อาณาจักรต้าซ่ง
ภายหลังเมื่อราชวงศ์ถังล่มสลายดินแดนภาคเหนือถูกหลายชนเผ่าเข้ายึดครอง ส่วนแผ่นดินภาคกลางเกิดอาณาจักรน้อยใหญ่ตั้งตนเป็อิสระขึ้นถึงสิบอาณาจักร ปกครองโดย 5 ราชวงศ์ นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง เกิดาระหว่างแคว้นเพื่อแย่งชิงอำนาจการปกครองแต่เพียงผู้เดียว ทหารต่างสู้รบนองเืเพื่อแคว้นของตนประชาชนทุกแคว้นต่างได้รับความเดือดร้อน ทุกข์ยากอย่างนี้กว่า 50 ปี ต่อมา จ้าวเฟิงอิ้น แม่ทัพสำคัญในราชวงศ์โฮ่วโจว และน้องชายจ้าวเฟิงอี้ ร่วมกันนำกองทัพออกต้านศึกกองทัพเหลียว และสยบความวุ่นวายในราชสำนักรวบรวมแผ่นดินที่แตกแยกเข้าเป็หนึ่งอีกครั้ง เมื่อจักรพรรดิราชวงศ์โจวสละราชบัลลังก์ให้กับ จ้าวเฟิงอิ้น จึงสถาปนาราชวงศ์ซ่ง (宋朝) ขึ้นในปี 960 และขึ้นเป็ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ซ่งพระนาม ซ่งไท่จู่
ต่อมาจักรพรรดิซ่งไท่จู่ทรงประชวรและสิ้นพระชนม์ จ้าวเฟิงอี้ พระอนุชาจึงขึ้นครองราชย์สืบต่อมา มีพระนามว่าจักรพรรดิซ่งไท่จง และสานต่อปณิธานการผนึกแผ่นดินจีนให้เป็ปึกแผ่นขับไล่ข้าศึกออกไปนอกด่าน เพื่อราษฎรได้อยู่อย่างร่มเย็นอีกครั้ง
ราชวงศ์ซ่ง
พระราชวังเมืองหลวงเปี้ยนจิง **
(** เมืองเปี้ยนจิง เมืองหลวงยุคราชวงศ์ซ่งเหนือปัจจุบันชื่อ ไคเฟิง)
ณ อุทยานฮวาเยวี๋ยนเขียวชอุ่มแต่งแต้มด้วยดอกไม้หลากสีสันนานาชนิด เหล่าพระโอรส พระธิดา และนางกำนัลกำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน องค์ชายจ้าวเหยียนชิว วัย 10 ชันษา สวมอาภรณ์สีฟ้าสดใส บนหลังมีน้องสาววัย2 ชันษา จ้าวอี้อัน เกาะอยู่บนหลังเสียงหัวเราะเอิ๊กอั๊กอย่างชอบใจ นางดึงคอเสื้อพี่ชายควบเป็ม้าอย่างสนุกสนานแม้เธอจะ 2 ขวบกว่าแล้วแต่ภายใต้อาภรณ์สีชมพูสดใสที่ห่อหุ้มตัวอยู่นั้นทารกน้อยกลับมีร่างกายผอมบางยิ่งนัก เพราะเธอเป็โรคหอบมาแต่กำเนิดส่วนสาวตัวน้อยอีกคน องค์หญิงเหออัน วัย 7 ชันษากำลังเป็ผู้วิ่งไล่จับพี่ชาย ใบหน้าเล็กๆ นั้นงดงาม ผิวขาวผ่องใสอาภรณ์ไหมสีฟ้าที่สวมใส่นั้นพลิ้วไหวไปมาตามลม
“เหออันตามพี่มาให้ทัน” เหออัน น้องสาวคนรองของพี่ชายวิ่งไปร้องเรียกไป “พี่ใหญ่วิ่งให้ช้าหน่อยสิ น้องเหนื่อยแล้ว” เหออันหยุดวิ่งหายใจถี่ๆอยู่หอบใหญ่ เพราะเหนื่อย นางกำนัลที่ร่วมวิ่งไล่ตามล้วนนั่งหายใจเหนื่อยหอบ ..
“วิ่งวิ่ง .. ... หนี หนี” เด็กน้อย 2 ขวบเขย่าตัวพี่ชายให้ควบวิ่งหนีห่างออกไปอีก ดูท่าพี่ชายเองก็หมดแรงเหมือนกันเขาลงนอนแผ่กับพื้นหญ้าหายใจหอบถี่ๆ แต่กระนั้นทุกคนล้วนยังหัวเราะเสียงดัง เสียงสามพี่น้องที่วิ่งเล่นด้วยกันอย่างมีความสุข ไม่ไกลออกไป ณ ศาลาแปดเหลี่ยมกลางอุทยาน สตรีสูงศักดิ์นางหนึ่งใบหน้าผ่องใสดูมีสง่าราศียิ่งนัก เธอสวมอาภรณ์ไหมปักลวดลายอย่างวิจิตรบ่งบอกถึงศักดิ์ฐานะสตรีผู้นี้ เธอคือ “ฮองเฮาต้วนเยว่ซิน” พระนางนั่งอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนมองดูเหล่าเด็กๆ วิ่งเล่นกัน ทรงแย้มสรวลอย่างสุขใจ
พระนางต้วนเยว่ซิน เป็พระขนิษฐาฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าหลี่หรือ ตาลีฟู มีพระชนม์ 30 ชันษา พระนางมีใบหน้างดงามผุดผ่อง ดั่งพระนาม จันทราผิวขาวทรงมีแววตาและรอยยิ้มอันอ่อนโยน ข้างกายมีสตรีคนสนิทวัยเดียวกันยืนอยู่แต่งกายชุดนางกำนัล เธอมองเด็กๆ ที่กำลังเล่นกันอยู่ด้วยแววตาแห่งความรักและภักดี
“ซือซือเ้าว่าพวกเขาจะเหนื่อยกันเป็บ้างไหมนี่” ฮองเฮาหันไปถามคนสนิทข้างกายแล้วตรัสต่อ “เสียงหัวเราะของเด็กๆมันช่างเป็เสียงแห่งความสุขจริงๆ” แล้วพระสรวลเบาๆเฉินซือซือ หรือแม่นมเฉิน คนสนิทไม่ตอบแต่หัวเราะเบาๆ อย่างมีความสุขเช่นกัน
ฉับพลันลูกหนังปักลายสิงโตสีแดงสดผูกกระพรวนขนาดเท่าลูกแตงโมลอยละลิ่วมาจากทิศทางใดไม่ปรากฎแต่มันลอยมากระทบหลังของอี้อัน พระธิดาองค์น้อยที่เกาะอยู่บนหลังพี่ชาย ทารกน้อยไม่ได้าเ็ใดๆแต่เพราะความใจึงร้องไห้เสียงดัง แม่นมเฉิน พุ่งกายเข้าไปหาเด็กทั้งสาม นางรีบรับตัวพระธิดาน้อยมาอุ้มไว้ในอ้อมกอดปลอบเบาๆฮองเฮารีบเดินเข้ามาหันไปทางทิศที่ลูกหนังลอยมาแล้วตวาดว่า “ใครกัน ช่างบังอาจนัก”
หลังพุ่มไม้ไม่ไกลออกไปมีเด็กชายหญิงสามคนเดินตามกันออกมา คนนำหน้าเป็เด็กชายอายุ 12 ปี สวมอาภรณ์ไหมสีน้ำเงิน ปักอย่างวิจิตร ใบหน้าเฉยเมย ศีรษะตั้งตรง เพียงปรายสายตาผ่านเหล่านางกำนัลที่คุกเข่าแล้วเดินต่อไปที่ฮองเฮาด้านหลังติดตามมาด้วยเด็กชายวัย 11 ชันษา สวมอาภรณ์ไหมสีฟ้าตามรั้งท้ายมาเป็ดรุณีน้อยวัย 8 ชันษาใบหน้านางงดงามจิ้มลิ้ม ดวงตา จมูก ริมฝีปากนับว่าเหมาะเจาะ นับเป็ดรุณีน้อยที่งดงามราวเทพธิดาน้อยๆก็ไม่ปาน
“กระหม่อมจ้าวเหยียนจั๋ว”
“กระหม่อมจ้าวเหยียนชี่”
“หม่อมฉันจ้าวหลิงอัน” “ถวายบังคมฮองเฮา”
“ผู้ใดทำร้ายอี้อัน”ฮองเฮาตรัสถามด้วยเสียงเข้ม
“กระหม่อมและน้องๆกำลังเล่นแย่งชิงลูกหนังกันอยู่อีกฟากหนึ่ง มิได้ตั้งใจทำร้ายผู้ใดเพียงแต่กระหม่อมใช้แรงเหวี่ยงมากไป ไม่ทันระวัง ทั้งลูกหนังนี้หามีตาไม่จึงพลาดมาทำร้ายน้องหญิงอี้อันเข้า หม่อมฉันขอประทานอภัยฮองเฮา” องค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วเป็ผู้กล่าว องค์ชายรองเหยียนชี่แม้ประสานมืออยู่ก้มหน้าลงสายตากลับมองนิ่งที่พื้นรู้แก่ใจว่าพี่ชายของตนเจตนาปาลูกหนังใบนี้หวังให้โดนองค์ชายสามเพียงเพราะริษยาที่เห็นพี่น้องเขากำลังเล่นกันสนุกสนาน แต่ลูกหนังกลับไปถูกอี้อันทารกน้อยที่เกาะหลังพี่ชายเข้า
ด้วยคำตอบอันแสนอวดดีขององค์ชายเหยียนจั๋ว ฮองเฮาแม้นไม่พอพระทัยครั้นจะถือเอาโทษก็เกรงว่าจะถูกติฉินเอาได้ว่ากลั่นแกล้งรังแกเด็กโดยเฉพาะเด็กที่เป็พระโอรสองค์โปรดของพระสนมหวังกุ้ยเฟย สตรีที่มองฮองเฮาเป็ศัตรูั้แ่วันแรกที่เสด็จมาถึงแผ่นดินต้าซ่ง ฮองเฮามององค์ชายผู้ถือดีนั้นกลั้นหายใจแย้มพระสรวล “เอาหละ เมื่อองค์ชายใหญ่ไม่มีเจตนาทำร้ายน้องๆ เช่นนั้นแล้วก็ให้ผ่านไปเถอะเราจะไม่เอาความเ้าที่ประมาทเผลอเรอ”
“เช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลาฮองเฮา” องค์ชายเหยียนจั๋ว คำนับพร้อมเอ่ยปากกล่าว
“เด็กไม่ดี” นิ้วน้อยๆ โผล่ออกมาจากด้านหลังใบหน้าองค์ชายสามเหยียนชิวชี้ไปที่องค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว เสียงเล็กๆนั้นทำให้องค์ชายเหยียนจั๋วหันขวับไปทันที แต่ดูเหมือนสายไปเพียงเสี้ยววินาที “เพี้ยวววว ..” ลูกหนังเ้าปัญหาใบนั้นลอยละลิ่วไปกระทบหน้าผากองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ว จนหงายหลังก้นกระแทกพื้น
ณ พระตำหนักซุนจี้
สตรีสูงศักดิ์ใบหน้างดงามนางหนึ่งกำลังทายาบนหน้าผากองค์ชายเหยียนจั๋ว ริมฝีปากบางงดงามขยับบ่น “เหยียนจั๋ว เ้าช่างไม่ได้เื่เลย ปล่อยให้เด็ก 2 ขวบทำร้ายได้” พระสนมหวังกุ้ยเฟยนั่นเอง พระโอรส พระธิดา อีกสองพระองค์ ยืนมองอยู่ใกล้ องค์ชายรองเหยียนชี่ มองพระมารดาที่นั่งบ่นอยู่ตรงหน้าเขาพระนางเป็สตรีที่มีใบหน้างดงามผุดผาดมากที่สุดในบรรดาพระสนมของฝ่าาแม้วัยจะล่วงเข้า 35 ชันษาแล้วก็ตาม พระนางไม่เพียงงดงามที่สุดแล้วยังเป็สตรีร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวง พระสนมหวังกุ้ยเฟยจึงเป็สตรีที่สตรีนับแสนในนครเปี้ยนจิงพากันอิจฉา แต่ทว่าความงามและทรัพย์สมบัติที่มีกลับมิได้ทำให้พระนางมีความสุขมากพอ เหตุเพียงเพราะพระนางทรงเป็รองแก่ฮองเฮาต้วน นั่นเอง
“เหยียนชี่ทำไมเ้าไม่ช่วยพี่เล่า ปล่อยให้ถูกทำร้าย โดยไม่โต้ตอบไปบ้าง” “เสด็จแม่ พี่เหยียนจั๋วไปแกล้งเขาก่อนนะ”
องค์ชายเหยียนจั๋วเอะอะขึ้น“เหยียนชี่ เ้า...ทำไมไปเข้าข้างคนอื่น ..” เขาชี้มาที่น้องชายหมายจะเอาเื่แต่เพราะขยับตัวเร็วไป ก้นที่กระแทกพื้นมาเมื่อสักครู่จึงเจ็บขึ้นมาอีก
“โอ๊ย..เจ็บ เบาๆ หน่อยเสด็จแม่”
องค์หญิงหลิงอันพระธิดาองค์เล็กกล่าว “เสด็จแม่เพคะลูกคิดว่าเสด็จพ่อเมตตาอี้อันมากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ ดูเถิดขนาดชื่อ “อี้” ของเสด็จพ่อยังประทานให้ด้วย” ปากน้อยๆของลูกสาวคนเล็กเจื้อยแจ้วข้างหู เื่นี้อีกเหมือนกันที่กระทบใจพระสนมหวังกุ้ยเฟยเสมอมา ทำให้พระนางยิ่งอารมณ์เสียมากขึ้นไปอีก พระนางเหวี่ยงกระปุกยาที่กำลังทารอยฟกช้ำให้องค์ชายคนโปรดกระเด็นจนแตกกระจาย สามพี่น้องสะดุ้งใกับความรวดเร็วของกระปุกบินใบนี้ รีบสงบปากคำในทันที
“เป็เพราะนางขี้โรคมาั้แ่กำเนิดเสด็จพ่อเ้าจึงเมตตานางมากกว่าใคร แล้วเ้าเล่าทำไมไม่ทำให้เสด็จพ่อโปรดเ้าบ้าง วิชาอักษรบทกลอนของเ้ายังไม่ดีมากพอนะ เวลานี้สิ่งที่เ้าดีกว่านางก็ตรงที่งดงามกว่าแข็งแรงกว่า อย่าลืมนะ เ้าเองต้องอยู่เหนือองค์หญิงทุกคนในวัง โดยเฉพาะ “เหออัน” ฉะนั้นเ้าต้องเรียนให้หนักขึ้นอีก แล้วนี่ ...มายืนอยู่ตรงนี้กันทำไม ยังไม่ไปเรียนหนังสือกันอีกรึ”
องค์หญิงหลิงอัน ดรุณีเยาว์วัยแอบทำสีหน้าเบื่อหน่ายบ่งบอกว่านางคิดผิดจริงๆ ที่ยกเื่นี้ขึ้นมากล่าว หวังจะให้เสด็จแม่บ่นฮองเฮาให้หนักๆตนจะได้รอดพ้นจากการตำหนิ แต่..ผิดคาดจริงๆ นางคำนับพระมารดาแล้วหันหลังเดินตามพี่ชายรองออกจากห้องนั้นไป
ห้องทรงพระอักษร
ภายในห้องทรงพระอักษรบนโต๊ะตัวใหญ่ ชายวัย 39 ปี กำลังก้มหน้าพิจารณาฎีกาต่างๆ อย่างคร่ำเคร่ง ด้านซ้ายมีขันทีคนสนิทวัยกลางคนนามซื่อกง ยืนค้อมตัวน้อยๆ ข้างโต๊ะ ด้านขวาถัดลงมาจากมีองครักษ์คนสนิท เสวี่ยิพระสหายผู้ร่วมรบบุกเบิกแผ่นดินต้าซ่งมาั้แ่ครั้งปฐมกษัตริย์องค์จักรพรรดิซ่งไท่จู่
แม่ทัพเสวี่ยิอายุ 37 ปี เป็แม่ทัพประจำพระราชวัง และเป็ผู้บัญชาการหน่วยอวี๋หลินองครักษ์ประจำวังหลวงที่ทำหน้าที่อารักขาเหล่าเชื้อพระวงศ์ ภายใต้ใบหน้านิ่งเรียบเฉยเขาทำหน้าที่อารักขาฮ่องเต้คุ้มกันชีวิตประมุขแห่งแคว้น มีเพียงดวงตาที่กระพริบในบางครั้งเท่านั้นทำให้รู้ว่าหินสลักก้อนนี้มีชีวิต ....
“กระหม่อมเหยียนชิวถวายบังคมเสด็จพ่อ”
“กระหม่อมอี้อันบังคมเสด็จพ่อ” องค์หญิงน้อยยังพูดได้ไม่ครบ
คำ ค่อยๆ คลานลงจากหลังพี่ชายมาคุกเข่าคารวะด้วย ฝ่าาเงยพระพักตร์ขึ้นเผยให้เห็นใบหน้าของพระองค์ชัดเจน ใบหน้าสี่เหลี่ยม คิ้วเข้มหนา ดวงตาคมดุจมูกเป็สัน หนวดเหนือริมฝีปากตัดสั้นเผยให้เห็นริมฝีปากหนาเคราตัดสั้นมีสีขาวเริ่มแซมบ้างแล้ว ทรงมองเห็นพระโอรสคุกเข่าประสานมือก้มศีรษะส่วนพระธิดาตัวน้อยภายใต้ห่อผ้าแพรพรรณ ถ้าไม่เห็นผมจุก 2 ข้างกับนิ้วมือเล็กๆ โผล่พ้นชายเสื้อออกมาประสานกันอาจคิดได้ว่าเป็กองผ้าพูดได้ ทารกน้อยไต่ลงจากหลังพี่ชายมาคุกเข่าประสานมือทำความเคารพด้วยภาพเช่นนี้ฮ่องเต้แห่งต้าซ่งถึงกับพระสรวลดังลั่น “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ลุกขึ้นได้ ไหน อี้อันเ้ามาหาพ่อตรงนี้ มาตรงนี้” พระองค์กวักพระหัตถ์เรียกพระธิดาและตบที่พระแท่นข้างกายเบาๆ
ท่านแม่ทัพเสวี่ยิเข้าช่วยพยุงองค์ชายสามให้ลุกขึ้น ส่วนพระธิดาน้อยไม่รอให้ใครช่วยนางลุกขึ้นถลาเข้าไปหาเสด็จพ่อที่โต๊ะทรงพระอักษร ฝ่าาอุ้มทารกน้อยที่เดินเตาะแตะขึ้นมานั่งบนตักอย่างรักใคร่ “เป็อย่างไรกันบ้าง “เ้าลูกเต่าน้อย” เกาะหลังพี่เ้ามาอีกแล้วซิ”
“เสด็จพ่อทำอะไรเพคะ” “ฮ่าฮ่า พ่อเ้ากำลังทำงานอยู่ เ้าจะช่วยพ่อด้วยไหมเล่า” อี้อันพยักหน้า “ได้เพคะ”ทุกคนในโถงพากันหัวเราะกับคำตอบไร้เดียงสาของทารกผู้นี้
“เอาหละมาทำความเคารพแล้ว พวกเ้าก็ไปเรียนหนังสือเถิด”
“หม่อมฉันไปเรียนด้วยนะเพคะ”
“หือ!เ้าน่ะหรือจะเรียนหนังสือ” “เพคะ” ทารกน้อยพยักหน้าหงึกหงึกจนผ้าแพรที่ผูกติดจุกทั้งสองข้างสะบัดพลิ้ว
“เอา เอา .. เรียนก็เรียนแล้วเ้าอย่าไปบังคับพวกพี่ๆ ให้วิ่งเล่นกับเ้านะ จำไว้ต้องเรียนหนังสือก่อน” แม่นมเฉินเดินเข้ามารับองค์หญิง อี้อันมาอุ้มนางช่างตัวเล็กนัก จนถึงวันนี้แม้ทารกน้อยจะพระชนม์ 2 ขวบแล้วแต่รูปร่างช่างบอบบางยิ่งนัก แม่นมเฉินพาราชนิกูลสองพระองค์เดินออกจากห้องทรงพระอักษรไป
เมื่อพระโอรสพระธิดาออกไปแล้ว ฮ่องเต้ไท่จงทรงหันไปถามซื่อกงขันที “หมอหลวงหลินมีความคืบหน้าเื่อาการของอี้อันบ้างไหม”
ซื่อกงค้อมกายตอบ “เห็นว่าหมอหลวงวินิจฉัยไว้ดังนี้องค์หญิงน้อยมีอาการหายใจลำบากอยู่บ่อยๆ ขณะบรรทมลมหายใจมีเสียงหวีดออกมาเป็ครั้งคราว หมอหลวงหลินกัว กำชับให้นำสัตว์เลี้ยงทั้งหมดออกจากตำหนักฮุ่ยหลิงแล้ว แต่พระอาการขององค์หญิงน้อยจะกำเริบมากขึ้นเมื่อกระทบอากาศหนาวเย็นเวลากลางคืน ท่านหมอหลวงจัดยาให้องค์หญิงน้อยเสวยทุกวันแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฝ่าาพยักหน้ารับทราบสิ่งที่ขันทีคนสนิทรายงาน สีพระพักตร์ที่หม่นหมอง สักครู่ค่อยๆ กลับมาเป็ปกติก่อนจะเปิดฎีกาฉบับต่อไป แม่ทัพเสวี่ยิดูฝ่าาด้วยสายตาที่เห็นใจเขาก็มีบุตรเช่นกัน แต่เขาโชคดีที่บุตรชายคนเดียวมีร่างกายแข็งแรงเติบโตไปตามวัยหากภรรยาอันเป็ที่รักของเขายังมีชีวิตอยู่ วันนี้เขาอาจมีลูกสาววัยเดียวกับองค์หญิงน้อยก็เป็ได้
ตำหนักเจาซิ่น
ภายในตำหนักเจาซิ่นฝั่งตะวันออก ถูกดัดแปลงให้เป็ห้องเรียนของเหล่าพระโอรส เชื้อพระวงศ์และบุตรขุนนางชั้นสูงเช้านี้มีองค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง องค์ชายสี่ องค์ชายห้าเหล่าบุตรชายขุนนางชั้นผู้ใหญ่ล้วนรุ่นราวคราวเดียวกับประมาณ 10 คน นั่งอยู่แล้ว องค์ชายสามพาลูกเต่าน้อยเกาะหลังเดินเข้ามาในห้องเรียน ในห้องเรียนมีเด็กชายคนหนึ่งอายุ 10 ขวบ เดินเข้ามารับลูกเต่าน้อยออกจากหลังองค์ชายสามมาอุ้มไว้เ้าเต่าน้อยร้องว่า “เรียนด้วย เรียนด้วย” มือกวัดแกว่งไปมา
“ขอบใจนะเสวี่ยซิง” “หามิได้องค์ชายสาม”
อีกด้านหนึ่งของห้องเรียนองค์ชายใหญ่จ้าวเหยียนจั๋วกล่าวเสียงดัง “น้องสามเ้าพาอี้อันมาในห้องเรียน คิดจะก่อกวนการเรียนของพวกเราหรือ” ทางด้านองค์ชายสามมิได้มองไปทางต้นเสียงและกล่าวแบบไม่ใส่ใจผู้ถาม“เสด็จพ่ออนุญาตแล้ว เ้าเงียบไปจะดีกว่า”
องค์ชายใหญ่เหยียนจั๋ววัย 12 ชันษา โอรสพระสนมหวังกุ้ยเฟยาุโที่สุดในชั้นเรียน ทั้งรูปร่างสูงกว่าทุกคน ไม่พอใจองค์หญิงอี้อันั้แ่วันที่นางเอาลูกหนังปาใส่หน้าเขาทำให้ตนได้รับความอับอายต่อหน้าธารกำนัล เขาลุกขึ้นเดินปรี่เข้ามาหมายจะผลักองค์ชายสามแต่เสวี่ยซิง ที่มีรูปร่างสูงใกล้เคียงกับองค์ชายเหยียนจั๋วเดินออกมาขวางประสานสายตากับองค์ชายเหยียนจั๋ว อย่างไม่เกรงกลัว
แต่ก่อนที่เื่ราวจะยุ่งเหยิงมากไปกว่านี้อาจารย์ซวนหรง อาจารย์ใหญ่ตำหนักซุนจี้ ก้าวเท้าเข้ามาในห้องเรียนอย่างช้าๆทว่าย่างก้าวนี้ กลับสยบปัญหาและผู้มีปัญหาได้อย่างเด็ดขาด!
อาจารย์ซวนหรง วัย 45 ปี บัญฑิตที่ฮ่องเต้ซ่งไท่จงเชิญมาสอนหนังสือให้เชื้อพระวงศ์ด้วยพระองค์เองไม่มีใครรู้ภูมิหลังของอาจารย์ซวนหลง นอกจากฝ่าา ดูภายนอกอาจารย์ซวนหรงเป็ผู้ทรงภูมิรู้ใบหน้าสงบนิ่ง ผมและเครามีสีขาวแซมกว่าครึ่ง รัดผมมวยสูง เสียบด้วยปิ่นไม้สน(ซวน) รูปร่างสูงเพรียวแต่งกายด้วยผ้าฝ้ายเนื้อหนาสะอาด เรียบง่ายแต่ไม่ซอมซ่อยากจน บุคลิกโดยรวมนี้ อย่าว่าแต่ลูกศิษย์ที่เกรงกลัว แม้นฝ่าาเองก้อเกรงอกเกรงใจอาจารย์แสนธรรมดาๆผู้นี้ด้วย
“ฝ่าามีรับสั่งมาว่าให้องค์หญิงน้อยมาเรียนหนังสือกับเราด้วย ใครมีปัญหาอะไรไหม?” น้ำเสียงอาจารย์ซวนหรงกล่าวเรียบๆแล้วมองไปรอบๆ ห้อง เหล่าองค์ชาย เชื้อพระวงศ์ รีบก้มหน้านิ่งเงียบรวมทั้งองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วด้วย ชั่วอึดใจแล้วอาจารย์ซวนจึงกล่าวว่า“ก้อแปลว่า ไม่มีใครมีปัญหา! ..เช่นนั้นเรามาเริ่มเรียนกันได้แล้ว“
ตลอดวัน เ้าลูกเต่าน้อยจะนั่งใกล้ๆพี่ชายไม่ห่าง นั่งบ้างนอนหนุนตักพี่ชายบ้าง ส่วนพี่ชายนั่งท่องตำรา เขียนอักษร ที่โต๊ะใกล้ๆ กันเป็ของพระสหาย เสวี่ยซิง ครั้นองค์หญิงน้อยนอนหลับ เสวี่ยซิงคอยพัดโบกให้ด้านองค์ชายเหยียนจั๋ว ที่นั่งถัดไปไม่ไกลนักบางคราชำเลืองมองสองพี่น้องด้วยสายตาไม่พอใจ ถ้าอี้อันตัวน้อยตื่นขึ้นมานั่งเล่นพบสายตานี้เข้า นางจะแกล้งแลบลิ้นหลอกองค์ชายใหญ่เหยียนจั๋วจนเขาหงุดหงิด .... ดูแล้ว พระญาติพระวงศ์คู่นี้น่าจะรักใคร่กลมเกลียวกันอยู่ไม่น้อย....
เมื่อได้เวลาเลิกชั้นเรียนองค์ชายสามและเสวี่ยซิง และจางเหยาพระสหาย ต้องไปฝึกซ้อมวิชายุทธ์อีกฟากฝั่งพระตำหนัก องค์หญิงอี้อัน ทำท่าโดดขึ้นเกาะหลังพี่ชายโดยมี เสวี่ยซิงอุ้มเ้าลูกเต่าน้อยขึ้นเกาะหลังองค์ชายสาม
สามสหายเดินผ่านโถงเรียนด้านฝั่งทิศเหนืออันเป็ห้องเรียนของเหล่าเด็กหญิง ห้องเรียนนี้มีั้แ่พระธิดาคุณหนูบุตรีตระกูลขุนนางชั้นสูงที่ส่งลูกสาวมาร่วมเรียนกับเชื้อพระวงศ์ ห้องเรียนสตรีค่อนข้างเงียบเพราะเหล่านักเรียนกำลังคัดอักษรกัน เด็กชายทั้งสามเดินตัวตรงผ่านไป แต่ชั่วแว่บหนึ่งเสวี่ยซิง แอบปรายตาเข้าไปในห้องเรียนมองหาเด็กสาวคนหนึ่ง องค์หญิงเหออัน พระธิดาฮองเฮาต้วน เขาเห็นเธอกำลังบรรจงเขียนอักษรอยู่ที่โต๊ะซึ่งเธอเองไม่รู้ตัวว่ามีใครคนหนึ่งกำลังแอบมองมาอยู่เธอเงียบๆ
อีกมุมหนึ่ง องค์หญิงหลิงอันพระธิดาพระสมหวังกุ้ยเฟย เอียงหน้าแอบมองไปที่กลุ่มองค์ชายสามและพระสหายที่กำลังเดินผ่านไปสายตาของเธอจับจ้องที่คุณชายน้อยเสวี่ยซิง ที่เธอแอบตั้งชื่อให้เขาว่า “คุณชายหิมะ” มองเขาจนลับสายตาไป แล้วองค์หญิงน้อยผู้นี้ลอบยิ้มน้อยๆกับตนเอง ก้มมองแผ่นกระดาษแล้วลงมือคัดอักษรต่อไป
ราตรีอันเย็นเยียบ
กลางดึกคืนหนึ่งที่ตำหนักฮุ่ยหลิง ที่ประทับของต้วนฮองเฮา เสียงเอะอะดังขึ้นตามมาด้วยเสียงวิ่งตึงตัง ความโกลาหลเกิดขึ้นทั่วทั้งตำหนัก มีเสียงหนึ่งะโขึ้นมา “รีบไปเชิญหมอหลวงหลินกัวมาเร็วเข้า” เสียงแม่นมเฉิน ร้องบอกเหล่านางกำนัลอย่างร้อนใจ
เสียงเอะอะยังคงดังอยู่หากตั้งใจฟังให้ดีๆ จะได้ยินเสียงร่ำไห้ “อี้อัน อี้อัน ลูกแม่อย่าหลับนะลูก อี้อัน” เสียงแม่กรีดร้องเรียกขานชื่อลูกน้อยดังฝ่าความมืดยามรัตติกาลแล้วความวุ่นวาย เสียงเอะอะตึงตังยาวนานครึ่งชั่วยามที่ผ่านมาก็เงียบสงบลง
. .....ความสงบในราตรีนี้ได้กลับคืนมาอีกครั้ง