หนึ่งเดือนผ่านไป หอตำราจวนแม่ทัพสวี
“อาจารย์เ้าคะ ข้าเขียนมาครึ่งวันข้าขอพักได้มั้ยเ้าคะ” สวี จินเหยียนพูดไปพร้อมกับสองจับนวดข้อมือตน สวี จินเชิงสังเกตเห็นจึงได้เดินไปหยิบกล่องไม้ขนาดเท่าฝ่ามือจากชั้นวางตำราของตน แล้วเดินมาข้างที่นั่งของสวี จินเหยียนแล้วนั่งลงข้างๆ
“ยื่นมือมาสิ” สวี จินเชิงกล่าวสองมือเปิดกล่องไม้ออกมาข้างในมียาสมุนไพรสีเขียวเข้มอยู่
สวี จินเหยียนมองด้วยสายตาสงสัยสวี จินเชิงเห็นสวี จินหยียนยังไม่ยื่นมือออกมาจึงได้เอื้อมมือไปจับมือน้อยๆ ของนางออกมา สวี จินเชิงป้ายยาออกมาเล็กน้อยก่อนนวดคลึงข้อมือของสวี จินเหยียนอย่างเบามือ สวี จินเหยียนขณะนั้นมองสวี จินเชิงอย่างประหลาดใจในใจรู้สึกดีอย่างพิกลนางเพียงจ้องมองสวี จินเชิงอย่างเงียบๆ และยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว ในใจพลันหวนนึกถึงตอนที่นางนั้นยังอยู่จวนสกุลสวี สวี จินเหยียนตอนนั้นวิ่งเล่นอยู่กับพี่น้องของนางอยู่นั้น สวี อี้เหลียนและนางนั้นเกิดสะดุดล้ม บรรดาสาวใช้ต่างใ นายท่านสวีทราบเข้าจึงได้รีบเดินมาเพื่อดูบุตรี ขณะนั้นสวี ไคเฉินเดินผ่านสวี จินเหยียนไปเพื่อตามท่านหมอมาดูแลสวี อี้เหลียนด้วยสายตาอย่างห่วงใยในใจเพียงนึกหลังจากที่ดูแลพี่สาวแล้วนั้นผู้เป็บิดาอาจหันมามองตนบ้าง ขณะนั้นแม้แต่สาวใช้น้อยใหญ่ล้วนรุมมล้อมสวี อี้เหลียนข้างกายนางมีเพียงเจี้ยนเอ๋อร์และท่านแม่ของนางนั้นที่อยู่ข้างกายและปลอบโยน
สวี จินเหยียนติดอยู่ในห้วงคิดของอดีตในตาแดงก่ำ สวี จินเชิงสังเกตเห็นจึงได้เรียกนาง
“เจ็บหรือ”
สวี จินเหยียนส่ายหน้าเบาๆ พลันยิ้มขึ้นมากล่าวออกมาอย่างเรียบเฉย
“เปล่าเ้าค่ะ” สวี จินเหยียนเห็น สวี จินเชิงมองหน้าไม่ละสายตาจึงพลันเปลี่ยนเื่ขึ้น
“นี่คืออะไรหรือเ้าคะ กลิ่นหอมดีนะเ้าคะ” สวี จินเหยียนกล่าวพร้อมเผยยิ้มเบาๆ ออกมา สวี จินเชิงเดาได้ว่านางคงมีเื่ในใจแต่ไม่อาจกล่าวจึงได้ยิ้มออกมาแล้วกล่าวถึงสิ่งที่อยู่ในมือ
“นี่สิ่งนะเหรอน้ำมันนวดไว้คลายปวดเมื่อยข้าเองได้รับมาจากเผ่าถี๋กันมีดอกโม่ลี่ฮวาเป็ส่วนประกอบ ข้ารู้สึกว่ากลิ่นหอมเกินไปจึงไม่ได้ใช้” สวี จินเชิงมองน้ำมันนวดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงยื่นให้สวี จินเหยียน
“กลิ่นเช่นนี้สตรีใช้น่าจะเหมาะกว่า เ้าเก็บไว้เถอะ” สวี จินเหยียนพินิจิอยู่ครู่นึกจึงรับมา
“ขอบคุณเ้าค่ะ” จบคำกล่าวสวี จินเหยียนพินิจกล่องไม้ในมืออยู่ครู่ในใจครุ่นคิดเผ่าถีกั๋นนับได้ว่าเป็ชนนอกด่านกลับมีฝีมือประณีตได้ถึงเพียงนี้ จึงได้ยิ้มออกมา สวี จินเชิงเห็นนางยิ้มออกมาอย่างพึงใจตัวเขาเองก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวจ้องมองเด็กน้อยอยู่นาน จึงคิดได้ว่านั่งอ่านเขียนอยู่หลายวันอาจเบื่อจึงคิดสอนขี่ม้าให้นาง
“เสี่ยวจินเหยียนเ้าอยากเรียนขี้ม้าหรือไม่” สวี จินเชิงมองนางและกล่าวถาม สวี จินเหยียนได้ยินนั่งคิดอยู่ครู่นึ่งจึงหันกลับมาถามสวี จินเชิงด้วยสายตาไม่แน่ใจ
“เป็สตรีขี่ม้าได้หรือเ้าคะ มารดาเคยกล่าวสตรีขี่ม้าไม่งามไม่มีสตรีตระกูลใดทำ”
สวี จินเชิงยิ้มออกมาพลันถาม
“ครั้งแรกที่เจอข้านึกว่าเ้าจะไม่เหมือนพวกนางเสียอีก อาจารย์อนุญาตผู้ใดกล้าขัด” ขณะนั้นทั้งต่างมองหน้าหัวเราะกันอย่างสนุกสนานสวี จินเหยียนยิ้มอย่างร่าเริงแล้วตอบอาจารย์ของนาง
“แน่นอนว่าไม่เหมือนเ้าค่ะ ขี่ม้ายิ่งธนูหรือแม้แต่วรยุทธ์ข้าล้วนอยากเรียน” สวี จินเหยียนหยุดไปชั่วครู่จึงกล่าวต่ออย่างจริงจัง
“หากอาจารย์อนุญาตศิษย์อยากขอเรียนเ้าค่ะ วันนึงอยากร่วมรบกับกองทัพเกียรติยศแห่งเป่ยฉินเ้าค่ะ” สวี จินเชิงได้ยินวาจานั้นของศิษย์จึงชะงักไปชั่วครู่ในใจครุ่นคิดหากสอนวิชาไม่น่ามีปัญหาใดอยู่ชายแดนอย่างไรเสียมีวรยุทธ์ติดตัวย่อมดีกว่า หากแต่เขารับปากให้นางร่วมกองทัพแล้วนั้นอาจไม่เหมาะ
“หากอาจารย์คิดว่าไม่เหมาะศิษย์ไม่เรียนก็ได้นะเ้าคะ ศิษย์ไม่้าให้อาจารย์ต้องลำบากใจ” สวี จินเหยียนกล่าวด้วยสายตาไร้เดียงสาของนางสวี จินเชิงมองนางอยู่ครู่นึ่งจึงกล่าว
“ไม่ว่าสิ่งใดข้าย่อมสอนเ้าได้ หากแต่ร่วมกองทัพนั้นอาจไม่เหมาะ”
“แค่ได้เรียนก็พอใจแล้วเ้าค่ะ” สวี จินเหยียนกล่าวจึงลุกไปยืนอยู่หน้าพร้อมคำนับอาจารย์ของนาง
“งั้นพวกเราไปเถอะวันนี้อากาศดี ศิษย์พี่รองของเ้าน่าจะอยู่ที่ลานม้า” สวี จินเชิงจูงมือสวี จินเหยียนขึ้นม้าน่าจวนมุ่งสู่ลานม้า ลานม้านั้นเป็สถานที่ฝึกมาของกองทัพเกียรติยศเป็ลานกว้างทุ่งเขียวขจีแผ่นฟ้ากว้างไกลแม่น้ำสายเล็กพาดผ่าน สวี จินเหยียนเห็นทิวทัศน์เบื่องหน้าช่างงดงามราว์ก็ไม่ปาน
“เพียงเกิดเป็ม้าของกองทัพเกียรติยศแล้วได้อยู่สถานที่เช่นนี้ ข้าเองก็อยากเกิดเป็ม้าสักครั้งนะเ้าคะ” สวี จิเหยียนกล่าวออกมาอย่างเลื่อนลอยสายตายังจ้องมองทิวทัศน์เบื่องหน้าอย่างวินิจ สวี จินเชิงได้ยินจึงยิ้มออกมาในความเดียงสาของนาง
“เอ้อหยางข้าพาศิษย์น้องมาให้เ้าสอนขี่ม้า” สวี จินเชิงกล่าวหยอกล้อเอ้อหยางที่กำลังเลี้ยงม้าอยู่ สวี จินเหยียนเห็นศิษย์พี่รองจึงได้กล่าวคารวะ
“คารวะศิษย์พี่รองเ้าค่ะ”
“เ้ามาได้สามวันคารวะข้าไปมากกว่าร้อยครั้งแล้ว คราหน้าพบข้าหยุดเสียทีเถิด” เอ้อหยางกล่าวหยอกล้อศิษย์น้องของเขา สวี จินเหยียนได้ยินเพียงยิ้มอย่างเขินอายแล้วกล่าว
“คารวะจนชินแล้วเ้าค่ะ” ทั้งสามหัวเราะร่วนกันอย่างมีความสุข สวี จินเชิงมองเอ้อหยางสอนสวี จินเหยียนอยู่ไกลๆ เพียงครู่นึงได้มีทหารเข้ามารายงาน
“ท่านแม่ทัพขอรับ ท่านอ๋องกล่าว้าพบท่านและแม่ทัพเอ้อหยางขอรับ”
“ได้บอกหรือไม่ว่าเื่ใด” สวี จินเชิงกล่าวแต่สายตายังมองมาที่เหล่าศิษย์
“ไม่ขอรับแต่เห็นว่าเป็เื่ด่วนตอนนี้แม่ทัพอี้เจินและกุนสือชุยเหยาก็อยู่ที่นั่นแล้วขอรับ” สวี จินเชิงได้ยินจึงพอทราบว่าเื่ด่วนหากแต่ตรงนี้ก็มีสวี จินเหยียนอยู่ชายหญิงอยู่สองต่อสองอาจไม่เหมาะแม้ทั้งสองจะเป็ศิษย์พี่และศิษย์น้องแต่ก็ไม่ควรจึงส่งสัญญาณให้เอ้อหยางทราบแล้วกลับมาที่คอกมา
“มีเื่ด่วนหรือขอรับอาจารย์” เอ้อหยางถามออกมาสวี จินเหยียนเองก็มองอย่างสงสัยสวี จินเชิงอธิบายให้ทั้งสองฟังและเดินทางไปยังที่ตั้งกองทัพ สวี จินเชิงขึ้นม้าพร้อมสวี จินเหยียนจึงกล่าว
“อีกเดี๋ยวผู้ที่เราจะไปพบคือฉินผิงอ๋องแห่งเเป่ยตง ข้าที่ตั้งกองทัพไม่เหมือนที่จวนเ้าเองอย่าเดินเพ่นพ่านล่ะ” สวี จินเชิงพูดพรางข้าม้าพรางสวี จินเหยียนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ศิษย์จะไม่ทำให้อาจารย์ขายหน้าเ้าค่ะ” สวี จินเหยียนกล่าวอย่างแ่เบาหากแต่สวี จินเชิงยังได้ยินและยิ้มออกมา
ณ ที่ตั้งกองทัพเกียรติยศแห่งเป่ยฉิน หลังจากมาถึงสวี จินเชิงและเอ้อหยางต่างมุ่งหน้าเข้ากระโจมหารือการทหาร เหลือเพียงสวี จินเหยียนที่ได้ยืนอยู่หน้ากระโจมรอคอยอาจารย์ออกมา สองเท้าเดินไปมาในความคิดล้วนคิดถึงเหตุที่ทำให้ต้องเรียกเหล่าหาแม่ทัพเข้าพบ เหล่าทหารจัดเตรียมความพร้อม แม้ในใจเดาได้แต่หวังเพียงอาจไม่ใช่เื่ใหญ่นัก เวลาผ่านไปหลายชั่วยามท้องฟ้าจากสว่างเป็มืดคล้อยเด็กน้อยนั่งรอจนเผลอตนหลับไป ตัวนางเพียงนั่งชันเข่าขึ้นสองมือวางประสานศีรษะก้มลงบนแขนสองข้าง หลังไร้ความเคลื่อนไหวอยู่นานคนในกระโจมจึงได้เดินออกมา
“นั้นใช่ศิษย์ของเ้าหรือไม่จินเชิง” ฉินผิงอ๋องกล่าวด้วยใบหน้าอยากรู้ ในเสียงพูดคุยเด็กน้อยได้สะดุ้งตัวตื่นเงยหน้าพบคนเบื้องหน้ามากมาย พลันลุกขึ้นทำท่าคารวะ
“สวี สวี จินเหยียนคารวะฉินผิงอ๋อง ท่านกุนสือเ้าค่ะ” สวี จินเหยียนก้มหน้าลงด้วยความอายฉินผิงอ๋องเห็นนางไร้เดียงสาจึงได้กล่าวหยอกล้อนาง
“เ้าก้มหน้าเช่นนั้นทราบหรือผู้ใดคือฉินผิงอ๋อง ผู้ใดคือกุนสือชุยน่ะ” กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม แต่หากกลับกันใบหน้านั้นกลับยิ้มอย่างพึงใจ สวี จินเหยียนในตอนนั้นยังก้มหน้าฟังเพียงเสียงของฉินผิงอ๋องจึงเกิดตระหนกในใจหากแต่ยังต้องรักษาหน้าอาจารย์จึงกล่าว
“ฉินผิงอ๋องแน่นอนต้องเป็ท่าน อ๋องทุกพระองค์นั้นมีเครื่องหมายประจำกายของท่านห้อยอยู่ทางขวามีคำว่าตงเป็สัญลักษณ์เ้าค่ะ” สวี จินเหยียนหยุดพูดชั่วครู่ลังเลที่จะกล่าวต่อแต่ยังไม่มีเสียงใดกล่าวโต้จึงพูดต่อ
“ในกระโจมมีเพียงท่านอ๋อง ท่านกุนสือ และแมทัพที่ถูกเรียกตัวหนึ่งคืออาจารย์ สองคือศิษย์พี่ใหญ่และสามคือศิษย์พี่รอง ท่านกุนสือคือท่านใดจึงเดาได้ไม่ยากเ้าค่ะ” สวี จินเหยียนกล่าวเสร็จจึงทำใจเงยหน้าเพื่อแสดงถึงความกล้าหาญของศิษย์จวนแม่ทัพใหญ่
“อย่างนี่สิคนจวนแม่ทัพใหญ่ แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพเกียรติยศแห่งเป่ยฉิน” ฉินผิงอ๋องกล่าว พร้อมยิ้มให้สวี จินเหยียนด้วยสีหน้าหยอกล้อนาง หลังจากนั้นคนอื่นๆ จึงได้หัวเราะออกมา
“ศิษย์น้องสามเ้านะ ทำได้ดีจริงๆ ” อี้เจิน กล่าวพร้อมเดินมาจับไหล่นางอย่างนุ่มนวลและยิ้มอย่างภูมิใจ สวี จินเหยียนจึงพึงคิดได้ว่าทั้งหมดนี้เป็เพียงการหยอกล้อจากฉินผิงอ๋อง นางจึงยิ้มออกมาอย่างเขินอายมองไปยังอาจารย์ของนาง
“ว่าแต่นั้นเถอะข้าอาจต้องยืมตัวอาจารย์เ้าสักระยะ ทำใจลาอาจารย์เ้าด้วยล่ะ” ฉินผิงอ๋องกล่าวจบจึงได้เดินแยกออกไปพร้อมกับกุนสือชุย สวี จินเหยียนได้ยินสีหน้าจึงเปลี่ยนเป็เศร้าลงเล็กน้อย
“อาจารย์และศิษย์พี่ต้องไปกันเมื่อใดหรือเ้าค่ะ” สวี จินเหยียนกล่าวพร้อมทั้งมองไปยังศิษย์พี่และอาจารย์ของนาง
“พรุ่งนี้” สวี จินเชิงกล่าวเพียงสั้นๆ หลังจากนั้นทุกคนต่างกับจวนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเดินทางในวันพรุ่งนี้ ทั้งสามขึ้นมากลับจวนด้วยความเงียบ เอ้อหยางขยับม้าขึ้นมาข้างอาจารย์แล้วกล่าวกับสวี จินเหยียน
“กองทัพออกศึก เ้าทำหน้าเศร้าด้วยเหตุใดกัน”
สวี จินเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่นึ่งจึงได้กล่าว
“กองทัพแห่งเกียรติยศ ออกทัพพันลี้ชนะพันลี้”
“สิ่งนี้ข้าเคยได้ยินเ้าค่ะ ข้าเพียงคิดข้ามาได้เพียงหนึ่งเดือนเหล่าศิษย์พี่และอาจารย์ต้องออกศึกไม่รู้นานเท่าใด เป็อาจารย์หนึ่งวันดุจบิดาร้อยปี ศิษย์พี่หนึ่งวันคำนึงชั่วชีวิต ข้าเป็ห่วงเ้าค่ะ”
สวี จินเหยียนกล่าวจบเพียงก้มหน้าไม่ยอมเงยเพื่อหลบดวงตาที่แดงก่ำ น้ำตาค่อยๆ หยดลงบนมือของสวี จินเชิงเขาััได้แต่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา เอ้อหยางได้ยินคำดังกล่าวก็รู้สึกสะท้อนใจตัวเขาและอี้เจินนั้นเป็เด็กกำพร้าในาสวี จินเชิงพบเข้าจึงเลี้ยงดูตลอดเวลาสู้รบไร้คนคำนึงจึงไม่เคยคิดถึงสิ่งนี้หลังคิดได้จึงได้ถอยร่นไป พอถึงจวนทุกคนต่างแยกสวี จินเหยียนเพียงเดินแยกไปเงียบ สวี จินเชิงหยุดเดินหันไปมองนางเดินห่างไปช้าๆ
“คุณหนูขี่ม้าเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ” เจี้ยนเอ๋อร์กล่าวต้อนรับอย่างสดใส กลับกันนั้นใบหน้าของนายตนกลับเศร้าดวงตาแดงก่ำ
“คุณหนูเป็อะไรเ้าค่ะ” เจี้ยนเอ๋อร์จับสองมือของสวี จินเหยียนพร้าวกล่าวถาม
หากแต่ไร้คำตอบสวี จินเหยียนนั่งลงอย่างเงียบเฉยในใจเพียงคิดหากตนสามารถไปด้วยคงดีไม่น้อย แต่ความคิดอีกด้านก็ได้ตีกลับถามในใจการไปของนางนั้นจะรังแต่สร้างปัญหาและความไม่สะดวกแกผู้อื่นหรือไป เด็กน้อยนั่งพะวงข้ามคืน เสียงกลองจัดทัพดังขึ้น เจี้ยนเอ๋อร์ที่นั่งหลับอยู่ข้างได้สะดุ้งตื่นขึ้นพลันถาม
“คุณหนูเสียงอะไรเ้าคะ”
“เสียงกลองจัดทัพ” สวี จินเหยียนที่นั่งเงียบมาทั้งคืนได้กล่าวอย่างสั่นเครือ
“จัดทัพหรือเ้าคะกองทัพเกียรติยศจะไปที่ใดกันเ้าคะ” เจี้ยนเอ๋อร์ถามยังไม่จบสวี จินเหยียนกลับฉับพลันวิ่งออกไป นางวิ่งออกไปยังประตูหน้าจวนแม่ทัพ ยืนมองศิษย์พี่และอาจารย์ขึ้นมาห่างออกไป อี้เจินหันมาเห็นนางพอดีจึงยิ้มให้เอ้อหยางเห็นเข้าจึงได้ะโออกไป
“ศิษย์น้องไร้กังวล รอข่าวดีจากทหารกองทัพเกียรติยศแห่งเป่ยฉิน”
สวี จินเหยียนได้ยินจึงยิ้มออกหากแต่อาจารย์ของนางนั้นกลับไม่หันมา
สองเดือนผ่านไป
“หนูสวีมีทหารมาส่งสารขอรับ” สวี จินเหยียนที่นั่งอยู่ในหอตำราเผยยิ้มกว้างได้ยิน พลันลุกขึ้นรีบไปรับสารนางเปิดอ่านจึงได้เห็นเนื้อความประกาศกองทัพเกียรติยศประกาศชัยเหนือ หกเมืองสิบสองกองทัพสวี จินเหยียนอ่านจบได้แต่ยิ้มดีใจอยู่คนเดียว
สี่เดือนผ่านไป
สวี จินเหยียนนั่งรอสารจากกองทัพอยู่หน้าจวนแต่ยังเงียบไร้ทหารส่งข่าว ในใจวิตกร้อยแปดถอนใจคิดว่าวันนี้คงไร้ข่าวจึงคิดกลับหอตำรา หยิบพู่กันวาดภาพขณะที่กำลังจะเดินไปนั้นมีเสียงฝีเท้าม้าวิ่งมาโดยเร็วประกาศส่งสารกองทัพ สวี จินเหยียนชะงักลงเดินกลับมารอรับสารด้วยตนเองเผยยิ้มกว้างสองมือแกะสาร สองเท้าพลันเดินกลับหอตำรา เนื้อสารกล่าวกองทัพเกียรติยศแห่งเป่ยฉินมีชัยเหนือสามเมืองเจ็ดกองทัพ สวี จินเหยียนวางสารลงมองเห็นภาพอาจารย์ที่นางวาดอยู่เบื้องหน้าเด็กน้อยกล่าวกับรูปอาจารย์
“อีกนานเท่าใดกลับมาเ้าคะ”
อีกสามเดือนผ่านไป
สวี จินเหยียนยังคงทำดังเดิมออกมารอหน้าประตูจวน
“เมื่อวานไม่มา วันนี้จะมาหรือเ้าคะ” เจี้ยนเอ๋อร์กล่าวอย่างหมดใจรอหากแต่สวี จินเหยียนยังคงชะโงกหน้ารออย่างมีความหวัง
“เมื่อวานไม่มาวันนี้ต้องมา” สวี จินเหยียนกล่าว
“คุณหนูท่านกล่าวเช่นนี้มาสิบกว่าวันแล้วนะเ้าคะ หิมะจะตกแล้วกลับเข้าจวนเถอะเ้าค่ะ” เจี้ยนเอ๋อร์เดินมาดึงตัวนายของนางกลับเข้าจวนสองเท้าค่อยๆ ก้าวแต่สายตายังไม่ละจากประตูจวนขณะที่กำลังเดินห่างออกไปนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าวิ่งมาแต่ไกลสวี จินเหยียนดีใจวิ่งกลับมาประตูจวนคิดว่าทหารส่งสารมาแล้ว หากแต่เมื่อถึงประตูจวนผู้ที่ยืนอยู่กลับไม่ใช่ทหารม้าส่งสารแต่เป็อาจารย์ของนางเอง จินเหยียนยืนตะลึงกับภาพที่ได้เห็นไม่คิดว่าจะเป็อาจารย์ของนางสวี จินเชิงเห็นนางทั้งสองยืนมองหน้ากันอยู่ชั่วครู่ก่อนที่สวี จินเชิงจะเดินใกล้เข้ามาพร้อมยื่นสารนาง
“กองทัพเกียรติยศประกาศชัยเหนือทั้งสิบสามเมืองยี่สิบแปดกองทัพ ฏเฉียนอ๋องแห่งเป่ยหนานถูกสังหารแล้ว” สวี จินเชิงกล่าวพร้อมเผยยิ้มอันอบอุ่นออกมา
“จินเหยียนคารวะอาจารย์เ้าค่ะ” สวี จินเหยียนกล่าวด้วยความคุ้นชินของตน
“ศิษย์น้องข้าบอกให้เ้าหยุดคารวะไม่ใช่หรือ” เอ้อหยางพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อออกมา สวี จินเหยียนทำเพียงยิ้มออกมา
“อาจารย์เก็บสารเพื่อมาส่งให้เ้าเองเลยนะ” อี้เจินกล่าวขึ้นก่อนเดินกลับเข้าที่พักพร้อมเอ้อหยาง
สองศิษย์อาจารย์ยังยืนยิ้มให้แก่กันก่อนที่เจี้ยนเอ๋อร์จึงกล่าวให้สวี จินเชิงกลับเข้าจวนเพื่อพักผ่อน ค่ำวันนั้นทั้งสี่คนมานั่งทานอาหารด้วยกันพูดคุยถึงเื่ราวการออกศึกมีชัยเหนือศัตรู จู่ๆ สวี จินเชิงจึงกล่าวขึ้นได้หลังจากเงียบฟังศิษย์ทั้งสองเล่าการเดินทัพให้สวี จินเหยียนและเจี้ยนเอ๋อร์ฟัง
“จริงสิเื่ฉายาที่เ้าเคยถามอาจารย์ข้ามาคิดดูสิบสามเป็อย่างไร”
“สิบสามหรือเ้าคะ ท่านแม่ทัพท่านมีศิษย์แค่สามแต่ทำไมคุณหนูถึงเป็สิบสามล่ะเ้าคะ” เจี้ยนเอ๋อร์ถามออกไปอย่างสงสัย
สวี จินเหยียนแม้ไม่แน่ใจในความหมายหากกลับตอบออกไปอย่างมั่นคง
“ดีเ้าค่ะ” สวี จินเหยียนตอบรับและยิ้มรับอย่างพอใจ
“เพราะว่าออกศึกครั้งนี้เรามีชัยเหนือสิบสามเมืองอย่างไรเล่าเจี้ยนเอ๋อร์” เอ้อหยางกล่าวพรางคีบอาหารให้เจี้ยนเอ๋อร์ เจี้ยนเอ๋อร์ลืมคำถามที่กล่าวถามเมื่อครู่เพียงแต่ยิ้มออกมาอย่างเขินอาย