บทนำ
... “ใจเย็น ๆ ก่อน ท่านผู้รู้ทุกท่าน!” เสียงหนึ่งพยายามะโใส่ไมโครโฟน เพื่อกลบเสียงเอะอะโวยวายของผู้คนนับพันที่ต่างก็แสดงความคิดเห็นไม่ค่อยตรงกัน ภายในสนามแสดงวิทยาการ
ทั่วห้องอัฒจันทร์ที่ล้อมรอบส่วนตรงกลางเป็พื้นที่โล่งบุด้วยพรมสีขาวกว้างใหญ่เท่าสนามฟุตบอล เสียงที่ส่งผ่านลำโพง ดังปานสายฟ้าฟาด เสียงเอะอะของผู้คนภายในนั้นจึงเงียบกริบลงทันที
เ้าของเสียงสาดสายตาไปทั่วมองคนที่มีลักษณะคล้ายกันหมด คือมีศีรษะที่ใหญ่ผิดกับตัวที่เล็ก ผมเผ้าฟูกระเซิงดำบ้าง ขาวบ้าง แดงบ้าง ทั้งชายหญิง ทั้งหมดอยู่ในชุดกาวสีขาวเรียบร้อย ชายผู้พูดก็เช่นกัน
ไม่ใช่แค่ในสถานที่นี้เท่านั้น แต่ผู้คนทั้งดาวมีลักษณะคล้ายคลึงกันหมด นี่คือดวงดาวที่เต็มไปด้วยนักวิทยาศาสตร์ชั้นหัวกะทิ
แต่เหมือนว่าความปราดเปรื่องของพวกเขา ไม่สามารถหยุดอารมณ์ร้อนภายในที่คุกรุ่นอยากเสนอความคิดเห็น
เพราะว่าวันนี้ เครื่องยิงลำแสงเคลื่อนย้ายมวลสาร ถูกนำขึ้นพิจารณาว่าจะสามารถนำมาใช้ระหว่างดวงดาวได้หรือไม่
“มันเสี่ยงผิดกฎหมายหากเผยแพร่ต่อสาธารณะ ผมทราบ แต่เราจะทำอย่างไร จะทำลายหรือเก็บมันไว้ มันส่งผ่านมวลสารได้ในระยะไกล ไกลมากอย่างที่ทุกท่านทราบดี มันส่งสิ่งใดก็ได้ จากขอบจักรวาลด้านหนึ่งไปยังที่ไหนก็ได้ในขอบจักรวาลอีกด้านหนึ่ง อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และหากมันตกไปอยู่ในมือคนที่คิดจะทำความชั่ว ก็ไม่ใช่เื่ยากแม้แต่นิดที่จะลอบทำสิ่งผิดกฎหมายระหว่างกาแล็กซี” ผู้รับหน้าที่วิทยากรกล่าว
“ทำลายมัน! มันสุ่มเสี่ยงเกินไป” พวกที่ยึดติดกับกฎหมายะโก้อง
“เก็บมันไว้! เราจะได้ศึกษาต่อไปอีก” ด้านที่ยึดติดกับความก้าวหน้าะโด้วย
จากนั้นไม่นานความคิดเห็นแยกเป็สองฝั่ง เริ่มดังขึ้นอีกครั้งราวโกลาหล
ที่ไม่ยอมลงรอยได้เลยก็คือ ทุกคนล้วนฉลาดและคิดว่าตนเป็ฝ่ายถูก แม้ว่าความเห็นจะอยู่ฝั่งเดียวกันก็ตามยังโต้เถียง
ว่าหากฝ่ายตนชนะแล้วจะทำอย่างไรกันต่อไป การยุติความเห็นให้เป็เอกฉัน จึงเกิดขึ้นไม่ได้สักที
“ไม่นะฉันสร้างอะไรขึ้นมา” ชายเ้าของผลงานนั่งครุ่นคิดอยู่ข้าง ๆ ผลงานของเขา
รายรอบด้วยคณาจารย์ทั้งหัวหงอกหัวดำ ทั้งที่มาเป็กำลังใจ และมาช่วยพิจารณาตัดสิน
“สิ่งที่ทำเป็สิ่งที่ดี ดีมาก” เขาเปรยกับตัวเองเบา ๆ “แต่ผลมันกลับจะต้องเลวร้ายงั้นเหรอ มันยิ่งกว่าดาวมรณะที่ตระเวรไปทำลายดาวต่าง ๆ เสียอีก เราทำสิ่งนี้สำเร็จแล้ว เราสร้างมันได้ สำหรับเราไม่มีอะไรติดค้าง เมื่อมันจะกลายเป็ต้นตอของหายนะ ในสักวันหนึ่งข้างหน้า” เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเปรยออกมาอย่างลืมตัว “ฉันผู้สร้างมัน จะเป็ผู้ทำลายมันเอง”
ทันใดนั้นชายหนุ่มเ้าของผลงานก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวเล็ก ก้าวเท้าย่างสามขุมด้วยใจที่จดจ่อ ตาจับจ้องไปยังสายไฟระโยงรยางค์เบื้องหน้า เอื้อมมือไปคว้าหมายจะกระชากให้ขาดกระจุย
“ไม่! เดี๋ยวก่อน เรายังควบคุมมันได้นะ” ชายแก่หัวฟูที่ดูสุขุมกว่าปรี่เข้ามาหมายจะหยุดชายหนุ่มไว้
ในนาทีนั้นเองด้วยความชรา ชายแก่สะดุดสายไฟที่เรี่ยระพื้นล้มคะมำ ถลำตัวลงไปปะทะร่างของชายหนุ่มล้มลงไปทั้งคู่
“อาจารย์! อาจารย์ปล่อยผมหยุดมันเถอะ อาจารย์ไม่เห็นเหรอว่า มันเป็สาเหตุให้คนทั้งดาววิตก และแบ่งแยกเป็สองฝ่าย ในอนาคตอาจมีคนนำไปใช้ในทางที่ผิดได้” ชายหนุ่มพูดขณะที่ประคองร่างอาจารย์ของเขาที่กำลังเซถลาทับร่าง ให้ล้มลงไปด้วยกัน ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้
“มันต้องมีวิธีควบคุมการใช้งานได้แน่นอน ใจเย็น ๆ” ชายชราพูดขึ้นก่อนที่ตังทั้งคู่จะลงไปนั่งคุกเข่าท่ามกลางกองสายไฟ
ผ่านไปไม่ถึงนาที ความชุลมุนก็เกิดขึ้น ด้วยเหตุเล็ก ๆ เพียงนี้...
...คณะกรรมการที่ยังตกลงกันไม่ได้ต่างก็เข้าร่วมกันเพื่อปกป้องความคิดของฝ่ายตน
ฝั่งที่้าใช้เครื่องนี้ก็เข้าแย่งประหนึ่งแข่งชิงธงบนยอดเสา
ฝ่ายที่ไม่้าให้ใช้งานเครื่องส่งมวลสารชั่วพริบตาก็เข้าแย่งเช่นกัน
เกิดเหตุชุลมุนชุลเกใต้เครื่องยิงลำแสงย้ายมวลสารขนาดใหญ่
เครื่องนั้นส่ายลำกล้องไปมาตามแรงดึงคันบังคับที่คนหนึ่งก็จับ อีกคนหนึ่งก็จอง
บางคนกรูเข้าไปเพื่อปกป้องตัวเครื่องและสายไฟ ไม่ให้ถูกกระชาก บ้างกรูกันเข้าไปด้วยจุดประสงค์ตรงกันข้าม
เครื่องย้ายมวลสารประสิทธิภาพสูง กลางสนามดูคล้ายกับแมลง ที่ถูกฝูงมดรุมเกาะก็ไม่ปาน
ฐานทรงเจดีย์เตี้ยๆ ไม่อาจทานแรงผลักจากมนุษย์ตัวเล็กนับสิบนับร้อย ที่พยายามปีนป่ายขึ้นไปให้ได้
ตัวเครื่องทรงกระบองกว้างยังสั่นไหวกับการเบียดเสียดเยียดยัด
“เปรี้ยง!” ทันใดนั้นเอง ลำกล้องเครื่องยิงที่มีแกนกลางเป็ท่อยาวปลายแหลม รายล้อมด้วยเกลียวโลหะขดเป็วง หลายชั้นจากเล็กลงไปหาใหญ่ก็ปล่อยลำแสงสีฟ้าใสออกไปสู่จักรวาล ท่ามกลางทุกสายตาที่มองมันอยู่
“หยุดเครื่องนั่นที หยุดเ้าเครื่องนั่นก่อน” เสียงะโโหวกเหวกดังขึ้น ก่อนที่ทุกอย่างจะยุติลงภายในเวลาอันรวดเร็ว
แต่ก็สายไปแล้ว เสี้ยวศูนย์จุดศูนย์หนึ่งของวินาทีลำแสงได้ถูกยิงออกไปเป็ที่เรียบร้อย ยิงออกไปอย่างไร้จุดหมายด้วยความเร็วแสง ไร้การตรวจจับและเตรียมการ...
จากดาว...สู่ดาว
...ใต้หมู่ดาวพราวฟ้าในราตรี เสียงร่ำไห้ของใครบางคนดังเบา ๆ อยู่ภายในตรอกลึกเงียบสงัด
เด็กผู้หญิงตัวน้อยสะอื้นไห้ไร้คนเหลียวแล ขดตัวอยู่ในกล่องตู้เย็นใบใหญ่
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเธอสิ่งที่เป็โชคดีอย่างเดียวก็คือ เธอมีครอบครัวที่อบอุ่นแม้ฐานะความเป็อยู่ของครอบครัวนี้ จะเรียกว่าเป็คนจนไม่ค่อยมีกินยังดูดีกว่าความเป็จริง
การเก็บขยะขายเป็รายได้เดียวของครอบครัว ไม่มีบ้านหลบพักอาศัยให้ความปลอดภัย ไม่มีไออุ่นใดนอกจากอ้อมกอดกันและกันในยามหนาว นับวันสิ่งที่จะหาได้เพื่อประทังชีวิตก็ร่อยหรอลงเรื่อย ๆ เพราะอาชีพเก็บขยะขายมีคนทำเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อน
จะด้วยเหตุใดก็ตามบ่งบอกได้ว่าความยากจนที่ก่อตัวเพิ่มขึ้น มาจากการกระทำของใครบางคนในชนชั้นปกครอง ทว่าคนชั้นล่างไม่ได้ยี่หระหรือว่างพอจะสนใจ
เด็กน้อยนึกไปถึงเศษขนมเหลือๆ ที่มีคนกินไม่หมดโยนทิ้งลงในถังขยะ ผู้เป็พ่อหยิบมันขึ้นมา หยิบมันออกจากถุงเพื่อจะนำมันเข้าปาก กินประทังความหิว
“ยังไม่เสียนี่นะ” ผู้เป็พ่อเปรยขึ้นเบาๆ
ขณะที่ปากกำลังอ้าสายตาก็ได้ประสบกับแววตาเป็ประกายของเด็กน้อยที่มองมา
ก่อนหน้านี้ผู้เป็พ่อได้สละข้าวเท่าที่หาได้ ให้ลูกน้อยและภรรยาไปจนหมด ผู้เป็แม่ก็สละส่วนของตนให้ลูกเพราะกลัวลูกจะไม่อิ่ม
ทั้งสองทำเพื่อเด็กน้อย ด้วยความรู้สึกที่มาจากก้นบึ้งลึกสุดใจ ยากที่จะหยั่งถึงได้ของมนุษย์ ความรักที่ไม่ใช่เพียงแค่ฉาบฉวย
แววตาของเด็กน้อยทำให้คนเป็พ่อใจอ่อนลงอีกครา เขายื่นขนมชิ้นนั้นให้ลูกน้อยที่ยังไร้เดียงสาด้วยรอยยิ้มละไม
เด็กผู้หญิงจำได้ติดใจว่ามันเป็ขนมที่อร่อยที่สุดในชีวิต แม้เหตุการณ์จะผ่านมาจนตอนนี้เธออายุได้สิบขวบแล้วก็ตาม
เธอหวัง และเธอฝัน ว่าสักวันข้างหน้าเธอจะไม่ทำให้ผู้มีพระคุณทั้งสองต้องเสียใจ
แต่เหตุที่ตอนนี้ เสียงร่ำไห้ของเด็กน้อยดังระเรื่อยปนกับสายลมออกมาจากกล่องสี่เหลี่ยมซึ่งทำจากกระดาษ ปกด้วยผ้าใบเก่า ๆ ภายในตรอกลึกนั้นคือ
ความหวัง ความฝันของเธอมีอันต้องพังทลาย ทั้งพ่อและแม่ ถูกรถชนตายเมื่อเช้า ขณะที่ออกไปเดินเก็บขยะด้วยกัน
รถเก๋งคันหรู พุ่งเฉียดร่างเล็ก ๆ ของเธอไปนิดเดียว ชนเข้ากับสองร่างที่อยู่ด้านหน้า ทุกสิ่งอย่างปลิวกระเด็น
เ้าของพาหนะคันสวยไม่แม้แต่จะจอดรถลงมาดู
ปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเด็กน้อย มลายหายไปในพริบตา ต่อหน้าต่อตาของเธอ
เธอออกวิ่งเกือบจะทันทีที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น
วิ่งไปโดยไร้จุดหมายหายเข้าไปในตรอกซอกซอย ไม่ยอมให้ใครจับ ไม่ยอมให้ใครพบ
พยายามหนีซึ่งความจริงที่เกิดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครตามหาเธอพบ
แม้เสียงสะอื้นของเด็กน้อยค่อยๆ ลดลงด้วยเหนื่อยอ่อน แต่น้ำตายังคงนองหน้า มโนสำนึกค่อยๆ ดิ่งลึกลงเรื่อย ๆ เพราะความเหนื่อยล้า
ขณะที่ภวังคจิตกึ่งหลับกึ่งตื่น แสงสว่างวาบปรากฏขึ้นรอบตัว ทุกอย่างขาวโพลนโล่งกว้างสว่างไสว
แรงกระชากมหาศาลชนิดที่ดวงิญญาเหมือนถูกดึงออกจากร่าง พาตัวลอยละล่องเคว้งคว้างกลางอากาศ
ใจเด็กน้อยเต้นเร่าระรัวผวา สะดุ้งตื่นจากภวังค์
ทุกประสาทััตื่นตัวรับรู้ ไม่ใช่ฝันอย่างแน่นอน ถึงอย่างนั้นเหตุการณ์นี้มันก็ไม่ใช่เื่ปกติ
เสียงหัวใจเธอดังเหมือนฟ้าลั่นอยู่ในอก ความวิตกกังวลประทุ หวาดหวั่น สั่นกลัว โถมเข้ามาจนเด็กน้อยต้องยกมือปิดหน้ากรีดร้องถึงที่พึ่งสุดท้าย ซึ่งจากไปได้ไม่นาน
“พ่อจ๋า! แม่จ๋า! ...” ขณะเดียวกันร่างของเด็กน้อยพุ่งไปตามลำแสง เท่าที่เธอััได้จากการเคลื่อนไหวของปลายเส้นผมและอณูขน
ตัวเธอที่พุ่งฝ่าอากาศรวดเร็วยิ่งกว่าสายลมใดเคยพัด ทั่วร่างแตกออกเป็ธุลี ทว่าไม่เกิดความเ็ปหรืออันตรายใด ...
...ไม่ถึงสามนาทีในความรู้สึก เด็กน้อยััได้ถึงความเย็นชื้นของพื้นแข็งกระด้าง ก่อนที่ทุกอย่างจะยุติลง
แสงสว่างจ้ารอบตัวหายไปราวกับว่ามันไม่เคยปรากฏ เหลือเพียงแดดปกติจากท้องฟ้าเข้ามาแทนที่ ทำให้รู้ได้ว่าที่นี่ ไม่ใช่ภายในตรอกแคบของเมือง ไม่ใช่ภายในกล่องที่เด็กน้อยหลบซ่อนตัวอยู่เมื่อครู่ ที่สำคัญเวลาเป็กลางวัน ไม่ใช่กลางคืน
เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ หันมองไปรอบ ๆ ใจเต้นไม่เป็จังหวะ ตัวสั่นเทาเหมือนกำลังอยู่ในสถานที่เย็นะเื ั์ตาเบิกโพลง
ม่านตาขยายที่ส่ายไปมาระรัวด้วยความกลัวนั้น พานพบกับสายตาหลายคู่กำลังจ้องมอง
ผู้คนเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้น บ้างก็วิ่งตาลีตาเหลือกเข้ามา จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งก็ชะงักเว้นระยะห่าง
บ้างก็ฉุดแขนกันให้อีกคนอยู่ดูสิ่งที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ซึ่งไม่น่าเป็อื่นใดนอกจากเธอ
ความประหลาดใจกลับอยู่ที่เด็กผู้หญิงกลางวงล้อม
ผู้คนที่เธอเห็นแตกต่างจากมนุษย์ที่เธอรู้จัก พวกเขาล้วนมีรูปลักษณ์ ร่างกาย และสีผิวแตกต่างกัน ที่นี่ไม่ใช่ที่ ๆ เด็กน้อยเคยอยู่อย่างแน่นอนทว่า นิสัยชอบมุงดูอะไรต่อมิอะไรกลับไม่ต่างจากมนุษย์โลกเลย
“คราวนี้ส่งคนมาเหรอ?” เสียงหนึ่งพูดขึ้นไม่ไกลนัก เ้าของเสียงเป็ชายวัยกลางคน ผมสีแดง ผิวสีเหลือง มีจุดดำแต้มทั่วตัวเป็ดวงคล้ายลายของเสือดาว ดูเขาไม่ประหลาดใจสักเท่าไหร่ ราวกับว่ามันเป็เื่ปกติที่เกิดขึ้นที่นี่
คำพูดของเขาทำให้เด็กน้อยเข้าใจได้ทันที แม้เสียงที่เปล่งออกมาจะไม่ใช่ภาษาที่เด็กหญิงตัวน้อยเคยได้ยิน
ชายคนนั้นกวาดสายตาไปท่ามกลางฝูงชน จนไปพบกับใครคนหนึ่ง
“ริเวนด้า...เธอช่วยดูคน ๆ นี้ให้หน่อยนะ ตอนเย็น เราจะได้สอบถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“ได้สิท่านพ่อ” เสียงใสๆ เล็ดลอดออกมาก่อนที่เ้าของเสียงจะแหวกผู้คนที่ยืนตรงหน้า เพื่อเข้ามาในวงล้อม
เธอคนนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวที่มีผิวสีฟ้า ภายใต้เสื้อผ้าสีเหลืองอ่อนคาดแถบส้มที่ชายผ้า ตัดกับเส้นผมสีดำเงางามสยายอยู่เื้ั เข้าหาเด็กหญิงตัวน้อย
แววตาเธอสงบแต่แฝงความสงสัย ไม่สามารถบอกได้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่
“เธอชื่ออะไรจ๊ะ?” หญิงคนนั้นถาม
“...” ไม่มีคำตอบใด ๆ จากเด็กหญิง
พลันสุรเสียงราชสีห์คำรามลั่น “ทุกคน กลับไปทำงานของตัว มัวแต่ยืนดูก็ไม่ได้อะไร...” ชายตัวลายเสือดาวกล่าวขึ้นด้วยเสียงดัง
ฝูงคนก็ค่อย ๆ กระจายตัวออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั้งบริเวณนั้น เหลือเพียงเขา ริเวนด้าหญิงผิวสีฟ้า และเด็กหญิงตัวน้อยที่ร่างกายยังคงสั่นเทาด้วยความกลัวปนหวั่นวิตก
คนทั้งสองนิ่งเงียบ อยู่เป็เพื่อนเด็กด้วยความเมตตาปรานี รอ และรอ จนกระทั่ง
“เล็กคะ...หนูชื่อเล็ก” เด็กหญิงพูดพร้อมกับแหงนหน้ามองคนทั้งคู่ที่ยืนเคียงกัน
รอยยิ้มคือสิ่งที่เด็กน้อยได้รับกลับมาจากทั้งคู่
“เล็ก...ตัวเล็ก...ฉันจะเรียกเธอว่าตัวเล็กก็แล้วกัน” ชายวัยกลางคนพูด “เดี๋ยวเธอให้พี่สาวคนนี้ดูแลก่อนนะ เธอมาจากไหนไว้ค่อยคุยกันทีหลัง พี่สาว จะพาเธอไปอาบน้ำแต่งตัวและหาอะไรกิน เธอไว้ใจพวกเราเถอะนะ และหากเธอยังไม่รู้ ที่นี่คือหมู่บ้าน เสโตโปลามัสกัส...ลามัส คนนอกเรียกกันอย่างนั้น ที่นี่ไม่มีการใช้ทาส เราใช้หุ่นยนต์ช่วยเหลือ เธอไม่ต้องกังวลใด ๆ” ชายหนุ่มพูดตามความเข้าใจของเขา
เมื่อเด็กสาวยังทำหน้าเรียบเฉยปนสงสัย เขาเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง เขายิ้มและหันหลังกลับออกไป
ริเวนด้า จึงค่อย ๆ เข้าไปพยุงร่าง ของตัวเล็ก เพื่อให้เดินไปด้วยกัน
เด็กน้อยก็ยอมแต่โดยดี แต่ยังมีอาการตัวสั่นสะท้าน และั์ตากว้างอยู่...
...ตัวเล็ก...คือชื่อที่เด็กหญิงตัวน้อยได้รับหลังจากมาที่นี่
ตอนนี้เธอได้รับการดูแล ให้ได้ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ได้อาบน้ำอุ่น ล้างคราบเปื้อนออกจากตัว
ได้กินอาหารรสชาติดี ถึงแม้ลักษณะจะไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ยังพอดูออกได้ว่า เป็ขนมปังก้อน กินกับเส้นหมี่ผัดราดซอส และเนื้อย่างนุ่ม ๆ เป็รสชาติที่เด็กน้อยไม่เคยได้ััมาก่อนในชีวิต
ระหว่างนั้นเธอได้พูดคุยกับ ริเวนด้า บ้างเล็กน้อยแต่ที่มาที่ไป เด็กหญิงไม่สนใจที่จะตอบ
ริเวนด้าก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร ไม่ได้ถามอะไรมากนัก
ตัวเล็ก ได้นอนบนฟูกขนสัตว์นุ่ม ๆ อบอุ่น “อยากให้พ่อกับแม่อยู่ด้วยเวลานี้จัง” เป็ความคิดสุดท้ายก่อนที่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ จะพล๋อยหลับไป...
©Witchmedal