ผมกลายเป็นแวมไพร์แถมใช้ได้แต่เวทมนตร์สายSupportซะงั้น!

    บทที่ 8

    บทที่ 8



    “...”เมื่อคืนผมจำได้ว่าออกไปนั่งเฝ้ายามกับเรย์ทริสและกุนเทอร์… แล้วทำไมผมมานอนอยู่ในเต็นท์…ผมขยี้ตาแล้วบิดตัวไปมานิดหน่อยก่อนจะลุกขึ้นนั่งรู้สึกว่าผมจะนั่งฟังพวกเขาพูดคุยกันอยู่เพลินๆ… ผมคงเผลอหลับไปตอนพวกเขาเริ่มคุยกันเรื่องยากๆที่ผมไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ อย่างพวกชื่อสถานที่และคนที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน จะถามก็กลัวเป็นการเข้าไปขัดบทสนทนาเอาเปล่าๆ แล้วผมก็ดันหลับไปในช่วงไหนไม่รู้ของบทสนทนาด้วยสิ.. พอหันไปมองฟูกนอนข้างๆก็พบว่ามันถูกพับเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว แสดงว่ามีคนเข้ามานอนเต็นท์เดียวกับผม ถ้าให้เดา ไม่ใช่เรย์ทริสก็คงเป็นกุนเทอร์นั่นแหละ… ที่แน่ๆน่าจะเป็นคนหนึ่งในสองคนที่อุ้มผมกลับมานอนในเต็นท์นี้ด้วยล่ะ ต่อไปผมต้องหาข้อมูลให้เยอะขึ้น อ่านหนังสือมาก จะได้เข้าใจเรื่องต่างๆที่เขาพูดกันโดยไม่ต้องคอยถามพวกเขาอีกหลังจากหายงัวเงียแล้ว ผมรีบแต่งตัวและเก็บที่ฟูกนอนทันที หวังว่าผมคงไม่ได้ตื่นสายที่สุดจนทำให้ทุกคนต้องรอนะ พอจัดแจงของทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ผมก็ออกมาจากเต็นท์แล้วมองไปรอบๆ ดูเหมือนว่าจะยังเช้าแฮะ เต็นท์ของคนอื่นๆยังกางเอาไว้อยู่ บางทีพวกเขาอาจจะกำลังทำมื้อเช้ากันอยู่ก็ได้ ผมเห็นที่กองไฟมีหม้อตั้งไว้ เลยแอบเปิดฝาหม้อดู… ข้าวต้ม? อืม น่าจะใช่นะ กลิ่นหอมดีจัง แต่ดูท่าทางต้องต้มอีกหน่อย พอปิดฝาหม้อลงแล้วเงยหน้าขึ้น สายตาของผมก็ไปโฟกัสที่คนสองคนซึ่งกำลังยืนหลบมุมคุยกันอยู่หือ? มอร์แกนกับกุนเทอร์นี่… พวกเขาคุยอะไรอยู่นะ ดูหลบๆซ่อนๆยังไงก็รู้ ตรงจุดที่ผมยืนอยู่ไม่สามารถได้ยินได้ว่าพวกเขากำลังคุยอะไร ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของผม… ซึ่งไม่ดีเลย.. ผมค่อยๆย่องไปหลบหลังพุ่มไม้ที่อยู่ในจุดที่น่าจะมองเห็นได้ชัดว่าพวกเขาทำอะไร แล้วชะโงกหน้าขึ้นแอบดูช้าๆ แน่นอนว่าผมไม่ได้ยินเรื่องที่เขาคุยกันอยู่ดี แต่สังเกตุจากสีหน้าของพวกเขาเหมือนว่าจะคุยเรื่องเครียดๆกัน… โดนเฉพาะมอร์แกน.. เธอมองกุนเทอร์ตาขวางเลย.. หรือว่าจะทะเลาะกัน?“ทำอะไรของนายอยู่น่ะ?”“เฮือก!”จู่ๆก็มีเสียงเรียกดังจากข้างล่าง ด้วยความตกใจผมที่นั่งยองๆอยู่เลยสะดุ้งจนตัวเซล้มไปด้านข้าง คนที่ส่งเสียงเรียกผมเมื่อครู่เคลื่อนที่ได้ไวกว่าเลยรับตัวผมไว้ทันก่อนที่หัวของผมจะโขกเข้ากับลำต้นของต้นไม้ที่อยู่ข้างๆ “เฮ้อ.. อยากเจ็บตัวหรือไง?”“คะ คนผิดคือคุณต่างหาก.. ใครสั่งใครสอนให้ทักคนอื่นจากข้างหลังแบบนี้ครับ!”“ว่าไงนะ! เจ้ากุ้งแห้งนี่!!”...เก็บเสียงไม่อยู่ ผมว่าสองคนนั้นคงได้ยินเสียงผมกับเรย์ทริสโหวกเหวกกันแล้วล่ะ… ระหว่างที่คิดหาข้ออ้างว่าจะตอบยังไง ถ้าเกิดโดนถามว่า ผมมาซุ่มทำอะไรแถมพุ่มไม้.. ก็เหลือบไปเห็นสมุนไพรที่งอกอยู่ตามโคนของพุ่มไม้พวกนี้พอดี เอ.. จำได้ว่าเคยเห็นในหนังสือกุนเทอร์ ใบของมันเป็นสีน้ำเงินต่างจากใบไม้สีเขียวบริเวณรอบๆพอดี“เกิดอะไรขึ้น?”ตอนที่ผมกำลังจะด่าเรย์ทริสกลับ กุนเทอร์ซึ่งน่าจะได้ยินเสียงเป็นไปตามอย่างที่ผมคิด ก็เดินมาทางนี้ พอเขาเดินมาถึงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง… หือ? ทำไมล่ะ? …..อ่อ! …ใช่ ผมกับเรย์ทริสอยู่ในท่าชวนเข้าใจผิดพอสมควร… คุณต้องลองจินตนาการถึงพวกฉากในละครไทยน้ำเน่าๆที่ตัวละครในเรื่องล้มทับกัน กรณีผมคล้ายๆแบบนั้นแต่ไม่ใช่ซะทีเดียว... ผมอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ส่วนเจ้าเอลฟ์บ้านี่คร่อมขาผมไว้ข้างหนึ่ง มือข้างหนึ่งช้อนหลังผมอยู่ และมืออีกข้างประครองศีรษะผมเอาไว้“...”“ไอ้โง่นี่ เกือบหัวโนเพราะจะชนกับต้นไม้น่ะสิ”“..! เพราะคุณเรย์ทริสนั่นแหละ!”ผมดันตัวเจ้าเอลฟ์ตรงหน้าให้รีบๆลุกออกไป ผมจะได้ลุกขึ้นยืนได้สักที พอผมลุกขึ้นได้ก็หันไปหากุนเทอร์ที่ยืนอยู่ ข้างหลังกุนเทอร์มีมอร์แกนอีกคนยืนอยู่ด้วย“แหม จีบกันแต่เช้าเลยนะ”เธอแซวเล่น… ผมได้แต่ส่งยิ้มเจื่อนๆให้ แล้วหันไปมองค้อนเรย์ทริสที่ยืนอยู่ข้างๆ เจ้าตัวไม่ได้มองมาทางผม แต่มองไปที่กุนเทอร์… กุนเทอร์?“ทำไมมองเหมือนจะฆ่าฉันงั้นละ? กุนเทอร์”“...ไม่มีอะไร ...เอสก้า ไม่เป็นไรใช่ไหม?” กุนเทอร์ปรับสีหน้าเมื่อครู่...เป็นปกติ แล้วหันมาถามผมพร้อมรอยยิ้ม.. ผมพยักหน้ากลับไปให้เป็นคำตอบ“อาหารเช้าน่าจะได้ที่แล้ว มาสิ”“ครับ”กุนเทอร์เรียกผมให้เดินตามเขาไปกินมื้อเช้าที่เตรียมไว้ ...มอร์แกนที่ยืนอยู่ส่งยิ้มให้ผม ก่อนจะเดินไปทางเต็นท์ที่พัก เธอคงจะไปปลุกบารัสล่ะมั้ง… ในใจผมอดคิดเรื่องกุนเทอร์กับมอร์แกนเมื่อกี้ไม่ได้.. พวกเขามีปัญหาอะไรกันนะ? หวังว่าคงไม่ขั้นทะเลาะอะไรกันรุนแรง... ตอนที่ผมกำลังครุ่นคิดอยู่ กุนเทอร์ก็ยื่นชามข้าวมาให้ผม เขาตักให้ผมเรียบร้อยเลย.. จริงๆผมตักเองก็ได้ผมขอบคุณเขาแล้วรับชามข้าวมาแล้วนั่งลงก่อนจะลงมือตักข้าวต้มเข้าปาก ..อร่อย ผมเคี้ยวไปยิ้มไป แต่พอเงยหน้าขึ้นจากชามข้าวมาเจอหน้าเรย์ทริสซึ่งกำลังมองผมอยู่แล้ว ปากผมก็เมื่อยที่จะยิ้มต่อทันที“มีอะไรครับ?”“..แค่สงสัยว่านายรับรู้รสชาติได้ยังไง”เรย์ทริสตอบด้วยคำถาม… อะไรของเขา.. ก็ต้องรับรสได้จากต่อมรับรสที่ลิ้นอยู่แล้วสิ ผมส่งสีหน้าเอือมๆให้เขา“แล้วคุณเรย์ทริสรับรู้รสชาติได้ยังไงล่ะครับ? ..ผมก็ต้องรับรสได้ด้วยวิธีเดียวกับคุณนั่นแหละ”ผมถอนหายใจเบาๆ แล้วก้มหน้าลงตักข้าวต้มใส่ปากต่อ“...เอสก้า ..ปกติแล้วแวมไพร์ไม่มีต่อมรับรสน่ะ…”กุนเทอร์ที่นั่งฟังผมคุยกับเรย์ทริสอยู่ ก้มตัวลงมากระซิบเสียงเบาที่ข้างหูผม.. อะไรนะ…ผมเบิกตากว้างแล้วหันไปหาเขา“...จริงเหรอครับ?”“อืม… ฉันคิดว่าบางทีเอสก้าอาจจะเป็นกรณีพิเศษต่างจากแวมไพร์ทั่วไป.. แต่ไม่ต้องกังวล ฉันกับเรย์ทริสจะไม่พูดเรื่องนี้ออกไปให้ใครได้ยินหรอก ส่วนพวกคนใช้ที่บ้านฉันเองก็กำชับไว้หมดแล้ว”กุนเทอร์พูดเสียงเบา เขาคงไม่อยากให้ใครในคณะเดินทางได้ยินเรื่องนี้เข้า… ผมก็เหมือนกัน.. ผมยังแน่ใจไม่ได้ว่าพวกเขาจะรังเกียจผมไหม ถ้ามารู้เข้าว่าจริงๆแล้วผมไม่ใช่มนุษย์… ไหนจะความผิดปกติเกี่ยวกับต่อมรับรสของผมอีก… บางทีอาจจะเป็นเพราะผมเคยเป็นมนุษย์มาก่อนหรือเปล่า? แต่ก็ไม่น่าจะใช่… ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว.. เหมือนกับเรื่องที่ผมสามารถอ่านและพูดภาษามนุษย์ของโลกนี้ได้.. ระหว่างที่ผมคิดหลายๆเรื่องอยู่ในหัว พลางเคี้ยวข้าวในปากไปด้วย เรย์ทริสก็ถามขึ้นมาอีก“จะว่าไปเมื่อกี้นายไปนั่งทำอะไรตรงนั้น ยังกับหลบๆซ่อนๆใครอยู่”อา.. ถามจนได้สินะ ผมเหลือบมองเขาแล้วตอบอย่างใจเย็น“..บริเวณนั้นมีสมุนไพรที่ผมเคยเจอในหนังสือของกุนเทอร์งอกอยู่ครับ ผมไม่เคยเห็นของจริง ก็เลยนั่งดู..”ความจริงแล้วพยายามสอดรู้สอดเห็นเรื่องมอร์แกนกับกุนเทอร์ต่างหาก...ผมแถเสร็จ เรย์ทริสเลิกคิ้วขึ้นแล้วพยักหน้าเบาๆ“แล้วรู้ไหมว่า ไอ้ต้นที่นายไปนั่งมองมันเป็นส่วนผสมของสูตรทำยาพิษน่ะ”“...มะ ไม่รู้ครับ”...หนังสือสมุนไพรเล่มนั้นของกุนเทอร์ผมแค่เปิดดูผ่านๆ เลยไม่ได้อ่านรายละเอียดเท่าไหร่...“ให้ตายสิ! ดีนะที่ไม่หยิบขึ้นมากิน คราวหลังระวังให้มากกว่านี้หน่อย!”“...”แล้วใครมันจะหยิบพืชตามพื้นหญ้าเอาปากฟะ!? ไอ้เอลฟ์นี่! คิดว่าผมอายุเท่าไหร่!? คงเพราะผมหน้าหงิกขึ้นมา กุนเทอร์เลยช่วยเอ่ยปรามๆเรย์ทริสให้ทันทีกุนเทอร์หันมาอธิบายเสริมเรื่องสมุนไพรที่ผมเจอให้ฟังนิดหน่อย สรุปแล้วมันไม่ได้อันตรายอะไร สามารถสัมผัสต้นมันได้ ไม่มีอาการติดพิษใดๆ แค่สมุนไพรชนิดนี้เอามาประกอบอาหารไม่ได้เท่านั้นเอง หลังจากที่ทุกคนทานมื้อเช้าและเก็บข้าวของจนเสร็จ พวกเราก็ออกเดินทางกันต่อ การเดินทางวันนี้ค่อนข้างราบรื่น ท้องฟ้าแจ่มใส ไม่มีฝนตก มีลมเย็นๆพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างของรถม้าเป็นระยะๆ ที่แย่ก็คงเป็นถนน.. คงต้องใช้เวลาอีกสักพักจนกว่าผมจะเริ่มชินกับพื้นถนนขรุขระแบบนี้ ด้วยความว่าง ผมเลยใช้จังหวะนี้ถามกุนเทอร์เรื่องเมื่อคืนดู ..ก็เรื่องที่พวกเขาคุยกันเมื่อคืนนั้นล่ะ ก่อนที่ผมจะหลับไป“หมายถึงเรื่องที่ซาแรนใช่ไหม? ซาแรนเป็นชื่อเมืองหน้าด่านของไลท์ฟอร์ส เมืองหลวงของเอลฟ์น่ะ เพราะเดี๋ยวเราจะต้องเดินทางผ่านสะพานที่เชื่อมไปเมืองซาแรม เราเลยคุยกันเรื่องท่านผู้เฒ่า ยังจำเรื่องนิยายเล่มนั้นได้ไหม? ที่ฉันบอกว่าถูกเก็บรักษาไว้โดยเอลฟ์ที่อายุยืนที่สุด”ผมพยักหน้าตอบ“แกรนลิทเชอร์ เขาเป็นนักเวทเหมือนกับนาย แต่ใช้เวทธาตุน้ำเป็นหลัก หลังจากภรรยาของเขาเสียชีวิตไปได้ประมาณ 100 กว่าปีก่อน เขาก็ไม่ค่อยโผล่มาซาแรนอีก เราเลยเดากันเล่นๆว่า เขาออกเดินทางไปที่ไหนกัน”กุนเทอร์พูด เข้าใจล่ะ.. ถึงว่ามีแต่ชื่อสถานที่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเต็มไปหมด “ทุกๆครั้งที่ตาแก่กลับมาจากการออกเดินทาง ตาแก่จะทำหนังสือออกมา 1-2 เล่ม แน่นอนว่าไม่ใช่นิยายอะไรพวกนั้น แต่เป็นบันทึกข้อมูล สถานที่ที่ไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน พวกสถานที่อารยธรรมยุคโบราณที่หลบซ่อนอยู่ในเอโซเดียร์”เรย์ทริสที่นั่งเหงาปากอยู่ ช่วยอธิบายเสริมให้ ...เอโซเดียร์ ผมเกือบลบไปสนิทว่า เคยเจอคำนี้.. มันอยู่บนหัวกระดาษบนสุดของแผนที่ แทบไม่ต้องเดาเลยว่า เอโซเดียร์ เป็นชื่อของอะไร มันคือชื่อของโลกที่ผมอยู่ตอนนี้นี่ล่ะ“จะว่าไปคุณกุนเทอร์เคยบอกว่าอยากออกเดินทาง แสดงว่าคุณกุนเทอร์มีเขาเป็นแรงบันดาลใจสินะครับ”กุนเทอร์ยิ้มออกมาแล้วตอบ“ใช่แล้ว ฉันได้อ่านหนังสือของเขามาตั้งแต่เด็กๆ งานเขียนของเขาทำให้ฉันอยากออกไปสำรวจด้วยตัวเอง”“แต่ถ้านายได้รู้จักตัวจริงของตาแก่ นายอาจจะหมดศรัทธาเอาได้นะ หึๆ”“เรย์…”กุนเทอร์มองเจ้าเอลฟ์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามผมอย่างเอือมๆ เรย์ทริสพูดต่ออีกว่า เขาหวังให้แกรนลิทเชอร์ทำหนังสือรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพวกปีศาจ มันจะเป็นประโยชน์มาก เพราะข้อมูลที่พวกเขามีอยู่ตอนนี้ไม่ได้ครอบคลุมเลย ข้อมูลของปีศาจส่วนใหญ่ที่มีอยู่นั่น มีแต่พวกปีศาจที่เคยบุกเมืองหลวงวอร์เลนเซีย เมื่อ 9 ปีที่แล้ว ปัจจุบันมีพวกมันรูปแบบใหม่ๆเพิ่มขึ้น..เหมือนอย่างปีศาจเห็บยักษ์สีดำตัวเป็นเมือกๆที่เราเจอกันไป... การสืบหาข้อมูลให้มากขึ้นจึงเป็นเรื่องสำคัญในการรับมือกับสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมพวกนี้ผมนึกไปถึงคาร์เทล... รายนั้นเขาทำการทดลองกับซากศพปีศาจเลย... ก็น่าจะมีข้อมูลเยอะเหมือนกันใช่ไหม? ถ้าเขาเอางานวิจัยมาทำเป็นหนังสือก็น่าจะเป็นประโยชน์เหมือนกันนะ“งั้นแปลว่าคุณเรย์ทริสเคยเจอคุณแกรนลิทเชอร์สินะครับ?”ฟังจากที่เขาพูดมา ก็น่าจะเป็นแบบนั้น ผมเลยลองถามดู“ใช่.. น่าจะสักประมาณ 80-90ปี ที่แล้ว แต่เจอหน้ากันได้แค่แปปเดียว ตาแก่นั่นก็ออกเดินทางต่อ”… 80-90 ปี เหรอ… ผมเริ่มสงสัยขึ้นมาแล้วสิว่า เรย์ทริสอายุเท่าไหร่… ผมรู้แหละว่าเอลฟ์อายุยืน แถมแก่ช้าด้วย ..เดาไม่ถูกเลยแฮะ ผมเลยถามสวนกลับไป“ขอถามอะไรหน่อยนะครับ… คุณเรย์ทริสอายุเท่าไหร่แล้ว?”เรย์ทริสเลิกคิ้ว แล้วมองมาที่ผม“..143 ปี ”“...”ผมมองเขากลับไปด้วยสายตาอึ้งๆ“ทำไม?”“...แบบนี้ก็น่าจะเรียกว่าคุณปู่ได้สินะครับ”อ๊ะ… แย่ล่ะ…ผมไม่ได้ตั้งใจจะกวนเขาหรอกนะ… ความจริงผมกำลังคิดอยู่ในใจ แต่เพราะผมตกใจอายุของเขา เลยหลุดปากพูดไปซะได้... ตอนนี้ผมสัมผัสได้ถึงรอยยิ้มโกรธๆที่ปากของเขา…กุนเทอร์ที่นั่งอยู่ข้างผม อมยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอามือปิดปากตัวเองไว้ข้างหนึ่ง… เขาขำใช่ไหม ผมรู้นะ!แมทเทียที่นั่งอยู่ในรถม้าอีกคนก็พยายามอดกลั้นรอยยิ้มบนใบหน้าไว้…“ถือซะว่านายยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ฉันเท่าไหร่… ฉันจะบอกอะไรให้ ถ้าเทียบกับอายุมนุษย์ ฉันอายุประมาณ 26-27 ปี เพราะฉะนั้นนายจะเรียกฉันว่าปู่ไม่ได้ จำเอาไว้ให้ดีๆล่ะ เจ้ากุ้งแห้ง” “........ครับ”“ตามนั้นล่ะ ส่วนปีนี้ฉันเองก็จะ 27 ปีแล้ว”กุนเทอร์หันมาพูดกับผม ..พอมาคุยเรื่องอายุแล้ว ผมก็เริ่มสงสัยว่าตอนนี้ผมอายุเท่าไหร่? รู้แหละว่าตัวเองอายุ 17... แต่ในโลกนี้ผมเป็นแวมไพร์ก็น่าจะอายุเยอะกว่ามนุษย์…หรือเปล่านะ? ถึงผมจะสงสัยแต่คงถามอะไรตอนนี้ไม่ได้เพราะมีแมทเทียนั่งอยู่ในรถม้าด้วย พวกเรามีหยุดพักกันระหว่างเดินทางบ้าง เพื่อให้ม้าได้พักกินน้ำและตรวจสอบสภาพของล้อรถม้าให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย วันนี้เป็นอีกวันที่ยาวนานมากแม้จะไม่เจออะไรมาเป็นอุปสรรค์ระหว่างทางก็ตาม แต่ผมกลับอยากนอนพักผ่อนสุดๆ นั่งรถม้าเป็นเวลานานๆทำให้ร่างกายผมปวดเมื่อยไปหมด เป็นไปได้ผมก็ไม่อยากจะใช้เวทมนตร์เกินจำเป็นหรอก... สุดท้ายผมก็พ่ายแพ้ต่อความปวดเมื่อยจนต้องยอมใช้เวทรักษาอย่าง Heal จนได้ ...แน่นอนว่าผมหลบมุมแอบไปใช้ตอนจังหวะที่ทุกคนแยกตัวกันไปยืดเส้นยืดสาย ส่วนสาเหตุที่ต้องแอบใช้เหรอ? ก็เพราะเรย์ทริสชอบแซวว่าผมร่างกายอ่อนแอ แล้วไหนจะกุนเทอร์ที่เป็นห่วงผมเกินเหตุอีก… เพราะฉะนั้นแอบใช้แบบนี้แหละ ดีแล้วพอท้องฟ้าเริ่มเป็นสีส้มอ่อน บอกเวลาว่าใกล้จะถึงช่วงอาทิตย์ตกดินแล้ว พวกเราก็หยุดเดินทางแล้วหาที่ตั้งแคมป์พักแรมกันต่ออีกวัน คืนนี้เรย์ทริสนอนเต็นท์เดียวกับผม… บอกเลยว่า ผมทั้งโดนเบียดทั้งโดนถีบ... เจ้าเอลฟ์บ้านี้นอกจากนอนดิ้นแล้วยังกรนเสียงดังอีก โชคดีที่ผมจำวิธีแก้คนนอนกรนได้อยู่หนึ่งวิธี ผมเลยสละหมอนตัวเองไปหนุนเพิ่มให้ศีรษะของเขาสูงก่อนเดิม.. และแล้วในที่สุดเสียงกรนก็เบาลงกว่าเดิมสักที! เย้! จากนั้นผมก็หงายหลังลงนอนหลับต่อ คืนพรุ่งนี้ขอนอนเต็นท์เดียวกับคนอื่นดีกว่า กับเจ้าบ้านี่ไม่ไหวจริงๆ... ….......และแล้ววันนี้ก็เข้าวันที่ 4 ของการเดินทาง เราใกล้ถึงจุดหมายเข้าไปทุกที กุนเทอร์บอกผมไว้ระหว่างกินมื้อเช้าว่า วันนี้จะได้ผ่านหน้าสะพานเชื่อมเมืองซาแรมกัน เขาบอกว่าวิวทิวทัศน์ของที่นั้นสวยงามมากๆ อาจน่าเสียดายหน่อยที่เขาไม่มีโอกาสได้พาลงไปดู คงต้องนั่งมองผ่านหน้าต่างรถม้าเอา แล้วเขาก็ชวนผมไว้อีกด้วยว่า ถ้าจบภารกิจนี้แล้วผมอยากจะเที่ยวพักผ่อน เขาจะพาผมมาเที่ยวที่ซาแรมให้ แน่นอนว่าผมเกรงใจกุนเทอร์มาก เลยปฏิเสธกลับไปทันที.. พอเถอะ แค่นี้ผมก็รบกวนเขาจะแย่อยู่แล้ว แถมถ้าจะเที่ยวก็ต้องมีเงินอีก ไว้ถึงตอนที่ผมเปิดร้านค้า Buff ได้จนรวยก่อนแล้วกัน“เอสก้า”ผมซึ่งกำลังสัปหงกอยู่ สะดุ้งตื่นทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกจากกุนเทอร์ ผมลูบหน้าตัวเองเบาๆแล้วเงยหน้าขึ้นมองเขาที่นั่งอยู่ข้างผม“ครับ? คุณกุนเทอร์?”ผมเลิกคิ้ว ถามด้วยความสงสัย หรือว่าผมกรนเสียงดัง..?“ลองหันไปดูข้างนอกสิ”กุนเทอร์ยิ้มให้พร้อมชี้นิ้วไปทางหน้าต่างของรถม้า พอผมหันไปตามทางที่เขาชี้ผมก็ได้เห็นทิวทัศน์ที่น่าตกตะลึง ตลอดเส้นทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้ที่หนาทึบตอนนี้กลายเป็นพื้นที่ป่าที่เปิดโล่ง มีต้นไม้หลากสีที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเติบโตเรียงรายกันอย่างสวยงามราวกับว่ามันเป็นสวนที่ถูกตัดแต่งขึ้น ประกอบด้วยน้ำตกจากผาสูงชันนั้นด้วยแล้ว ทำเอาผมนึกไปว่าตัวเองกำลังฝันไป ผมจ้องภาพตรงหน้าตาค้างจนเรย์ทริสที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามผมเหมือนเคย เปรยขึ้นมาว่ายังมีอะไรให้ผมตาค้างอีก... แทบไม่ต้องรอนานรถม้าก็เริ่มเคลื่อนผ่านหน้าสะพานเชื่อมระหว่างสองดินแดน… ผมบอกเลยว่าสะพานใหญ่มากๆ ทั้งโครงสร้างและสถาปัตยกรรมของมันถูกออกแบบมาอย่างงดงาม สะพานทางเชื่อมนั่นทอดยาวอยู่เหนือหุบเหวลึกซึ่งเป็นรอยแยกที่ขวางกั้นทั้งสองดินแดนเอาไว้ บนสะพานนั้นมีทั้งเกวียนขนสินค้าและรถม้าสัญจรไม่ขาดสาย นอกจากนี้ยังสามารถเห็นอาคารสถานที่และปราสาทอยู่ไกลลิปตา ขณะที่ผมกำลังจดจ่ออยู่กับความศิวิไลตรงหน้า เรย์ทริสเล่าให้ฟังอีกว่า เมืองหน้าด่านของเผ่าเอลฟ์อย่างซาแรมนั้น เป็นเมืองท่องเที่ยว ทำให้การค้าในเมืองนี้ค่อนข้างเฟื้องฟูมากเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ถึงแม้ช่วงนี้รายได้จะหายไปบ้างเพราะพวกปีศาจก็ตาม พอเขาพูดถึงปีศาจขึ้นมาผมก็เลยถามเขาว่าพวกมันได้โจมตีเมืองของเผ่าเอลฟ์เหมือนกับที่เมืองวอร์เลนเซียไหม? เรย์ทริสก็พยักหน้าให้เป็นคำตอบ ดูเหมือนว่าทางเผ่าเอลฟ์เองก็เจอปัญหาหนักไม่ต่างกัน.. “ถัดจากนี้ไปจะมีหมู่บ้านเล็กๆอยู่ ที่นั่นมีโรงเตี๊ยมเปิดให้นักเดินทางเข้าพักได้ แต่กว่าจะไปถึงก็คงตอนเย็นพอดี พวกเราจะค้างแรมที่นั่นเป็นคืนสุดท้าย แล้วพรุ่งนี้เราจะไปถึงที่หมายตามกำหนดการพอดี”กุนเทอร์พูด ระหว่างที่รถม้าของพวกเราเริ่มเคลื่อนที่ห่างจากทัศนียภาพที่สวยงามและสะพานเชื่อมที่พลุกพล่านไปด้วยผู้คนออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ลึกๆผมแอบเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปเดินในเมือง แต่อย่างว่าเรากำลังไปทำภารกิจ จะมาเสียเวลาเดินเล่นคงไม่ได้อยู่แล้วหลังจากที่ทิวทัศน์ทั้งสองข้างทางไม่ได้ชวนน่าตื่นเต้นแล้ว ผมก็เผลอหลับไปอีกจนได้ ตอนที่ผมตื่นขึ้นมากุนเทอร์ก็กลายเป็นหมอนให้ผมหนุนไปซะงั้น ถึงเขาจะบอกว่าไม่เป็นไรก็เถอะ ผมว่าไหล่เขาต้องเหน็บแน่ๆ ผมรู้สึกผิดเลยจะทำท่าจะร่ายเวท Heal ให้เขา แต่ก็โดนห้ามไว้ซะก่อนพร้อมสายตาของเรย์ทริสมองมาอย่างหงุดหงิด... เจ้าเอลฟ์ไม่วายบ่นอุบอิบประโยคเดิมๆออกมาว่าผมใช้เวทสิ้นเปลืองอีก ถามจริงเวทรักษาขั้นพื้นฐานมันจะใช้มานาเยอะขนาดไหนเชียว ถ้าเกิดผมใช้เวทระดับสูงพร่ำเพื่อจะไม่เถียงเลย..แน่นอนว่าผมไม่ได้เถียงอะไรกลับเพราะรู้ว่าพูดอะไรไปก็เปล่าประโยชน์ สักพักหนึ่งผมก็ได้ยินเสียงของคนขับรถม้าตะโกนบอกผ่านช่องสำหรับพูดคุยเข้ามาว่า ใกล้ถึงที่พักแล้ว ผมเลยเพิ่งรู้ว่ารถม้าของเรากำลังวิ่งอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว พอลองมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นว่าฟ้าเริ่มมืด... นี่ผมหลับยาวเลยนี่หว่า…“ไปกันเถอะ เอสก้าน่าจะหิวแล้วใช่ไหม?”“นะ นิดหน่อยครับ”กุนเทอร์เดาถูก... แต่ผมยังไม่หิวมากเท่าไหร่หรอกนะ... พอรถม้าจอดลงที่หน้าโรงเตี๊ยม พวกเราก็ทยอยลงจากรถม้าพร้อมสัมภาระติดตัวไปด้วยเล็กน้อยอย่างพวกเสื้อผ้าที่จะเอาไปเปลี่ยน นี่เป็นคืนแรกของการเดินทางที่จะได้นอนเตียงสบายๆสักที ผมยังคงภาวนาขอให้ไม่ต้องนอนห้องเดียวกับเรย์ทริสเหมือนเคย พูดถึงโรงเตี๊ยมที่พวกเรากำลังจะเข้าไปพัก ต้องบอกว่าสภาพภายนอกค่อนข้างต่างจากภายในพอสมควร ด้านนอกดูเป็นเหมือนโรงเตี๊ยมเก่าๆที่สร้างจากไม้อย่างเดียว แต่พอเข้าไปข้างในกลับไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ ภายในมีส่วนประกอบของหินและปูนเสริมตามโครงสร้างบางจุด ผมมองว่าคงเป็นการตกแต่งภายในไปในตัวด้วย บรรยากาศตอนนี้ค่อนข้างเงียบเหงา โซนที่เป็นบาร์มีคนนั่งดื่มเหล้ากันอยู่แค่ 2-3 คน ส่วนที่เป็นเลาจ์และร้านอาหาร มีคนนั่งทานอาหารอยู่แค่ 2 คน ดูจากการแต่งตัวน่าจะเป็นนักเดินทางที่ผ่านมาพักที่นี่“ปกติคนน่าจะเยอะกว่านี่..”กุนเทอร์พูดขึ้นขณะที่ผมเดินตามหลังเขาไป“ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ห้องจะได้ว่างพอสำหรับพวกเราไง”เรย์ทริสที่เดินเข้ามาก่อนใครเพื่อนหันหลังมาคุยกับกุนเทอร์ ท่าทางพวกเขาจะเคยมาพักที่นี่กันแล้ว ก็นะ ไม่งั้นเขาจะรู้ได้ไงว่าแถวนี้มีหมู่บ้านเล็กๆอยู่ ระหว่างนั้นคนที่เหลือก็เดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม พอโครมเห็นผมเขาก็พยายามจะชวนผมคุยเหมือนทุกครั้ง ส่วนน้องชายของเขาคามิลก็ยังคงมองมาที่ผมด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนทุกที… จะว่าไปคามิลเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ผมยังไม่เคยคุยด้วยเลย...เพราะส่วนใหญ่โครมจะเป็นคนพูด ผมแทบนึกเสียงเขาไม่ออกด้วยซ้ำ… เพราะเขาพูดอยู่ไม่กี่คำ… ผมรู้สึกว่าคามิลมีบางอย่างคล้ายๆกับผม ..ก็น่าจะไม่พ้นเรื่องปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างนี่ล่ะ “โครม พวกเขาเรียกพี่ให้ไปจองห้องแล้ว”ตอนที่โครมมัวแต่คุยจ่อกับผมอยู่ คามิลซึ่งยืนข้างๆก็เรียกพี่ชายของเขา ว้าว…. ครั้งแรกนะเนี่ยที่ผมได้ยินเขาพูดประโยคยาวขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย… ผมหันไปมองที่เลาจ์ก็เห็นว่าทุกคนยืนคุยเรื่องห้องพักกับเจ้าของโรงเตี๊ยมกันอยู่ ส่วนคนที่กวักมือเรียกอยู่คือ มอร์แกนกับบารัส โครมเลยขอตัวไปจัดการเรื่องห้องพักให้เรียบร้อยก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาคุยกับผมต่อท้ายที่สุดระหว่างรอพวกเขาคุยกับเจ้าของ..…ผมก็มานั่งเดดแอร์อยู่กับคามิล ...การที่เขามองมาทางผมนิ่งๆโดยไม่พูดอะไรแบบนี้โคตรอึดอัดยิ่งกว่าตอนที่เอน่าจ้องผมอีก!! ขะ...เขามีอะไรอยากจะพูดงั้นเหรอ? ..หรือว่าพยายามใช้เวทมนตร์โทรจิตคุยกับผม… ไอ้สกิลแบบนั้นผมไม่มีหรอกนะ! ขณะที่ผมกำลังคิดจะลองคุยกับเขาดู..กลับกลายเป็นคามิลซะเองที่เริ่มเปิดบทสนทนาก่อน“ไปเดินเล่นกันหน่อยไหม..”….หือ? ผมไม่คาดคิดว่าจะได้ยินประโยคนี้จากเขา ผมเชื่อว่าสีหน้าสับสนของผมตอนนี้คงทำให้เขาต้องพูดต่อ“...ต่อให้รอพวกเขาจองห้องพักเสร็จก็คงว่างอยู่ดี เพราะเราไม่ต้องตั้งแคมป์หรือทำอาหารกันแล้ว”อ่อ.. ผมเข้าใจเขาล่ะ.. อืม… ถูกของเขานะว่าหลังจากนี้คงว่าง... แต่ความจริงตอนนี้ผมกำลังสตั้นที่เขาพูดประโยคยาวๆใส่ผมเป็นครั้งแรกมากกว่าที่เขาชวนไปเดินเล่น..“...โอเคครับ”ผมตอบตกลงเขาไป คงไม่มีปัญหาอะไรกับแค่เดินเล่นในหมู่บ้าน หวังว่ากุนเทอร์คงจะไม่ว่าอะไรนะ เพราะผมเองก็อยากลองสำรวจดูรอบๆเหมือนกัน พอผมให้คำตอบเขา คามิคก็ลุกขึ้นเดินนำผมไป ค่อยยังชั่วที่เขาไม่ใช่คนเดินเร็วแบบเรย์ทริส ผมเดินตามหลังเขาได้สบายๆ ผมออกมาจากโรงเตี๊ยมโดยไม่ได้บอกกุนเทอร์ว่าจะไปเดินเล่น แล้วผมไม่คิดว่าจะมีปัญหาอะไรถ้าผมจะทำอะไรตามใจชอบบ้าง… ให้ขออนุญาตเขาตลอด มันดูเหมือนผมตัดสินใจอะไรเองไม่ได้อย่างไงก็ไม่รู้ ทั้งผมและคามิลต่างไม่ได้พูดคุยอะไรกันระหว่างที่เดิน เราต่างสำรวจมองไปรอบตัวขณะเดินเล่น สิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่ที่นี่ีมีความคล้ายคลึงกับยุโรปยุคกลางอยู่บ้าง ต่างกันตรงที่วัสดุ ลวดลายและการตกแต่ง ถึงที่นี้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ แต่ก็มีคนใส่ชุดเกราะลักษณะคล้ายกับทหารยามยืนเฝ้าและเดินตรวจเป็นบางจุด ผมเห็นพวกเด็กๆในหมู่บ้านวิ่งเล่นกันอยู่ได้แวบเดียวเพราะพอฟ้ามืดสนิท พวกผู้ปกครองก็เดินมาอุ้มหรือจูงกลับเข้าบ้านกันไปหมด เหลือก็แต่พวกผู้ใหญ่ที่นั่งคุยกันอยู่ข้างนอกบ้างประปราย แสงสว่างจากหินเวทมนตร์ตามบ้านเรือนเริ่มสว่างขึ้นเองราวกับกดปุ่มเปิดสวิตซ์ไฟฟ้า จริงอยู่ที่บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา แต่ผมกลับค่อนข้างชอบที่นี่ รู้สึกเงียบสงบดีจัง…“เอสก้า”ผมซึ่งกำลังหยุดยืนมองสวนดอกไม้สีฟ้าอ่อนที่ชาวบ้านปลูกเอาไว้ หันไปตามเสียงเรียก“..มีอะไรหรือครับ คุณคามิล?”ผมเลิกคิ้วขึ้นมองไปที่เขา.. เขาดูอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ยังกังวลอยู่นิดหน่อย คามิลขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วค่อยๆเอ่ยออกมา “นายไม่ใช่มนุษย์สินะ..”“...”ดะ...โดนดูออกแล้วเหรอ..? ผมค้างไป 10 วิ… สาเหตุที่เขาชวนผมออกมาเดินเล่น ก็เพื่อที่เขาจะได้ถามผมตรงๆโดยไม่มีใครมาขัดจังหวะสินะ… เอาไงดี.. เพราะผมยืนเงียบอยู่พักใหญ่ คามิลเลยพูดขึ้นต่อ“...นายต้องใช้สิ่งนี้”คามิลยื่นของบางสิ่งในมือเขามาทางผม มันเป็นกำไลข้อมือเส้นหนึ่ง สายของกำไลทำจากหนังโดยมีหินเวทมนตร์สีแดงเล็กๆร้อยเอาไว้ “ตอนเด็กๆฉันมีพลังเวทเยอะเกินไปเลยต้องใส่มันเอาไว้... มันพอจะช่วยซ่อนพลังได้บ้าง”“...ผมคงรับไว้ไม่ได้”ผมรู้สึกไม่สบายใจ… ส่วนหนึ่งเพราะเขาไม่ได้อธิบายว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้… คงเพราะท่าทางของผมที่พร้อมจะวิ่งหนีได้ทุกเมื่อ เขาเลยถอนหายใจแล้วเริ่มอธิบาย“ปกติพลังเวทของแต่ละเผ่ามีความแตกต่างกัน ฉันเรียนรู้เรื่องนี้ได้เองตั้งแต่ยังเด็ก ต่างจากพี่ชายฉันและคนทั่วไป พวกเขาจะแยกความต่างไม่ออก..ความจริงแล้วฉันรู้สึกได้ตั้งแต่วันที่เจอนายที่ห้องประชุมแล้ว”...แสดงว่าเขามีความสามารถคล้ายๆกับเรย์ทริสงั้นสินะ? “ปลอมตัวทั้งทีก็ควรจะระวังให้มากกว่านี้ เพราะฉะนั้นรับไปเถอะ คิดซะว่าเป็นของตอบแทนก็ได้”“......ขอบคุณครับ”สุดท้ายผมก็รับกำไลข้อมือเส้นนั้นมา ผมไม่ถึงกับไว้ใจเขา แต่ดูจากการที่เขาพยายามอธิบายฟังทั้งๆที่เขาจะทำเป็นเมินเฉยเรื่องว่าจริงๆผมไม่ใช่มนุษย์ต่อก็ได้“คุณ...ได้บอกใครเรื่องผมไปหรือเปล่า?”ผมลองถามเขาดู… ต่อให้เขาโกหกหรือไม่ก็ตาม“ไม่.. ถ้าจะถามว่าทำไม.. คงเพราะฉันไม่ได้สนใจว่าใครจะเป็นเผ่าอะไรอยู่แล้ว”คามิคพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย อืม… ผมว่าเขาไม่แคร์จริงๆนั่นแหละ “..ขอบคุณมากครับ” “แล้วก็อีกอย่าง..”“ครับ?”“เรื่องที่เราคุยกันวันนี้ รวมถึงเรื่องกำไล ขอให้เก็บเป็นความลับโดยเฉพาะกับพี่ชายฉัน”เขาดูมีสีหน้ากังวลนิดหน่อยขณะพูดถึงพี่ชายของเขา“...ทำไมเหรอครับ?”“..ถ้าพี่ฉันมารู้เข้าว่า ความจริงแล้วฉันมีพลังเวทเยอะกว่า เขาจะเสียความมั่นใจ…”ผมเลิกคิ้วขึ้นอีกครั้งเมื่อได้ยินคำตอบ.. คงจะเป็นปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ของสองพี่น้องตามที่ผมเข้าใจ โดยปกติแล้วก็ไม่น่าจะมีพี่คนไหนรู้สึกดีที่มีน้องเก่งกว่าตัวเองอยู่แล้ว… ยิ่งถ้าปิดบังความจริงมาตลอดแล้วเจ้าตัวมารู้เอาทีหลัง ต้องแย่แน่ๆ… ผมเลยพยักหน้าอย่างเข้าใจและตอบตกลงว่าจะเก็บเป็นความลับระหว่างที่กำลังเดินกลับมาจนใกล้จะถึงโรงเตี๊ยมแล้ว ผมก็เห็นกุนเทอร์มายืนรออยู่ด้านหน้าด้วยสีหน้าที่กังวล แต่พอเขาเห็นว่าเป็นผมเดินมา สีหน้าของเขาก็ผ่อนคลายขึ้นทันที… ถึงเขาไม่ได้โกรธหรือทำท่าจะถามว่าไปไหนมาก็เถอะ ผมเลยบอกเขาหน่อยแล้วกันว่าแค่ไปเดินเล่นกับคามิลมาไม่มีอะไร ถึงแม้ว่ากุนเทอร์จะเข้าใจ แต่เขาก็กำชับผมเพิ่มอยู่ดีว่า ผมไม่ควรออกไปเดินช่วงมืดๆค่ำๆแบบนี้ โชคดีว่าที่นี้เป็นหมู่บ้านเล็กๆเดินได้แปปเดียวก็วนรอบหมู่บ้านแล้ว… สรุปเรื่องที่เขากังวลคงเป็นเรื่องหลงทางสินะ… ถ้าเป็นเมืองใหญ่ๆผมคงไม่ออกไปเดินตอนกลางคืนคนเดียวหรอก... ตอนนั้นเอง โครมก็เดินออกมาตามพวกเราที่ยืนคุยกันอยู่หน้าโรงเตี๊ยมให้เข้าไปกินมื้อเย็นที่แม่ครัวมาเสริฟไว้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นหัวข้อบทสนทนาของพวกเราก็เปลี่ยนเป็นเรื่องอาหารแทนและเดินกลับเข้าไปในโรงเตี้ยม“เห็นว่าพวกคุณจะไปเมืองท่าเรือกัน ฉันคิดว่าพวกคุณอย่าไปที่นั่นดีกว่า ได้ยินมาว่าที่นั่นไม่ค่อยปลอดภัย”หญิงวัยกลางผู้เจ้าของโรงเตี้ยมพูดขึ้นขณะวางอาหารที่แมทเทียกับมอร์แกนสั่งเพิ่มลงบนโต๊ะ คุณป้าเจ้าของโรงเตี๊ยมยังบอกอีกว่า สาเหตุที่แขกมาโรงเตี๊ยมนี้น้อยลงนั่น เป็นเพราะว่าส่วนใหญ่เปลี่ยนเส้นทางไปขึ้นท่าเรือเมืองอื่นแทนกัน ..ผมยังจำแผนที่ของโลกนี้ไม่ได้ทั้งหมด ผมเลยไม่แน่ใจว่าเมืองอื่นที่หญิงคนนี้พูดถึงหมายถึงเมืองอะไรบ้าง ไว้ไปศึกษาเพิ่มอีกที.. ผมเคี้ยวขนมปังนุ่มๆไปพลางฟังพวกเขาคุยกันไปเรื่อยๆ กุนเทอร์ที่ไม่ได้เข้าร่วมวงสนทนากับคนอื่นๆ ซึ่งนั่งอยู่ถัดไปจากผมก็พูดเรื่องห้องพักขึ้นมาว่า เขาจองเป็นห้องใหญ่ให้ มีเตียงเดี่ยว3เตียง หลังจากทานเสร็จแล้วให้ผมไปเลือกได้เลยว่าจะนอนเตียงไหน เรื่องเตียงผมยังไงก็ได้อยู่แล้ว แต่ที่ผมคาดหวังเลยคือห้องน้ำ.. ที่ผ่านมาผมต้องพยายามหลบๆซ่อนๆเวลาถอดเสื้อผ้าเช็ดตัวข้างลำธาร.. เป็นการอาบน้ำที่ระหวาดระแวงที่สุด.. ครั้งนี้ขออาบน้ำแบบสบายๆทีเถอะ พอนึกถึงเรื่องนี้ผมก็รีบกินอาหารในจานให้หมด จะได้ขึ้นไปใช้ห้องน้ำก่อนใคร ไม่ต้องรอต่อคิวจากอีกสองคนที่เหลือในห้อง.. ถึงผมจะรู้ว่าถ้าขอกุนเทอร์ ยังไงเขาก็ให้ใช้ห้องน้ำก่อนอยู่แล้ว ปัญหาจริงๆน่ะคืออีกคน… ผมตักเนื้อชิ้นสุดท้ายในจานเข้าปากและเหล่มองเรย์ทริสแวบหนึ่ง โอเค เขากำลังเมาส์แตกกับแมทเทีย พอกินเสร็จผมก็ขอตัวไปห้องพักทันที ตอนผมลุกขึ้นกุนเทอร์ก็ไม่ลืมที่จะเอากุญแจห้องให้ผม ที่กุญแจมีแผ่นไม้เล็กๆพ่วงอยู่เขียนว่า 7 ขอขอบคุณสกิลหรืออะไรก็ตามที่ทำให้อ่านตัวเลขของโลกนี้ออก... หลังจากแยกตัวออกมาแล้ว ผมก็เดินขึ้นบันไดไม้ไปชั้นสองและไขประตูห้องพักที่เขียนเลข 7 ไว้ที่หน้าประตู เมื่อประตูเปิดออกก็เห็นสัมภาระของผมและของกุนเทอร์วางอยู่บนโต๊ะไม้ในห้อง… จริงด้วย... ตอนผมออกไปเดินเล่นกับคามิล ผมวางทิ้งไว้บนเก้าอี้ที่ชั้นล่างนี่! กุนเทอร์ยังอุส่าห์เอาขึ้นมาวางในห้องให้อีก เขาเป็นคนดีเกินไปแล้ว..ภายในห้องมีเตียงเรียงกันอยู่ 3 เตียง ตามที่กุนเทอร์บอกว่า แต่เตียงที่อยู่ตรงกลางมีกระเป๋าของใครบางคนวางไว้แล้ว… ผมจำได้ นี่คือกระเป๋าของเรย์ทริสนั่นแหละ... งั้นผมนอนเตียงด้านที่ติดกำแพงห้องแล้วกัน พอหยิบสัมภาระของตัวเองไปวางไว้บนเตียงแล้ว ก็ได้เวลาอาบน้ำสักที! จริงอยู่ที่ว่าอากาศของที่นี่ไม่ได้ร้อนตับแตกแบบประเทศไทย แต่ถ้าคุณต้องใส่เสื้อโค้ทหนาและสวมฮู้ดตลอดเวลา ก็ต้องมีเหนียวตัวกันบ้าง ระหว่างที่ผมแช่น้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำอยู่ ก็นึกไปถึงกำไลข้อมือที่ได้มา แน่นอนว่าผมสวมมันเอาไว้ ผมแทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์เวทมนตร์เลย ..จะว่าไปเจ้าชายบรอเดอริคเคยบอกว่า ถ้าผมอยากได้อุปกรณ์เวทมนตร์มาใช้ทำงานครั้งนี้ เขาจะช่วยจัดหามาให้.. แต่ผมก็ไม่ได้ยื่นเรื่องขออะไรไปทั้งนั้น.. ช่วยไม่ได้... ก็ผมไม่รู้จริงๆว่าควรจะใช้อะไร“...รู้สึกเราจะได้ของมาเยอะเกินไปแล้ว”ผมบ่นพึมพำกับตัวเอง ขณะที่มองกำไลข้อมือที่สวมอยู่สลับกับสร้อยคอที่ได้มา เวลาที่ของทั้งสองอย่างอยู่ใต้น้ำนั้น จะส่องแสงเล็กๆประกายระยับระยับ แปลก.. แต่ก็สวยดี สร้อยคอที่ได้มาจากโครมต้องใส่จนกว่าจะกลับมาเดินได้ปกติอีก ส่วนกำไลข้อมือจากคามิลคงต้องใส่ไปยาวๆ ของที่ช่วยซ่อนพลังเวทแบบนี้ ถ้าอยู่ในเกมบางเกมที่ผมเคยเล่นจะมีผลมากในระบบ PVP คู่ต่อสู้ของคุณจะไม่รู้ว่าคุณมีเลเวลเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าคุณมีสกิลอะไรใช้แล้วบ้าง… แต่..นี่ไม่ใช่เกม.. การซ่อนพลังและปกปิดตัวตนจะช่วยให้รอดพ้นจากเรื่องวุ่นๆ อย่างพวกคนที่รังเกียจเผ่าพันธุ์ที่ผมเป็นอยู่ได้ดีมาก“แกร่ก”พอผมอาบน้ำและใส่เสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ยินเสียงใครบางคนเปิดประตูห้องเข้ามา… ผมเลยเปิดประตูห้องน้ำออกและชะโงกหน้าไปดู “..ผมใช้ห้องน้ำเสร็จพอดี เชิญคุณใช้ต่อได้เลยครับ”ผมเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วพูดกับเขา เอลฟ์ตรงหน้าไม่ได้ตอบอะไรกลับ แค่พยักหน้าให้แล้วก้มหน้าลงมองที่ข้อมือผม“ไปเอามาจากไหน? ตอนแรกนายไม่ได้ใส่นิ”“...ผมคงตอบไม่ได้”“.....เอาเถอะ แต่ฉันว่าอย่างนายใส่หินที่เป็นสีฟ้าดีกว่า ที่นายใส่อยู่มันไม่ได้ซ่อนมิดชิบขนาดนั้นหรอก ถ้าเจอคนแบบฉันหรือพวกจอมเวทระดับสูง เขาก็เห็นพลังเวทนายกันหมดอยู่”ผมเบิกตากว้างเมื่อได้ยินสิ่งที่เรย์ทริสพูด ...แน่ล่ะ ผมว่าเขาต้องมีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์เวทมนตร์อยู่แล้ว“แสดงว่าเป็นของระดับต่ำเหรอครับ?”“ไม่.. นี่เป็นของระดับสูงเลยล่ะ…แค่พลังเวทนายที่มี มันใช้ของระดับสูงปกติไม่พอ เสียใจด้วยนะ”เรย์ทริสพูดพร้อมยิ้มกวนๆให้เหมือนเคย.. ต้องของระดับสูงกว่าปกติ.. หินสีฟ้างั้นเหรอ? ผมว่าแค่ที่คามิลให้มาก็น่าจะหายากแล้ว.. จะไปหาของระดับที่สูงกว่านี้ได้จากไหนอีกล่ะ.. ผมก้มมองกำไลข้อมือแล้วถอนหายใจ ..ทั้งๆที่สภาพภายนอกดูเป็นของธรรมดาๆแท้ๆนะ.. ชักอยากจะเอาไปคืนให้คามิลแล้วสิ ราคาน่าจะไม่ใช่เล่นๆด้วย…“...ถ้าเป็นของที่มีคนให้มา ก็อย่าเอาไปคืนจะดีกว่า คนให้จะเสียความรู้สึกเอา”ผมเงยหน้าขึ้นเมื่อที่ได้ยินเรย์ทริสพูดประโยคออกมา ...เขาอ่านความคิดผมออกแฮะ ก็ถูกของเขาแหละ ...ผมมองหน้าเขาแล้วพยักหน้าเบาๆ ตอนนั้นเองก็มีเสียงเคาะที่ประตูดังขึ้น ทั้งผมและเรย์ทริสก็หันไปให้ความสนใจที่ผู้มาเยือนแทน เพราะยังไม่รู้ว่าใคร ผมเลยเอาผ้าเช็ดตัวมาคุมหัวตัวเองเอาไว้“ฉันเอง มอร์แกน”“หือ?”มอร์แกนเหรอ? ผมเลิกคิ้วขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงของผู้หญิงดังขึ้นที่หน้าประตู ...เธอมาเคาะผิดห้องหรือเปล่านะ? ผมเหลือบมองเรย์ทริส ...เขามีสีหน้าที่ออกจะ… หงุดหงิด?“ยังมีอะไรอีก?”เรย์ทริสตอบกลับไปทันที...อย่าบอกนะว่าพวกเขามีปัญหากันอีกคน? ทั้งเรย์ทริสและกุนเทอร์มีปัญหาอะไรกับมอร์แกนกันแน่?? ผมกลอกตาไปมา คันปากอยากจะถามมาก… “ฉันขอคุยกับเอสก้า”“...เอ๋?”…ผมเหรอ?…เธออยากคุยอะไรกับผม อืม.. งง หนักกว่าเดิม... ผมเหลือบมองเรย์ทริสอีกรอบ.. หน้าเขาดุชะมัด... ผมขอไม่มีเรื่องกับเขาเด็ดขาด ถ้าเขาอยู่ในโหมดนี้...“ไม่!”“...ครับ มีอะไรจะคุยกับผมหรือเปล่าครับ คุณมอร์แกน?”“ไอ้เจ้ากุ้งแห้งนี่!!” เรย์ทริสหันมามองผมด้วยตาขวางๆ… หัวเสียสินะ.. แต่ต่อให้เรย์ทริสปฏิเสธเสียงแข็งยังไง ผมก็จะไปคุยกับมอร์แกนอยู่ดี… เพราะผมจะรู้ให้ได้ว่าพวกเขามีปัญหาอะไร ทำไมทั้งสองคนถึงได้เดือดขนาดนี้ผมเดินไปหยิบเสื้อโค้ทบนเตียงมาใส่พร้อมกับดึงฮู้ดขึ้นสวมเอาไว้“.........เหอะ! ตามใจ อยากทำอะไรก็ทำ”เจ้าเอลฟ์มองผมอย่างหงุดหงิดแล้วเดินไปจัดการสัมภาระที่เตียงตัวเอง... ปล่อยให้ผมเปิดประตูออกไปเจอมอร์แกนในที่สุด ผมกล่าวทักทายมอร์แกนอีกรอบเมื่อเจอหน้าเธอ ..เธอดูปกติดี ไม่ได้มีสีหน้าโกรธหรือหงุดหงิดอะไรที่โดนเรย์ทริสพูดจาเหวี่ยงๆใส่ มอร์แกนยิ้มให้ผมแล้วกล่าวทักทายกลับ ก่อนที่จะชวนให้ผมไปคุยที่อื่น.. นั่นก็คือห้องพักเธอ… ผมชะงักไปนิดหนึ่งตอนเธอบอกผมแบบนั้น ก็...ผู้ชายไม่ควรเข้าห้องผู้หญิง ...ดูเหมือนเธอจะรู้ว่าผมลำบากใจ แต่มอร์แกนก็ยังยืนยันว่า ขอคุยกับผมแค่แปปเดียว และก็เธอไม่อยากให้ใครมารบกวนด้วย เลยต้องให้ผมไปคุยในห้องพักเธอห้องพักเธออยู่ไม่ไกล ถัดจากห้องพวกผมไปแค่ 2 ห้อง พอประตูห้องเปิดออก สภาพในห้องรวมไปถึงการตกแต่งก็ไม่ได้ต่างจากห้องพักผมเท่าไหร่ ที่ต่างคือมีเตียงแค่เตียงเดียวและขนาดห้องที่เล็กกว่า ภายในห้องมีโต๊ะไม้เหมือนกัน และมีเก้าอี้ไม้ 2 ตัวถูกจัดเตรียมไว้คู่กับโต๊ะ“นั่งสิ ฉันคุยไม่นานก็จริง แต่ไม่อยากให้เธอต้องยืนคุยหรอกนะ” “ขอบคุณครับ” ผมนั่งลงบนเก้าอี้ตามที่เธอขอ จากนั้นเธอก็เริ่มเปิดบทสนทนาทันที“ฉันได้ยินว่า เอสก้าเป็นนักเวทในความดูแลของกุนเทอร์… พวกเธอรู้จักกันมานานเท่าไหร่แล้วเหรอ?”...ผมเอียงคอนิดหน่อย พอเธอยิงคำถามนี้มา.. ดูเหมือนเธอ.. อยากจะรู้เรื่องของกุนเทอร์?“..ผมเพิ่งรู้จักกับกุนเทอร์ได้ไม่นานหรอกครับ”ผมพูด ...ความจริงคือเพิ่งรู้จักได้ประมาณเกือบๆ 2 อาทิตย์เอง… ซึ่งผมไม่อยากบอกเธอแบบลงรายละเอียดเท่าไหร่“อย่างงั้นเหรอคะ…”เธอถอนหายใจเบาๆ แล้วเปลี่ยนคำถามใหม่“แล้ว...เคยได้ยินเรื่อง วีรบุรุษสีเงิน ไหม?”...วีรบุรุษสีเงิน? ใครฟะ?...ไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลยแฮะ…เป็นฉายาเหรอ? ชื่อยังกับหลุดออกมาจากการ์ตูนเรื่องไหนสักเรื่อง... ผมส่ายหน้าให้เธอเป็นคำตอบทันที เธอขมวดคิ้วนิดหน่อยแล้วพูดต่อ“เธอน่าจะเคยได้ยินบ้างสิ.. ช่วงสงครามเขาค่อนข้างมีชื่อเสียง… เขาเป็นวีรบุรุษของวอร์เลนเซีย.. โบสถ์หลายที่มักจะมีรูปปั้นของเขายืนคู่กับรูปปั้นของนักบุญ...”...ผมยังไม่เคยเข้าโบสถ์จริงๆเลยสักครั้ง ส่วนรูปปั้นนักบุญที่เคยเห็นก็ตั้งอยู่ใจกลางเมืองไม่ได้อยู่ในโบสถ์ ผมจำไม่เห็นได้นะว่ามีรูปปั้นวีรบุรุษสีเงินที่ว่าตั้งอยู่ข้างๆด้วย“ขอโทษครับ ...ผมไม่เคยได้ยินเรื่องพวกนี้มาก่อนจริงๆ”ผมบอกเธอไปตามตรง เสียใจด้วย.. พลาดเลือกถามผิดคนแล้วล่ะ... มอร์แกนแสดงอาการผิดหวังออกมาอย่างเห็นได้ชัด ...ไหนๆเธอก็ถามผมแล้ว ผมขอถามเธอกลับบ้าง“ขอถามอะไรหน่อยนะครับ.. คุณมอร์แกนกำลังตามหา ..เอ วีรบุรุษสีเงิน? อยู่สินะครับ”“..ใช่แล้ว”มอร์แกนมีสีหน้าที่เคร่งเครียด… จากที่ผมสังเกตเธอมาตั้งแต่เมื่อครู่ ทุกครั้งที่เธอพูดถึงวีรบุรุษสีเงิน เธอดูฝืนๆ… อธิบายยังไงดีนะ.. เหมือนกับเธอพูดอะไรที่กระดากปาก“.......เขาไม่ใช่วีรบุรุษสำหรับทุกคน..”เธอก้มหน้าลงแล้วเอ่ยออกมาเบาๆ มอร์แกนกำมือแน่นแล้วพูดต่อ“ฉันตามหาตัวเขามานาน.. คำตอบที่ฉันมักจะได้คือ เขาตายไปในสงครามแล้ว..”“...แต่คุณมอร์แกนไม่เชื่อสินะครับ”มอร์แกนพยักหน้าตอบ เธอเงยหน้าขึ้นแล้วมองตรงมาที่ผม“ไอ้ฆาตกรนั่น ไม่มีทางตายง่ายๆหรอก… มันต้องซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง”“..ฆาตกร?”“ใช่… ไม่มีการจับทหารฝ่ายตรงข้ามมาเป็นเชลยศึก ทุกคนโดนฆ่าตายในสนามรบทั้งหมด รวมถึงเพื่อนของฉันด้วย..”...แสดงว่ามอร์แกนมีเพื่อนเป็นแวมไพร์สินะ นัยน์ตาของเธอมีทั้งความโกรธแค้นและความเศร้าปะปนกันอยู่ ...ผมพูดอะไรไม่ออก เธอคงไม่อยากได้คำปลอบใจจากผมหรอก ...ที่เธอต้องการคงเป็นคำตอบ แต่ผมไม่สามารถให้คำตอบอะไรเธอได้จริงๆ“..คุณมอร์แกนก็เลยไปถามเรื่องนี้จากทั้งคุณกุนเทอร์และคุณเรย์ทริสสินะครับ”พอเธอได้ยินผมพูดแบบนั้น เธอก็เลิกคิ้วขึ้นทันที… ช่วยไม่ได้ผมดันไปเห็นต้องพวกเขาคุยกัน ส่วนของเรย์ทริสนี่ถึงผมไม่เห็น แต่เดาได้จากปฏิกิริยาของเขาก่อนหน้านี้... มอร์แกนน่าจะไปถามมาแล้วล่ะ “...ฉันได้ยินว่าพวกเขาสองคนเคยทำงานในกองทัพมาก่อน ก็เลยหวังว่าจะได้ข้อมูลจากพวกเขาบ้าง… แต่ฉันกลับได้คำตอบเดิมๆ...”มอร์แกนพูดพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า อืม… ถ้าทั้งกุนเทอร์และเรย์ทริสบอกว่าวีรบุรุษสีเงินตายไปแล้ว ก็น่าจะเป็นเรื่องจริง… อะไรทำให้มอร์แกนมั่นใจได้ขนาดนั้นว่าคนๆนั้นยังไม่ตาย…? ผมไม่กล้าถามต่อเท่าไหร่ บางทีเหตุผลอาจจะเกี่ยวกับการตายเพื่อนของเธอ... ผมกลัวว่าคำถามอาจไปกระทบกระเทือนจิตใจเธอได้“..เท่าที่ผมรู้จักกับคุณกุนเทอร์และคุณเรย์ทริสมา ผมว่าพวกเขาเป็นคนดีนะครับ”“.....งั้นเหรอ?”“ครับ.. คุณกุนเทอร์ให้ความช่วยเหลือและดูแลผมแทบทุกอย่าง… เขาเป็นคนใจดีมากๆเลยล่ะครับ ส่วนคุณเรย์ทริส… เขาอาจจะปากเสียไม่มีมารยาทไปบ้าง แต่เขาก็เคยช่วยเหลือผมเอาไว้เหมือนกัน...”ผมอธิบายเกี่ยวกับทั้งสองคนให้มอร์แกนฟัง... เผื่อว่าเธอจะรู้สึกเชื่อถือคำพูดของพวกเขาทั้งคู่มากขึ้น จริงอยู่ที่ตัวผมเองก็ไม่ควรเชื่อใครที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานแต่กับกุนเทอร์แล้ว..ด้วยเหตุการณ์ที่ผ่านมาด้วยกันทั้งหมดทำให้ผมคิดว่าเขาเป็นคนที่พอจะไว้ใจได้ในระดับหนึ่งเลย แน่นอนว่า เธอหลุดยิ้มและหัวเราะออกมาตอนผมอธิบายถึงเรย์ทริส ผมยังพูดเสริมเรื่องเรย์ทริสอีกนิดหน่อยว่า ผมรู้สึกอยากต่อยหน้าเรย์ทริสอยู่ตลอดเวลาแต่ต้องเก็บอาการเอาไว้ มอร์แกนเลยหลุดหัวเราะต่ออีกรอบ ผมดีใจที่ทำให้เธอยิ้มได้บ้าง ถึงจะช่วยเธอแก้ปัญหาไม่ได้ก็ตาม หลังจากนั้นเราก็บอกราตรีสวัสดิ์กันเสร็จแล้ว ผมก็เดินกลับเข้าห้องพัก ตอนที่ผมเปิดประตูเข้าไป เรย์ทริสที่น่าจะเตรียมตัวเข้านอนแล้ว ดูจากชุดนอนที่เขาใส่ ตอนนี้เขากำลังนอนเล่นอยู่เตียง พอเจ้าตัวเห็นว่าผมกลับเข้าห้องแล้วก็ลุกขึ้นมานั่ง แล้วมองมาที่ผมด้วยสายตาที่…กวนบาทามากๆ“หึ…ได้ข่าวมาว่าอยากต่อยหน้าฉัน?”...ไอ้เจ้าเอลฟ์นี่! แอบฟังงั้นเหรอ!? ผมพยายามทำเป็นไม่สนใจแล้วเดินตรงไปที่เตียงนอนของตัวเอง“แอบฟังคนอื่นเขาคุยแบบนี้ เสียมารยาทมากเลยนะครับ”ผมพูดขณะหันหลังสะบัดผ้าห่มนิดหน่อยก่อนจะขึ้นเตียงนอน ...อันที่จริงผมจะว่าเขาก็ไม่ถูก เพราะผมเองก็เสียมารยาทแอบดูมอร์แกนกับกุนเทอร์คุยกันตอนนั้นเหมือนกัน.. แต่ผมอยากจะว่าเขาสักหน่อยก่อนนอน ไม่งั้นคงคันปากแน่ๆ “นายนินทาคนอื่นก็เสียมารยาทเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”เรย์ทริสเริ่มกวนผมอีกแล้ว… ไอ้เจ้านี่!! ผมหันกลับไปหาเขา ...ไอ้รอยยิ้มยียวนกวนประสาทนี่อะไร?“มีอะไรอีกหรือเปล่าครับ ผมจะนอนแล้ว”“จะต่อยหน้าฉันไม่ใช่เหรอ? เอาเลย! ต่อยสิ ฉันใจดีให้ต่อยฟรีหนึ่งที”….เจ้าเอลฟ์พูดแล้วกางแขนออกเชิงว่าให้เข้ามาจัดการได้เลย ไอ้บ้านี่… เขาอยากโดนมากใช่ไหม!? ผมไม่พูดพร่ำทำเพลงเดินตรงไปที่เขา แล้วต่อยออกไปหมัดหนึ่งเข้าที่หน้าของเขา…“แปะ”……….หือ? ไม่ดังผัวะเหรอ… ขณะที่ผมกำลังตกใจ ว่าทำไมตัวเองมีแรงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น… เจ้าเอลฟ์บ้าก็ระเบิดหัวเราะออกมา ...ขำไปเถอะ ขำให้ตายไปเลย ...ที่ผมสนใจคือเรื่องพลังกายของผมมากกว่า จะว่าไปตั้งแต่มาโลกนี้ผมไม่เคยลองใช้พลังกายเลย อย่างพวกยกของหนักๆ ถือดาบ หรือต่อยคน… อย่าบอกนะว่าเหมือนในเกม…ที่พวกนักเวทจะมีค่าพลังกายต่ำเพราะหักลบกับค่าพลังเวทที่สูง…ไม่เอาน่า… ถ้าแบบนั้นจริงแย่โคตรๆ!“โอ๊ย… แกทำฉันเจ็บท้องแทนว่ะ ..หึๆ เอาใหม่ๆ! ตั้งใจให้มากกว่านี้หน่อย”...ไม่ล่ะ ไม่อยากเสียเวลากับเรื่องบ้าๆบอๆของเจ้านี่แล้ว ตอนที่ผมกำลังจะถอยตัวออกห่าง ไอ้บ้านี่ก็ดันจับข้อมือข้างที่ผมออกหมัดเอาไว้“คุณเรย์ทริส!”“ต่อยฉันก่อน เจ้ากุ้งแห้ง”...ประสาทจะกิน ...ตอนนี้เขาทำหน้าเหมือนกลั้นหัวเราะอยู่ตลอดเวลา ช่วยด้วยกุนเทอร์! กลับห้องมาจัดการไอ้บ้านี่ที! “..!! ทะ ทำอะไร!!?”ขณะที่ผมพยายามแกะมือเขาออก เรย์ทริสก็ดึงข้อมือผมอีกข้างแล้วกดผมลงกับเตียง… เขาคิดจะแกล้งบ้าอะไรอีกเนี่ย!?




    “ฉันจะปล่อยนาย ถ้านายพูดว่า ขอโทษครับ! ผมไม่จะทำร้ายท่านเรย์ทริสอีกแล้วครับ! ว่าไง?”“กรุณาปล่อยผมไปนอนได้แล้วครับ ไอ้คุณเอลฟ์หูยาว”“อุบ! ฮะๆ! พูดอะไรไม่ดูตัวเอง”อะ..จริงด้วย.. ผมลืมไปเลย… ถึงหูผมจะยาวกว่ามนุษย์ แต่ก็ไม่ยาวขนาดเอลฟ์ซะหน่อย ระหว่างที่ผมกำลังคิดว่าจะเตะเข้าเป้าเขาสักที จะได้ยอมปล่อยๆผมไป เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้น ร่างคนที่เข้ามาในห้องไม่ใช่ใครที่ไหน กุนเทอร์ นั่นเอง! มาสักที! ช่วยเอาหมอนี่ออกไปที!“...เรย์ ปล่อย เอสก้า เดี๋ยวนี้”เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน...และที่สำคัญ...กุนเทอร์……... ดูโคตรโกรธเลย.. ผมว่าถ้าเขาถือมีดอยู่ในมือ เรย์ทริสคงโดนแทงตายไปแล้ว… ขอบคุณสายตาดุๆนั่น ในที่สุดเรย์ทริสก็ปล่อยมือออกจากผมสักที“โทษที.. แกล้งเล่นนิดหน่อยเอง นายไม่เห็นต้องโกรธขนาดนั้นเลย”เรย์ทริสหน้าเจื่อนทันทีที่กุนเทอร์ใช้สายตาดุๆมองอย่างไม่วางตา ...ผมเองก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมกุนเทอร์โกรธขนาดนั้น? ..แต่ยังไงก็ต้องขอขอบคุณที่เขาสามารถคุมเจ้าเอลฟ์ไว้ได้“ขอบคุณมากครับ คุณกุนเทอร์ ราตรีสวัสดิ์นะครับ”ผมหันไปขอบคุณกุนเทอร์ก่อนขึ้นเตียงนอน เขาหันมายิ้มให้ผมด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นเหมือนเคย“ราตรีสวัสดิ์ เอสก้า ห่มผ้าดีๆนะ บริเวณแถวนี้อากาศจะเย็นลงกว่าเดิมในเวลากลางคืน”“ครับ ขอบคุณครับ”หลังพูดคุยกันเสร็จผมก็เอนตัวลงนอน ผ้าห่มของที่นี่ค่อนข้างหนาใช้ได้ ถึงอุณหภูมิจะลดลงก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ขณะที่ผมกำลังจะเคลิ้มหลับ ผมได้ยินเสียงของสองคนนั้นพูดคุยกันเบาๆ ผมง่วงเกินกว่าที่จะได้ยินว่าเขาคุยอะไรกันแล้วด้วยสิ… แต่เหมือนผมจะได้ยินคำหนึ่งๆ ก่อนหลุดเข้าห้วงนิทราไป‘....สีเงิน’………..…........ .“..ฮึบ!”“ทำอะไรอยู่น่ะ…”“...คุณคามิล?”วันนี้ผมตื่นเช้าเป็นพิเศษ หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ ผมเลยพอมีเวลาหาอะไรทำระหว่างรอทุกคนเตรียมตัวให้เสร็จก่อนออกเดินทางกันต่อ ตอนที่ผมเดินออกมาจากโรงเตี๊ยมก็เห็นมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง สักประมาณ 4-5 คน กำลังฝึกซ้อมดาบกันอยู่ หมู่บ้านนี้มีกองกำลังป้องกันของตัวเองด้วยนี่เอง คนที่ยืนสอนพวกเขาอยู่ก็คงเป็นทหารที่ทางอาณาจักรวอร์เลนเซียส่งมาดูแล ส่วนเรื่อง ผมทำอะไรอยู่นะเหรอ? ก็…“..อยากลองใช้ดาบดูครับ”ใช่.. ผมถือโอกาสขอพวกเขาฝึกใช้ดาบด้วย ปัญหาคือผมถือดาบจริงไม่ไหว ทำยังไงก็ยกไม่ขึ้น... ครูฝึกเลยเอาดาบไม้มาให้ผมใช้แทน….“...จะดีเหรอ ดาบจริงๆนายยังยกไม่ขึ้นเลย”..อุก! ...ทำไมถึงพูดแทงใจดำผมขนาดนี้.. ผมเหลือบมองคามิลที่ไม่รู้ว่ามายืนดูผมตั้งแต่เมื่อไหร่.. ผมนึกว่าผมตื่นเช้าที่สุดแล้วซะอีก… ผมอายที่จะลองฝึกกับพวกเขาต่อ.. สุดท้ายก็เลยคืนดาบไม้ครูฝึกไป เดินกลับมานั่งเล่นที่หน้าโรงเตี๊ยม“...เรเปียร์เหมาะกับนายมากกว่า”คามิลนั่งลงข้างๆผมแล้วพูดขึ้น เรเปียร์? เขาหมายถึง ดาบเรเปียร์ใช่ไหม?“..อย่างงั้นเหรอครับ?”“อืม.. พวกดาบที่สร้างขึ้นมาสำหรับนักเวทโดยเฉพาะก็ได้”ดาบสำหรับนักเวทโดยเฉพาะงั้นเหรอ.. แต่ถึงผมได้มาก็คงใช้ไม่เป็นอยู่ดี ผมไม่มีพื้นฐานศิลปะต่อสู้มาก่อน อย่าว่าแต่มวยเลย..แม้กระทั้งกระบี่กระบองผมก็ยังไม่เคย… “นายน่ะ.. แปลกดีนะ..”เขามองผมนิ่งๆขณะพูด… ผมว่าเขานั่นแหละที่แปลก… เขาแทบไม่แสดงอารมณ์ออกมาเลย“...คุณคามิลก็แปลกเหมือนนะครับ”“..งั้นเหรอ”เขาเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อย แล้วหันหน้ากลับมองตรงไปข้างหน้า“งั้นเราก็คงมีอะไรคล้ายกัน”…? เมื่อกี้.. เขายิ้มออกมานิดหน่อยหรือเปล่านะ? ผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ บางทีผมอาจจะตาฝาดไป…ในตอนนั้นเองคนพี่ก็เดินออกมาจากโรงเตี๊ยม ชายผมสีม่วงปลอกมังคุดมีใบหน้าที่งัวเงียสุดๆ เขาหาวและขยี้ตาอยู่หลายที ก่อนจะหันมาเจอผมกับน้องชายเขานั่งคุยกันอยู่“... อะไรน่ะ? นี่พวกนายคุยกันอยู่เหรอ?”โครมพูดแล้วมองผมกับคามิลสลับกันไปมา เขาดูตื่นๆนิดหน่อยพอรู้พวกเรานั่งคุยกัน ...นะ ผมเข้าใจ ผมเองยังไม่คิดเลยว่าคามิลจะมาคุยด้วย โครมที่เหมือนเพิ่งนึกออกว่าจะพูดอะไร ก็เปิดปากบอกว่า คุณป้าเจ้าของโรงเตี๊ยมทำพายบูลเบอร์รี่ให้ เขาเลยมาชวนพวกเราไปกิน แน่นอนว่าผมไม่พลาดของกินเด็ดขาด! ทั้งผมและคามิลเลยเดินกลับเข้าไปข้างในโรงเตี๊ยมโดยมีโครมเดินตามมาทีหลัง“..ในที่สุดก็มีเพื่อนกับเขาได้สักทีนะ”….........ตอนนี้เราทุกคนกำลังเดินทาง น่าแปลกมาก..ยิ่งใกล้ถึงที่หมายเท่าไหร่ อากาศโดยรอบก็เหมือนจะเย็นลง พวกเราต่างไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทั้งกุนเทอร์ เรย์ทริสและแมทเทียกำลังทวนแผนกันอยู่ในรถม้า ความจริงพวกเราทุกคนต่างทบทวนแผนกันอีกรอบตั้งแต่ก่อนจะเดินทางออกมาจากโรงเตี๊ยมแล้ว ส่วนผมที่มีหน้าที่หลักๆแค่คอยซัพพอร์ตพวกเขา เลยไม่จำเป็นต้องทบทวนอะไรเยอะ ทั้งสามคนมีสีหน้าที่ค่อนข้างเคร่งเครียด… ผมเองก็มีลางสังหรณ์ไม่ค่อยดี.. ได้แต่หวังว่าจะไม่มีอะไรแย่ไปกว่ามังกรหรือปีศาจเห็บยักษ์ที่เคยเจอนะ… ถ้าเจอแค่พวกนั้นก็พอรับมือได้… ที่น่ากลัวว่าจะรับมือไม่ไหวก็คงเป็นเรื่องจำนวน “บางทีสาเหตุที่อากาศเย็นลงผิดปกติแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะจำนวนของปีศาจ”เรย์ทริสที่ก้มหน้าครุ่นคิดอยู่พูดขึ้น เขาเงยหน้าขึ้นมองไปที่กุนเทอร์ “ยังจำวันนั้นได้ไหม... กุนเทอร์… 1 วันก่อน พวกปีศาจจะบุกมาที่เมืองหลวง ทหารยามบอกว่าอากาศรอบๆเย็นลงผิดปกติ”“...แสดงว่าพวกมันจะบุกมาเพิ่มอีกงั้นเหรอ”“...”เพราะตอนนี้ทหารที่เมืองท่าเรือเอง ก็กำลังรับมือกับพวกมันอยู่… แต่ถ้ามันเพิ่มจำนวนขึ้นและมาโจมตีอีกระลอก ป้อมปราการอาจจะทนไม่ไหว “ตอนนี้ยังฟันธงอะไรไม่ได้… จนกว่าเราจะถึงที่หมาย...”“คิดว่าคงอีกไม่นานนี่แล้วล่ะ…”ระหว่างที่เรย์ทริสคุยกับกุนเทอร์อยู่ แมทเทียที่นั่งเงียบมาตั้งแต่เมื่อครู่ก็พูดขึ้นพร้อมชี้นิ้วไปทางหน้าต่าง ...หือ? นั่นอะไรน่ะ? ป่าทั้งสองข้างทางต่างออกไปจากปกติ… มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น… ต้นไม้ถูกโค่นล้มจำนวนมากราวกับว่าโดนบางอย่างที่ใหญ่มากๆถล่มราบเป็นหน้ากลอง พอผมสังเกตไปที่พื้นก็เห็นบางอย่างที่คล้ายกับรากไม้สีดำกลืนกินพื้นที่ทั้งหมดเอาไว้… “เกิดอะไรขึ้น?!”“ไม่ใช่เรื่องดีแน่ ...เราต้องรีบกันแล้ว”กุนเทอร์เคาะเรียกคนขับรถม้า เป็นสัญญาณให้รีบไปมากกว่านี้ ผมว่าคนขับรถม้าเองก็อยากรีบไปอยู่แล้ว… บรรยากาศโดยรอบตอนนี้ดูอันตรายสุดๆ ผมหันกลับเข้ามาในรถม้าก็เห็นว่าเรย์ทริสถือธนูของเขาเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยแล้ว.. ผมว่าอาวุธของเรย์ทริสใช้สะดวกที่สุดในกลุ่ม ธนูของเขาตอนนี้เป็นแค่แท่งไม้แท่งหนึ่งอยู่ แต่ถ้าเขานึกจะใช้เมื่อไหร่ มันก็กลายเป็นคันธนูให้ทันที“เอสก้า ถ้าเกิดอะไรขึ้น...เตรียมร่ายเวทเสริมพลังให้ฉันด้วย”“ครับ”เรย์ทริสหันมาพูดกับผมแวบหนึ่งก่อนจะหันไปตั้งสมาธิจดจ่อกับบริเวณรอบๆ ทุกคนในรถม้าตอนนี้เหมือนเกร็งตัวรอสัญญาณอะไรบางอย่าง... เสี้ยววินาทีนั้นเองผมก็เห็นอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนที่มาทางพวกเรา ผมไม่สามารถเห็นได้ทันทีว่ามันคืออะไร เพราะสิ่งนั่นเคลื่อนที่อยู่ข้างใต้พื้นดิน “...!!! เอสก้า!”“Holy Power!!”ผมร่ายเวทใส่เรย์ทริสทันทีที่เขาเรียก ทุกอย่างมันเกิดขึ้นไวมาก... หลังจากวงแหวนเวทและแสงสว่างหายไป เรย์ทริสก็ไม่ได้นั่งอยู่ในรถม้าแล้ว… ถ้าถามว่าตอนนี้เขาอยู่ไหน.. เดาได้จากประตูรถม้าที่ทุกเปิดทิ้งไว้ได้ไม่ยาก.. ใช่แล้ว เขาปีนขึ้นไปยืนอยู่บนหลังคารถม้าและสาดลูกธนูใส่บางอย่างที่เคลื่อนที่อยู่ใต้ดินไม่ยั้ง ผมรีบปิดบานประตูที่ถูกเปิดอ้าไว้ แล้วหันไปหากุนเทอร์ “ใกล้ถึงที่หมายแล้ว! เราจะล่อพวกมันไว้ ให้รถม้าอีกกลุ่มไปถึงที่หมายก่อน!”กุนเทอร์เคาะส่งสัญญาณให้คนขับรถม้าอีกครั้ง ดูเหมือนคนขับจะเข้าใจว่าต้องทำอะไร และเริ่มเบี่ยงเส้นทางให้รถม้าคันหลังวิ่งนำไปก่อน ผมมองเห็นมอร์แกนกับบารัสชะโงกหน้าออกมาจากหน้าต่างและตะโกนอะไรบางอย่าง“ให้พวกเราช่วยไหม!?”“ไม่ต้อง! พวกฉันจะล่อไว้เอง!”กุนเทอร์ตะโกนกลับไป แล้วหันกลับมามองที่ผม“เอสก้ารออยู่นี่นะ แมทเทียฝากดูแลเอสก้าด้วย”แมทเทียพยักหน้าตอบกลับไป… อย่าบอกนะว่าเขาจะออกไปสู้ด้วยอีกคน ไม่ทันไรกุนเทอร์ก็เปิดประตูออกแล้วกระโดดลงไป บางอย่างที่เคลื่อนที่อยู่ข้างใต้เมื่อครู่ก็พุ่งขึ้นมาจากใต้ดินและตรงมาที่กุนเทอร์ทันที ถึงแม้ว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นเร็วมาก แต่ผมก็ร่ายเวท Holy Barriers ช่วยเขา เหมือนกับเรย์ทริสที่ยิงลูกธนูออกไปทันทีที่มันยอมปรากฏตัวออกมา รูปร่างของมันเหมือนกับหนอนแต่เป็นหนอนยักษ์ที่มีปากและฟันยาวๆ กุนเทอร์เองก็รอช้าที่จะโจมตีกลับ แต่ผมไม่ทันได้เห็นว่าเขาโจมตีกลับยังไง เพราะผมนั่งอยู่ในรถม้าที่เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้มองเห็นไม่ถนัด.. ความจริงแล้วผมควรจะขึ้นไปยืนอยู่บนหลังคากับเรย์ทริส จะได้ช่วยร่ายเวทป้องกันให้เขาทัน… ไม่หรอก.. บางที Holy Power ที่ผมร่ายไปเมื่อกี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วก็ได้ อย่าลืมว่ามันเป็นBuffที่โกงที่สุดขณะนั้นเอง ผมก็ได้ยินเสียงเอะอะของกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง เมื่อผมหันดูไปที่หน้าต่างอีกด้าน ก็รู้ได้ทันทีว่ามีทหารจำนวนหนึ่งควบม้าตรงมาช่วยพวกเรา สงสัยเพราะผมมัวแต่โพกัสกับปีศาจหนอนยักษ์เลยไม่ทันสังเกตว่ารถม้าของเราวิ่งมาจนถึงเขตแดนแล้ว มีการวางรั้วกั้นเป็นจุดๆ แต่ก็มีรั้วบางที่ที่พังจนเละเทะ ซึ่งเรื่องที่ผมคาดไม่ถึงก็คือ พวกทหารเองก็กำลังต่อสู้กับปีศาจจำนวนหนึ่งอยู่ด้วย! ...สิ่งที่พวกเขาสู้อยู่นั้น มีลักษณะคล้ายกับโครงกระดูกมนุษย์ แต่ที่กระดูกช่วงขาของพวกมันกลับมีลักษณะเป็นขาของแมงมุม มีจังหวะหนึ่งที่ผมเห็นทหารคนหนึ่งล้มลงและถูกกระดูกรูปทรงแหลมคมนั่นแทงเข้าที่ไหล่ ...แย่ล่ะ จะมัวแต่กลัวอยู่แบบนี้ไม่ได้นะ… ผมพยายามเรียกสติตัวเองแล้วหันบอกแมทเทีย“เราต้องลงไปช่วยพวกเขา! คุณแมทเทีย!”“ตัวติดฉันไว้ล่ะ เจ้าหนู”ดูเหมือนแมทเทียจะเตรียมพร้อมอยู่แล้ว เขาเคาะเป็นสัญญาณให้คนขับรถม้าแล้วเปิดประตูออก จากนั้นก็หันมาคว้าตัวผมเอาไว้แล้วกระโจนออกจากรถม้าพร้อมกัน เราคลุกดินกันนิดหน่อย แต่ไม่เป็นอะไรมาก แมทเทียรีบลุกขึ้นจากพื้นแล้วตั้งการ์ดรับการโจมตีจากปีศาจโครงกระดูกทันที “เอสก้า!”ผมหันไปตามเสียงเรียก ก็เห็นกุนเทอร์วิ่งมาหา ดูจากสภาพชุดเขาแล้วคงจัดการเจ้าปีศาจหนอนยักษ์นั้นเรียบร้อยแล้ว ดาบของกุนเทอร์ยังเปื้อนเลือดอยู่เลย เขาใช้ดาบฟันปีศาจโครงกระดูกบริเวณรอบๆจนหมด กระดูกของพวกมันแตกกระจุยจนเหลือแต่ซาก ส่วนแมทเทียเองก็กำจัดพวกมันได้ง่ายๆเหมือนกันเขาใช้ทั้งโล่และดาบตบพวกมันจนแหลก“คุณกุนเทอร์! เราต้องรีบช่วยพวกทหารตรงนั้น!”ผมหันไปเร่งกุนเทอร์.. ผมกลัวว่าจะไปช่วยพวกเขาไม่ทัน กุนเทอร์หันมาพยักหน้าให้ผมแล้วพูด“อยู่หลังฉันไว้ ตามมา!”ผมกับกุนเทอร์ออกวิ่งกันต่อ ส่วนแมทเทียบอกว่าจะอยู่ช่วยทหารจัดการปีศาจที่รั้วด้านหน้า พวกเราเลยแยกกันไปคนละทาง ระหว่างนั่นผมก็ถามถึงเรย์ทริสว่าเขาไปไหน เพราะตอนที่ผมลงมาจากรถม้า ผมก็ไม่เห็นเขายืนอยู่บนหลังคาแล้ว.. กุนเทอร์อธิบายอย่างรวบรัดว่า เรย์ทริสอยู่ช่วยทหารกลุ่มนั้นสู้กับปีศาจหนอนยักษ์ต่อ… ผมนึกว่ามันตายไปแล้วซะอีก? เหมือนกุนเทอร์จะรู้ว่าผมสงสัย เขาเลยบอกเพิ่มเติมว่า เขาฆ่ามันตายไปแค่ตัวเดียว ยังมีพวกมันมาเพิ่มอีก 3-4 ตัว เรย์ทริสเลยไล่ให้เขาไปช่วยกันฐานที่มั่นก่อน เพราะดูจากสภาพตอนนี้แล้ว ถ้าไม่แบ่งกำลังกันออกไปช่วยจะแย่เอา “Holy Barriers!!”พอวิ่งมาถึงผมก็เสกโล่ขนาดใหญ่ออกมาป้องกันพวกทหารทันที คงเพราะเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นอะไรแบบนี้ ทำให้พวกเขาแตกตื่นกันพอสมควร… โชคดีที่กุนเทอร์ควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ เขาตะโกนบอกทหารทุกคนว่าอย่าตื่นตระหนกและมีสมาธิเอาไว้ จากนั้นกุนเทอร์ก็พุ่งตัวไปฟาดฟันกับปีศาจโครงกระดูกเพื่อเคลียร์ทางให้ผมสามารถรักษาคนเจ็บได้โดยไม่มีอะไรมาขัดจังหวะ ..ตอนนี้ผมโฟกัสไปที่ทหารหลายคนที่นอนเจ็บอยู่ที่พื้น บางคนอาการแย่มาก ตอนผมที่นั่งลงใกล้ๆเขาก็พยายามจะพูดอะไรบางอย่าง ถึงจะไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา แต่ผมอ่านปากของเขาออก… เขาบอกว่าให้ฆ่าเขาที… ผมเข้าใจถึงความเจ็บปวดของเขา... เขาคงทนเจ็บต่อไม่ได้อีกแล้ว…“Blessing!!”จะรอช้าอีกไม่ได้แล้ว.. ทันทีที่ผมร่ายเวทออกไป วงแหวนเวทวงใหญ่ก็ปรากฏขึ้นใต้เท้าผมอีกครั้ง ร่างของทหารทุกคนที่นอนเจ็บอยู่บริเวณรอบๆมีแสงสว่างสีขาวจ้าเข้าโอบล้อมเอาไว้ก่อนหายไป รอบนี้ผมรู้สึกเหนื่อยนิดหน่อยหลังร่ายเสร็จ ถ้าให้เดา... คงเป็นเพราะว่าผมใช้เวทรักษาคนหลายๆคนในทีเดียวแน่ๆ… น่าจะกินมานาพอสมควร ผมหันมองรอบๆตัวเพื่อดูผลลัพธ์…“พะ พระเจ้า… นี่มันอะไร?”พวกทหารทุกคนที่นอนเจ็บอยู่เมื่อครู่ ค่อยๆลุกขึ้นมากันทีละคน บาดแผลของทุกคนดูจะหายเป็นปลิดทิ้ง ผมหลุดยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ตอนแรกผมนึกว่าจะรักษาไม่ทันซะแล้ว ตอนนี้สายตาทุกคู่มองมาที่ผม… ดูเหมือนพวกเขาจะสติแตกกันอีกแล้วสิ ทำไงดี… พอผมหันไปก็เจอกุนเทอร์เดินมาพอดี… อ๊ะ… ปีศาจโครงกระดูกพวกนั้นหายไปหมดแล้ว… ผมมองไปที่พื้นก็เห็นซากกระดูกกระจัดกระจายเต็มพื้น กุนเทอร์คงกวาดเรียบหมดเลยสินะ กู๊ดจ๊อบ! “จับดาบขึ้นมา! มันยังไม่จบ!”จู่ๆก็มีเสียงกู่ร้องดังขึ้นจากข้างหลังผม อ้าว.. คนที่เจ็บหนักสุดเมื่อกี้นี้นี่เอง ตอนแรกผมไม่ทันสังเกตชุดเกราะของเขา พอมาดูดีๆก็พบว่าชุดเกราะเขาไม่เหมือนทหารคนอื่น ทำให้รู้ได้ทันทีว่าเขามียศที่สูงกว่า ทหารทุกคนที่แตกตื่นอยู่เมื่อครู่ก็ได้สติอีกครั้ง ต่างกลับมาประจำตำแหน่งของตัวเองและเตรียมรับมือปีศาจอีกครั้ง“ผู้การเรซ.. ผม กุนเทอร์ เอลเบอร์ ท่านบรอเดอริคส่งพวกผมมาให้ช่วยเหลือสถานการณ์ที่นี่ คิดว่าท่านน่าจะได้รับจดหมายด่วนแล้ว”“เราได้รับจดหมายแล้ว ขอขอบคุณมาก ท่านเอลเบอร์ แล้วก็…”เขาหันมาหาผม ใบหน้าของเขาค่อนข้างดุสมกับเป็นผู้การเลยล่ะ แต่ตอนนี้หน้าของเขาดูผ่อนคลายลงและมองมาที่ผมพร้อมร้อยยิ้ม“นักเวทคนนี้เป็นนักเวทที่อยู่ในการดูแลของผม ชื่อ เอสก้า ครับ”กุนเทอร์แนะนำตัวให้ผมเสร็จ ผมก็โค้งทักทายผู้การเรซตามรูปแบบที่ผมแอบฝึกมา“โอ้ ท่านนักเวทเอสก้า ท่านไม่จำเป็นต้องเป็นพิธีรีตอง.. เราเองต่างหากที่ต้องทำ ..ท่านช่วยชีวิตเราไว้ทั้งๆที่เราขอให้ท่านทำอะไรโง่เขลา.. หากท่านอยากให้เราตอบแทนอะไร ท่านบอกเราได้เลย”ผู้การเรซพูดออกมาด้วยความรู้สึกอับอาย.. ความจริงเขาไม่ควรรู้สึกอับอายเลย อาการบาดเจ็บที่ไม่ตายทันทีแต่ตายอย่างช้าๆเป็นอะไรที่ทรมาน… ไม่มีใครอยากทนเจ็บนานๆหรอก“ผมยินดีช่วยเหลืออยู่แล้วครับ แค่ไม่มีใครเป็นอะไร ผมก็พอใจแล้ว”ผมกล่าวพร้อมรอยยิ้มกลับไป หลังจบภารกิจยังไง ผมก็ได้ค่าตอบแทนอยู่แล้วด้วย ไม่ต้องการค่าตอบแทนอะไรเพิ่มจากใครทั้งนั้นแหละ... “เอาไว้หลังจากจัดการปีศาจได้แล้ว ท่านเอสก้าคอยตัดสินใจอีกทีก็ได้”พอผู้การเรซพูดกับผมเสร็จ ก็หันไปปรึกษากับกุนเทอร์ จากที่ผมฟัง พวกเขาไม่ได้เผชิญหน้ากับแค่ปีศาจโครงกระดูกอย่างเดียว มีปีศาจรูปแบบใหม่อีกรูปแบบที่เขาตั้งชื่อว่า ปีศาจพันตา ด้วย ความสามารถหลักๆของมันคือเมือกที่เป็นพิษ นอกจากนี้มันยังสามารถดูดซับพลังจากหินเวทมนตร์บริเวณรอบๆมาใช้แบ่งตัวของพวกมันออกหลายๆตัวได้ด้วย ท่าทางผู้การจะยังไม่รู้เรื่องปีศาจหนอนยักษ์ที่พวกผมเจอเมื่อครู่ กุนเทอร์เลยอธิบายเกี่ยวกับปีศาจอีกแบบที่เพิ่งเจอมาเมื่อกี้ให้ผู้การเรซฟัง เขามีสีหน้ายุ่งยากขึ้นมาทันที ...ศัตรูที่รับมืออยู่ก็ลำบากจะแย่อยู่แล้ว ยังจะมีรูปแบบใหม่โผล่มาอีก เขาคงคิดแบบนั้นอยู่ในใจแน่ๆ“..แต่ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องปีศาจรูปแบบใหม่ที่เราเจอมา.. เรามีวิธีกำจัดพวกมันแล้ว”ผู้การเรซได้ยินแบบนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นทันที… เขามองมาทางผมแวบหนึ่งแล้วพูดกับกุนเทอร์“...เข้าใจล่ะ ถ้าเช่นนั้นขอฝากด้วย”พวกเรารีบเดินไปยังป้อมปราการซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล พอไปถึงที่นั้นเราก็เจอกับทีมที่เหลือ โครมกับคามิลกำลังช่วยรักษาคนเจ็บจำนวนหนึ่งอยู่ ส่วนมอร์แกนกับบารัสกำลังยืนคุยแผนอยู่กับทหารนายหนึ่งอยู่ที่โต๊ะ พอพวกเขาเห็นผมกับกุนเทอร์เดินเข้ามาก็รีบเดินตรงมาหาพวกเราทันที“พวกนายไม่เป็นอะไรใช่ไหม!? แล้วแมทเทียกับเรย์ทริสละ?”บารัสพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล หางและหูของเขาตกลงเมื่อเห็นว่าพวกผมมากันไม่ครบ“พวกเราแยกกัน เรย์ทริสกำลังจัดการกับปีศาจที่ไล่ตามพวกเราเมื่อกี้ ส่วนแมทเทียอยู่ช่วยพวกทหารจัดการกับปีศาจโครงกระดูก”กุนเทอร์ตอบคำถาม แล้วกลับเข้าเรื่องแผนที่จะทำต่อ พวกเราทุกคนเดินไปที่โต๊ะที่มีแผนที่วางเตรียมไว้อยู่ ผู้การเรซที่ยืนอยู่ถัดจากกุนเทอร์ก็เริ่มพูดถึงแนวตั้งรับทั้งหมดที่เหลือตอนนี้ และอธิบายปัญหาเกี่ยวกับปีศาจรูปแบบใหม่ให้พวกมอร์แกนและโครมฟัง เหมือนกับที่เขาอธิบายให้ผมกับกุนเทอร์ฟังเมื่อครู่โครมและคามิลซึ่งได้ยินเรื่องปีศาจที่ดูดซับพลังจากหินเวทมนตร์มาใช้ก็มีสีหน้าตึงเครียดขึ้นมาทันที“...สภาพหินเวทมนตร์พวกนั้นเป็นยังบ้างครับ? หลังจากโดนพวกมันดูดซับพลังไป”โครมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันไปถามผู้การเรซ“แน่นอนว่ากลายเป็นคริสตัล เหมือนๆกับที่พวกเราใช้กัน…”“พอทราบไหมครับว่า พวกมันแพ้ธาตุอะไรบ้าง?”“คิดว่าไม่น่าจะแพ้ธาตุน้ำกับธาตุไม้ เราเดาเอาจากหินเวทมนตร์รอบๆเมืองที่พวกมันดูดซับไปใช้ พวกเราเคยลองใช้ไฟกับพวกมันแต่ไม่ค่อยได้ผล อย่างมากก็แค่ทำให้มันเคลื่อนไหวช้าลง ...ต้องขออภัยด้วยทางเราเองก็มีข้อมูลของพวกมันไม่มาก”ผู้การเรซมีสีหน้าลำบากใจ เขาก้มหน้าลงและนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ...ผมว่าเขาคงลองมาหลายวิธีแล้ว แต่ด้วยสาเหตุเรื่องระยะเวลาและจำนวนของพวกมัน ทำให้เขายังไม่สามารถหาวิธีในการรับมือกับพวกมันได้“.....แล้ว….เราสามารถคืนสภาพให้หินเวทมนตร์กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหมครับ?”“..?”ทุกคนหันหน้ามาหาผมพร้อมกันราวกับนัดกันมา… ดูสายตานั่นสิ.. คงคิดว่า มันใช่เวลาถามเรื่องนี้ไหม? อยู่ในใจใช่ไหม… แต่ผมจำเป็นต้องถามจริงๆ“ทำได้.. โดยการโอนถ่ายพลังเวทให้ แล้วหินเวทมนตร์จะฟื้นคืนสภาพเดิม.. ทำไมเหรอ?”คามิลให้คำตอบทันทีที่ผมถาม “อืม… ผมคิดว่า…. ผมพอจะคิดวิธีฆ่าปีศาจพันตาได้แล้วล่ะครับ”“..!! ว่าไงนะ..!”ตอนนี้สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ผมอย่างไม่วางตา… ใจเย็นนะทุกคน…“...เราจะใช้หินเวทมนตร์ฆ่ามันจากภายในกันครับ”
    To be continued
    ** แจ้งเพิ่มเติมเรื่องเวลาที่ไรท์หายไปนานๆนะคะ ช่วงนี้ไรท์ไม่สบายค่ะ ปวดไมเกรนบ่อยๆ รวมกับทำโปรเจคเกมกับโปรเจคคอมมิคส่วนตัวไปด้วย นิยายเลยจะลงช้าหน่อย แต่ขอสัญญาว่าไม่เทนิยายแน่นอนค่ะ //ปล.ไรท์แอบทำอะไรบางอย่างอยู่ ไว้จะมาเซอร์ไพร์ทุกคนนะคะ ^^ **ขอบคุณนักอ่านทุกๆท่านที่ยังติดตามนิยายเรื่องนี้อยู่นะคะหากมีข้อผิดพลาดๆต้องขออภัยไว้ใน ณ ที่นี้ด้วย โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ^v^



    โครม เกลเซอร์


    คามิล เกลเซอร์



    เทียบสเกลปีศาจกับมนุษย์