1
เสียงรถเบรคเอี๊ยดดังลั่น ทำให้เด็กหนุ่มอายุประมาณ16-17 ปี ที่กำลังปั่นจักรยานอยู่บนถนนสะดุ้งเฮือก หันขวับไปมองตามเสียงเบรคด้านหลังด้วยความใ
รถคันใหญ่หรูหราคันหนึ่งพุ่งพรวดลงไปด้านข้าง และเกือบจะตกลงไปในสวนผักข้างทาง โชคดีที่รถถูกเนินดินขวางเอาไว้จึงไม่ตกลงไปทั้งคัน
หญิงวัยกลางคนแต่งกายดีคนหนึ่ง ตะเกียกตะกายออกมาจากประตูฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าอย่างยากลำบากศีรษะของเธอมีรอยเืเล็กน้อยที่เกิดจากการกระแทกกับกระจก เธอหันไปมองรอบๆ และร้องะโขอความช่วยเหลืออย่างตื่นตระหนก
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ใครก็ได้มาช่วยทีค่ะ สามีของฉันหมดสติอยู่ในรถค่ะ!”
เมื่อหันมาเห็นเด็กหนุ่มที่ทิ้งจักรยานเอาไว้ข้างทางและวิ่งตรงมาทางนี้ เธอจึงละล่ำละลักพูดด้วยความดีใจว่า
“พ่อหนุ่มจ๊ะ ช่วยสามีพี่ด้วย เขาติดอยู่ในรถจ้ะ!”
เด็กหนุ่มค่อยๆเดินลงไปข้างถนนเพื่อเปิดประตูฝั่งคนขับ โชคดีที่ประตูไม่ได้ล็อคเอาไว้เขาและหญิงวัยกลางคนจึงช่วยกันเปิดประตู ปลดเข็มขัดนิรภัยและดึงชายวัยกลางคนที่มีน้ำหนักตัวมากและรูปร่างสูงใหญ่ออกมาอย่างทุลักทุเล
ทั้งสองออกแรงลากดึง กว่าจะนำเขาออกมานอนราบบนพื้นถนนได้ เด็กหนุ่มซึ่งหอบด้วยความเหนื่อยหันไปบอกกับหญิงวัยกลางคนว่า
“รอผมอยู่ที่นี่ก่อนนะผมจะรีบปั่นจักรยานไปตามคนมาช่วย หมู่บ้านของผมอยู่ข้างหน้านี่เอง แค่ 400-500เมตรเท่านั้น!”
จากนั้น เขาก็วิ่งกลับไปคว้าจักรยานที่ทิ้งเอาไว้พร้อมกับขี่ออกไปอย่างรวดเร็ว หญิงวัยกลางคนซึ่งนั่งหมดแรงอยู่ข้างๆ สามีได้แต่มองตามด้วยความสิ้นหวัง เธอไม่แน่ใจจริงๆ ว่าเด็กหนุ่มจะไปตามคนมาช่วยจริงตามที่บอก หรือแค่พูดส่งๆ ไปเท่านั้น
เธอพยายามใช้โทรศัพท์มือถือค้นหาเบอร์โรงพยาบาลและสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ๆแต่ก็พบว่าสัญญาณอินเตอร์เน็ตและสัญญาณโทรศัพท์ในบริเวณชนบทนี้ขาดๆ หายๆ ทำให้ไม่สามารถหาค้นหาข้อมูลและติดต่อใครได้
เธอถอนหายใจและร้องไห้ออกมาด้วยความสิ้นหวังได้แต่พร่ำเรียกชื่อสามีและบีบนวดแขนขาของเขาไปมา
สีหน้าของสามีเริ่มซีดลงทีละน้อยไม่ว่าเธอจะพยายามเขย่าตัวและคอยเรียกชื่ออย่างไร ก็ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว
ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงรถขับตรงเข้ามาเมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เธอก็เห็นเด็กหนุ่มผอมบางคนนั้น โผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถะโเรียกเธอ พร้อมกับโบกมือไปมา เหยาหลิงยิ้มออกมาทั้งน้ำตารีบโบกมือตอบด้วยความดีใจ
ระหว่างที่รถกระบะกลางเก่ากลางใหม่ขับไปตามถนนเส้นเล็กๆ มุ่งตรงไปยังหมู่บ้านข้างหน้าเหยาหลิงซึ่งนั่งอยู่ในกระบะหลังโดยมีสามีนอนหนุนตักอยู่นั้นก็สังเกตบรรยากาศระหว่างทางไปด้วย
เธอพบว่าถนนเส้นนี้ทอดผ่านนาข้าวกว้างใหญ่สลับกับแปลงปลูกผักหลากหลาย เมื่อมองไปจนสุดถนนที่มุ่งตรงไปยังหมู่บ้านจะเห็นูเาและเนินเขาที่เป็แนวยาว เขียวครึ้มไปด้วยต้นไม้อยู่ไกลๆ
ทิวทัศน์ที่สวยงามรอบตัว ทั้งทุ่งนาเขียวขจีท้องฟ้าสีสดใสตัดกับสีเขียวครึ้มของูเา และอากาศใสสะอาดทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที
รถกระบะค่อยๆ ขับผ่านเข้าไปตามถนนของหมู่บ้านเก่าแก่ที่มีบ้านเก่าและใหม่สร้างจากหินและไม้เรียงรายกันไป ยิ่งขับลึกเข้าไปตามทางแต่ละบ้านก็เริ่มตั้งอยู่ห่างกันออกไป โดยมีแปลงผักผลไม้ปลูกเอาไว้รอบด้าน
เมื่อผ่านไปยังศูนย์กลางหมู่บ้านชาวหมู่บ้านบางส่วนจับกลุ่มพักผ่อนพูดคุยกันอยู่ บ้างก็เล่นไพ่นกกระจอกและหมากรุกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่พวกเขาเงยหน้าขึ้นมามองรถที่ขับผ่านไปด้วยความสงสัย
แล้วรถก็ขับไปจนถึงท้ายสุดของหมู่บ้านซึ่งอยู่ใกล้กับตีนเขาแถวนี้มีบ้านปลูกอยู่เพียงไม่กี่หลังเท่านั้น
คนขับจอดรถที่หน้าบ้านชั้นเดียวขนาดใหญ่ ที่สร้างแบบซื่อเหอหยวน[1] ล้อมรอบด้วยกำแพงสีขาว หลังคากระเบื้องสีน้ำเงินเข้ม โดยมีด้านหลังของบ้านอยู่ติดกับตีนเขา
เด็กหนุ่มรีบลงจากรถวิ่งไปเคาะประตูไม้สีแดงบานใหญ่ที่ปิดเอาไว้ พร้อมกับะโเสียงดังว่า
“หมอใหญ่จิงครับ! หมอใหญ่อยู่บ้านมั้ยครับ มีคนไข้ด่วนมาหาครับ!”
เขาเรียกอยู่ 2-3 ครั้ง แต่ก็ยังไม่มีใครออกมาเปิดประตู เหยาหลิงซึ่งนั่งรออยู่ที่กระบะรถเริ่มกระสับกระส่ายเพราะเด็กหนุ่มพาพวกเขามาหาหมอจีน ไม่ใช่แพทย์แผนตะวันตกอย่างที่เธอคาดหวังและตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครอยู่บ้านเลยสักคน
ทันใดนั้น ประตูไม้ทาสีแดงสองบานที่ปิดสนิทก็ค่อยๆเปิดออกด้านหนึ่ง ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าสวยงาม ผิวขาวสะอาด อายุประมาณ24-25 ปี ใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีขาว และกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน ก็ก้าวออกมาจากประตู
เขาใช้ดวงตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองทุกคนและหยุดมองคนเจ็บที่นอนอยู่ท้ายกระบะเขาหันมาพูดกับเด็กหนุ่มที่ตะลึงมองด้วยเสียงเรียบๆ ว่า
“หมอใหญ่จิงไม่อยู่ออกไปเก็บสมุนไพรบนเขา”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็หน้าเสียทันที เด็กหนุ่มเกาหัวและหันไปถามคนขับที่เป็พ่อของเขาว่า“พ่อ!ทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ”
ก่อนที่ทุกคนจะพูดอะไรออกมาชายหนุ่มร่างสูงก็หันไปมองเหยาหลิงซึ่งนั่งอยู่ในกระบะรถและพูดกับเธอว่า“พาคนป่วยเข้ามาข้างในบ้านก่อนครับ”
เหยาหลิงถามด้วยความไม่แน่ใจว่า “หมอไม่อยู่ แล้วใครจะรักษาให้ละจ๊ะพ่อหนุ่ม”
ชายหนุ่มมองเธอด้วยดวงตาสีน้ำตาลเข้มและตอบว่า
“ผมจะรักษาเอง”
จากนั้นก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้านและเปิดประตูไม้ทั้งสองบานเอาไว้ เพื่อให้พวกเขาตัดสินใจว่าจะเข้ามารักษาหรือไม่
เหยาหลิงกัดริมฝีปากก้มหน้ามองสามีซึ่งนอนหมดสติใบหน้าหน้าซีดเผือดก่อนจะตัดสินใจให้สามีรักษากับชายหนุ่ม เพราะแถวนี้ไม่มีหมอที่ไหนให้ไปหาและกว่าจะไปถึงก็อาจจะสายเกินไปอีกด้วย
พวกเขาจึงช่วยกันยกชายวัยกลางคนลงมาคนขับรถซึ่งเป็พ่อของเด็กหนุ่มที่ชื่อเสี่ยวหลง เป็คนแบกชายวัยกลางคนขึ้นหลังและเดินเข้าไปในบ้านของหมอใหญ่จิง
พวกเขาเดินข้ามธรณีประตูเข้าไปยังบ้านขนาดใหญ่ที่ตัวบ้านแบ่งออกเป็ 3 ส่วนเรียงติดกันเป็รูปตัว U ตรงกลางบ้านเป็ลานกว้าง มีบ่อบัวกำลังออกดอกสีขาวและสีชมพูบานสะพรั่งด้านหนึ่งของลานบ้านมีชั้นวางกระจาดตากสมุนไพรเอาไว้หลายชั้น และอีกด้านหนึ่งมีกระถางยาวปลูกสมุนไพรและพืชแปลกๆวางเรียงราย
ประตูห้องหนึ่งทางฝั่งตะวันตกของบ้านเปิดกว้างเอาไว้พวกเขาจึงพาคนเจ็บเดินเข้าไป
ภายในห้องนั้นตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งแบบโบราณตรงกลางห้องมีโต๊ะไม้กลมแกะสลักขนาดเล็กตั้งเอาไว้ ด้านหลังสุดของห้องมีเคาน์เตอร์ไม้วางโถยาและกระจาดสมุนไพรเอาไว้
ถัดเข้าไปมีชั้นใส่ยาขนาดใหญ่เต็มผนังซึ่งมีลิ้นชักขนาดเล็กใส่สมุนไพรนับร้อยชนิด้าชั้นมีโถกระเบื้องเซรามิคและโถแก้วใส่ยาต่างๆ วางเรียงรายเป็ระเบียบ
อีกฝั่งของห้องเป็เตียงสำหรับคนไข้ด้านข้างมีโต๊ะไม้และตู้วางอุปกรณ์การแพทย์แผนจีน
กลิ่นสมุนไพรจีนที่ลอยอยู่ในอากาศและความเคร่งขรึมของห้อง ทำให้ทุกคนรู้สึกสงบใจอย่างประหลาด
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่กำลังเตรียมอุปกรณ์รักษาหันมาบอกให้พวกเขาพาคนเจ็บไปนอนบนเตียงที่ปูผ้ายางเอาไว้
เหยาหลิงอดถามเขาไม่ได้ว่า “ขอโทษนะคะคุณเป็หมอด้วยหรือเปล่า”
ชายหนุ่มตอบว่า “ผมเป็หลานของหมอใหญ่จิงและ...” เขาสบตาทุกคนในห้อง และพูดต่อด้วยเสียงที่มั่นคงว่า
“ผมยังเป็แพทย์แผนจีน ชื่อ จิงซิงอี้ครับ!”
จิงซิงอี้เริ่มต้นการรักษา ด้วยการใช้หูฟังทางการแพทย์ฟังเสียงหัวใจและการหายใจของคนไข้จากนั้นเขาจึงจับชีพจร ในระหว่างนั้น เขาก็สอบถามอาการจากเหยาหลิงไปด้วย
เธออธิบายว่า ทั้งคู่ขับรถมาทำธุระบริเวณนี้ทันใดนั้น สามีซึ่งกำลังขับรถอยู่ก็เกิดอาการตาลาย ปวดหัวอย่างรุนแรงและแขนขาชาเกร็งขึ้นมา ทำให้ไม่สามารถบังคับรถได้ แต่สามีของเธอก็พยายามประคองรถให้จอดข้างทางจากนั้นเขาก็หมดสติไป
เมื่อได้ฟังที่เธอเล่า จิงซิงอี้ก็ตรวจเช็คแขนขาและร่างกายของผู้ป่วยเพื่อดูว่าเขาได้รับาเ็ตรงไหนด้วยหรือไม่
เขาซักถามอาการต่อว่าก่อนหน้านี้คนเจ็บมีอาการผิดปกติอะไรบ้าง
เหยาหลิงทบทวนความจำ และตอบอย่างระมัดระวังว่า่หลังมานี้ สามีของเธอหรือหยวนซุน ทำงานหนักมากเพราะธุรกิจอาหารแช่แข็งของเขากำลังมีปัญหา
เขามีความกังวลและเคร่งเครียดแทบจะตลอดเวลานอนไม่หลับ หงุดหงิดโมโหง่าย มักจะบ่นเวียนศีรษะ ตาลายบางครั้งหมดแรงและแขนขาชาบางส่วน
เมื่อพวกเขาไปหาหมอที่โรงพยาบาลหมอก็วินิจฉัยว่าเป็อาการที่เกิดจากความเครียดและได้ให้ยาคลายเครียดที่ช่วยให้นอนหลับ และยาบำรุงมา ซึ่งอาการก็ดูเหมือนจะดีขึ้นแต่อาการหมดแรงและแขนขาชายังคงเกิดขึ้นเป็ระยะ
สามีคิดว่าน่าจะเกิดจากการที่เขาใช้คอมพิวเตอร์ทำงานมากและนั่งท่าเดิมนานๆ จนเกิดออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)
แต่ทุกคนก็ต้องหยุดพูด เมื่อหยวนซุนซึ่งนอนหมดสติอยู่เกิดอาการกระตุกเกร็งขึ้นมา!
จิงซิงอี้ลุกขึ้นยืนทันทีเขาบอกให้สองพ่อลูกเสี่ยวหลงช่วยกันจับตัวคนไข้เอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คนไข้ตกเตียงและดิ้นในขณะที่เขารักษา
จิงซิงอี้ใส่ถุงมือยางด้วยความรวดเร็ว เขาใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเช็ดทำความสะอาดบริเวณเส้นลมปราณอินและตูที่ิัหยิบเข็มในห่อพลาสติกออกมา
จากนั้น เขาก็ใช้เข็มแรกปักไปที่จุดเน่ยกวาน บริเวณตรงกลางเหนือรอยพับข้อมือด้านในและหมุนวนเข็มไปมาเป็เวลาหนึ่งนาที เพื่อช่วยให้ชี่และเืไหลเวียนสะดวก และฝังเข็มต่อไปที่จุดเหรินจงบริเวณร่องจมูกและหมุนวนเข็มเบาๆ
หลังจากผ่านไปสักพัก ทุกคนเห็นว่าหยวนซุนเริ่มมีน้ำตาไหลซึมออกมาซึ่งเป็สัญญาณบ่งบอกว่าทวารสมองที่ปิดอยู่ได้เปิดออกแล้ว
และสุดท้าย จิงซิงอี้ใช้เข็มฝังไปที่จุดซานอินเจียวบริเวณขาด้านในเหนือยอดตาตุ่มขึ้นมาเพื่อช่วยสร้างไขกระดูก และทำให้สมองแข็งแรง
เขาทำซ้ำทุกๆ 5 นาที จนเวลาผ่านไปประมาณ 20 นาที อาการชักเกร็งของหยวนซุนก็ค่อยๆหายไป ลมหายใจของเขาเริ่มสงบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ทุกคนที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ต่างลุ้นตามอย่างใจหายใจคว่ำ พวกเขาไม่แน่ใจว่าแพทย์จีนจะสามารถรักษาอาการรุนแรงแบบนี้ได้จริงหรือไม่แต่เมื่อเห็นวิธีการรักษาและความมั่นคงของจิงซิงอี้ พวกเขาก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด
จิงซิงอี้เรียกชื่อหยวนชุนซ้ำๆ และในที่สุดหยวนชุนก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมา
[1] ซื่อเหอหยวน “Siheyuan” คือ บ้านชั้นเดียวแบบจีนโบราณที่ล้อมรอบคอร์ตหรือลานตรงกลางไว้ด้วยเรือนทั้งสี่ด้านและมีทางเข้าออกด้านหน้า