*เนื้อหาในนิยายต่อไปนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในงานเขียน
บุคคลและสถานที่ต่าง ๆ ไม่มีอยู่จริง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
ทั้งนี้ขอให้ผู้อ่าน อ่านด้วยความสนุก ไม่คิดมากถึงความไม่สมเหตุผลในบางกรณี
บทที่ 12 : ให้เงินครอบครัว
ลั่วตงและฟู่อันฉีกลับมาถึงบ้านก็ต้องแปลกใจ พวกเขาได้กลิ่นอาหารลอยออกมาจากในบ้าน
“หรือว่าลั่วซือหานจะกลับมาแล้ว?” ฟู่อันฉีพูดขึ้นมา
“คุณเข้าไปก่อนแล้วกัน ผมจะไปสานตะกร้าต่อ” ลั่วตงบอก
ฟู่อันฉีผงกหัว แล้วเดินเข้าบ้านไป เมื่อเข้ามาในบ้านเธอก็เห็นอาหารวางเตรียมไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอมองไปยังอาหารที่เตรียมไว้ ด้วยสีหน้าประหลาดใจ
อาหารที่ถูกวางไว้บนโต๊ะ มีสามชั้นตุ๋น ซุปรังนก หอยเป๋าฮื้อและกวางตุ้งผัดน้ำมันหอยอีกจาน ซึ่งมันมีแต่ของแพงทั้งนั้น
“ลั่วซือหาน ลูกอยู่ไหน?” ฟู่อันฉีตะโกนหาลูกชาย เธอไม่กล้าคิดว่าลั่วซือหหานเอาของพวกนี้มาจากไหน เธอกลัวว่าเขาจะไปลักขโมยมาก!
ลั่วซือหานที่กำลังล้างกระทะอยู่ ได้ยินเสียงฟู่อันฉีเรียกจึงรู้ว่าพวกเขากลับบ้านกันแล้ว “ผมอยู่นี่ครับ!”
ฟู่อันฉีได้ยินเสียงลั่วซือหานดังจากทางด้านหลังบ้าน เธอจึงรีบเดินไปหาเขาเพื่อสอบถามทันที “ลั่วซือหาน ลูกเอาของพวกนั้นมาจากไหน?”
ลั่วซือหานไม่เข้าใจที่ฟู่อันฉีถามถึง จากนั้นไม่นานก็นึกขึ้นมาว่า สิ่งที่ฟู่อันฉีพูดถึงคืออะไร มันคืออาหารที่เขาพึ่งทำเสร็จ “ผมก็ซื้อมาจากในเมืองไงครับ”
เมื่อได้ยินว่าลั่วซือหานซื้อมา ฟู่อันฉีก็รู้สึกวางใจ “ลูกเอาเงินที่ไหนซื้ออาหารพวกนั้น?”
ลั่วซือหานเห็นความกังวลบนใบหน้าของฟู่อันฉี เขาจึงได้ยกยิ้มออกมา “ถ้าจะพูดถึงเรื่องนี้ ผมว่าไปเรียกพ่อมาคุยด้วยดีกว่า”
ได้ยินแบบนั้นฟู่อันฉีจึงเข้าใจผิด คิดว่าลั่วซือหานไปขโมยเงินคนอื่นมา แทนที่จะขโมยอาหารแต่ลั่วซือหานกลับขโมยเงินคนอื่นมาใช่ไหม?
ดังนั้นอันฉีจึงได้รีบออกไปตามลั่วตงมาคุยกับลั่วซือหาน
ทางด้านลั่วตง เขาได้ยินภรรยาบอกว่าลั่วซือหานมีเรื่องจะคุยกับพวกเขา จึงได้เดินเข้าบ้านไป เมื่อเข้ามาในบ้าน เขาก็เจอกับอาหารราคาแพงมากมายวางอยู่บนโต๊ะ
แต่ก่อนจะไปสนใจอาหารบนโต๊ะ ลั่วตงอยากรู้ว่าลั่วซือหานจะบอกอะไรเขา แล้วเรื่องที่เขาจะบอกมันเกี่ยวกับอาหารบนโต๊ะหรือเปล่า?
ลั่วซือหานเห็นท่าทางกังวลของทั้งสองคน เขาก็ยิ้มออกมา กำเงินสดจำนวนหนึ่งไว้ในมือ ดวงตาของเขาเปล่งประกายเมื่อคิดถึงปฏิกิริยาของทั้งสองคนเมื่อเห็นเงินจำนวนนี้
“พ่อแม่ ผมมีเรื่องสำคัญจะบอกพวกคุณ” ลั่วซือหานพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง พ่อแม่ของเขาสบตากันด้วยความอยากรู้อยากเห็นและบอกให้เขาพูดต่อ
"เมื่อวานผมไปสำรวจป่าและบังเอิญไปเจอสิ่งที่น่าเหลือเชื่อเข้า" น้ำเสียงของลั่วซือหานเต็มไปด้วยความตื่นเต้น "ผมพบต้นโสม ผมจึงตัดสินใจขุดมันขึ้นมา"
พ่อแม่ของเขาฟังอย่างตั้งใจ ความสนใจของพวกเขาพลุ่งพล่าน ดวงตาของฟู่อันฉีเบิกกว้าง เมื่อลั่วซือหานเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการค้นพบที่คาดไม่ถึงของเขา
"แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด" ลั่วซือหานกล่าวต่อ รอยยิ้มซุกซนกระจายไปทั่วใบหน้าของเขา "วันนี้ผมขายโสมต้นนั้นได้ห้าพันหยวน!"
ลั่วตงและฟู่อันฉีอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ จำนวนเงินมันเยอะเกินความคาดหมายของพวกเขา ต้องบอกก่อนว่าจำนนเงินห้าพันหยวนมันเยอะมาก เมื่อเทียบกับเงินค่าแรงที่พวกเขาได้รับต่อเดือน
ตอนนี้พนักงานโรงงานทำงานได้เดือนละห้าสิบหยวน เท่ากับว่าเงินห้าพันหยวนคือเงินเดือนเกือบสิบปี! พวกเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ ฟู่อันฉีใช้มือปิดปากเธอโดยสัญชาตญาณ
"ห้าพันหยวน? หน้าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!” ลั่วตงอุทาน น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ "แต่ลูกขายมันได้ในราคาสูงขนาดนี้ได้อย่างไร"
รอยยิ้มของลั่วซือหานกว้างขึ้น เมื่อเขากำลังเปิดเผยความลับของเขา "ปรากฎว่าโสมที่ผมเจอเป็นโสมอายุร้อยปี นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงได้ราคาแพง" เขาอธิบาย ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความพึงพอใจ
ความตกใจของฟู่อันฉีกลายเป็นความประหลาดใจและความไม่เชื่อ เธออดไม่ได้ที่จะภูมิใจอย่างมากกับการค้นพบที่คาดไม่ถึงของลูกชาย
"โอ้! น่าทึ่งมาก!" ฟู่อันฉีอุทาน น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความชื่นชม “ลูกโชคดีและมีสายตาที่เฉียบคมมาก!”
ลั่วซือหานได้ยินคำชมจากฟู่อันฉีก็รู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกภูมิใจที่หาเงินได้ ชีวิตก่อนเขาสามารถหาเงินได้หลายล้านต่อปี แต่ก็ไม่ได้รู้สึกภาคภูมิใจเท่าครั้งนี้เลย นี่คือสิ่งที่เรียกว่าครอบครัวหรือเปล่านะ?
ลั่วตงยังคงครุ่นคิดอยู่ เขามองไปที่ลูกชาย ด้วยความกลัวและความกังวลผสมปนเปกัน “ซือหาน ลูกคิดว่าการขายสมบัติล้ำค่าเช่นนี้จะส่งผลที่ตามมาไหม?”
ลั่วซือหานพยักหน้า เข้าใจความกังวลของบิดา “พ่อไม่ต้องห่วงคนที่ซื้อของเราไปสามารถเชื่อถือได้ และด้วยเงินจำนวนนี้ เราสามารถพัฒนาชีวิตของเราให้ดีขึ้นได้ แถมเราสามารถเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น”
ฟู่อันฉีแม้จะตกใจในตอนแรก แต่ก็เห็นด้วยเช่นกัน "ถูกต้อง นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับเรา เราต้องคว้าโอกาสนี้ไว้"
ลั่วตงถอนหายใจ ความกังวลของเขาปะปนกับความหวังอันริบหรี่ "ดีมาก! แต่ลูกต้องจำไว้ว่า โชคลาภสามารถเกิดขึ้นได้ชั่วพริบตา ดังนั้นเราต้องใช้เงินนี้อย่างชาญฉลาด"
ลั่วซือหานยิ้มอย่างมีความสุข “ผมเข้าใจแล้วครับ”
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ครอบครัวก็เริ่มหารือเกี่ยวกับแผนการใช้ประโยชน์จากความมั่งคั่งที่เพิ่งค้นพบ ความตื่นเต้นพลุ่งพล่านเมื่อพวกเขาจินตนาการถึงความเป็นไปได้ที่รออยู่ข้างหน้า
ลั่วซือหานนำเงินที่อยู่ในมือส่งให้พวกเขา “นี่คือเงินจำนวน สองพันหยวนพ่อกับแม่เก็บไว้นะครับ”
ฟู่อันฉีรู้สึกตื้นตันใจ เธอมองเงินในมือลูกชายความรู้สึกที่หลากหลาย ลั่วตงเองก็รู้สึกไม่ต่างไปจากฟู่อันฉีมากนัก เขารู้สึกภาคภูมิใจที่อย่างน้อยลูกชายของเขาเริ่มมีความคิดความอ่นมากขึ้น
ลั่วตงเป็นคนรับเงินมาจากลั่วซือหาน เขามองเงินในมืออย่างไม่อยากจะเชื่อ ไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะได้จับเงินเยอะขนาดนี้มาก่อน
ต้องบอกก่อนว่า ชีวิตของพวกเขาก่อนหน้านี้ยากลำบากมากขนาดไหน ตอนที่ลั่วซือหานยังเด็ก เขาป่วยบ่อยมาก ทำให้เงินหามาได้หมดไปกับค่ายาเสียส่วนใหญ่
แม้ตอนนี้จะดีขึ้นมาบ้างแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงขัดสนอยู่ดี เมื่อวานพวกเขายังคงกังวลถึงเรื่องเงินอยู่เลย แต่ดูตอนนี้สิ พวกเขาไม่จำเป็นต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว!
“ต่อจากนี้ไปพ่อกับแม่ไม่ต้องไปทำงานแล้วนะครับ ผมจะดูแลพ่อกับแม่เอง โดยเฉพาะแม่ผมรู้ว่าแม่มีสุขภาพที่ไม่ดีมาตลอด ดังนั้นตั้งแต่วันนี้ไป แม่ไม่ต้องไปทำงานอีก!” ลั่วซือหานบอกด้วยน่ำเสียงงจริงจัง เขากังวลว่าถ้าฟู่อันฉียังคงทำงานหนักอยู่ ร่างกายของเธอจะทนรับไม่ไหว แล้วอาการทรุดลง
หรือเขาควรที่จะพาแม่ไปหาหมอที่โรงพยาบาล แทนที่จะรอให้หลิวผิงอันกลับมา?
ฟู้อันฉีรู้สึกอบอุ่นในใจ ที่ลั่วซือหานเป็นห่วและกตัญญูต่อเธอขนาดนี้
“ได้! แม่จะทำตามที่ลูกบอก” ฟู่อันฉีเชื่อฟังลูกชายของเธอ
แต่ลั่วตงนั้นต่างกันออกไป เขารับรู้ได้ถึงความห่วงใยของลั่วซือหาน แต่จะให้เขาอยู่เฉยๆ เขาทำไม่ได้! “ฉันรู้ว่าแกหวังดีต่อฉัน แต่ฉันไม่ชอบอยู่เฉยๆ ดังนั้นเรื่องไปทำงานฉันจะคิดดูอีกทีแล้วกัน” ลั่วตงไม่ได้ปฏิเสธหรือตอบตกลง
ลั่วซือหานรู้ว่าเขาไม่มีทางบังคับพวกท่านได้ ดังนั้นเขาจึงผงกหัวเข้าใจ
จากนั้นพวกเขาก็รับประทานอาหารกันอย่างมีความสุข ต่างคนต่างคิดว่าในอนาคตพวกเขาจะใช้เงินนี้กันอย่างไร
โดยที่ทั้งสองคนไม่ได้ถามถึงเงินที่เหลือจากลั่วซือหานเลย
ในคืนนั้นลั่วซือหานได้เปิดระบบร้านค้า และมองหาสินค้าที่เขาอยากได้ นั่นก็คือหนังสือเตรียมสอบ
วันนี้เข้าเมืองไป ลั่วซือหานสอบถามตามร้านหนังสือทุกร้านแต่ก็ไม่สามารถหาซื้อได้ มีหลายคนที่อยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ดังนั้นหนังสือจึงขายหมดเกลี้ยงในเวลาเพียงไม่กี่วันที่มีประกาศ ให้มีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้ง เขาจึงลองหามันในร้านค้าระบบดู
ร้านค้าระบบไม่ทำให้ลั่วซือหานผิดหวัง ในร้านค้ามีหนังสือให้เขาเลือกมากมาย มีตั้งแต่หนังสืออนุบาลไปจนถึงหนังสือของนักศึกษามหาวิทยาลัย
วิชาที่ลั่วซือหานเน้นมากที่สุดคือคณิตศาสตร์ ภาษาและวรรณคดี ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์และการเมือง แน่นอนว่าหนังสือทั้งหมดมาจากยุคนี้ ยกเว้น คณิตศาสตร์ ภาษาและวรรณคดี ที่เขาเลือกซื้อในปีที่เขาจากมา
นอกจากซื้อหนังสือแล้วลั่วซือหานยังซือโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์มาด้วย เนื่องจากหมู่บ้านของพวกเขายังไม่มีไฟฟ้าใช้ เขาจึงต้องใช้สิ่งของที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์แทน
คืนนั้นลั่วซือหานหมดเงินไปทั้งหมดหนึ่งร้อยหยวน หนังสือเตรียมสอบที่เขาซื้อมามีหลายสิบเล่ม และที่แพงจริงๆ คือโคมไฟแสงอาทิตย์ ที่มีราคาถึงห้าสิบหยวน
เมื่อได้หนังสือมา ลั่วซือหานไม่รอช้า เขาอ่านหนังสือในคืนนั้นเลย โดยมีโคมไฟแสงอาทิตย์เป็นตัวช่วยให้แสงสว่าง
ทางด้านลั่วตงและฟู่อันฉี คืนนั้นพวกเขาแทบจะไม่ได้นอนกันเลย เพราะยังคงรู้สึกตื่นเต้นกับเงินสองพันหยวนในมือไม่หาย
ลั่วตงรวบรวมความกล้าที่จะคุยกับภรรยาของเขา เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “ภรรยา ผมกำลังคิดอยู่ว่า... ผมต้องการเก็บเงิน ส่วนหนึ่งไว้สำหรับลูกชายของเรา เพื่อการแต่งงานในอนาคตของลั่วซือหาน ในทางกลับกัน ผมอยากพาคุณไปพบแพทย์ ผมสังเกตเห็นสุขภาพที่ทรุดโทรมของคุณ และในฐานะสามีของคุณ ผมเจ็บปวดมากที่เห็นคุณต้องทนทุกข์ทรมาน”
ฟู่อันฉีมองลั่วตงด้วยความขอบคุณ เธอชื่นชมความห่วงใยของเขา เธอต่อสู้กับปัญหาสุขภาพอย่างเงียบๆ เพราะไม่ต้องการเป็นภาระให้กับสามีเรื่องค่ารักษาพยาบาล “ลั่วตง คุณเป็นสามีที่รักและห่วงใยฉันจริง ๆ ฉันพยายามอย่างดีที่สุดที่จะซ่อนความเจ็บปวดของฉัน แต่ฉันไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ฉันต้องการการรักษาพยาบาล อย่างไรก็ตาม เราทั้งคู่รู้ดีว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา เราไม่มีเงินเพียงพอสำหรับเรื่องนี้”
ดวงตาของลั่วตงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ในขณะที่เขาจับมือของ ฟู่อันฉีอย่างแน่นหนา “ผมเข้าใจถึงความยากลำบากที่ผ่านมาของพวกเรา แต่ตอนนี้เรามีเงินแล้ว และเงินนี้ก็ได้มาจากลูกชายที่กตัญญูของพวกเรา ผมว่ามันคงถึงเวลาที่ผมจะพาคุณไปพบแพทย์แล้ว”
ด้วยความซาบซึ้งใจ ดวงตาของฟู่อันฉีเป็นประกาย ด้วยน้ำตาแห่งความสุข เธอรู้สึกได้ถึงความรักของสามีที่มีต่อเธอ และเธอรู้สึกมีความสุขที่มีเขาอยู่เคียงข้าง