หลังจากด่ากราดใส่โทรศัพท์จนพอใจแล้วผมก็กดปิดเครื่องทันที แต่ถึงอย่างนั้น ความตึงเครียดก็ยังทำให้ผมขนลุกซู่ทั้งตัว
เมื่อมองไปตามถนนที่มืดสลัว หัวใจก็เต้นระรัวไม่หยุด ความรู้สึกกระวนกระวายเกาะกินจิตใจ
ผมเดินไปข้างหน้าแบบไร้จุดหมาย เดินไปเรื่อยๆ เป็ชั่วโมงสองชั่วโมง
ผมไม่รู้ว่าควรจะไปที่ไหน หรือจะหันหน้าไปพึ่งใคร แต่สิ่งที่ผมรู้แน่ๆ ก็คือ...ในเมื่อจางเฉียงกลายเป็ผีแล้วเขาต้องมาหาผมแน่
ผมต้องทำอะไรสักอย่าง จะยืนรอความตายเฉยๆ ไม่ได้
คิดได้แบบนั้น ผมเลยลองค้นหาข้อมูลใน‘ไป๋ตู้’[1]
ผมพบหัวข้อการค้นหาที่เกี่ยวข้องเต็มไปหมด พร้อมคำตอบแปลกๆ นับไม่ถ้วน
แต่ในบรรดาคำตอบเ่าั้ก็มีบางข้อที่ดูเหมือนจะเชื่อถือได้อยู่บ้าง เช่น พกพระเครื่องแขวนกระจกแปดเหลี่ยมไว้ที่หน้าบ้าน ใช้กระบี่ไม้ท้อในการป้องกันสวดบทพระสูตรเ้าแม่กวนอิมหรือคัมภีร์เต๋าไปสุสานวีรชนหรือขึ้นเขาเหมาซานเพื่อขอความช่วยเหลือจากปรมาจารย์ลัทธิเต๋า
ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวิธีพวกนี้จะได้ผลไหม แต่ในสถานการณ์แบบนี้...คงต้อง ‘รักษาม้าตายดั่งม้าเป็’[2]ลองดูสักตั้งแล้วกัน
แต่จากสถานการณ์และสภาพของผมในตอนนี้ดูเหมือนการสวดมนต์จะเป็วิธีที่เหมาะที่สุด วิธีอื่นๆ ตอนนี้ผมไม่พร้อมจะทำ ผมเลยตั้งใจค้นหาบทสวดมนต์สองสามบทจาก ‘ไป๋ตู้’ เพื่อศึกษา
ระหว่างเดิน ผมก็พยายามท่องจำไปด้วย แต่ละบทท่องได้ไม่กี่ประโยค
ถึงจะไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่า แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยแล้วเอาแต่ยืนเฉยๆ
แต่ขณะที่ผมกำลังตั้งใจสวดมนต์อยู่นั้น เสียง “ปัง!” ดังสนั่นขึ้นมา
ตามด้วยเสียงร้องโหยหวน
“โอ๊ยยยย!”
เสียงอึกทึกกะทันหันนั้นดึงความสนใจของผมไปในทันที
เมื่อผมเงยหน้าขึ้น ก็เห็นชายส่งอาหารคนหนึ่งล้มลงไปกองอยู่กลางถนนไม่ไกลนัก
เขาร้องครวญครางอยู่บนพื้น ดูเหมือนจะาเ็หนัก ส่วนมอเตอร์ไซค์ของเขาลื่นไถลออกไปไกลถึงเจ็ดแปดเมตร
ในฐานะนักศึกษาแพทย์ การช่วยชีวิตคนคือหน้าที่สำคัญของพวกเรา
นี่คือหลักการที่ถูกปลูกฝังมาั้แ่เริ่มเรียนและยังเป็คติประจำมหาวิทยาลัยของเรา
ตอนนั้นผมไม่คิดอะไรให้มากความ รีบวิ่งเข้าไปหาชายส่งอาหารคนนั้นทันที
เขานอนอยู่บนพื้นโดยไม่มีหมวกกันน็อกสวมอยู่เลย เขาส่งเสียงครวญครางออกมาเหมือนเ็ปอย่างหนัก
“พี่ชายอย่าขยับนะครับ ผมเรียนแพทย์ ขอผมตรวจดูอาการสักหน่อย!”
พูดจบ ผมก็นั่งย่อตัวลงข้างๆ เขา แล้วอาศัยความรู้ที่เรียนมาเริ่มตรวจสอบร่างกายของเขา
ภายนอกมีเพียงแผลถลอกเล็กน้อยที่แขนและต้นขา พร้อมอาการบวมแดงไม่มีาแร้ายแรงอื่นๆ
ทั้งที่ชนกับราวกั้นจนพัง คนกับมอเตอร์ไซค์กระเด็นไปไกลถึงเจ็ดแปดเมตรแต่กลับมีแค่แผลถลอกเท่านั้น เรียกได้ว่า ‘โชคดีแบบเหลือเชื่อ’
แต่สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดใจคือ อุณหภูมิร่างกายของเขาเย็นผิดปกติ
ขณะที่ผมกำลังจะตรวจเช็กเพิ่มเติม เขายกมือขึ้นห้าม
“พี่ชายยังไงก็ลองไปตรวจที่โรงพยาบาลดูอีกทีเถอะครับ จะได้สบายใจ”
ผมแนะนำด้วยความจริงใจ
ถึงผมจะเรียนแพทย์ แต่ก็ยังเป็แค่นักศึกษาเลยไม่สามารถรับรองได้เต็มที่ว่าเขาไม่มีอาการาเ็ภายใน
ผมช่วยพยุงเขาขึ้นมา หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ดูเหมือนจะเริ่มตั้งตัวได้
เขายิ้มบางๆ ให้ผม แล้วพูดว่า “ไม่ต้องครับ ผมไม่เป็อะไรแล้ว แต่คุณเป็คนเดียวที่ช่วยพยุงผมขึ้นมาคุณเป็คนดี ขอบคุณมาก!”
คำพูดนั้นฟังดูแปลกๆ เพราะนอกจากผมแล้ว รอบข้างก็ไม่มีใครอีก
แต่ผมก็ยิ้มตอบไป พร้อมช่วยเขาพยุงรถมอเตอร์ไซค์ที่ล้อหน้าบิดเบี้ยวขึ้นมา
“ไม่เป็ไรครับพี่ชายต่อไปขับช้าๆ หน่อยนะ ความปลอดภัยสำคัญที่สุด”
ชายส่งอาหารไม่ได้ตอบอะไร เพียงยิ้มบางๆ ให้ผมก่อนจะพยักหน้า
หลังจากที่เขาขึ้นมอเตอร์ไซค์แล้ว แทนที่จะจากไป เขากลับชี้ไปยังริมทางไม่ไกลพร้อมพูดขึ้นว่า“พี่ชาย ขอบคุณที่ช่วยผมนะ ผมต้องไปแล้ว ตรงนั้นมีเศษขี้เถ้ากองหนึ่งเป็ของที่แม่เผาให้ผม คุณลองป้ายมันบนเสื้อแล้วเอาชามใบนั้นติดตัวไปด้วย คืนนี้คนที่คิดร้ายกับคุณจะได้หาไม่เจอ”
พูดจบ เขาก็ไม่รอให้ผมตอบอะไร เขาไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ขี่มอเตอร์ไซค์ที่เอียงไปเอียงมามุ่งหน้าไปยังสุดถนน
รถนั่นไม่มีเสียงใดๆ เงียบสนิท
ไม่นานนัก เขาก็หายลับไปในความมืด...
ผมยืนอึ้ง มองชายส่งอาหารที่หายไปตรงปลายถนน
เมื่อหันกลับไปมองริมทาง เห็นกองเถ้ากระดาษไม่ไกลจากจุดนั้นมีก้านธูปไหม้หมดแล้วเหลือเพียงเถ้ากับชามกระเบื้องสีขาวที่คว่ำอยู่บนพื้น
เมื่อนึกถึงอุณหภูมิร่างกายที่เย็นผิดปกติของเขา ขนก็ลุกวาบขึ้นมาทันที
ในชนบท การเผากระดาษกับธูปข้างถนนแบบนี้เป็พิธีสำหรับคนตายเพื่ออธิษฐานขอพรหรือส่งดวงิญญาผู้ล่วงลับ
ชายส่งอาหารที่ผมเพิ่งช่วยบอกว่า สิ่งเ่าั้ถูกเผาให้เขา แสดงว่าเขาเองก็อาจจะไม่ใช่คน
แต่ดูเหมือนเขาจะเป็ิญญาดี
ผมยืนนิ่งอยู่กับที่ รู้สึกขนลุกอย่างประหลาด หายใจเข้าเฮือกใหญ่
่สองวันนี้ผมเป็อะไรไปกันแน่ เมื่อวานเจอเื่ของจางเฉียงวันนี้กลับมาเจอชายส่งอาหารอีก...
ผมหายใจหอบแรงสองสามครั้ง กลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่เพื่อพยายามควบคุมสติ
สำหรับผมที่จนตรอกในตอนนี้คำพูดของชายส่งอาหารไม่ต่างจากฟางเส้นสุดท้ายที่ช่วยชีวิต
ไม่ว่าจะอย่างไร ต้องลองดูสักตั้ง
ผมรีบวิ่งกลับไปยังริมทาง มองกองเถ้ากระดาษและธูปที่เผาไหม้จนหมดสิ้น จากนั้นเหลือบมองไปยังทิศทางที่ชายส่งอาหารจากไปก่อนจะพูดอย่างหนักแน่น “พี่ชาย ถ้าผมรอดพ้นเคราะห์นี้ไปได้จะกลับมาจุดธูปเผากระดาษให้คุณแน่นอน”
แต่ก่อนผมไม่เคยเชื่อเื่ผีสาง แต่ตอนนี้ความคิดของผมเปลี่ยนไป
ผมไม่ลังเลอีกต่อไป กำเถ้าธูปขึ้นมา แล้วป้ายลงบนเสื้อโค้ตตัวนอก
พริบตาเดียว เสื้อโค้ตสีน้ำเงินของผมก็กลายเป็สีดำเปรอะเปื้อน
สุดท้าย ผมหยิบชามกระเบื้องสีขาวที่คว่ำอยู่บนพื้นขึ้นมา ข้างในมีข้าวแต่ผมไม่ได้แตะต้องมัน
เวลานั้นดึกมากแล้ว อากาศรอบข้างเริ่มเย็นะเื ลมพัดดัง “ฮู้ๆ”คล้ายฝนกำลังจะตก
ผมหันมองซ้ายขวา เห็นสวนสาธารณะอยู่ไม่ไกลเลยตัดสินใจไปที่นั่นเพื่อหาที่หลบภัยชั่วคราว
ผมสวมเสื้อโค้ตที่เปรอะเปื้อนด้วยเถ้าธูป และถือชามกระเบื้องสีขาวสำหรับบูชาผู้ตายเดินมุ่งหน้าไปยังสวนสาธารณะ
ในสวนเงียบสงัด มีเพียงไฟถนนสีเหลืองหม่นไม่กี่ดวงที่เปิดอยู่
ฝนเริ่มตกลงมาปรอยๆ ทำให้ผมต้องเร่งฝีเท้า เพราะหากเสื้อโค้ตของผมโดนฝนจนเปียกเถ้าธูปที่ป้ายไว้ก็จะหายไป
ผมถือชามกระเบื้องสีขาวเดินมุ่งหน้าเข้าไปในสวนเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ผมจำได้ว่ามีศาลาอยู่ข้างใน ใช้หลบฝนได้
หลังจากวิ่งไปไม่กี่นาที ฝนเริ่มตกแรงขึ้น
ในที่สุด ผมก็เห็นศาลาที่อยู่ไกลๆ ในสวน
ผมเร่งฝีเท้าวิ่งตรงไป แต่เมื่อมาถึงหน้าศาลาก็ต้องชะงัก
ศาลาเล็กๆ นั่น เวลานี้มีคนยืนเบียดเสียดกันอยู่เกินสิบคน พวกเขาไม่พูดอะไรเลย เพียงจ้องมองมาที่ผมตาโต
ซ้ำใบหน้าของพวกเขายังนิ่งสนิทและว่างเปล่าราวกับไร้ชีวิต...
[1]ไป๋ตู้ คือ เว็บไซต์สำหรับค้นหาข้อมูลของจีนคล้าย Google
[2]รักษาม้าตายดั่งม้าเป็หมายถึง รู้ว่าหมดหวังแล้วแต่ก็ยังอยากลองดูอีกสักครั้งเผื่อยังจะมีหวังอันเลือนราง