแค่ต้นขาเท่านั้นที่รู้สึกเล็กน้อย
แต่โจวโจวมองเห็นได้ว่าไอดำกำลังแผ่ขยายขึ้นมาปกคลุมพอถึงตอนนั้นเขาจะยังมีความรู้สึกอยู่ไม่นั้นคงไม่อาจบอกได้แล้ว
ดูเหมือนเธอจะต้องเร่งขจัดปราณชั่วร้ายนี้ออกไปโดยเร็ว
เธอลุกขึ้นและพูดว่า“พี่เจ็ดรอหนูครู่หนึ่งนะ”
หลังจากนั้นไม่นานเธอก็วิ่งออกไปและกลับมาในเวลาอันสั้นพร้อมกับถือเครื่องรางของขลังและขวดกระเบื้องสีขาวเข้ามาด้วยหนูน้อยเทยาเม็ดสีชมพูออกจากขวดกระเบื้องเคลือบ แล้วยื่นให้เขา
“พี่เจ็ดกินสิกินก่อนนอนตอนกลางคืน แค่นี้พี่ก็จะไม่รู้สึกเจ็บแล้ว”
เธอรู้ได้อย่างไร?
ฉินเฟิงเบิกตากว้าง
เพราะเขาไม่เคยพูดเื่นี้ให้ใครฟังมาก่อน
แม้ไม่มีความรู้สึกที่ขาแต่ว่าเขามักจะรู้สึกปวดอย่างทรมานในตอนกลางคืน ตอนแรกเขาเคยพูดเื่นี้ออกไปเช่นกันแต่หมอตรวจดูแล้วไม่พบความผิดปกติใด จึงสงสัยว่ามันอาจเป็ผลมาจากจิตใจของเขา
แต่ฉินเฟิงรู้ดีว่าเขารู้สึกเ็ปมากจริงๆ มันเป็ความรู้สึกเหมือนกระดูกของเขาถูกบางอย่างกัดแทะ
แต่พอตะวันโผล่พ้นขอบฟ้าความเ็ปเ่าั้จะหายไป เมื่อเวลาผ่านไป แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกสับสนเล็กน้อยแต่พอมาได้ยินคำพูดของเธอ แววตาที่เขามองเธอเจือไปด้วยความใไม่น้อย
โจวโจวไม่ได้สังเกตเห็นแววตาของเขาเมื่อเห็นว่าเขาตะลึงงันไป หนูน้อยจึงเอายายัดไปในปากเขาเม็ดนึง
เม็ดยาที่ว่านั้นละลายในปากรสของมันหวานมาก
โจวโจวลูบหัวของเขาอย่างถือวิสาสะแล้วพูดปลอบใจเขาว่า“พี่เจ็ดเชื่อหนูนะ พี่จะอาการดีขึ้นแน่นอน”
เมื่อเขากลับมารู้สึกตัวอีกครั้งเขายังคงจำรสหวานในปากของเขาได้ฉินเฟิงเงยหน้าขึ้นมองเด็กหญิงตัวเล็กและหัวเราะอย่างตะลึงงันอีกครั้ง
อาจเป็เพราะเขาคิดมากไปเองกินลูกอมเม็ดนี้แล้วจะไม่เจ็บนี่นะ มันก็แค่อุบายปลอบใจเด็กไม่ใช่หรือ
เขาไม่ได้คิดมากมองไปยังโจวโจวอย่างอ่อนโยนแล้วพูดว่า “ขอบคุณ”
“ไม่เป็ไร”
ขณะที่เธอพูดนั้นเธอก็ยื่นกระดาษยันต์ในมือให้เขาด้วย “นี่คือยันต์ขจัดปราณชั่วร้าย พี่เจ็ดพกติดตัวไว้นะอย่าลืมเอาติดตัวไว้ตลอดเวลา เจ็ดวันหลังจากนี้หนูจะเปลี่ยนแผ่นใหม่มาให้พี่เจ็ด”
ปราณร้ายที่ขาของเขาหลอมรวมเข้ากับเืเนื้อและกระดูกไปแล้วดังนั้นมันจึงไม่สามารถเอาออกได้โดยตรง แต่ต้องค่อย ๆ กำจัดออกทีละน้อย
ยันต์หนึ่งแผ่นอยู่ได้เจ็ดวันพอครบกำหนดต้องเปลี่ยนแผ่นใหม่
ทันทีที่ฉินเริ่นเข้ามาเขาบังเอิญเห็นผ้ายันต์สีเหลืองสดใสแวบหนึ่ง จึงถามว่า “พวกเธอทำอะไรกันน่ะ ? ”
เมื่อเห็นเขาโจวโจวก็ะโตัวโหยงแต่ไม่ได้พูดอะไร หนูน้อยรีบยัดขวดกระเบื้องใส่มือของฉินเฟิงแล้วพูดว่า “กินวันละเม็ดนะ”
จากนั้นเธอก็เอามือกุมหัววิ่งหนีหายไป
ฉินเฟิงสับสนเล็กน้อยเขามองไปยังแผ่นหลังของเธอ แล้วมองไปยังฉินเริ่นพลางถามด้วยความสงสัยว่า: “พี่ใหญ่ดูเหมือนโจวโจวจะกลัวพี่มากนะ”
เพราะอะไรกันเห็นกันอยู่ว่าพี่ใหญ่เป็คนดีขนาดนี้
ได้ยินแบบนั้นฉินเฟิงก็ขยับแว่น “ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ระหว่างที่พูดสายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่ของในมือฉินเฟิง “นี่คืออะไร ? ”
“น่าจะเป็ขนมนะ”ฉินเฟิงพูด “โจวโจวบอกว่ากินแล้ว ขาของผมก็จะไม่เ็ปอีก”
เขาพูดล้อเล่นดูก็รู้ว่าเขาไม่เชื่อหนูน้อย
เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาเคยไปพบหมอมาหลายคนใน่หลายปีที่ผ่านมาตอนแรกเขาเต็มไปด้วยความหวัง แต่แล้วเขาก็ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเขาเข้าใจความจริงที่ว่าตราบใดที่ไม่ตั้งความหวังเขาก็จะไม่เสียใจ
ฉินเริ่นกลับขมวดคิ้ว“ให้ฉันดูหน่อยได้ไหม ? ”
ฉินเฟิงไม่ได้คิดอะไรเลยยื่นขวดกระเบื้องให้เขาไปพร้อมกับยันต์
ฉินเริ่นรับมันมาแล้วเปิดฝาขวดเขาลองดมดูก็พบว่ามีกลิ่นหอมหวานโชยเข้ามาในจมูกของเขา เขาจึงเทออกมาดูก็พบเม็ดยาสีสันสดใสอยู่ภายในนั้นหลายเม็ดมันเหมือนกับลูกอมที่ขายอยู่ตามห้างสรรพสินค้า เพียงแต่ขวดที่ใช้บรรจุมันล้ำค่ามากเพราะเป็ถึงเครื่องกระเบื้องเคลือบชั้นสูงไม่รู้ว่าเด็กน้อยไปเอาสิ่งนี้มาจากที่ไหน
หลังจากครุ่นคิดเกี่ยวกับมันเขาได้เทเม็ดยากลับเข้าไปใหม่และมองดูเครื่องรางในมืออีกครั้งแววตาของเขาเต็มไปด้วยความสนใจ
มองไปตามมือเขาฉินเฟิงก็ยิ้มออกมาเช่นเดียวกัน “คิดไม่ถึงเลยว่าโจวโจวจะวาดยันต์เป็ด้วย”
ดูเหมือนน้องสาวผู้มาใหม่คนนี้จะน่าสนใจไม่น้อย
ฉินเริ่น“อืม” แค่นั้น เขาเองก็ไม่คาดคิดเช่นกัน
ไม่นานเขาก็เอาของเ่าั้คืนให้น้องชาย แล้วพูดว่า“ฉันขอหนึ่งเม็ดเพื่อเอาไปศึกษาส่วนผสม นายสะดวกไหม ? ”
ได้ยินแบบนั้นฉินเฟิงก็เกิดความสงสัยเล็กน้อย “พี่ใหญ่คิดว่ามันคือยาจริง ๆ ใช่ไหม ? ”
ฉินเริ่นพยักหน้า“ได้กลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ น่ะ”
ยิ่งไปกว่านั้นพอเขานึกถึงตอนที่ตะลุมบอนกับลูกหลานตระกูลหลิว เขาเห็นว่าขาเล็ก ๆของโจวโจวเตะออกไปทีไร อีกฝ่ายก็จะมีคนกระเด็นหงายหลังออกไปหลายเมตรทุกครั้งเขามักจะมีความรู้สึกว่าหนูน้อยคนนี้ไม่เหมือนกับเด็กธรรมดาทั่วไป
เขาพยักหน้า“ลองดูได้”
ฉินเฟิงเองก็ไม่คัดค้านเขาพยักหน้าให้พี่ชาย “อืม”
ฉินเริ่นก้าวไปข้างหน้าและลูบศีรษะของเขา“อย่าคิดมากเลย ยิ้มแย้มหน่อยสิ”
ฉินเฟิงรู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้เขาพยักหน้ารับปาก “อื้ม”
ที่ห้องโถงโจวโจววิ่งโผเข้ามาหาฉินเลี่ย หนูน้อยดึงมือของเขาออกแล้วปีนขึ้นไปนั่งบนตักของเขาจากนั้นก็วางมือเขาลงให้อยู่ในท่ากอดเธอหนูน้อยซุกหน้าที่อ้อมกอดของเขาพลางร้องไห้ตัวสั่นเทา
“ฮึกๆ ฮือ พ่อ พี่ใหญ่น่ากลัวมาก ! หนูไม่อยากถูกหั่นกลายเป็แผ่นสาวน้อย ! ”