เมื่อรุ่งสาง แสงอ่อนบาง ๆ ทะลุผ่านชั้นไม้ป่าทำให้ผืนดินเต็มไปด้วยจุดแสงระยิบ
ลมพัดผ่านกิ่งไผ่ เสียงชะโนดใบไม้ครูดกันเป็เพลงเบา ๆ กลิ่นชื้นของป่าเล็กๆ จากไอหมอกยามเช้าโดนผสมกับกลิ่นสมุนไพรที่พวกศิษย์มักพกมากลายเป็บรรยากาศที่สงบแต่ก็กดดันในแบบโลกเซียน
ทางเดินที่พวกเขาใช้ไม่ใช่เส้นทางธรรมดา — มันเป็ 'เขาวงกตปราณชี่' ที่เส้นทางแต่ละสายถูกปราณธรรมชาติบิดเบี้ยวให้คล้ายกันแค่มองก็ทำให้คนขี้หลงอย่างซึ่งหลายคนสับสนได้ง่าย ๆ
ดินที่นี่มีสะเก็ดหินสีเขียวอมเทา หญ้าล้อมเป็แพเล็ก ๆและบางจุดมีหินใหญ่ตั้งตระหง่านเป็จุดสังเกต — แต่เมื่อเดินเข้าไปลึก ๆหินพวกนั้นก็กลายเป็ทิวทัศน์ที่ซ้ำกันอีกครั้ง
เจียงฟานนั่งในเกวียน พลางมองเส้นทางผ่านบานหน้าต่างเขายกมือถูคางคิด เห็นเส้นทางซับซ้อนแล้วนึกถึงหน้าจอแผนที่โลกเก่าที่เคยใช้
“ถ้ามี Google Maps คงดีเลย” เขาพึมพำแล้วก็ตบหน้าตัวเองเบา ๆ ด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความฟุ้งซ่านของใจ
หลินเทียนที่ขับเกวียนอยู่ข้างหน้า เริ่มแสดงท่าทีวิตก
“ท่านอาจารย์!” เขาะโย้อนมา “ทางข้างหน้าเป็เขาวงกตปราณในพื้นที่นี้วกวนคล้ายกันหลายร้อยสาย! ข้าน้อยกลัวว่าเราจะหลงได้!”
เจียงฟานชะงัก นึกภาพกลุ่มคนยืนงง ๆ ในป่าแล้วก็หัวเราะในลำคอก่อนจะสั่งให้หยุด
เขาะโลงจากเกวียน หยิบก้อนหินเล็ก ๆ กับกิ่งไม้ แล้วเริ่มวาดง่ายๆ ลงบนพื้นดินเป็แผนผังจุดตัด — เส้นตรง หมายลูกศร และเครื่องหมายวงกลม
“ฟังนะ” เขาพูดชัดเจน เท่าที่จะทำได้กับกลุ่มคนที่รอบ ๆกำลังมองมา “นี่คือระบบนำทางแบบพื้นฐาน — เมื่อเจอทางแยก ให้ทำเครื่องหมายไว้ถ้าทางไหนพาเราไปต่อได้ ด้านข้างให้จดจำต้นไม้หรือหินโดดเด่น เอาไว้เป็จุดอ้างอิงถ้ากลับมาที่เดิม แปลว่าทางนั้นผิด”
คำพูดเรียบง่าย แต่สำหรับคนที่ฟังเป็ครั้งแรกมันคือคำชี้แนะเชิงปรัชญาที่ยิ่งใหญ่
หลินเทียนและซูเม่ยก้มลงมองแผนภาพ ค่อย ๆ พยักหน้า
“นี่คือ — ‘ระบบนำทางแห่งสัจธรรม’!” หลินเทียนอุทานอย่างตื่นเต้น“ท่านอาจารย์สอนให้เราใช้ ‘ความว่างเปล่า’ เป็แผนที่ และให้ ‘การสังเกต’เป็เข็มทิศ!”
ซูเม่ยผ่อนลมหายใจยาว ๆ แล้วเพิ่ม: “ท่านอาจารย์ชี้ให้เห็นว่าแม้สิ่งธรรมดา เช่น หินและกิ่งไม้ ก็สามารถนำทางสู่จุดรวมจิตได้!ข้าน้อยจะจดจำการฝึกนี้เป็นิรันดร์!”
เจียงฟานหนังตากระตุกเขารู้สึกเหมือนพูดไม่กี่ประโยคกลายเป็คำคมไปแล้ว แต่ก็พยักหน้า
“เออ ๆ แค่วางก้อนหินเป็สัญลักษณ์พอ —ไม่ต้องแกะสลักอะไรยิ่งใหญ่”
หลินเทียนรีบวิ่งไปที่ทางแยกใกล้ ๆ หยิบหินก้อนหนึ่งขึ้นมาใช้ปลายดาบ (จริง ๆ คือด้ามไม้ที่พกมาสำหรับวาด) ขีดเป็รูปสามเหลี่ยมง่าย ๆตามสัญญาณที่เจียงฟานสอน จากนั้นหันหน้าปิดตา พยายาม 'รวมจิต'เพื่อจดจำทิศทางของลมและรูปทรงของต้นไม้ข้างหน้า
การกระทำนี้สำหรับเขาเต็มไปด้วยความหมาย — ทั้งการฝึกสมาธิ การจำและการไม่พึ่งพาปราณแต่อย่างใด
เจียงฟานมองอย่างพอใจ “แค่นี้แหละ ดีแล้วไม่ต้องมีอักขระเวทมนตร์อะไรทั้งนั้น”
สองชั่วโมงต่อมา — พวกเขาเดินผ่านทางแยกหลายจุดหลินเทียนใช้การสังเกตและสัญลักษณ์ที่วางไว้ช่วยนำทางทุกครั้งสำเร็จจนคนในขบวนเริ่มเชื่อมั่น
เสียงฝีเท้าจากด้านหลังดังขึ้น เร็วและตะกุกตะกัก มีคนวิ่งมาด้วยใบหน้าซีดขาว
กลุ่มนักบำเพ็ญเพียรจากนิกายเล็ก ๆ หนึ่งโผล่มาพวกเขาหน้าตามอมแมมเหมือนเพิ่งโดนพายุฝุ่น
“ท่านอาจารย์หลินเทียน! ขอท่านช่วยพวกเราด้วย!พวกเราหลงทางมาสองวันแล้ว!” หัวหน้ากลุ่มะโ เหงื่อไหลพราก
หลินเทียนนิ่งคิดเพียงเสี้ยววินาที แล้วยิ้มอย่างสงบ
“ท่านพึ่งพาแต่ค่ายกลนำทางอักขระที่ซับซ้อนใช่ไหม?” เขาถาม
หัวหน้ากลุ่มพยักหน้าอย่างตื้นตัน “ใช่!แต่ค่ายกลของเราถูกปราณรบกวน มันทำงานผิดพลาด!”
หลินเทียนยื่นหินที่มีเครื่องหมายสามเหลี่ยมให้คนหนึ่งดูแล้วชี้ไปที่ต้นไม้เด่นข้างหน้า
“จงดูสัญลักษณ์ แล้วมองต้นไม้ที่โดดเด่น —นั่นคือลมที่พาเ้ากลับสู่ทางที่ถูกต้อง”
ตอนแรกพวกเขามองสัญลักษณ์ด้วยตาโล่ง ๆแต่ความเรียบง่ายของมันกลับกระแทกใจ พวกเขาคุกเข่าลงและกราบหินนั้นด้วยท่าทีของผู้ได้พบของศักดิ์สิทธิ์
“นี่คือสัจธรรม!” หนึ่งในนั้นะโ“ท่านอาจารย์เปิดเผยให้เห็นว่า การพึ่งพาเครื่องจักรหรือค่ายกลโดยลืม ‘ความสังเกต’ของตัวเอง คือทางที่พาให้หลง!”
พวกเขารวมกันฝึกการสังเกต — เงี่ยหูฟังเสียงแมลงดูรูปร่างของเมล็ดพืช เก็บรายละเอียดความเอียงของก้อนหิน และในไม่กี่ชั่วโมงพวกเขาพบทางออกด้วยความยินดีราวกับได้หลุดพ้นบ่วงผูก
เจียงฟานนั่งพิงเกวียน หยิบออกม้วนกระดาษใบหนึ่ง —เป็แผนผังที่เขาวาดเมื่อเช้า เขารู้สึกภูมิใจเล็ก ๆ ที่ไอเดียวิธีง่าย ๆของเขาช่วยคนได้จริง แต่ในใจลึก ๆ ก็กังวลกับผลกระทบ
“พวกเขาตีความทุกอย่างไปไกล… ฉันแค่อยากให้ไม่หลงทางเฉย ๆ”
“แต่ถ้าการทำเครื่องหมายง่าย ๆ นี้ทำให้คนคิดว่ามันคือคำสอนระดับสูงมันก็ไม่แย่นะ… อย่างน้อยพวกเขาได้ฝึกสติ”
เขาหวนนึกถึงข่าวใน Qi Web — ผู้คนที่มองหา'ปรมาจารย์ผู้เปลี่ยนโลก' — รู้สึกแปลกๆ ระหว่างความอยากหลีกหนีความดัง และความรับผิดชอบที่อาจจะตามมา
เมื่อทุกอย่างสงบเจียงฟานสังเกตเห็นเด็กหญิงตัวน้อยจากกลุ่มนักบำเพ็ญเพียรที่ยืนอยู่ห่าง ๆดวงตาคลอด้วยความเหนื่อย เธอถือขวดน้ำอีกขวดหนึ่งไว้แน่น
“น้องสาว” เจียงฟานเรียกเบา ๆ แล้วยื่นเหรียญทองแดงให้เธอ“เอาไปซื้อของกินหน่อยนะ”
เด็กหญิงยิ้มสดใส พลางพูดว่า “ขอบคุณท่านปรมาจารย์!ข้าจะไปซื้อขนมปังให้พี่ ๆ ทุกคน!”
หลินเทียนมองภาพนั้น เขาสะท้อนใจอย่างลึกซึ้ง “ท่านอาจารย์ —แม้เพียงการให้ของเล็กน้อย ก็เป็การแสดงสัจธรรมของเต๋า”
เจียงฟานยักไหล่ “อืม… แค่ไม่อยากเห็นคนหิวกลางป่า”
บ่ายแก่ ๆ แสงเริ่มอ่อนลง ทางเปิดออกจากเขาวงกตและทิวทัศน์ก็กว้างขึ้นเป็ทุ่งโล่ง ๆ ที่ทอดตัวไปจนถึงเทือกเขาในระยะไกลเสียงน้ำในลำธารหายไป กลายเป็บรรยากาศโปร่งโล่ง
เมืองซีเหอเริ่มปรากฏ — หลังคาเรียงรายเป็ชั้น ๆ สีเทาคล้ำไม่สูงมากแต่มีระเบียบมีหอเล็กหอหนึ่งซึ่งควันไฟขาวพวยพุ่งเป็สัญลักษณ์ของชุมชนที่ใช้พลังปราณประจำถิ่น
เมื่อเกวียนค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้ทางเข้าเมืองผู้คนบนถนนเงยหน้ามอง — บางคนรู้สึกคุ้นเคยกับข่าวการมาเยือนของ 'ปรมาจารย์ผู้แปลกประหลาด' บางคนยังไม่รู้เื่แต่สายตาทุกคู่เต็มไปด้วยความอยากรู้
เจียงฟานมองภาพเมืองผ่านกรอบไม้เขียวของเกวียนหัวใจของเขานิ่งแต่ก็มีความคิดผุดขึ้นหลายอย่าง
“ฉันอยากสงบ แต่ชื่อเสียงมันตามมาเป็เงา…ฉันไม่อยากให้คนเดือดร้อนเพราะฉันแค่มาแก้ไขเื่เล็ก ๆ”
“ถ้าฉันยอมให้พวกเขาทำตามอย่างที่คิดมันอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง ๆ — ดีหรือไม่ดี ฉันไม่อาจรู้”
หลินเทียนยืนดีดปลายหน้าไม้ด้วยท่าทีนอบน้อมเขาหันมามองเจียงฟานด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง
“ท่านอาจารย์ ท่านเป็เหมือนหินกลิ้งที่สร้างวงกว้าง —ทุกการกระทำของท่านส่งผลต่อผืนแผ่นดินนี้”
เจียงฟานยิ้มอย่างเหนื่อย ๆ “ก็แค่หินก้อนหนึ่งที่กลิ้งไปเรื่อยๆ เท่านั้นแหละ”
ซูเม่ยนั่งเงียบ ๆ ข้างเขาใบหน้าของเธอสื่อถึงความมุ่งมั่นและเชื่อมั่น เธอพูดเบา ๆ
“ขอให้ท่านอาจารย์พักผ่อนสักหน่อยเถิดข้าจะรับผิดชอบในการดูแลผู้คนที่มาขอคำชี้แนะเอง”
คำพูดเรียบง่าย แต่ทำให้เจียงฟานรู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย
ตอนเกวียนเข้าประตูเมือง ซีเหอเหมือนค่อย ๆ โอบต้อนรับพวกเขาด้วยอ้อมแขนของบ้านมันไม่ได้ใหญ่โต แต่มีความอบอุ่นในแบบโรงเตี๊ยมโบราณที่แท้จริง
ผู้คนบางคนเดินมาส่ง บางคนยืนมองด้วยความอยากรู้อยากเห็นมีแม่ค้าเรียงแผงขายขนมปังและสมุนไพร — กลิ่นอบและกลิ่นสมุนไพรดึงดูดใจ
เจียงฟานถอนหายใจอีกครั้ง หัวใจนิ่งลงพร้อมความรู้สึกว่าการเดินทางจะไม่จบแค่การมาถึงเมือง แต่เป็การเริ่มต้นของเื่ราวใหม่ ๆที่อาจใหญ่กว่าคำพูดของเขาเอง
เขาเหล่มองหลินเทียนและซูเม่ย แล้วพูดด้วยเสียงเบา
“เอาล่ะ…พักผ่อนคืนนี้ แล้วพรุ่งนี้เราค่อยเริ่มสำรวจเมืองนี้ —เงียบ ๆ นะ ห้ามตีความคำพูดฉันให้เป็คัมภีร์ใหม่เด็ดขาด”
หลินเทียนยกมือประสานอย่างจริงจัง “ขอรับ ท่านอาจารย์!ข้าน้อยจะจดคำสั่งนี้ลงในคัมภีร์ด้วยลายมือที่บริสุทธิ์ที่สุด”
ซูเม่ยยิ้มน้อย ๆ “ข้าน้อยจะปฏิบัติ — เงียบ และตั้งใจ”
เจียงฟานพับแผนที่กระดาษเก่า ๆ ของเขาไว้ในลิ้นชักเกวียน แล้วนอนหงายมองท้องฟ้าดาวเริ่มโผล่เป็จุด ๆ เขาคิดว่า…สำหรับคืนนี้คงดีถ้าจะมีขนมปังอบอุ่นและชาสักถ้วย