ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเสียงพูดคุย เและความเคลื่อนไหวของคลื่นชนที่มารวมตัวกันในลานกว้างแห่งเมืองจงหนานนั้น
ความคึกคักของการชุมนุมในปีนี้ถึงขั้นที่ว่าทุกซอกทุกมุมต่างแน่นขนัดด้วยผู้บำเพ็ญเพียรจากทั่วทุกสารทิศ
เสียงของเหล่าหนุ่มสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นและตื่นเต้นในการทดสอบเริ่มดังขึ้นทีละคน สะท้อนถึงความกระหายในการพิสูจน์ตนเองและฝันที่จะได้เป็ศิษย์ของขั้วอำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งแคว้นเทียนิ
“ท่านผู้าุโขอรับ.. เมื่อไหร่จะเริ่มการทดสอบพร์เสียทีหนึ่ง?”
หนึ่งในเด็กผิวเข้มรูปร่างล่ำกล่าวขึ้นด้วยความอดทนที่ใกล้ขีดจำกัด ข้างกายเขาก็มีหญิงสาวผมยาวในชุดคลุมสีฟ้าเอ่ยตามอย่างมีชีวิตชีวา
“ใช่แล้วๆ ไม่ใช่ว่าพวกท่านเองก็มาครบกันแล้วไม่ใช่หรือเ้าคะ?”
คำถามนี้พลันเรียกความสนใจจากผู้คนรอบข้างให้หันมาจับจ้องที่บรรดาผู้าุโทั้งเก้าสำนักซึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าเวทีหลักอย่างพร้อมเพรียง
หลายคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคำถาม เพราะภายในใจของพวกเขาต่างก็อดรนทนไม่ได้เช่นกัน
ทว่าตัวของผู้าุโจากสำนักอัคคีกลับหัวเราะพลางส่ายศีรษะ
“ไม่ต้องรีบร้อนไปเ้าพวกลูกเจี้ยบ!”
“ถึงพวกเราจะมากันครบทั้งเก้าสำนักแล้วก็จริง ทว่าขั้วอำนาจหลักในการชุมนุมครานี้ยังมาไม่ถึง!”
เมื่อคำพูดนี้เอ่ยออกมา บรรยากาศที่วุ่นวายเมื่อครู่ก็คล้ายจะชะงักลงเล็กน้อย สายตาหลายคู่เริ่มหันมามองหน้ากันอย่างสงสัย
ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเย็นเยียบเอ่ยขึ้นจากซุ้มของสำนักิญญา พร้อมกับร่างของชายวัยกลางคนที่ก้าวเข้ามานั่ง
“เหอะๆ ถึงไม่อยากจะยอมรับ แต่สำนักของพวกเราเทียบไม่ได้กับหนึ่งในห้านิกายใหญ่ของแคว้นเทียนิแห่งนี้หรอกนะ!”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนแทบไม่กล้าตอบโต้ เพราะมันคือความจริงอันแสนเ็ปที่ยากจะปฏิเสธได้
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้ ขอบเขตของอำนาจคือทุกสิ่ง แม้สำนักทั้งเก้าจะยิ่งใหญ่ในระดับหนึ่ง ทว่าเมื่อกล่าวถึงห้านิกายหลักที่ปกครองแคว้นเทียนิอย่างแท้จริง พวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับสายธารที่ไหลจากภูผาใหญ่ ถูกกำหนดให้เป็เพียงผู้เฝ้ารออย่างอดทนเท่านั้น
ขณะเดียวกัน กลุ่มของผู้าุโก็เริ่มสนทนาแลกเปลี่ยน เสียงของชายชราผมสีเงินจากสำนักดาบอรุณรุ่งก็ดังขึ้นด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“คนอย่างแกพูดออกมาแล้วไม่น่าเชื่อถือเลยนะเหยียนเส้าเจ๋อ!”
“ว่าแต่ทำไมสีหน้าของแกเป็แบบนั้น.. มีเื่ดีๆเกิดขึ้นเรอะ?”
ทุกสายตาหันไปยังผู้าุโจากสำนักิญญาผู้มีนามว่าเหยียนเส้าเจ๋อทันที
สีหน้าของเขาในยามนี้แตกต่างจากก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด หากเมื่อก่อนเขามักจะเคร่งขรึมและดูเ็า ทว่ายามนี้กลับเผยยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความพึงพอใจและคาดหวังบางสิ่งบางอย่าง
แววตานั้นฉายประกายเฉียบคม ราวกับมีแผนการมากมายเตรียมไว้ในใจอย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน
แน่นอนว่าใครก็ตามที่สังเกตได้ย่อมรู้ในทันทีว่าผู้เฒ่าผู้นี้มีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่เื้ัรอยยิ้มอย่างแน่นอน
แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถามให้ชัดเจน เพราะกับคนเช่นเหยียนเส้าเจ๋อแล้ว หากไม่อยากให้รู้ ก็ไม่มีใครล้วงความลับจากเขาได้
ขณะที่ความสงบเริ่มปกคลุมทั่วลานกว้าง หลัวหยางในยามนี้ยังคงยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนโดยไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ
และในวินาทีนั้นเอง เสียงของระบบสังหารโชคชะตาก็ดังขึ้นในจิตใจอย่างร่าเริง
【ผู้สนับสนุนหลักมาแล้วเว้ยไอ้ศิษย์รัก】
น้ำเสียงของระบบฟังดูตื่นเต้นผิดปกติ จนหลัวหยางถึงกับยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
แต่ยังไม่ทันได้ตั้งคำถาม สรรพสิ่งเหนืออาณาเขตลานกว้างก็บังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในฉับพลัน
เพียงเสี้ยวลมหายใจ ร่างสีทองขนาดใหญ่พุ่งทะยานจากขอบฟ้าเข้าสู่ศูนย์กลางของลานกว้างด้วยความเร็วที่เกินกว่าตาสามัญจะจับทัน
ฟากฟ้าก็พลันแปรเปลี่ยนจากความสดใสกลายเป็มืดมน แรงกดดันอันมหาศาลแผ่ลงมาราวกับโลกทั้งใบกำลังถูก์บดขยี้
ร่างนั้นกางปีกกว้างปกคลุมท้องฟ้า เปล่งประกายสีทองเจิดจ้าอย่างเกินบรรยาย พลังอำนาจของมันรุนแรงและหนักหน่วงถึงขนาดที่ทำให้เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำถึงกับทรุดกายลงกับพื้นอย่างไม่รู้ตัว ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยเหงื่อเย็นและความหวาดกลัว
สัตว์อสูรขนาดใหญ่เบื้องหน้านั้นมีลักษณะคล้ายอินทรี ปีกที่แผ่กว้างออกทั้งสองข้างปกคลุมฟากฟ้าและแผ่ประกายสีทองจ้า
ขนแต่ละเส้นดูราวกับเส้นโลหะศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านการขัดเกลามานับหมื่นปี
ดวงตาคมกริบและเสียงร้องของมันสะท้อนดังกึกก้องไกลไปทั่วแผ่นฟ้าและพื้นดิน ทำให้ทุกผู้คนต้องหยุดนิ่งราวกับเวลาถูกตรึง
“อะ.. อินทรีปีกทองคำ! สัตว์อสูรระดับห้าของนิกายเทียนิละ!”
ทันใดนั้น สีหน้าและแววตาของทุกคนที่อยู่ในลานกว้างก็แปรเปลี่ยนไปอย่างพร้อมเพรียง
บรรยากาศที่เคยมีชีวิตชีวาและวุ่นวายพลันกลายเป็เงียบสงัดโดยสิ้นเชิง
เหล่าผู้ฝึกตนจำนวนมากถึงกับยืนนิ่งราวกับรูปปั้น พวกเขารู้ดีว่าเมื่ออินทรีปีกทองคำปรากฏขึ้น นั่นย่อมหมายความว่าผู้แทนจากนิกายเทียนิ หนึ่งในห้านิกายั์ของแคว้นนี้ ได้เดินทางมาถึงแล้ว และนี่คือจุดเริ่มต้นของการคัดเลือกที่แท้จริง
เหล่าผู้าุโทั้งสิบจากสำนักต่างๆที่เคยตั้งตนด้วยความภาคภูมิ
ถึงกับรีบลุกขึ้นยืนอย่างพร้อมเพรียงและประสานมือแสดงความเคารพต่อร่างทองเบื้องบนโดยไม่ต้องมีใครออกคำสั่ง
สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเคารพและระมัดระวัง
แววตาฉายแววจริงจัง ราวกับ้าแสดงออกว่าพวกตนไม่มองข้ามสถานะอันสูงส่งของผู้ที่มาถึงในยามนี้
ด้านหลังของอินทรีปีกทองคำอันยิ่งใหญ่ที่โบยบินมาด้วยพลังอันกึกก้องเกรียงไกรนั้น แท้จริงแล้วหาใช่เป็เพียงสัตว์อสูรธรรมดาไม่ หากเป็พาหนะส่วนตัวของยอดฝีมือระดับสูงซึ่งในยามนี้กำลังก้าวลงจากหลังอินทรีอย่างเงียบงัน
ท่ามกลางสายตาแห่งความตื่นตระหนกของผู้คนมากมาย ร่างของชายชราผู้หนึ่งปรากฏขึ้น
ชายชราผู้นี้มีท่าทางดูราวกับผู้เฒ่าใจดีผู้มากด้วยเมตตา ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอ่อนโยนอย่างแท้จริง
ดวงตาคู่นั้นฉายแววอ่อนลึกยากจะหยั่งถึง หนวดเครายาวสีขาวโพลนสะท้อนแสงแดด ขณะเดียวกัน เสื้อคลุมสีขาวสง่าที่สวมใส่ถูกปักด้วยด้ายลวดลายทองคำบริสุทธิ์ คล้ายกับว่าชุดดังกล่าว เป็สัญลักษณ์ของฐานะอันสูงส่งที่ไม่มีใครกล้าล่วงละเมิด
เมื่อเท้าเขาแตะพื้นลานหินเบื้องล่างอย่างช้าๆ คำพูดที่เปี่ยมด้วยพลังอำนาจก็พลันเอ่ยออกมาจากริมฝีปากบางอย่างเรียบง่าย
“วันนี้ข้ามีลางสังหรณ์ที่พิเศษนะ.. จึงตัดสินใจเดินทางมายังเมืองจงหนานด้วยตนเอง”
เมื่อบรรดาผู้าุโจากทั้งเก้าสำนักเห็นชายชราผู้นี้อย่างชัดเจน
สีหน้าและแววตาของแต่ละคนก็พลันเปลี่ยนไปในทันที ไม่มีใครคาดคิดว่าตัวตนระดับนี้จะเดินทางมาด้วยตนเอง
ท่ามกลางความเงียบงันอย่างฉับพลัน มีเสียงหนึ่งหลุดออกจากริมฝีปากของผู้าุโจากสำนักดาบอรุณรุ่ง
“ท่านคือ.. หนึ่งในผู้าุโสูงสุดของนิกายเทียนิ ท่านหวังฉี!”
บรรยากาศที่คึกคักอยู่เมื่อครู่ก็สั่นะเืเลือนลั่นไปอีกครั้ง
ทุกคนต่างตื่นตระหนก สีหน้าของผู้าุโทั้งเก้าสำนักแปรเปลี่ยนเป็ความเคารพสูงสุดทันทีที่ได้ยินนามนี้
เพราะหวังฉีคือหนึ่งในผู้าุโสูงสุดของนิกายเทียนิ หนึ่งในผู้บำเพ็ญเพียรที่บรรลุระดับประกาศวิถีเทพ
ถือเป็ตัวตนระดับสูงสุดของแคว้นเทียนิ ผู้มีสิทธิ์ชี้ชะตาเมืองทั้งเมืองด้วยคำพูดเพียงคำเดียว
ทุกสายตาจับจ้องไปยังชายชราผู้นี้ ขณะที่เหล่าศิษย์จากแต่ละสำนักรีบประสานมือโค้งคำนับอย่างพร้อมเพรียงแม้ไม่มีคำสั่งใดๆ
แววตาของทุกผู้คนล้วนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ความยำเกรง และความหวังว่าจะได้พบปาฏิหาริย์ในวันนี้
หวังฉีหัวเราะเบาๆอย่างเป็กันเองพลางโบกมือให้ทุกคนผ่อนคลาย
“เหอะๆ ทำตัวตามสบายกันนะพวกเ้า ว่าแต่เรามาเริ่มการทดสอบพร์กันเลยดีกว่า”
“ในวันนี้ข้านำอุปกรณ์การทดสอบพร์ระดับสูงมาด้วยนะ”
“สามารถระบุได้ทั้งอายุ พร์ รวมถึงศักยภาพที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้ภายในจิติญญาอย่างลึกซึ้ง!”
ยังไม่ทันที่คำพูดจะจบลงสมบูรณ์ ชายชราก็พลันสบัดชายแขนเสื้อคลุมเพียงครั้งเดียว
ทันใดนั้นเอง ลำแสงสีเงินสว่างจ้าเส้นหนึ่งก็พุ่งทะยานลงมาจากเหนือศีรษะ ปักลงมายังจุดศูนย์กลางของลานกว้างอย่างหนักหน่วง
ท่ามกลางเสียงกึกก้องนั้น พื้นหินที่ถูกเสาต้นนั้นปักลงไปรอบวงกว้างถึงกับแยกตัวเล็กน้อยเพราะแรงกระแทก
และเมื่อสายตาทุกคู่จับจ้องไปยังสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้า ก็ถึงกับต้องอ้าปากค้างด้วยความตะลึง
แท่งเสาสลักสีเงินต้นนั้นมีความสูงกว่าสามจั้ง พื้นผิวรอบแท่งเสาเต็มไปด้วยลวดลายอักขระโบราณที่ซ้อนทับกันอย่างละเอียดงดงาม
มีแสงเรืองรองลอยวนไปมาราวกับเสานั้นหายใจได้ และภายในเสาเหมือนจะมีประกายแสงสีม่วงสว่างจางๆวูบไหวอยู่เป็ระยะ รัศมีพลังที่แผ่ออกมาจากตัวเสานั้น ทำให้ผู้าุโทุกคนต่างเบิกตากว้างและอุทานขึ้นเสียงดัง
“เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนิ?!!”
เสียงร้องดังขึ้นจากผู้าุโของสำนักวิถีไร้รูปอย่างไม่อาจกลั้น
สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็ซีดเผือดราวกับได้เห็นสมบัติต้องห้ามจากสมัยโบราณ
บรรดาผู้คนที่เคยได้ยินตำนานต่างก็เริ่มพูดคุยกระซิบกระซาบกันอย่างไม่หยุดหย่อน
เพราะเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนินั้นไม่ใช่อุปกรณ์ที่หาได้ทั่วไปในโลกบำเพ็ญเพียร
มันเป็สมบัติล้ำค่าและถือเป็หนึ่งในสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของนิกายเทียนิเลยก็ว่าได้ มันถูกกล่าวขานว่าเป็อุปกรณ์ที่เกิดจากการหลอมรวมโลหะจากเทือกเขาอัสนี ผสานกับจิติญญาของดาราทั้งเจ็ดที่ถูกผนึกไว้อย่างแ่า
มีคุณสมบัติพิเศษถึงสามประการในหนึ่งเดียว กล่าวคือสามารถใช้โจมตีได้ดั่งศาสตราเทพ ใช้ป้องกันได้ดั่งโล่แห่งฟ้า และใช้ตรวจสอบศักยภาพภายในของผู้บำเพ็ญเพียรได้ลึกถึงชั้นจิติญญาที่ซ่อนเร้น
บรรยากาศที่เคยตึงเครียดอยู่แล้วก็ะเิขึ้นอีกครั้งจากแรงกระเพื่อมแห่งความตื่นตะลึง
เพราะไม่มีใครกล้าคิดเลยซักนิดว่า การทดสอบเฟ้นหากลุ่มคนจะยกระดับขึ้นถึงเพียงนี้กัน