ตอน 09
ตื้นตัน
(ส่วนตอนท้าย)
สุรีย์รัตน์ผินมองตุ๊กตารัสเซียที่ส่งแววตาซื่อละมุนเช่นกัน ระลึกในใจคนเป็พ่อจะลำบากลำบนไหมนะ ต้องหาเปียโนแบบไหนให้ลอริสเล่นล่ะหนอ หรืออาจเป็ไปไม่ได้เลย
คนเล่นมีแล้วขาดแต่เปียโน นี่คงเป็ปัญหาจุกอกราวกับฝันค้าง
“อยากให้งานคริสต์มาสมีเสียงเพลงเปียโนจัง...” สุรีย์รัตน์รำพันอย่างเลื่อนลอย
เวลาผ่านล่วงจนเย็นย่ำ รถยนต์สีขาวคุ้นตาเคลื่อนเข้าจอดประจำที่ ร่างชายวัยสี่สิบหิ้วกล่องสีขาวที่ร้อยเชือกเข้าห้องกระจก สุรีย์รัตน์ยิ้มทักทายแล้วยกมือไหว้ ส่วนลอริสค่อยลุกขึ้นยืนก้มผงกเล็กน้อย
“ซดราสท์ วุย ถิ” เสียงหวานเป็คำรัสเซียที่คนในบ้าน 'สุขสรวง์' เริ่มคุ้นเคย ได้ยินทีไรก็พาให้คนเยือนรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจเสมอ
เกริกไกรแย้มบางเบาพลางเอ่ยทัก “สะ ด๊าส วุย ถิ” เช่นกัน แม้สำเนียงฟังแล้วทะแม่ง ๆ ไม่เอาไหน แต่คนไม่ได้เรียนก็ทำได้เท่านี้เอง พลางหันไปสบมองลูกสาวที่นั่งขำคิก ๆ
“พ่อพูดรัสเซียไม่ได้เื่เลย ฮ่า ๆ”
เ้าของบ้านยิ้มเขิน ๆ พลางเกาหัว ลูกสาวได้ทีจึงขอหยอกเล่นสักหน่อย “ต้องไปเรียนกับน้าวนัสแล้วนะคะ ฮ่า ๆ”
แต่คนเป็พ่อก็ใช่ว่าจะยอม อยากต่อมุกให้ลูกขำท้องแข็ง “น้าวนัสยังเอาตัวไม่รอดเลยลูก ฮ่า ๆ”
สองพ่อลูกขำคิกคักกันสนุก นึกขึ้นได้จึงต่างผินมองทางเก้าอี้นวม ลอริสนั่งลงตามเดิมแล้วกอดตุ๊กตากระต่าย สายตาสบมองดูซื่อ ๆ เหมือนตุ๊กตาไม่มีผิด
“ลอริสน่ารักเสมอนะ วันนี้ก็น่ารัก วันไหน ๆ ก็น่ารัก” เกริกไกรรำพันสิ่งสวยงามที่มีชีวิต พลางแย้มน้อย ๆ ให้แล้วเอ่ยชม “คราซิวา”
ไม่ช้าแค่ชั่วอึดใจ ตุ๊กตามีชีวิตที่ทุกคนััได้ค่อยก้มผงกเช่นเคย เอื้อนเอ่ยคำหวาน “สปาซิบะ...” ตอบรับ
สุรีย์รัตน์ช่วยปรบมือดีใจจนหน้าบาน “พ่อชมน้องใหญ่เลย น้องขอบคุณด้วย น่าร้าก... จัง โอย...”
เกริกไกรหันมายิ้มเขิน ๆ ให้ลูกสาว ไม่ได้พูดคำใดได้แต่ถือกล่องขาว ๆ ดูเก้ ๆ กัง ๆ สุรีย์รัตน์เห็นมาแต่แรกกลับลืมทักเสียสนิท พอสบโอกาสจึงถามไปยิ้มเขินไป
“ถืออะไรมาอะพ่อ... ยังกับของกิน... แฮ่...”
คนเป็พ่อทำเหมือนมีลับลมคมใน ก้มตัวลงแล้วกระซิบข้างหูลูกรัก “เอาไว้กินกันตอนค่ำ ๆ ข้างในเป็เค้ก กะจะเลี้ยงวันเกิดลอริส”
ลูกสาวเบิกตาโตอ้าปากค้าง ที่ใไม่ใช่เพราะจะได้กินเค้กที่โหยหามานานหรอก แต่กลับไม่ทันรู้ว่าพ่ออยากจะฉลองวันเกิด
แต่... คุ้นว่าในเล่มพาสปอร์ตตอนสานิตย์ปั๊มผ่านแดนให้ วันเกิดของลอริสกลับเป็่กลางปีมิใช่หรือ
“พ่อจำวันเกิดลอริสผิดแล้วมั้งคะ ฮ่า ๆ” ลูกสาวอดขำไม่ไหวปล่อยเสียงหัวเราะลั่น คนเป็พ่อได้แต่เกาหัวจนผมยุ่ง
“เอาน่า อยากฉลองย้อนหลังสี่ห้าเดือนไงลูก...”
ที่จริงเกริกไกรไม่ได้พูดเพื่อแก้ตัว แต่เป็ความตั้งใจแต่แรกที่จะยื่นมอบความสุขย้อนหลัง
“น้ำอย่าลืมนะ ลอริสคงขมขื่นชีวิต่นั้น คงไม่มีความสุขเลยก่อนลี้ภัยมาไทยสักเดือนสองเดือน”
สุรีย์รัตน์แย้มละมุนยอมรับ “จริงด้วยค่ะ น่าสงสารมาก ถือโอกาสเทศกาลนี้ฉลองเพื่อน้องด้วยเลยก็ดีค่ะ”
สองพ่อลูกสบมองลอริสที่ยังส่งแววตาหญิงสาวใจดี ดูอ่อนโยนน่าทะนุถนอมจับหัวใจทุกครั้ง มองกี่ทีกี่หนก็ไม่เคยเบื่อ ไม่เคยรู้สึกว่าเป็การเสแสร้งแกล้งทำ ทั้งหมดล้วนมาจากจิตใจบริสุทธิ์อ่อนโยนผ่านดวงตาคู่งามสีคราม
“หายากนะคะ หญิงสาวที่อ่อนโยนแบบนี้ เหมือนตุ๊กตา เหมือนนางฟ้ามาก หนูอยากเป็อย่างลอริส แต่นิสัยสร้างมาเคยชินคนละอย่างกัน เลยเป็อย่างน้องไม่ได้”
สุรีย์รัตน์พรรณนาทุกอณูรู้สึกในใจที่มี ฝ่ายพ่อลูบศีรษะปลอบโยน “น้ำก็น่ารักน่าเอ็นดูนะ พ่อยังมีความสุขเลยที่น้ำเป็ตัวของตัวเอง”
“ขอบคุณค่ะพ่อ” ลูกสาวหยีตาพริ้มให้รางวัล พลันใส่มุกส่งท้ายตามนิสัยบ้า ๆ บ๊อง ๆ
“ค่ำนี้หนูรอหม่ำเค้กนะคะ อยากจะแย่แล้ว”
เกริกไกรขำคิก ๆ ได้ทีขอใส่มุก “ระวังอ้วนนะลูก ฮ่า ๆ”
“นาน ๆ ทีค่ะพ่อ แฮ่... อยากตามใจปาก” ลูกสาวหรี่ตายิ้มส่งให้
เกริกไกรวางกล่องเค้กบนโต๊ะรับแขก หยิบแผ่นเสียงเปิดเล่นเพลงไวโอลินให้บรรยากาศเคลิ้ม ๆ
สุรีย์รัตน์ยืนเหม่อมองท้องฟ้าที่เริ่มโพล้เพล้ นึกในใจนับแต่นี้ไปจนวันปีใหม่ ทุกคนได้หยุดพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว แต่ไยเล่า เหมือนไม่มีใครให้ของขวัญกับตนเลย หรืออาจคาดหวังมากไป หรือคงเร่งร้อนเกินไป
ถ้าไม่นับว่าเค้กวันเกิดของลอริสคือของขวัญ บางทีก็ยังอยากให้มีใครมอบให้บ้าง เล็ก ๆ น้อย ๆ เป็ของใช้ประจำวันก็ยังดี
แต่ตนก็เติบโตจนเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ต้องไม่งอแงเป็เด็กน้อยอีกต่อไป อยากได้ก็ขอตังค์พ่อซื้อหรือเก็บหอมรอมริบทีละน้อย ยกตัวอย่างตุ๊กตาฝรั่งเศสที่เคยรบเร้าให้พ่อซื้อ จากนี้ไปก็คงต้องเก็บเงินซื้อเอง
แต่มานึกอีกที... คนที่ชีวิตเศร้าสร้อยกว่ากลับเป็ตุ๊กตารัสเซีย น้องเพียงอายุสิบห้าแต่ชีวิตต้องสิ้นหวัง ไร้พ่อไร้แม่แล้วต้องมาอยู่บ้านพักพิงที่ไม่ใช่ญาติ ภาษาก็เป็อุปสรรคใหญ่ที่ใช้สื่อสารกัน แต่ลอริสก็พยายามไม่สร้างปัญหาให้ยุ่งยากลำบากกว่าเดิม
ลอริสคือหญิงสาวที่อยากขอระลึกไว้เป็กำลังใจให้ตนเอง
ไม่ได้ของขวัญก็คงไม่เป็ไร ขอแค่ลอริสมีความสุขก็พอ นั่นคือของขวัญของพี่เลี้ยงใจดีคนนี้แล้วล่ะ
ไม่รู้ว่าพ่อจะหาแชมพูสกัดจากธรรมชาติได้ไหมหนอ อยากให้ลอริสได้ใช้เพื่อผมแข็งแรง ลอริสอยากไว้ผมยาวเหมือนราพันเซล...
แล้วเปียโนที่ลอริสอยากเล่นเล่า คงเป็เพียงฝันค้างสินะ...
สุรีย์รัตน์นึกทบทวนจิตใจและปลอบโยนตนเอง ไม่กล้าทวงถามขัดความสุขของพ่อเลย
ภวังค์ที่เลื่อนลอยเริ่มกระเจิดกระเจิง เมื่อมีเสียงสวิตช์เปิดไฟดัง “แป๊ก” ครั้งหนึ่งแล้วบรรยากาศพลันเปลี่ยนไป
แสงไฟเทศกาลปีใหม่กะพริบวิบวับสวยงาม ช่วยเติมเต็มความรู้สึกให้คนอยู่ในห้องได้อิ่มเอิบอิ่มเอม
“สวยจังเลย...” สุรีย์รัตน์ผลิแย้มละเมียดให้พ่อ
“คราซิวา...” เสียงหวานสำเนียงรัสเซียแท้ตอบรับ สองพ่อลูกสาวต่างผุดยิ้มสดใสบนใบหน้า ยามผินมองตุ๊กตารัสเซียนั่งกอดกระต่ายขาว
แม้ไม่ได้เห็นแย้มยิ้มใดแต่กลับรู้สึกได้ ลอริสคงมีความสุขที่สุดในตอนนี้
คนเยือนพบกลับเพิ่มอีกหนึ่ง ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็ญาติสนิทชิดเชื้อร่างท้วม ๆ
“จ๊ะเอ๋... สวัสดีค่ะ... สะ สะ ด๊า... อะไรนะ... พูดไม่เป็ โอ๊ย...”
สองพ่อลูกหันมาทักทายพลางหัวเราะคิกคัก “น้องไหว ไม่ไหวก็ไม่ต้องฝืนนะ ฮ่า ๆ”
เกริกไกรเอ่ยทักขบขันก่อนใคร สุรีย์รัตน์ตาไวมองถุงกระดาษและถุงอื่น ๆ ในมือน้าสาว “หน้าแตกเลยค่ะน้าเรา... อุ๊ย... มีอะไรมาอีกแล้ว ตั้งหลายถุงแน่ะ เย้...”
หญิงร่างท้วมขวยเขินไปมา พูดรัสเซียก็ไม่ได้แทบขายหน้า “ยอมแพ้ พูดไม่ได้เลย ยากจัง ชื่อน้องก็ยังจำยากเลย ลอริส ลอริส”
ไม่ทันได้หายใจ น้าสาวพลันได้รับการต้อนรับแสนอบอุ่น แทบหัวใจพองฟูเมื่อลอริสยืนก้มผงกดั่งคุ้นเคย บรรจงคำทักทายเสียงหวาน ๆ “ซดราสท์ วุย ถิ”
น้าไสวยิ้มแป้นขวยเขิน รอจนลอริสนั่งลงในท่าสวยตามเดิม ยื่นถุงกระดาษใบใหญ่สุดแล้วมอบให้กับมือ สุรีย์รัตน์ช่วยสื่อสารด้วยคำอังกฤษง่าย ๆ “ลอริส... เล็ตส์ ซี อินไซด์”
หญิงสาวผมสีน้ำตาลเริ่มหยิบสิ่งซ่อนภายในถุงกระดาษ ตัวแรกแล้วตามด้วยอีกสองตัวล้วนพองฟูเป็สีขาวครีม
“ว้าว... ชุดที่สามของน้องลอริส” เกริกไกรดีใจตาโต อดขอชื่นชมผลงานน้าไสวไม่ได้ “เก่งจัง ฝีมือไม่ตกเลย”
สองพ่อลูกปรบมือเกรียวกราวให้หญิงร่างท้วม คนรับคำชมยิ่งหัวใจพองโตจนยิ้มแป้น
ไม่ทันนึกฝันต่างพลันได้ยินอีกเสียงที่น่ารักน่าเอ็นดู
“คัค คราซิวา... คราซิวา... สปาซิบะ”
เสียงสำเนียงรัสเซียช่างไพเราะเพราะพริ้ง กลับทำให้หัวใจทุกคนชุ่มฉ่ำไปหมด ได้เห็นลอริสก้มผงกขอบคุณหลายคราว ทั้งเอื้อนชมความสวยของชุดขาวหลายครั้ง แล้วยังเห็นสองมือผ่องนวลนำมาโอบกอดพร้อมตุ๊กตากระต่าย
เกริกไกรมือไวตาไวเมื่อสบจังหวะ คว้ากล้องตั้งค่าปรับโฟกัสอย่างคล่องมือ กดชัตเตอร์บันทึกภาพตุ๊กตารัสเซียที่น่าประทับใจ
ทุกคนยิ้มระรื่นพลางปรบมือยาว ส่งกำลังใจให้หญิงสาวตุ๊กตาได้โอบรับความสุข อยากให้มีชีวิตสดใสและหัวใจแข็งแรงเสมอไป
น้าไสวได้โอกาสจึงส่งอีกถุงหนึ่งให้สุรีย์รัตน์
“ของหลาน รับไว้สิ”
สาววัยมหา'ลัยเบิกตาโตงงเป็ไก่ตาแตก ไม่ทันคาดกลับมีคนมอบของขวัญในเทศกาลแห่งความสุข ยกมือไหว้ขอบคุณจนน้ำตาเอ่อ
“น้าให้หนู... ขอบคุณค่ะ หนูไม่รู้ว่าคืออะไร ขอดูเลยนะคะ”
มือนวลเนียนหยิบสิ่งซ่อนจากถุงขึ้นมา เป็เดรสสีขาวที่มีตัวเดียว แต่สีของผ้ากลับกลมกลืนอย่างของลอริส
“น้าไม่ผิดคำพูดเลย หนูลืมไปแล้ว ฮือ... ขอบคุณค่ะ”
สุรีย์รัตน์ยกมือไหว้ทั้งมือที่ยังถือชุดเดรส น้าไสวลูบศีรษะแ่ละมุน “ไว้ถ่ายรูปคู่กันกับน้อง น้องลอริสนะ”
“ดีใจน้ำตาไหลเลยนะ ลูกเรา ฮ่า ๆ เดรสสวยมาก” เกริกไกรยิ้มกริ่มเอ่ยแซว
“พรุ่งนี้คงไม่สะดวกค่ะ เพื่อนหนูมาตอนเย็น ส่วนเช้าก็ต้องเตรียมหลายอย่าง คงไม่ได้ถ่ายรูปที่สวนหย่อม” สุรีย์รัตน์ก้มหน้าเศร้าเสียดาย แต่เกริกไกรพูดปลอบจนสาววัยสิบแปดเบิกแย้มอีกครั้ง
“วันที่ยี่สิบหกก็ได้ ยังหยุดได้ยาว ๆ กัน ถ่ายรูปคู่เดรสสีขาวกัน”
ชื่นชมของขวัญสองสาวไทยฝรั่งได้ชั่วครู่ หญิงร่างท้วมเริ่มหยิบอีกหนึ่งถุงกระดาษที่วางพื้นขึ้นมา ถุงห่อหลายชั้นจนน่าใ
“อะไรอ่า น้องไหว ลึกลับจัง” เกริกไกรอยากรู้อยากเห็น
สุรีย์รัตน์วางถุงกระดาษใส่เดรสขาวบนโซฟา จังหวะหันมาดูตอนน้าไสวถอดถุงกระดาษลึกลับออกหมดแล้ว ยังเหลือถุงพลาสติกขาวมัดแน่นอีกชั้น เหมือนจะเป็อาหารห่อด้วยกระดาษฟอยล์มิดชิดข้างใน
“อุ๊ย... ของกิน”
“ไก่อบูเาไฟค่ะ ปลานึ่งค่ะ” หญิงร่างท้วมชูถุงอาหารให้ดู “ไหวห่อซ้อนเยอะเลยกลัวกลิ่นไปติดชุดขาวที่ตัดน่ะค่ะ แต่ยังสดใหม่แน่นอน ถุงยังอุ่น ๆ อยู่เลยค่ะ”
“มื้อใหญ่เลย ค่ำนี้ กินด้วยกันนะ น้องไหว”
พอเ้าบ้านทั้งยิ้มอบอุ่นทั้งเอ่ยชวน คนจัดหาเสบียงให้ก็ไม่คิดลังเล
“ขอบคุณค่ะ ยังอุ่น ๆ นิด ๆ ด้วย เอาไปอบใหม่ให้ร้อนขึ้นก็ได้นะคะ ที่จริงพี่เกริกให้เงินหนู หนูกับสลวยก็เลยไปซื้อแถวแยกแคราย”
สุรีย์รัตน์เชื้อเชิญคำหวาน “ลำบากน้าเลยค่ะ ขอบคุณมาก ๆ มากินด้วยกันนะคะ มีเค้กด้วยค่ะ พ่อหนูเพิ่งซื้อ เผื่อชอบ แฮ่ะ ๆ”
“ได้เลยจ้ะ หลานน้ำ น้าก็ชอบกินเค้ก ดูรูปร่างน้าที่น่ากอดสิคะ มันฟ้อง ฮ่า ๆ”
หญิงร่างท้วมยิ้มแป้นยินดีพลางโยกเอวอวบ สองพ่อลูกยิ่งหัวเราะชอบใจใหญ่ เกริกไกรเ้าบ้านบอกเหมือนได้ฤกษ์
“มาเริ่มสังสรรค์คริสต์มาสกัน สองวันซ้อนเลย ฮูเร่!”
สมาชิกสองพ่อลูกสาวและหนึ่งญาติช่วยกันตระเตรียมอาหาร มีทั้งไก่อบ ทั้งปลานึ่ง ทั้งผัดผักรวม อาหารฝรั่งก็ยังมี สลัดผักทูน่าและไข่ต้ม แฮมลวก มักกะโรนีอบชีส เครื่องดื่มขาประจำอย่างน้ำอัดลมและน้ำหวาน ยังมีเค้กที่เกริกไกรซื้อมาแล้วไว้ปิดท้ายรายการ
พวกอาหารไทยหาได้แถวละแวกนี้ ส่วนอาหารฝรั่งเกริกไกรซื้อเข้าบ้านวันเว้นวันมาสามเดือนแล้ว อาหารฝรั่งหายากกว่า ต้องซื้อที่ร้านค้าใกล้สนามบินแถวที่ทำงาน ไม่ก็ในซูเปอร์มาร์เก็ตห้างใหญ่ ๆ
ระหว่างสาละวนเตรียมมื้ออาหารวันพิเศษ สุรีย์รัตน์และพ่อช่วยจัดอาหารใส่จานหลากหลาย รอให้น้าไสวยกไปเสิร์ฟโต๊ะรวมใช้รับแขก กระทั่งจะกลับมารับอาหารไปเสิร์ฟรอบที่สอง...
“อุ๊ย ว้าย...”
เสียงแว่วหวานแหววของหญิงท้วม ๆ จากห้องกระจก สองพ่อลูกมองหน้าพากันใตื่นเต้น สาววัยสิบแปดชะเง้อมองพลันยิ้มหน้าบานเป็ชามข้าว กลับพบมีผู้ช่วยเพิ่มอีกหนึ่ง
“อุ๊ย... ตุ๊กตาน่ารัก... มาช่วยเสิร์ฟ...”
สุรีย์รัตน์ทักทายเสียงหวาน มองหญิงสาวรัสเซียเดินเข้ามาพร้อมน้าไสว ชุดเดรสขาวยาวสวยจรดพื้นอย่างกับนางฟ้า นึกคำไม่ออกได้แต่บอก “แท็ง คิว”
เกริกไกรยิ้มกริ่มชื่นบาน เห็นลอริสกุลีกุจออยากช่วย พลางพยักหน้าแล้วส่งจานผัดผักให้
“สปาซิบะ ลอริส”
ตุ๊กตารัสเซียก้มผงกเล็กน้อย เอื้อมรับแล้วหันกลับเดินตามน้าไสวที่ถือจานไก่อบหอมฟุ้ง
“ลอริสแม้ไม่ยิ้มแต่ยังน่ารักน่าเอ็นดูมากเลยค่ะพ่อ” สุรีย์รัตน์รำพันเคลิบเคลิ้ม เกริกไกรเอ่ยตอบสนุก ๆ “ก็บ้านเรา 'สุขสรวง์' ไง เลยมีนางฟ้าประจำบ้าน ฮ่า ๆ”
“จริงด้วยค่ะ” ลูกสาวยิ้มขวยเขิน “เหลือแค่โถข้าวสวยกับจานช้อน ยกไปรวมกันค่ะพ่อ”
มื้อเย็นครั้งนี้ สองพ่อลูกตั้งใจจะให้ลอริสอยู่ร่วมวงอาหารด้วยกัน แม้ว่าอาหารฝรั่งยังจัดแยกเพื่อลอริสโดยเฉพาะ แต่ก็ไม่เป็ปัญหาอันใด
สุรีย์รัตน์เห็นลอริสยืนใกล้วงอาหาร คล้ายคงรอว่าจะให้ช่วยอะไรเพิ่มเติมบ้าง แต่ทุกอย่างเตรียมพร้อมบนโต๊ะหมดแล้ว พลางจับสองมือนุ่มบอกกล่าวเสียงใส “เล็ตส์ แฮฟ ดินเนอร์ วิท อัส”
ลอริสก้มผงกแ่เบา ย่อตัวนั่งสำรวมบนเก้าอี้เคียงโต๊ะอาหารเป็คนแรก ตามมาด้วยสุรีย์รัตน์ที่นั่งชิดใกล้ พลางมอบจานสลัดผักไข่ต้มและมักกะโรนีอบชีส
“สปาซิบะ...” หญิงสาวผมน้ำตาลกล่าวคำรัสเซียเสียงหวาน ดุจทุกมื้อที่ได้รับบริการอย่างใส่ใจ แต่ครั้งนี้กลับอบอุ่นกว่าครั้งใด เพราะได้นั่งร่วมกับผู้ดูแลใกล้ชิด
มื้ออื่นวันอื่นไม่ได้ร่วมรับประทานด้วยกัน เพราะอยากให้นั่งผ่อนคลายสบาย ๆ บนเก้าอี้นวมระหว่างมื้ออาหาร อาศัยว่าพ่อหรือลูกสาวนั่งอยู่ใกล้ ๆ บ่อยหน เพราะกลัวลอริสโดดเดี่ยวเดียวดาย
เกริกไกรและน้าไสวนั่งร่วมโต๊ะในที่สุด เสียงสนทนาภาษาไทยเริ่มต้นอย่างคนร่วมดื่มด่ำความสุข
ไฟกะพริบรอบห้องยิ่งพาใจเบิกบาน เทศกาลแห่งความสุขแต่ละปีที่เนิ่นนานกว่าจะเวียนมา อาหารพรั่งพร้อมครอบครัวอยู่พร้อมหน้า จะมีอะไรสุขใจได้มากกว่านี้หนอ
สุรีย์รัตน์แบ่งปลานึ่งและไก่อบหอมกรุ่นส่วนหนึ่งให้ลอริส กระทั่งข้าวสวยจานเล็กที่ใส่ผัดผักรสชาติอ่อน ๆ หอมกลมกล่อมกลิ่นจรุงใจให้ลิ้มลอง
ลอริสรับประทานอาหารไทยรสชาติง่าย ๆ ได้บ้าง แม้รับประทานไม่หมดจานเพราะมีอาหารฝรั่งอยู่ด้วย รวมกันก็มากกว่ามื้อปกติที่เคยรับ จึงรับประทานทั้งอาหารไทยฝรั่งอย่างละเล็กละน้อย
“ลอริสทานไม่หมดไม่เป็ไร เดี๋ยวน้าไหวช่วย” เกริกไกรยิ้มใส่มุกเล็ก ๆ จนหญิงร่างท้วมขำน้อย ๆ
“น้องกินจนตัวกลมไปหมดแล้วค่ะพี่ ฮ่า ๆ แต่อร่อยทุกอย่างเลย”
“มีเค้กอีกนะคะ อย่าเพิ่งอิ่ม แฮ่...” สุรีย์รัตน์บอกย้ำของพิเศษปิดท้ายมื้อหลัก
เกริกไกรลุกไปหยิบแผ่นเสียงเพลงไวโอลินแล้วเปิดเล่น เพลงละมุนสร้างบรรยากาศเคลิบเคลิ้มแห่งวันพิเศษ สุรีย์รัตน์และน้าไสวที่ไม่ค่อยชอบในตอนแรก พอได้ยินหลายครั้งเข้าก็กลับเปลี่ยนใจชอบฟังเสียเลย
“ฟังไปฟังมาชักชอบซะแล้ว เห็นลอริสคงชอบ หนูก็เลยชอบตาม แฮ่ะ ๆ” สุรีย์รัตน์แย้มหวานสารภาพหมดจด
“เดี๋ยวน้าวนัสคงมีเพลงเพราะ ๆ มาฝาก พวกเราก็จะได้ฟังกันอีก เห็นว่าจะมาคืนนี้แต่อาจดึกหน่อย สองทุ่มไปแล้ว”
เกริกไกรเล่าเื่ที่ไม่เคยบอก สุรีย์รัตน์พลันตื่นเต้นยกใหญ่ “ว้าว... น้าวนัสจะมาหรอคะ อยากรู้จังจะมีแผ่นเพลงอะไรมาฝาก เพลงฝรั่งแหงเลย”
“น้องฝรั่ง ลอ... ลอริส น่าจะมีความสุขเนอะ... ไม่ยิ้มเลย แต่หน้าอิ่มเอิบมาก” น้าไสวสบมองหญิงสาวตุ๊กตาพลางยิ้มให้
“น่ากอด น่าจุ๊บ ด้วยค่ะ” สาววัยสิบแปดพลันหน้าแดงขวยเขิน
เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น เกริกไกรรีบลุกไปรับ ทุกคนที่เหลือได้แต่ตั้งใจฟัง สุรีย์รัตน์รีบเบาวอลูมเครื่องเล่นแผ่นเสียง
“บ้าน 'สุขสรวง์' ครับ... อ้อ นึกว่าใคร... กำลังกินข้าวพร้อมหน้ากันเลย จะเสร็จแล้ว...”
เกริกไกรสนทนาจนเว้นจังหวะพักหนึ่ง เข้าใจว่าคงกำลังฟังปลายสายอธิบาย แต่คนที่เหลือนั่งอยู่ไกลไม่มีใครได้ยิน
“อ๋อ... ไม่เป็ไร เสียดายจัง พรุ่งนี้ก็ได้ แล้ว... เื่นั้นเป็ไงบ้าง”
ชายวัยสี่สิบเงียบวาจาชั่วครู่อีกครั้ง ฟังปลายสายพูดจนจบ
“อืม เดี๋ยวถึงเวลาไปช่วยกัน น่าจะไม่ลำบาก ขอบใจมากเลย พรุ่งนี้มาเฮฮากันนะ บ๊าย บาย”
วางสายเมื่อจบสนทนา พลางหันหน้าบอกกล่าวทุกคน
“วันนี้น้าวนัสติดธุระด่วน คงมาพรุ่งนี้แทน ไม่เป็ไรเนอะ”
“เสียดายจังค่ะ แต่พรุ่งนี้จะสนุกกว่านี้ค่ะ เพื่อนหนูก็มากัน” สุรีย์รัตน์ปลอบใจทุกคน วันนี้คงสังสรรค์วงเล็ก ๆ ไปก่อน
หลังมื้อหลักค่ำนี้จบลง ลอริสรวบช้อนส้อมข้างจาน ก้มผงกพลางเอื้อนคำรัสเซียที่คุ้นหู “สปาซิบะ...”
คำสั้น ๆ ที่ทุกคนได้ยินพลันหัวใจพองฟู เห็นลอริสเจริญอาหารก็ยิ่งอบอุ่นใจ แม้ไร้รอยแย้มแต่ก็รู้ว่าคงมีความสุข
แม้กระทั่งระหว่างเก็บจานชาม ลอริสยังช่วยยกตามพี่เลี้ยงที่เดินนำ แม้แต่จะล้างจานยังเอื้อมมือทำท่าจะขอช่วย แต่พี่เลี้ยงโบกมือส่าย อยากให้ลอริสพักผ่อนให้เต็มที่ เท่านี้ก็ซาบซึ้งน้ำใจมากแล้ว ยิ่งเดรสยาวแขนยาวจั๊มนุ่มฟูที่ใส่อยู่ก็เกรงจะเปรอะเปื้อน
เป็ลูกสาวฝรั่งที่น่ารักน่าเอ็นดูอย่างแท้จริง เกริกไกรและน้าไสวยังแย้มยิ้มตื้นตัน ไม่คิดไม่ฝันว่าลอริสมีจิตใจดีงามถึงเพียงนี้
น้าไสวพาลอริสนั่งลงบนเก้าอี้นวมดุจเดิม พลางนั่งพื้นข้าง ๆ มองไปก็ยิ้มไป ชื่นชมหญิงสาวฝรั่งที่หยิบกระต่ายขาวปุกปุยมาอุ้มกอด
เกริกไกรเปลี่ยนแผ่นเพลงเป็ศิลปินไทย เพลง 'ยะหยา ศรัณย่า' ไพเราะเพราะพริ้ง ฟังง่ายสบาย ๆ และก็มีแอบเศร้า ๆ ปนมาด้วย
สุรีย์รัตน์โลดเต้นดีใจกลับมาในห้องกระจก ล้างจานมื้อหลักเสร็จแล้วไปหนึ่งอย่าง จากนี้ไปวาระที่สองพ่อลูกสาวเฝ้ารอก็มาถึง แม้แต่น้าไสวก็ไม่ทันรู้มาก่อน
“เริ่มเลยไหมคะ” ลูกสาวส่งสัญญาณเบิกพริ้มตาหวานให้พ่อ ฝ่ายหลังก็พลันรู้ว่าเป็เื่อะไร จึงหยิบกล่องเค้กจากโซฟานวมมาวางที่โต๊ะเล็ก เป็โต๊ะที่เคยเสิร์ฟแต่ละมื้อให้ลอริสเป็ประจำ
สุรีย์รัตน์เตรียมไม้ขีดไฟ และจานเล็ก ๆ รวมสี่ใบ น้าไสวที่ดูอยู่พลันงงเป็ไก่ตาแตก
“เอ๋... มีอะไรกัน ทำไมเตรียมไม้ขีดไฟมาด้วย”
โต๊ะเลื่อนเกือบเข้าใกล้เก้าอี้นวม ลอริสสบมองผ่านแววตาซื่อ ๆ เคล้าสงสัย ไม่รู้ว่าพวกเขาตระเตรียมจะทำสิ่งใด รู้เพียงว่าชายวัยสี่สิบกำลังเปิดกล่องแล้วเห็นเป็เค้กช็อกโกแลต
“ว้าว... รสชาติโปรดของหนูเลย เค้กช็อก โอ๊ย... อยากกิน” สุรีย์รัตน์เบิกตาโตแทบน้ำลายสอ
“ฮั่นแน่... ใจเย็น ๆ ลูกพ่อ” เกริกไกรเอ่ยแซว ไม่ทันไรหญิงท้วม ๆ ก็เป็ไปกับลูกสาว “น่ากินจังค่า... โอย...”
เห็นแท่งเทียนเล็ก ๆ หลากสีในห่อถุงที่ติดบนฝากล่อง ลูกสาวแกะถุงหยิบเทียนออกมาวางปักบนเค้กได้สี่เล่ม เริ่มจุดไม้ขีดจุดเทียนที่เหลืออยู่หนึ่งเล่ม แล้วต่อเทียนสี่เล่มที่ปักก่อนจนสว่าง วางปักเทียนเล่มสุดท้ายตรงกลางเป็เล่มที่ห้า
แสงเทียนห้าดวงบนเค้กช็อกโกแลตเจิดจรัส ทุกคนในบ้านล้วนตื่นเต้นยกใหญ่ เว้นเพียงลอริสที่ไม่แสดงอาการใด ๆ ได้แต่สบมองจ้องที่เค้กอย่างสงสัย
เกริกไกรเลื่อนโต๊ะเข้ามาใกล้เก้าอี้นวมอีก เลื่อนจนคล้ายเสิร์ฟมื้ออาหารครั้งก่อน ๆ พลางเอ่ยเสียงทุ้มนุ่ม “เค้ก ฟอร์ ยู ฟอร์ ยัวร์ เบิร์ดเดย์”
ลอริสอาจยังไม่เข้าใจ ได้แต่เงยหน้าสบมองเกริกไกรดั่งคนซื่อ จนคนเสิร์ฟทำมือทาบใกล้ที่ตัวเค้ก ด้านหันหน้าเข้าหาลอริสมีป้ายเล็ก ๆ วางอยู่ เป็ป้ายข้อความสลักอักษร 'HAPPY BIRTHDAY 23rd AUGUST'
หญิงสาวตุ๊กตาก้มมองชั่วครู่ สักพักพี่เลี้ยงเอ่ยเสียงหวานใสเป็คำน่ารัก “แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ ลอริส”
เกริกไกรและน้าไสวช่วยกันส่งเสียงประสาน
“แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ ลอริส”
เค้กช็อกวันเกิดตรงหน้าพร้อมพรั่งแสงเทียนสว่างไสว หญิงสาวผมน้ำตาลก้มมองจนซาบซึ้ง ไม่คิดไม่ฝันว่านี่คือเค้กวันเกิดย้อนหลัง หยาดน้ำใสเอ่อคลอสองเบ้าตาทันที
“สปา... ซิบะ... สปา... ซิบะ...” เสียงหวานระคนสั่นพร่า ลอริสหลั่งน้ำตาตื้นตัน สุรีย์รัตน์ช่วยร้องเพลง แฮปปี้เบิร์ดเดย์ อันหวานไพเราะ
จบเพลงละมุนดั่งเป็กำลังใจ ลอริสก้มลงใกล้เค้กแล้วเป่าเทียน
ควันเทียนดับลอยฟุ้ง เกริกไกรเลื่อนโต๊ะออกห่างชั่วขณะ เกรงว่าควันจะรบกวนโรคหัวใจที่เป็อยู่ แต่ลอริสไม่มีอาการไอ จึงเลื่อนโต๊ะเค้กที่เทียนดับสนิทแล้วกลับเข้ามา
สุรีย์รัตน์ช่วยหยิบเทียนออกจนหมด “เกือบไปแล้ว ลืมนึกเลย ดีที่น้องไม่ไอน่ะค่ะ” จากนั้นจึงหยิบกระดาษนุ่มซับน้ำตาให้ลอริส
เสียงชัตเตอร์ลั่นหนึ่งหน
“ลืมถ่ายรูปตอนเป่าเทียนเลย แต่ไม่เป็ไร ตอนนี้ก็โอเค น้ำกำลังปลอบโยนให้ลอริส มีเค้กวันเกิดด้วย” เกริกไกรยิ้มละมุนพลางลดกล้องลง
“ขอบคุณค่ะพ่อ...” สุรีย์รัตน์แย้มรวยรินตอบรับ น้าไสวบิดเอวอวบร่วมดีใจ “น่ารักมากเลยสองสาวปลอบโยนกัน”
ชายวัยสี่สิบวางกล้องบนโต๊ะส่องกระจก หยิบมีดที่เตรียมมาพร้อมจานช้อนบรรจงตัดเค้ก “แบ่งกันสี่ชิ้นสี่คนพอดีเลย ง่ายเลย”
สองพ่อลูกสาวช่วยแบ่งเค้กใส่จานเล็ก ช้อนและกระดาษเช็ดปากเตรียมพร้อมอย่างดีดั่งเสิร์ฟในร้านเบเกอรี่
“อร่อยมากเลยค่ะ ช็อกโกแลตหอมหวาน เค้กนุ้มนุ่ม” สุรีย์รัตน์พรรณนารสชาติอันยอดเยี่ยม
เกริกไกรเล่าไปชิมเค้กไป “ร้านนี้อยู่แถวที่ทำงาน ทำอร่อยสุดยอด พ่อสั่งจองล่วงหน้าสามวันก่อนให้ทำเค้กในวันนี้”
“อร่อยมากค่ะพี่ ชอบเลย” น้าไสวพลอยติดอกติดใจในรสชาติ
ลอริสได้รับประทานเค้กร่วมกับทุกคน แววตาบ่งบอกยังตื้นตันจับหัวใจ เค้กนุ่มอร่อยแท้จริงจึงทานจนหมดชิ้น
ไฟกะพริบหลากสีปีใหม่ยังสว่างไสว มองทีไรก็พาใจเปี่ยมสุข
ลอริสรับนมสดและยาก่อนนอนดั่งวันก่อน ๆ หลังจากงานสังสรรค์จบลง น้าไสวลากลับไปพักผ่อน เกริกไกรล้างจานใส่เค้กเป็กิจสุดท้าย
บรรยากาศห้องนอนสีชมพูหวานในวันคริสต์มาสอีฟ สองสาวอาบน้ำแต่งชุดใหม่เพื่อเตรียมนอน พี่เลี้ยงใส่ชุดนอนลายทางเดิม ๆ ส่วนสาวรัสเซียก็ใส่เดรสขาวยาวคลุมเท้าเดิม ๆ ภายในก็ยังใส่เสื้อขาวและกางเกงขายาวพอง ๆ เช่นเดิม นั่งเคียงกันโอบเอวกันบนเตียงนุ่ม
เกริกไกรสะพายกล้องเข้ามาในห้องสีชมพู เพราะลูกสาวเชื้อเชิญแกมขอร้องั้แ่ชั่วโมงก่อน รู้อยู่ว่าพ่อทั้งขี้อายและเกรงใจลูกสาวแค่ไหน ถ้าไม่วิงวอนขอร้องคงไม่ขึ้นมาแน่
“ให้ถ่ายรูปแบบไหนดีล่ะ นึกไม่ออกแล้ว” เ้าของกล้องไร้ความคิดได้แต่ถามไถ่ ลูกสาวก็ได้แต่บอกให้ปล่อยไปตามธรรมชาติ
“แบบตอนนี้ก็ได้ค่ะ นั่งกอดกันน่ารัก ง่าย ๆ ดี”
ชัตเตอร์ลั่นหนึ่งหน เกริกไกรยิ้มกริ่มพลางลดกล้องลง
“ง่ายจริงเลยลูก แต่น่ารักมากนะ อืม... กล่อมลอริสนอนดีไหม”
“ก็ได้ค่ะ แต่...” ลูกสาวชะงักคำพูด “หนูว่า พ่อกอดลอริสก่อนเถอะนะคะ วันนี้วันพิเศษ”
ฝ่ายลูกชอบชักชวนสิ่งยาก ๆ ฝ่ายพ่อก็รู้สึกใจฝืนทุกที แต่ไม่อยากให้เสียบรรยากาศจึงจำยอม ยิ่งคนชวนลุกยืนแล้วจะถือกล้องให้ เหลือเพียงลอริสนั่งโดดเดี่ยวบนเตียงคงปฏิเสธไม่ได้แล้ว
เกริกไกรก้มตัวแล้วเข้ามานั่งแทนที่สุรีย์รัตน์ อาการยังประหม่าตื่นเต้นไม่เปลี่ยน จนลูกสาวอดทักอดขบขันไม่ได้
“พ่อหนูนี่นะ ยังไม่ชินสาวฝรั่งอีกหรอคะ ฮ่า ๆ”
“เฮ้อ... ก็ขี้อายแก้ไม่หายนี่นา” พ่อถอนใจทั้งยกมือเกาหัว
“กอดเถอะค่ะ เพื่อเป็ยารักษาหัวใจให้ลอริสนะคะ” ลูกสาวบอกย้ำคุณค่าของการกอด หัวอกพ่อที่เริ่มนับลอริสเหมือนลูกอีกคนกลับยิ่งสะท้านใจ ลืมเสียสนิทว่าการกอดก็คือกำลังใจให้ชีวิตแสนยิ่งใหญ่
เกริกไกรสูดหายใจลึก ทอดมองลอริสที่กำลังสบมองตนไม่เคยเบือนหลบ แววตาซื่อ ๆ ดูเชื่อง ๆ อย่างวันแรกที่รับมาดูแลไม่เคยเปลี่ยน
คิดอยู่ว่าจะเอื้อมมือโอบเอวให้ก่อน แต่ช้าไปเสียแล้ว ลอริสกลับมองตนเหมือนที่พึ่งทางใจแสนยิ่งใหญ่หรือไร ยื่นมือทั้งสองโอบกอดเอวหนาก่อนจนได้
“ไม่ทัน... โธ่... ลอริส...” เกริกไกรรำพันเสียดาย แต่ก็ไม่สายที่จะตอบรับ มือหนาโอบเอวนุ่มนิ่มแล้วโผกอด ลอริสโน้มตัวซบแนบไหล่กว้าง พลันน้ำตาคลอเอ่อจนสุรีย์รัตน์ใ
ชัตเตอร์ลั่นไปหนึ่งครั้ง
“อ้าว ลอริสร้องไห้เลย...” ลูกสาวร้องอุทาน ฝ่ายพ่อยังสวมกอดเช่นเดิม แต่รำพันระคนมึนงง “อนิจจา ไยซาบซึ้งขนาดนี้”
หลายอึดใจผ่านเลย เกริกไกรคลายอ้อมกอดจากร่างสาวฝรั่ง กลับเป็เอื้อมมือเช็ดน้ำตาให้
ชัตเตอร์ลั่นอีกหนึ่งหน
ลอริสไม่ได้เอื้อนคำใด ไม่ว่าภาษาใดสักภาษาเดียว เหลือแต่ภาษาใจที่สื่อออกไปผ่านม่านน้ำตา
“ซาบซึ้งจัง... น้องคงอยากกอดพ่อจริง ๆ ค่ะ เพราะไม่ได้กอดทุกวัน นานทีถึงได้กอดแบบนี้” สุรีย์รัตน์รำพันอ่อนโยน “หนูได้กอดลอริสทุกเช้าและก่อนนอนค่ะ น้องร้องไห้หนัก่วันแรก ๆ ตอนเพิ่งทราบข่าวสูญเสียพ่อแม่ หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยร้องไห้ แต่กับพ่อ... หนูก็ตอบไม่ได้ค่ะ แปลกดีนะคะ”
เกริกไกรก้มงุด “เฮ้อ... นี่คืออะไรหนอ พ่อไม่ชินเลย อายก็อายนะ”
“เดี๋ยวก็ชินค่ะพ่อ...” ลูกสาวโปรยกำลังใจ
สบมองตาลอริสชั่วขณะจึงค่อยลุกจากเตียง “ไม่ไหวแล้ว พ่อเขินอายจริง ๆ กับน้ำั้แ่ไหนแต่ไรยังไม่เคยกอดซึ้งแบบนี้เลย”
“น่ารักดีออกค่ะ ถือเป็ของขวัญคริสต์มาสให้น้อง” สุรีย์รัตน์หยีตาพริ้มจนหน้าแดง พลางสบมองลอริสที่ยังส่งแววตาซาบซึ้ง “พ่อคะ... ถ้าครอบครัวฝรั่ง คงเฝ้ารอซานตาคลอสมามอบของขวัญตอนดึกใช่ไหมคะ...”
ชายวัยสี่สิบเบิกสีหน้ากรุ้มกริ่ม เริ่มผ่อนคลายอาการขวยเขิน “บ้านที่รัสเซีย บ้านของลอริสน่าจะมีปล่องไฟนะ อยู่เมืองหนาวหิมะตก มีเตาผิงก็ผิงไฟให้กายอบอุ่น ซานตาคลอสชอบลงมาทางปล่องไฟตอนดึก ๆ แต่บ้านเราไม่มีปล่องไฟ งั้นก็ไม่มีซานตาคลอสมาเยี่ยมแล้วล่ะ”
“ตลกจังเลยค่ะ” ลูกสาวขบขันน้อย ๆ “ว้า... แบบนี้ก็แย่สิ ลอริสไม่มีโอกาสได้ของขวัญจากซานตาคลอส”
พ่อตบบ่าลูกสาว “ช่วยไม่ได้น่ะลูก บ้านเรายังนะโมตัสสะกันอยู่เลย แฮ่ะ ๆ”
“ขำดีค่ะ เดี๋ยวหนูชวนลอริสนอนนะคะ”
สุรีย์รัตน์ส่งกล้องสีเงินคืนเ้าของ ก้มตัวเข้าไปนั่งใกล้หญิงสาวผมน้ำตาล พลางสางผมลูบศีรษะแล้วเอื้อนเสียงหวาน “แหม่ม... เล็ตส์ สลีป...”
ลอริสค่อยล้มกายลงนอนตะแคง มือผ่องนุ่มเอื้อมกระต่ายขาวแล้วซบกอด พี่เลี้ยงยังนั่งเคียงข้างห่มผ้านวมนุ่มฟูให้
“น้องมองตาแป๋ว กอดกระต่ายปุย ห่มผ้าน่ารักเลยค่ะ”
ชัตเตอร์ลั่นอีกคราวหนึ่ง
“สุขสันต์คริสต์มาสอีฟนะ ทั้งน้ำ ทั้งลอริส กู๊ดไนต์”
เกริกไกรยิ้มโบกมือลาสองหญิงสาว สุรีย์รัตน์ขานรับส่งท้าย
“กู๊ดไนต์ค่ะ...”
ประตูปิดสนิท ร่างชายวัยสี่สิบลับตาไป
สองสาวไทยฝรั่งจมดิ่งสู่นิทราอีกราตรีหนึ่ง ราตรีที่มีความหมายต่อลอริสผู้นับถือคาทอลิก
มือประคองเคียงผูกพัน จากพี่เลี้ยงผู้อยากดูแลเรื่อยไป จากหญิงสาวกำพร้าผู้วิงวอนอย่าทิ้งพรากจากไป...
-จบตอน-
