ราตรีก็ล่วงเข้าส่วนลึกแล้ว
แสงจันทร์เสี้ยวทอดผ่านยอดไม้และสันหลังคา เป็ริ้วเงินบางเย็นเยียบจับต้องเรือนศิษย์ใหม่สายศึกทั้งแถบเอาไว้ในความเงียบครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกลับหาได้เงียบไม่ เพราะแม้จะล่วงยามพักผ่อนแล้ว ทว่าลมแห่งการแก่งแย่งในเรือนสายศึกไม่เคยหลับใหลตามผู้คน
ระหว่างทางกลับ
อี้ซินััได้ถึงสายตาหลายคู่ที่ซ่อนอยู่ในเงามืด
บางคู่มองด้วยความริษยา
บางคู่มองด้วยความชั่งใจ
บางคู่มองด้วยเจตนาชั่วร้ายอย่างไม่คิดปิดบัง
เขามิได้หันไปมองตอบแม้คราเดียว
เพราะทราบดีว่าในสำนักเช่นนี้ ผู้ที่ซุ่มมองมักมิใช่ผู้ที่ควรเสียเวลาใส่ใจ
สิ่งที่ควรระวังจริง คือมือที่ยื่นเข้ามาช้า ๆ จากด้านหลัง หาใช่สายตาจากเงาระเบียงไม่
อี้ซินก้าวขึ้นระเบียงเรือนศิษย์ใหม่อย่างเงียบงัน
เสียงพื้นไม้ดังเอี๊ยดเบา ๆ ตามน้ำหนักฝีเท้า
เมื่อเดินผ่านห้องหนึ่งไป
เขาได้ยินเสียงถกเถียงดังลอดออกมาจากด้านใน
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าขัดพี่จ้าว!”
“แต่หินปราณนั่นเป็ของข้า!”
“ของเ้าหรือ? เข้าสำนักวันแรกก็อยากเก็บไว้คนเดียว เ้าคิดว่าตนเป็ผู้ใด!”
เสียงหนึ่งอ่อนล้าและอัดอั้น
อีกเสียงหนึ่งหยาบกระด้างปนหัวเราะเหยียด
อี้ซินหยุดยืนเพียงเสี้ยวอึดใจ
สายตาเหลือบไปยังประตูห้องนั้น
ประตูปิดอยู่
แต่เงาร่างหลายคนสะท้อนวูบไหวอยู่หลังฉากกระดาษน้ำมัน
ทันใดนั้น เสียงของแข็งกระแทกพื้นก็ดังลั่น
โครม!
ตามมาด้วยเสียงคนร้องครางต่ำ ๆ
อี้ซินหรี่ตา
จากนั้นจึงเดินต่อไปยังห้องของตนอย่างไม่รีบร้อน
มิใช่เพราะเขาไม่รับรู้ว่าข้างในกำลังเกิดอะไร
แต่เพราะเขา้าฟัง
ในเรือนสายศึก การยื่นมือเร็วเกินไปมิใช่เื่ดี
โดยเฉพาะเมื่อยังไม่รู้ว่าฝ่ายใดอ่อน ฝ่ายใดกล้า และฝ่ายใดควรค่าแก่การยื่นมือให้
เขาเพิ่งจะก้าวผ่านห้องนั้นไปได้เพียงไม่กี่ห้อง
ประตูก็ถูกผลักเปิดออกดังผาง
ร่างหนึ่งกลิ้งออกมากระแทกระเบียงไม้จนล้มคว่ำ
เป็ศิษย์ใหม่คนหนึ่ง
รูปร่างผอมสูง
ใบหน้าขาวซีด
มุมปากมีคราบโลหิตซึม
ดวงตาฉายทั้งเจ็บแค้นและหวาดกลัว
เื้ัเขา คนสามคนเดินตามออกมาอย่างอาด ๆ
ล้วนเป็ศิษย์ชั้นนอกในเครือของจ้าวคุนที่เคยเห็นกันตอนกลางวัน
คนหน้าเป็ชายร่างเตี้ยล่ำ แผงอกหนา คอใหญ่ ใบหน้ากลมแต่ดวงตากลับเล็กแคบเหมือนสุนัขจิ้งจอก
คนกลางเป็ผู้หนึ่งแก้มตอบ ผิวคล้ำ ปลายคิ้วยกสูง ทำให้ใบหน้าดูร้ายโดยธรรมชาติ
คนสุดท้ายถือไม้ยาวสั้นกว่าของหลี่เคอเล็กน้อย ปลายไม้หุ้มแถบเหล็กดำไว้ เห็นชัดว่ามิได้มาเพื่อขู่เท่านั้น
ชายร่างเตี้ยล่ำแค่นเสียง
“โลหิตแค่นี้ก็ร้องแล้วหรือ”
เขาถ่มน้ำลายลงข้างตัวศิษย์ใหม่บนพื้น
“พี่จ้าวให้พวกเรามาเตือนพวกสวะในเรือนอีกครา ว่าของในมือพวกเ้า หากยังอยากเก็บไว้เอง ก็ต้องมีปัญญาเก็บ”
ศิษย์ใหม่ผู้นั้นยันตัวขึ้นทั้งที่ยังหอบหนัก
“ข้าบอกแล้ว...” เขากัดฟัน “ข้าจะมอบครึ่งหนึ่งให้ แต่จะเอาทั้งหมดไปมิได้!”
ชายแก้มตอบหัวเราะหยัน
“ครึ่งหนึ่งหรือ” เขาว่า “เ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ ว่าเมื่อพี่จ้าวเอ่ยปาก สิ่งที่อยู่ในมือเ้าก็หาใช่ของเ้าอีกไม่”
พูดจบ เขาก็ก้าวไปหนึ่งก้าวหมายจะกระทืบลงบนมือของอีกฝ่าย
ทว่าในวินาทีนั้นเอง
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากระเบียงด้านมืด
“ที่แท้ยามค่ำของเรือนสายศึก ก็คือการที่สุนัขออกมากัดคนจริง ๆ”
เสียงนั้นไม่ดัง
แต่ชัดถ้อยชัดคำ
คนทั้งสามหันขวับทันที
ศิษย์ใหม่บนพื้นเองก็เงยหน้าตามอย่างรวดเร็ว
แสงจันทร์ส่องลงบนร่างของอี้ซินพอดี
เขายืนอยู่ปลายระเบียง
ชายเสื้อครามขยับตามลม
ใบหน้านิ่งเย็น
ดวงตาลึกดุจหุบเหวในคืนไร้ดาว
ชายร่างเตี้ยล่ำชะงักเพียงครู่เดียวก็แสยะยิ้มขึ้น
“ข้าก็นึกว่าใคร” มันเอ่ย “ที่แท้ก็ศิษย์ใหม่ผู้ชอบเด่นผู้นั้น”
ชายแก้มตอบหัวเราะทันที
“ดีแล้วที่ออกมาเอง” เขาว่า “พวกข้ายังคิดอยู่ว่าจะไปเคาะประตูห้องเ้าหรือไม่”
อี้ซินเดินเข้ามาช้า ๆ
ฝีเท้าเรียบ ไม่เร่ง ไม่ช้า
“เช่นนั้นพวกเ้าก็ประหยัดแรงแล้ว” เขากล่าว “ออกไปจากหน้าห้องผู้อื่นเสีย”
คนถือไม้หุ้มเหล็กยกไม้ขึ้นวางบนบ่าตนพลางหัวเราะในลำคอ
“ฟังมันสั่งสิ”
ชายร่างเตี้ยล่ำหรี่ตา
“อี้ซิน” มันกล่าว “กลางวันเ้ามีลั่วฉิงอวี้กับฝ่ายวินัยคุ้มหัว แต่ตอนนี้เป็ยามค่ำ ไม่มีผู้ใดมาช่วยเ้าอีก”
อี้ซินหยุดยืนห่างออกไปสาม่แขน
สายตาเ็าดุจกระบี่น้ำแข็ง
“ผู้ใดบอกว่าข้า้าคนช่วย”
คำตอบนั้นทำให้รอยยิ้มบนหน้าอีกฝ่ายหายไปทันที
คนบนพื้นรีบรวบแรงกล่าวขึ้นอย่างรีบร้อน
“ศิษย์น้องอี้ อย่าฝืน—พวกมันมาเพราะข้า—”
“เงียบปากไปเสีย!” ชายแก้มตอบตวาด แล้วถีบใส่สีข้างเขาหนึ่งครา
ปัง!
ศิษย์ใหม่ผู้นั้นร้องอู้อี้ โลหิตซึมจากริมฝีปากชัดขึ้น
แววตาของอี้ซินจึงเย็นลงอีกส่วนหนึ่ง
เขามองคนสามคนนั้นช้า ๆ แล้วกล่าวเพียงว่า
“พวกเ้ามาพร้อมกัน หรือจะให้ข้าส่งไปทีละคน”
เสียงนั้นมิได้มีโทสะปะทุ
แต่กลับเย็นราบเสียจนฟังคล้ายพิพากษามากกว่าคำยั่ว
ชายร่างเตี้ยล่ำหัวเราะลั่น
“ทะนงนัก!”
มันผงกศีรษะให้คนถือไม้หุ้มเหล็ก
“หานจวิน ตัดขามันสักข้างก่อน”
หานจวินแสยะยิ้มแล้วก้าวออกมาในทันที ไม้หุ้มเหล็กในมือมันหมุนหนึ่งรอบส่งเสียงลมหวีดแหลม จากนั้นก็ตวัดเข้าที่หัวเข่าอี้ซินด้วยความเร็วปานพยัคฆ์ตะครุบเหยื่อ
หากถูกเต็ม ๆ กระดูกย่อมแตกแน่
ศิษย์ใหม่บนพื้นหน้าเปลี่ยนสีทันที
เพราะเห็นชัดว่าคนผู้นี้ลงมือเอาถึงพิการจริง
ทว่าอี้ซินยังคงนิ่งอยู่จนปลายไม้ใกล้ถึงตัว
ชั่วเสี้ยวลมหายใจนั้นเอง
เขาจึงยกเท้าขวาขึ้นก้าวเฉียงเพียงครึ่งฝ่ามือ
ไม้หุ้มเหล็กกวาดผ่านหน้าขาไปเฉียด ๆ
แค่นั้นก็พอแล้ว
อี้ซินก้าวแทรกเข้าระยะทันที ราวกับคชสารที่ดูเชื่องช้าแต่พุ่งชนฉับพลัน มือซ้ายของเขาคว้าท่อนไม้ตรงกลางแน่น มือขวาซัดหมัดสั้นใส่ข้อศอกของหานจวินโดยตรง
ปัก!
เสียงกระดูกลั่นดังชัด
หานจวินร้องลั่นในทันใด แขนขวาชาวาบจนแทบคลายไม้ทันที
แต่อี้ซินไม่ปล่อยโอกาสผ่าน เขากระชากท่อนไม้ลงต่ำพร้อมบิดข้อมือ ทำให้ร่างของหานจวินเอนไปข้างหน้าเล็กน้อย ก่อนเขาจะใช้เข่าซ้ายกระแทกขึ้นเต็มทรวงอกอีกฝ่าย
ปัง!
แรงเข่านั้นหนักหน่วงยิ่ง
หานจวินถลึงตา สำลักโลหิตคำหนึ่ง ร่างกระเด็นกระแทกประตูห้องด้านข้างดังโครม ก่อนร่วงลงกองกับพื้นหมดสภาพในสามกระบวนสั้น
ทั้งระเบียงเงียบสนิท
ชายร่างเตี้ยล่ำกับชายแก้มตอบถึงกับหน้าชา
พวกมันรู้อยู่แล้วว่าอี้ซินมีฝีมือ
แต่กลับไม่คิดว่าเขาจะ “ตัดศึก” ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
ยิ่งเป็หานจวิน ผู้ใช้ไม้หุ้มเหล็กจนชำนาญอยู่พอสมควร
กลับล้มลงเร็วราวฟางข้าวถูกพายุพัด
อี้ซินปล่อยท่อนไม้หุ้มเหล็กลงบนพื้นดังตึง
แล้วมองสองคนที่เหลืออย่างไร้อารมณ์
“ต่อไป”
ชายแก้มตอบสบถหยาบออกมาทันที ก่อนชักมีดสั้นคมวาวจากเอว
“ไอ้เดรัจฉาน!”
มันไม่รอให้สหายสั่ง พุ่งเข้ามาทันทีดุจสุนัขป่าถูกปล่อยออกจากกรง มีดในมือมันหาได้แทงตรงไม่ หากไหววูบสลับซ้ายขวา หมายหลอกตาแล้วค่อยซ่อนคมจริงเอาไว้ภายหลัง
กระบวนเช่นนี้ใช้รับมือคนที่อ่านการต่อสู้ไม่ออกย่อมได้ผลนัก
แต่ในสายตาของอี้ซิน มันช้าเกินไป
เขาไม่ถอย
ไม่รับคมมีดตรง ๆ
เพียงขยับฝีเท้าสั้น ๆ ตามจังหวะไหล่และข้อมือของอีกฝ่าย
ครั้งแรกหลบพ้น
ครั้งที่สองเบี่ยงออก
ครั้งที่สามยกแขนปัดสันข้อมือ
ปัก!
มีดเฉไปข้าง
ชายแก้มตอบยังไม่ทันตั้งหลัก อี้ซินก็ใช้ปลายนิ้วสองนิ้วกระแทกตรงข้อพับแขนมันฉับพลัน
ชายผู้นั้นร้องอุทาน
แขนทั้งแขนปวดชาจนมีดแทบหลุดมือ
อี้ซินอาศัยช่องนั้นหมุนตัวครึ่งวง ศอกขวาพุ่งเข้าข้างกรามอีกฝ่ายอย่างเฉียบคม
ปึก!
เสียงฟันกระทบกันดังกรอด
ชายแก้มตอบหมุนคว้างไปครึ่งตัวก่อนจะทรุดเข่าลงกับพื้นอย่างงุนงง โลหิตซึมจากปาก เขายังพยายามจะลุก แต่เงาของอี้ซินกลับทอดลงทับใบหน้ามันก่อนแล้ว
อี้ซินมิได้ใช้หมัดซ้ำ
เพียงยกเท้ากดลงบนข้อมือที่กำมีดไว้
กร๊อบ!
เสียงกระดูกมือแตกดังชัดเจนในยามราตรี
เสียงร้องโหยหวนของมันดังลั่นระเบียง
“บอกจ้าวคุนด้วย” อี้ซินเอ่ยเสียงเย็น “หากอยากเอาหินปราณผู้อื่น วันหน้าก็ให้มันมาด้วยตนเอง อย่าส่งสุนัขมาเห่าแทน”
ชายแก้มตอบทั้งเจ็บทั้งอับอาย ดวงตาแดงก่ำ แต่กลับไม่กล้าสวนแม้ครึ่งคำ
เวลานี้เหลือเพียงชายร่างเตี้ยล่ำเป็คนเดียวที่ยังยืนอยู่
เหงื่อเย็นเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผากของมันแล้ว
เดิมทีมันคิดว่าสามต่อหนึ่ง อย่างไรก็เป็ฝ่ายกดข่มได้
ผู้ใดจะคิดว่าพอปะทะจริง สองคนแรกกลับถูกจัดการราวเด็กเล่น
มันกัดฟันแน่น
ในใจชั่งใจอยู่ชั่วครู่
ถอยตอนนี้...เสียหน้า
สู้ต่อ...อาจเสียมากกว่าใบหน้า
แต่อี้ซินกลับไม่ให้เวลามันตัดสินใจนานนัก
“เ้าจะลงมือเอง” เขาถาม “หรือให้ข้าลงมือ”
ประโยคนี้สงบนิ่ง
แต่มันกลับกดใจอีกฝ่ายเสียยิ่งกว่าคำขู่คะนองใด ๆ
ชายร่างเตี้ยล่ำจึงคำรามกลบความหวั่น
ลมปราณในกายปะทุขึ้นทันที
เห็นชัดว่าระดับของมันสูงกว่าสองคนก่อนหน้า
กลิ่นอายปราณแน่นกว่า
ฝีเท้ามั่นกว่า
จิตสังหารก็เข้มข้นกว่า
มันชักกระบองเหล็กสั้นจากด้านหลังเอวออกมาคู่หนึ่ง
กระบองทั้งสองสีดำหม่น ปลายมีรอยครูดใช้งานมานาน
“ข้านามหานเปียว” มันกล่าวลอดไรฟัน “อย่าได้ตายโดยไม่รู้ว่าโลหิตตนหลั่งด้วยมือผู้ใด!”
สิ้นคำ ร่างมันก็พุ่งออกดั่งพายุ กระบองเหล็กในมือหมุนสลับกันเป็เงาซ้อนสองชั้น ตีจากซ้าย ขวา บน ล่าง รุนแรงและต่อเนื่องราวคลื่นภูผาถล่ม
อี้ซินดวงตาวูบ
คนผู้นี้...พอจะนับว่ามีฝีมือจริง
เขาถอยครึ่งก้าว รับรู้ทิศทางกระบองทุกไม้
ไม้แรกเฉียงผ่านใบหน้า
ไม้ที่สองกดลงหัวไหล่
ไม้ที่สามแทงเข้าลำตัว
ทุกจังหวะต่อเนื่องแทบไร้ช่องว่าง
ระเบียงไม้แคบจึงกลายเป็พื้นที่คับขันยิ่ง
ศิษย์ใหม่ที่มุงดูอยู่ไกล ๆ ต่างถอยกระจัดกระจายออกไป บางคนถึงกับหลบเข้าห้องแล้วแง้มประตูมอง เพราะกระบองเหล็กของหานเปียวกวาดกระแทกราวระเบียงดังตึงตัง เศษไม้ปลิวกระเด็นเป็ระยะ
อี้ซินมิได้รีบสวน
เขาปล่อยให้ตนเองอ่านน้ำหนักและจังหวะก่อน
ซ้ายหนักกว่า
ขวาเร็วกว่า
ไหล่ซ้ายของมันขยับก่อนปล่อยไม้บน
ปลายเท้าขวากดลึกก่อนกระแทกไม้ล่าง
เพียงไม่กี่กระบวน เขาก็เห็นเค้าของวิธีต่อสู้ทั้งหมด
หานเปียวเองก็รู้สึกผิดปกติชัดขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะแม้อี้ซินยังไม่ได้สวนกลับจัง ๆ
แต่ทุกกระบองของตนกลับพลาดเพียงเส้นผม
พลาดอย่างน่าอึดอัดใจ
ราวกับอีกฝ่ายมองเห็นกระบวนต่อไปอยู่ก่อนแล้ว
“หนีหรือ!” มันตวาดลั่น “เ้ามีเพียงเท่านี้เองหรือ!”
อี้ซินจึงตอบเป็ครั้งแรกระหว่างศึก
“ผู้ใดบอกว่าข้ากำลังหนี”
คำพูดยังไม่ทันจบ
หานเปียวก็ฟาดกระบองขวาลงตรงศีรษะเขาเต็มแรง หวังบังคับให้รับหรือไม่ก็ถอยออกจากระเบียง
แต่วินาทีนั้นเอง
อี้ซินกลับก้าว “เข้าหา” กระบองอย่างเหนือความคาดหมาย
เขาแทรกเข้าสู่ระยะในสุดพอดิบพอดี
กระบองเหล็กซึ่งถนัดกับระยะกว้างจึงไม่อาจะเิกำลังได้เต็มที่
มือซ้ายของอี้ซินพุ่งขึ้นดุจอสรพิษ
คว้าข้อมือขวาของหานเปียวไว้แน่น
มือขวากดลงที่ต้นแขน
แล้วบิด
กร๊อบ!
หานเปียวหน้าถอดสีในทันที เพราะข้อมือขวาของมันถูกบิดเสียจนแนวกระบองเปลี่ยน ท่อนเหล็กในมือจึงฟาดเข้าใส่หัวไหล่ซ้ายของตนเองอย่างจังแทน
ปัง!
เสียงกระดูกกระแทกดังหนัก
มันร้องลั่นเพราะความเจ็บ
แต่ยังไม่ทันที่เสียงนั้นจะขาดห้วง
ศีรษะของอี้ซินก็พุ่งเข้าชนหน้าผากมันตรง ๆ
ปึง!
ระยะประชิดเช่นนี้ ศีรษะหาใช่ด้อยกว่ากำปั้นไม่
หานเปียวตาลายวูบ
ร่างเซเพียงเสี้ยวเดียว
อี้ซินอาศัยเสี้ยวนั้นสอดขาเข้าด้านใน
กดไหล่
ดึงแขน
แล้วทุ่ม
โครม!
ร่างเตี้ยล่ำของหานเปียวกระแทกพื้นระเบียงดังสนั่น
กระบองเหล็กหลุดมือทั้งสองข้าง
อี้ซินไม่ให้มันลุก
เขาก้าวตามหนึ่งก้าวแล้วใช้ฝ่าเท้ากดกลางทรวงอกอีกฝ่ายไว้แน่น
ปัง!
ไม้ระเบียงลั่นเอี๊ยดใต้แรงกด
หานเปียวอ้าปากพ่นโลหิตออกมาทันที
ลานทั้งแถบเงียบงันดุจป่าช้า
จากสามคน
เพียงไม่กี่อึดใจ
กลับนอนกองอยู่บนระเบียงจนหมดสิ้น
ผู้คนที่แอบมองอยู่ในห้องต่างตะลึงงัน
แม้แต่สือเหยียนซึ่งเพิ่งตามมาจากอีกฝั่งของเรือนก็ยังหยุดยืนกลางทาง ดวงตาฉายความตกตะลึงอย่างไม่อาจปิดบัง
เขามาไม่ทันต้นศึก
แต่สิ่งที่เห็นตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว
อี้ซิน...มิใช่เพียงชนะ
หากกำลัง “ปักธง” ของตนลงกลางเรือนศิษย์ใหม่อย่างแท้จริง
หานเปียวหายใจหนัก
โลหิตซึมจากมุมปาก
มันพยายามดันตัวลุก แต่ฝ่าเท้าของอี้ซินกลับหนักยิ่งกว่าศิลา
“ปล่อย...” มันฝืนกล่าว “เ้ากล้าทำถึงเพียงนี้...พี่จ้าวไม่มีวันปล่อยเ้า!”
อี้ซินก้มลงเล็กน้อย
ดวงตาเย็นดังน้ำแข็งลึก
“กลับไปบอกมันด้วยตนเอง”
เขาเว้นจังหวะเพียงนิด
ก่อนเอ่ยต่อช้า ๆ
“หากมันอยากได้ของของข้า ก็จงมาชิงด้วยมือของมันเอง”
“แต่คราวหน้า...ข้าจะไม่เหลือกระดูกให้พวกเ้าหอบกลับ”
เสียงนั้นมิได้ดัง
ทว่าทุกคนบนระเบียงกลับได้ยินชัดแจ้งถึงกระดูก
อี้ซินจึงถอนเท้ากลับ
หันไปมองศิษย์ใหม่ผอมสูงที่ถูกโยนออกมาก่อนหน้า
“ลุกได้หรือไม่”
ชายผู้นั้นรีบพยุงตนขึ้นด้วยความมึนงง ดวงตายังฉายทั้งความซาบซึ้งและไม่อยากเชื่อ
“ขะ...ข้าได้”
อี้ซินพยักหน้า
“ของของเ้าอยู่ไหน”
ศิษย์ผู้นั้นชี้ไปยังถุงผ้าขาดที่ตกอยู่ข้างประตูห้องทันที อี้ซินจึงก้มเก็บขึ้นมา เปิดดูครู่หนึ่ง พบหินปราณหนึ่งก้อนกับเม็ดยาบำรุงอีกหนึ่งเม็ดตกอยู่ข้างในจริง เขาจึงโยนคืนให้
“เก็บไว้ให้ดี”
“ขอบ...ขอบใจสหายอี้!”
อี้ซินไม่ตอบรับคำเรียกนั้น
เขาเพียงหันไปกวาดตามองผู้คนตามช่องประตูรอบด้านช้า ๆ
ผู้ที่ถูกสายตานั้นกวาดผ่าน ล้วนรู้สึกเหมือนตนถูกมองทะลุถึงสันหลัง
“พวกเ้าเองก็ฟังไว้ให้ชัด” อี้ซินกล่าว “หากผู้ใดอยากอยู่รวมกันอย่างสุนัข ถูกใครมากัดก็ยอมให้กัดต่อไป เช่นนั้นก็จงอยู่ไป”
“แต่หากยังมีผู้ใดเห็นว่าของของตนควรเป็ของตน”
“คราวหน้าพวกมันมาอีก จงสู้”
ไม่มีเสียงตอบรับในตอนแรก
ทุกคนเงียบ
เพราะคำพูดเช่นนี้ในเรือนศิษย์ใหม่ มิใช่เพียงยั่วสุนัขไม่กี่ตัว
แต่คือการท้าทายอำนาจเงาของจ้าวคุนทั้งกลุ่มโดยตรง
สือเหยียนจึงก้าวออกมาก่อน
“ข้าเห็นด้วย”
เสียงของเขาไม่ดังมาก
แต่หนักแน่นพอให้ผู้คนหันมามอง
เขาหยุดยืนข้างอี้ซิน
“หินปราณ เม็ดยา โอสถ ทุกอย่างล้วนเป็ของที่เราต้องใช้ฝึกตน” เขากล่าว “หากยกให้พวกมันง่าย ๆ วันนี้มีหนึ่งก้อน วันหน้าก็มีสองก้อน สามก้อน...แล้วจะฝึกเช่นไร”
เมื่อมีผู้หนึ่งเอ่ยปาก
คนที่สองย่อมตามง่ายขึ้น
ศิษย์ใหม่ผอมสูงผู้เพิ่งได้ของคืนกำถุงไว้แน่น แล้วกล่าวเสียงสั่นแต่ชัด
“ข้าก็ไม่ยอมอีกแล้ว”
ถัดมาอีกคนหนึ่งจากห้องข้าง ๆ เปิดประตูเต็มบานแล้วออกมายืนหน้าระเบียง
“ข้าเองก็ไม่ยอม”
“ข้าด้วย”
“ข้าก็ด้วย”
เสียงตอบรับเริ่มดังขึ้นทีละคน
จากแ่เบา กลายเป็หนักแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
แม้หลายคนยังกลัว
แม้บางคนยังลังเล
แต่ประกายตาอ่อนล้าที่มีอยู่ก่อนหน้านี้กลับเริ่มเปลี่ยน
เพราะมีคนให้เห็นแล้วว่า
จ้าวคุนมิใช่พยัคฆ์ปีศาจที่แตะต้องมิได้
และสุนัขในเครือของมัน...ก็มีโลหิต มีเนื้อ มีเสียงกระดูกแตกไม่ต่างจากผู้ใด
อี้ซินมองผู้คนเ่าั้นิ่ง ๆ
เขาไม่ใช่คนชอบรวบรวมพรรคพวกด้วยคำพูด
แต่เขารู้ดีว่าหากต้องอยู่ในเรือนนี้ต่อไป การให้ศิษย์ใหม่ทั้งเรือนถูกไล่กัดทีละคนย่อมไม่เกิดประโยชน์กับผู้ใด
หานเปียวบนพื้นกัดฟันแน่นเมื่อได้ยินเสียงตอบรับเ่าั้
“พวกเ้า...” มันสำลักโลหิต “พวกเ้าอยากตายกันหมดหรือ!”
คราวนี้กลับเป็ศิษย์ใหม่ผอมสูงที่ตอบมัน
“ผู้ที่ควรตาย คือพวกเ้าต่างหาก”
น้ำเสียงของเขายังสั่น
แต่ไม่หลบแล้ว
หานเปียวจึงมองอี้ซินด้วยสายตาอาฆาตล้ำลึก
มันเข้าใจแล้วว่า คืนนี้สิ่งที่ถูกทำลายมิใช่เพียงศักดิ์ศรีของพวกมัน
แต่คือ “ความกลัว” ที่จ้าวคุนใช้กดเรือนนี้มาโดยตลอด
และคนที่ทำลายมันลง...ก็คือศิษย์ใหม่ตรงหน้า
อี้ซินก้มมองมันเล็กน้อย ก่อนกล่าวเพียงว่า
“แบกพวกของเ้ากลับไป”
“แล้วจงจำไว้”
“นี่เป็ครั้งสุดท้ายที่พวกเ้ามาเก็บหินปราณจากเรือนนี้ได้โดยยังมีขาเดินกลับ”
ท้ายที่สุด คนของหานเปียวซึ่งยังยืนได้คนหนึ่งก็ต้องฝืนเข้ามาประคองมันกับหานจวินและชายแก้มตอบออกไปอย่างทุลักทุเล
เสียงลากฝีเท้ากับเสียงครางเจ็บของทั้งสามดังห่างออกไปตามระเบียงทีละน้อย
ก่อนราตรีจะกลับมาสงบอีกครั้ง
แต่ความสงบครานี้...มิใช่ความสงบเดิม
ลมกลางคืนยังพัดเหมือนเดิม
จันทร์เสี้ยวยังลอยอยู่สูงดังเดิม
ทว่าในเรือนศิษย์ใหม่สายศึก ผู้คนกลับมองอี้ซินต่างจากก่อนโดยสิ้นเชิง
มิใช่เพียงเพราะเขาเก่ง
แต่เพราะเขากล้ารับหน้าแทนคนอื่น
ในโลกที่ผู้คนส่วนใหญ่ก้มหน้าเอาตัวรอด
การยืนขึ้นตรง ๆ เพียงคราเดียว
ย่อมหนักแน่นกว่าคำพูดเป็ร้อยประโยค
สือเหยียนจึงหันมามองเขาพร้อมรอยยิ้มบาง
“คืนนี้ดูเหมือนเ้าจะหาเื่ใหญ่อีกแล้ว”
อี้ซินตอบเรียบ “เื่ใหญ่มาหาข้าก่อน”
สือเหยียนหัวเราะต่ำ
“เช่นนั้นต่อไปคงนอนหลับยากขึ้นหลายส่วน”
“ข้าเคยนอนหลับง่ายเมื่อใดกัน”
คำตอบนี้ทำให้สือเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ผู้คนรอบระเบียงทยอยแยกย้ายกลับห้อง
แต่ก่อนปิดประตู หลายคนยังหันกลับมามองอี้ซินเป็ระยะ
สายตาเ่าั้หาได้มีแค่ความเคารพ
ยังมีความคาดหวัง
ความพึ่งพา
และภาระเงียบ ๆ ที่เพิ่งถูกโยนลงบนไหล่ของเขา
อี้ซินรับรู้สิ่งนั้นหมด
แต่เขาไม่ได้ขยับหนี
เพียงหันไปเก็บท่อนไม้ เหล็ก และถุงข้าวของที่กระจัดกระจายอยู่บนระเบียงเข้ามุมให้พ้นทาง แล้วจึงหมุนตัวกลับห้อง
ก่อนเข้าห้อง สือเหยียนกลับเรียกเขาไว้อีกครา
“อี้ซิน”
เขาหยุด
“พรุ่งนี้เช้าจ้าวคุนไม่มีวันปล่อยเื่นี้ผ่านไปง่าย” สือเหยียนกล่าว “มันคงมิได้ส่งแค่สุนัขสามตัวมาอีกแล้ว”
อี้ซินหันกลับ
ดวงตาเย็นสนิท
“ข้าก็หวังเช่นนั้น”
สือเหยียนชะงัก
แล้วจึงหัวเราะออกมาเต็มเสียงครั้งแรกนับแต่รู้จักกัน
“ดี!”
ภายในห้องพักเล็ก
อี้ซินปิดประตูลงช้า ๆ
ราตรีด้านนอกยังยาวไกล
แต่สำหรับเขา...คืนนี้ยังไม่จบ
เขาหยิบหินปราณของตนออกมาวางบนโต๊ะ มองมันภายใต้แสงจันทร์ที่ลอดหน้าต่างเข้ามา เนื้อหินใสสะอาด มีประกายพลังแฝงอยู่ภายในอย่างอ่อนโยนแต่มั่นคง
ของเช่นนี้...สำหรับศิษย์ใหม่ทั่วไปอาจเป็เพียงทรัพยากรหนึ่งก้อน
แต่สำหรับเขา มันคือเวลา
คือความรุดหน้า
คือระยะห่างระหว่างตนกับผู้ที่ตามล่าอยู่เื้ั
อี้ซินนั่งขัดสมาธิลงบนเตียง
วางหินปราณไว้บนฝ่ามือ
ลมหายใจเข้า
ลมหายใจออก
กระแสปราณในจุดตันเถียนเริ่มหมุน
ไม่ช้า พลังบริสุทธิ์ในหินปราณก็ค่อย ๆ ถูกดึงออกเป็สายบาง ไหลเข้าสู่ชีพจรใหม่ในร่างอย่างราบรื่น ยิ่งโคจร ความหนาแน่นของปราณยิ่งเพิ่มขึ้น เศษพลังหยาบที่เหลือจากการต่อสู้เมื่อครู่ค่อย ๆ ถูกกลืนกิน หลอมรวม และแปรเป็พลังของตนเองอย่างต่อเนื่อง
ลึกลงไปในอก
เสียงเต้นนั้นดังขึ้นอีก
ตึก...
ตึก...
และตามมาด้วยความอุ่นสายหนึ่งที่ไหลออกมาอย่างแ่บาง ช่วยกลืนสิ่งไม่บริสุทธิ์จากหินปราณเหมือนเช่นเคย
อี้ซินมิได้เสียเวลาใคร่ครวญ
เขาเพียงรับมัน
ใช้มัน
และเร่งโคจรต่อไป
คืนนี้ เขาทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว
เขายืนขึ้นต่อหน้าจ้าวคุน
ยืนขึ้นต่อหน้าศิษย์ใหม่ทั้งเรือน
และยืนขึ้นต่อหน้ากฎเงาที่ซ่อนอยู่ในเรือนสายศึก
เมื่อก้าวแรกได้ลงไปแล้ว
ก้าวถัดไปย่อมไม่อาจถอย
ดังนั้นเขาต้องแข็งขึ้น
เร็วขึ้น
เหนือกว่าที่ผู้คนคาดคิดให้มากขึ้น
จนกระทั่งจ้าวคุนมิกล้าส่งสุนัขมาอีก
และวันหนึ่ง...แม้แต่ตัวจ้าวคุนเองก็ต้องก้มหน้า
ห้องทั้งห้องเงียบงัน
มีเพียงเงาจันทร์ เงาเตียง และเงาร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งกำลังรุดหน้าอย่างเงียบ ๆ
เงียบ...แต่เร็ว
ลึก...แต่น่าหวาดหวั่น
ราวกับเมล็ดพันธุ์อสูรดาราที่ถูกฝังไว้ใต้ดินมืด
ยามนี้กำลังค่อย ๆ แตกราก
พร้อมจะผลิขึ้นมาทะลวงฟ้าในสักวัน