จางเฟยอีกลับมาที่จุดนัดพบเพื่อรอขึ้นเกวียนกลับไปยังหมู่บ้าน เวลานี้ยามเซินแล้วต้องใช้เวลาเดินทางกลับราว ๆ หนึ่งชั่วยามกว่าๆ พออ้ายกัวเห็นหญิงสาวเดินกลับมาก็ผ่อนลมหายใจออกเล็กน้อย เขากลัวเหลือเกินว่านางจะหลงทางและกลับมาที่นี่ไม่ทันเวลา หากเป็เช่นนั้นคงต้องกลับบ้านกันมืดค่ำอย่างแน่นอน
ขามามีครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูก นั่งบนเกวียนมาด้วยอย่างกระสับกระส่าย บุตรชายคนเล็กของพวกเขาไม่สบายจึงรีบเดินทางมาหาหมอ เวลานั้นจิตใจพวกเขายังกังวล และยังต้องคอยเช็ดเนื้อ เช็ดตัวให้บุตรชายมาตลอดทาง เลยไม่มีแก่ใจจะมองเพื่อนร่วมทางสตรีที่นั่งมากับพวกเขา
เวลานี้บุตรชายได้ยามาแล้ว เนื้อตัวก็หายร้อนจึงผ่อนคลายความกังวลไปจนสิ้น เมื่อเห็นหญิงสาวที่กำลังก้าวขึ้นเกวียน ก็ยิ้มแย้มให้อย่างเป็มิตร
“เฟยอี เข้ามาซื้อต้นกล้าผักไปปลูกหรือ” สตรีผู้เป็ภรรยาเอ่ยถามนางเมื่อเห็นนางนั่งลงบนเกวียนเรียบร้อยดีแล้ว
“เ้าค่ะท่านน้า บ่อน้ำบ้านข้ายังพอมีน้ำให้ใช้รดต้นผักได้อีกระยะ นี่ก็ใกล้จะเข้าฤดูหนาวแล้วข้าอยากเตรียมเสบียงไว้ให้มากหน่อยเ้าค่ะ”
“เหตุใดเ้าไม่ซื้อเมล็ดพันธุ์มาเล่า ต้นกล้าเช่นนี้ราคาแพงไม่เบาเลยนะ ซื้อเมล็ดพันธุ์ได้เป็ห่อเลยทีเดียว”
“ผักรุ่นแรกนี่ข้าอยากเก็บเกี่ยวให้เร็วหน่อยน่ะเ้าค่ะ ในบ้านมีอาหารสะสมไว้ไม่มาก ข้าเลยใจร้อนแต่ก็ซื้อเมล็ดพันธุ์เตรียมกลับไปสำหรับรุ่นต่อไปไว้แล้วเ้าค่ะ ข้าคิดจะทยอยปลูกไว้เก็บกินไปเรื่อย ๆ น่ะเ้าค่ะ”
นางตั้งใจซื้อต้นกล้าผักมาก่อนเพราะอยากได้ผลผลิตเร็วนั่นเื่จริง ยิ่งต้นกล้าผักโตเร็วเท่าใด นางก็นำเอาผักในมิติออกมาเพิ่มหาเงินได้เร็วขึ้นเท่านั้น
แต่เมล็ดพันธุ์นางไม่ได้ซื้อจากเถ้าแก่เลยสักเมล็ด นางคิดจะนำเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าผักจากในมิติมาเพาะปลูกขยายพันธุ์ต่อไป ต้นกล้าที่ต้องซื้อมาด้วยก็เพียงแค่ตบตาคนเพียงเท่านั้น
“ดีจริง หากพอเหลือแบ่งขายให้พวกเราได้อีกเ้าก็รีบบอกมาเลยนะ ข้าบอกตามตรงว่าผักที่ป้าสะใภ้ทั้งสองแบ่งขายให้ชาวบ้านคราวก่อนนั้นราคาถูกกว่าในเมืองมากนัก ขอบใจน้ำใจพวกคนบ้านเ้าแล้วล่ะ”
จางเฟยอีได้แต่ก้มศีรษะให้นางเล็กน้อย และยิ้มรับคำอย่างสุภาพ สองสามีภรรยาก็ได้แต่ยิ้มยินดีกับคนสกุลจาง เมื่อก่อนเด็กสาวผู้นี้ไม่ค่อยออกจากบ้านไปไหนมาไหน เวลานี้แยกบ้านออกมานางก็วางตัวได้ดี ซ้ำยังมีท่าทีกิริยานอบน้อมราวกับเป็คุณหนูในเมือง เห็นทีเื่ที่คนคุยกันว่าจางอู่เกินเป็ชายชราที่วาสนาดีนั่นคงเป็เื่จริงแล้ว
กลับมาถึงบ้านใหญ่สกุลจาง จางเฟยอีก็แบ่งเนื้อหมูให้ท่านลุงใหญ่กับท่านลุงรองคนละชิ้น แต่ทำอย่างไรทั้งสองคนก็ไม่ยอมรับเอาไว้ นางไป๋ซื่อก็ได้แต่ทำหน้าบึ้งตึงที่สามีไม่ได้ดังใจ สะบัดก้นใหญ่ๆ ของนางกลับเข้าห้องไป
จางเฟยอีก็ไม่คิดจะรบเร้า เวลานี้แยกบ้านกันแล้ว เงินก็เป็เงินของนาง ข้าวของ ค่าแรง นางล้วนจ่ายและมอบให้ทั้งสองครอบครัวเพียงพอให้พวกเขาหายใจสะดวกกันขึ้นมาบ้างแล้ว จึงเก็บของทั้งหมดและชักชวนน้องชายทั้งสองกลับบ้าน
จางจื่อฉี จางจื่อเหมย และจางจื่อเจี้ยน สามพี่น้องจากบ้านใหญ่ ลอบผลักกันไป ผลักกันมาอยู่ใกล้ๆ นาง สุดท้ายแล้วก็เป็จางจื่อเหมยที่เดินบิดมือเอียงอายมาถามนาง
“เฟยอี คือว่า…พวกเราจะขอไปอาบน้ำบ้านเ้าสักวันได้หรือไม่เล่า” จางจื่อเหมยกล่าวเสียงเบาราวกับยุงบิน
“ได้สิเ้าคะ นี่ก็ค่ำมืดแล้ว พี่จื่อฉีกับจื่อเจี้ยนก็ถือโอกาสเดินไปส่งพวกเราสามคนด้วยเลยทีเดียว ชวนพี่ลิี่จิ่นด้วยอีกคนก็ดี ลี่ิเพิ่งอาบไปเมื่อวานพร้อมท่านป้าแล้ว พรุ่งนี้ก็สลับให้ท่านปู่กับท่านลุงไปอาบกันบ้าง น้ำบ้านข้ามีพอใช้แน่นอนเ้าค่ะ"
ได้ยินดังนั้นจางเฟยหรงก็อาสาไปตามจางลี่จิ่นไปอาบน้ำด้วยอีกคน พอคนครบแล้วก็พากันเดินไปยังท้ายหมู่บ้าน
กลับมาถึงบ้านสามสกุลจางหนุ่มๆ ก็ต้มน้ำให้จางจื่อเหมยได้อาบก่อน จางเฟยอีให้พวกเขาช่วยกันยกอ่างไปไว้ในห้องนอนของนางเพื่อให้จางจื่อเหมยอาบน้ำในห้อง นางยังเป็สตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน จะให้มาอาบกลางห้องครัวโล่งๆ ก็กระไรอยู่
ส่วนบุรุษหนุ่มทั้งสามคนนั้น พวกเขาร่างกายแข็งแรง อากาศเวลานี้ก็เพียงเย็นสบาย น้ำไม่ได้เย็นจัดนักจึงพากันไปอาบที่โอ่งใกล้บ่อน้ำ จางเฟยอีเลยเข้าไปอยู่ในห้องของเด็กชายทั้งสองที่เวลานี้ยังไม่แยกห้องกันนอน บ้านเพิ่งซ่อมแซมเสร็จวันนี้ ห้องอื่น ๆ ก็ยังไม่ทันได้ทำความสะอาด
“เอ้ากินซาลาเปาพวกนี้ก่อน” จางเฟยอีแสร้งทำหยิบซาลาเปาออกมาจากห่อผ้าในตะกร้าส่งให้น้องชายทั้งสองคน คนละลูก จางเฟยหรงนั้นรู้ถึงความลับของนางแล้ว แต่จางเฟยเทียนยังไม่รู้ นางจึงทำเป็ว่าซื้อซาลาเปามาจากในเมือง
"กินเสร็จแล้วเดี๋ยวเ้าออกไปดูหน่อยว่าพวกพี่ชายอาบน้ำกันเสร็จแล้วหรือยัง วันนี้ข้าซื้อแปรงสีฟันมาจากพ่อค้าเร่ที่เอาของประหลาดจากดินแดนห่างไกลมาวางขาย เดี๋ยวพี่ใหญ่จะสอนพวกเ้าแปรงฟัน"
สองพี่น้องพอได้ยินว่าพี่สาวมีของใหม่มาให้พวกเขาอีก ต่างก็รีบกินซาลาเปาให้หมดโดยเร็ว คราวก่อนพี่สาวให้ใช้น้ำยาล้างจานและสบู่ สองสิ่งนั้นห้ามกิน แต่ครั้งนี้มีของที่เกี่ยวกับฟันของเขาด้วยนั่นย่อมหมายความว่าเอาเข้าปากได้ เขาอยากรู้รสชาติของแปรงสีฟันเหลือเกินแล้ว
ส่งพี่น้องสี่คนที่มาอาบน้ำที่บ้านสามเสร็จเรียบร้อย ท่ามกลางเสียงขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำอีกจากทุกคน เมื่อพวกเขาเดินลับตาไปจางเฟยอีก็ปิดประตูบ้าน พาน้องชายสองคนมาสอนใช้แปรงสีฟันและยาสีฟัน
เด็กชายทั้งสองแปรงฟันจนฟองฟูฟ่องเต็มปาก เมื่อหันมาเห็นหน้ากันเองต่างก็หัวเราะขบขันกับรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายอย่างสดใส
พี่ใหญ่ของพวกเขาบอกว่ายาสีฟันกินไม่ได้ แต่ไม่อันตรายมากนัก จางเฟยหรงเชื่อฟังคำพูดของพี่สาวอย่างเคร่งครัดแปรงจนฟองขึ้นให้ทั่วปาก จากนั้นก็บ้วนทิ้ง ล้างปากต่อด้วยน้ำเปล่าจนกว่าจะรู้สึกสะอาด เขาทำตามทุกขั้นตอนอย่างเอาใจใส่
แต่จางเฟยเทียนแอบกินยาสีฟันไปสองครั้ง รสชาติมันช่างแปลกประหลาด หอมๆ เย็นๆ พิกล แต่เขาก็ชอบมาก เขาคิดในใจว่าคงต้องหาทางให้น้องสาวสองคนได้มีโอกาสมาชิมยาสีฟันสักครั้งบ้างแล้ว
“พี่ใหญ่ ข้าอยากให้น้องลี่เจี๋ยและน้องลี่หลิน ฟันสะอาดแข็งแรงเช่นกัน ข้าให้น้องสาวสองคนขอยืมแปรงสีฟันของข้าได้หรือไม่ขอรับ” เด็กชายเอื้อนเอ่ยออกมาเมื่อกำลังจะเดินกลับเข้าห้องนอน
จางเฟยอีใไปเล็กน้อย ยังดีที่น้องชายมาถามนางเสียก่อน นางผิดเองที่ไม่ได้อธิบายกับน้องชายตัวเล็กให้ละเอียด
“แปรงสีฟันเป็ของใช้ส่วนตัวนะน้องเล็ก นำมาใช้ร่วมกันไม่ได้หรอก พี่ใหญ่ซื้อแปรงมาเผื่อทุกคนในบ้านสกุลจางแล้วล่ะ เพียงแต่จะเก็บไว้ให้พวกเขาเป็ของขวัญในวันสำคัญเท่านั้นเอง เื่นี้เ้าอย่าเพิ่งไปบอกผู้ใดนะ พี่ใหญ่อยากทำให้พวกเขาแปลกใจน่ะ” หญิงสาวลูบศีรษะเด็กชายไปพูดไปอย่างอ่อนโยน
“จริงหรือ พี่ใหญ่ มีของน้องสาวสองคนด้วยหรือขอรับ มีของพี่ลี่ิด้วยหรือไม่”
“มีสิ มีของทุกคนเลยล่ะ”
“แต่ว่า…. พี่ใหญ่ต้องเสียเงินมากเกินไปหรือเปล่า ข้าจะช่วยพี่ใหญ่ปลูกผักขายให้ได้เงินคืนเร็วๆ นะ พี่ใหญ่ไม่ต้องเสียใจ”
“ข้าไม่เสียใจเลยเฟยเทียน แปรงสีฟันนั้นก็ไม่แพงเลยสักนิดเ้าไม่ต้องกังวลไป รีบไปนอนเสียพรุ่งนี้ยังต้องช่วยกันทำงานอีกมากเลยทีเดียว”
เด็กชายกะพริบตาปริบๆ มองดูพี่สาวอย่างจับผิด เมื่อเขาเห็นว่าพี่สาวยังคงแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยน ไม่มีร่องรอยของความเสียใจที่ต้องจ่ายเงินซื้อแปรงสีฟันออกไป เขาก็วางใจจนยิ้มออกมาได้ แล้ววิ่งตามจางเฟยหรงเข้าไปนอนอย่างว่าง่าย