ตอนที่ 35 : เงื่อนไขที่หนึ่งสำเร็จ
“ซิลเวอร์!!” มินตะโกนเรียกชื่อเจ้าตูบขนเงินด้วยน้ำเสียงกังวล
กัดฟันกรอดอย่างโกรธแค้น ก่อนจะเริ่มออกตัววิ่งไปหาไชลด์ของตนทันทีโดยไม่ลืมที่จะกระหน่ำยิงกระสุนพลังงานไปยังพื้นดินซึ่งมีขาของโรชหลายตัวโผล่ออกมาจับซิลเวอร์เอาไว้
ชายหนุ่มง้างขาเตะไปที่เซิร์กลิ่งตัวหนึ่งที่วิ่งเข้ามาหาเขา รู้สึกรำคาญใจเป็นอย่างมากที่ไม่ว่าจะฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่สามารถกำจัดแมลงอวกาศเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปได้เสียที
“เอ๋ง”
เสียงร้องครางด้วยความเจ็บปวดของเจ้าหมาน้อยดังขึ้นพร้อมกับภาพของมันที่กำลังพยายามดิ้นไปมาเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากพันธนาการดังขึ้น เมื่อชายหนุ่มได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดนั้น มินจึงเร่งฝีเท้าของตนขึ้นให้เร็วขึ้นทันทีเนื่องจากกลัวว่าเจ้าซิลเวอร์จะโดนลากลงไปใต้ดินก่อนที่เขาจะสามารถช่วยมันได้
และถึงแม้ในตอนนี้ร่างกายของมันจะยังมีเปลวเพลิงปกคลุมอยู่จากการใช้ท่าเฟลมชาร์จ แต่เมื่อเจอกับเกราะอันสุดหนาของโรชแล้วก็ไม่อาจช่วยทำให้มันมีความได้เปรียบในการดิ้นรนให้หลุดจากพันธนาการเลยสักนิดเดียว
ปัง ปัง ปัง ปัง
เสียงปืนพลังงานซึ่งอยู่ในมือของชายหนุ่มดังขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ช่างไร้ประโยชน์เพราะไม่ว่ากระสุนของเขาจะสามารถเจาะทะลุผ่านเข้าไปในเกราะหนาของเหล่าโรชมากเพียงไหน ก็ไม่อาจหยุดมันให้ปล่อยเจ้าตูบขนเงินที่ถูกเกาะกุมได้เลย
และอีกเพียงไม่กี่สิบเมตรเท่านั้นที่เขาจะถึงตัวของอีกฝ่ายแต่ชายหนุ่มกลับต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจอย่างขีดสุด ก่อนที่สีหน้าของเขาจะแปลงเปลี่ยนเป็นโมโหโกรธแค้น เมื่อเขานั้นเห็นภาพของไชลด์ของตนถูกดึงลงไปยังใต้ดินพร้อมกับเหล่าโรชที่หายลงไปใต้ดินกับซิลเวอร์ด้วย
“โธ่เว้ย” อดไม่ได้ที่จะสบถออกมาอย่างหัวเสีย
อารมณ์พลุ่งพล่านราวกับมีเปลวเพลิงแห่งความเกรี้ยวกราดกำลังปะทุอยู่ภายใน มันกำลังแผ่ขยายและลามไปทั่วใจของเขา ชายหนุ่มมองไปยังเซิร์กลิ่งรอบด้านที่กำลังวิ่งเข้ามาล้อมตน พวกมันไม่ได้สนใจกับสายตาอาฆาตที่ถูกส่งมาจากศัตรูของมันเลยแม้แต่น้อย
นิ้วชี้จากมือทั้งสองข้างเตรียมพร้อมที่จะเหนี่ยวไกปืน เตรียมพร้อมกับการต่อสู้ที่ตนคิดว่าจะเป็นจุดชี้วัดว่าจะเป็นตัวเขาหรือเจ้าพวกเซิร์กลิ่งตรงหน้าที่เป็นฝ่ายชนะ ‘
ฉันจะล้างแค้นให้แกเองซิลเวอร์!’ ตะโกนร้องโห่เสียงดังในใจพร้อมกับยกปืนในมือทั้งสองกระบอกขึ้นมาและลั่นไกออกไปพร้อมกับหันปากกระบอกปืนไปรอบทิศทางหมุนไปตามเข็มนาฬิกา
ปัง
ปัง
ปัง
ปัง
ปัง
ปัง
ปัง
ปัง
เสียงปืนหลายนัดดังสนั่นติดกันราวกับว่าสิ่งที่ชายหนุ่มถืออยู่นั้นไม่ใช่ปืนสั้นแต่เป็นปืนกล และเมื่อเสียงของทุกสิ่งทุกอย่างหยุดลง พลันเสียงหอบหายใจอันหนักหน่วงก็ดังขึ้น
“เฮือก เฮือก เฮือก” ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มซึ่งตอนนี้มีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นไปทั่วร่างกายราวกับว่าเขาเพิ่งจะไปวิ่งก้าวคนละก้าวกับนักร้องนำวงร็อกในตำนานมา
โดยที่รอบกายของเขานั้นเต็มไปด้วยร่างของเหล่าเซิร์กลิ่งหลายสิบตัวในระยะยี่สิบเมตรที่บัดนี้พวกมันได้กลายเป็นชิ้นเนื้อไปเสียแล้ว และในตอนที่เขากำลังรีบสูดเอาออกซิเจนเข้าปอดอยู่นั้นเอง เสียงร้องแหลมก็พลันดังขึ้นรอบตัวของเขาโดยไม่รีรอให้ชายหนุ่มได้หยุดพัก
“ไม่หมดสักที” มินพูดเสียงอ่อย ก่อนจะหยุดขยับริมฝีปากชั่วครู่เพื่อหยุดพักหายใจพลางกล่าวกับตัวเองอย่างขำๆ ออกมาว่า “พลังเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ไม่ช้าเราต้องโดนแมลงบ้านี่รุมกินโต๊ะเหมือนกุ้งสดในร้านบุฟเฟต์แน่”
แต่หลังจากที่ชายหนุ่มพูดประโยคเมื่อสักครู่จบ เขาก็พลันเลิกคิ้วขึ้นเมื่อนึกถึงอะไรบางอย่างที่ผิดสังเกตขึ้นมาได้ บางอย่างที่เขาสมควรรู้ตัวตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วแต่เพราะตัวเองดันโมโหเกินไปจนลืมสังเกตไปและสิ่งนั้นก็คือ เขายังมีมานาสถิตอยู่ในตัว
หากใครสงสัยว่าการที่เขามียังพลังในตัว ณ ขณะนี้มันผิดปกติอย่างไร ก็คงต้องขอเตือนและย้ำอีกครั้งว่า วิชาที่มินเลือกเรียนนั้นก็คือเวทมนตร์อัญเชิญและเวทมนตร์อัญเชิญนั้นมีบางอย่างที่พิเศษกว่าเวทมนตร์สายอื่นๆ ก็คือ ซัมมอนเนอร์จะแชร์พลังกับมอนสเตอร์อัญเชิญของเขา
กล่าวคือ ในเมื่อมินยังมีมานาให้ใช้ยิงเหล่าเซิร์กลิ่งอยู่ ก็หมายความว่า…
“ซิลเวอร์ยังไม่ตาย!” ตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจอย่างลืมตัวว่าตนนั้นยังอยู่ในสนามรบโดยที่รอบข้างนั้นเต็มไปด้วยเหล่าแมลงอวกาศ
“รู้ตัวสักทีนะ นึกว่าจะเบื๊อกจนหน้ามืดตามัวไม่สนใจสิ่งรอบตัวซะแล้ว” เสียงหวานดังขึ้นภายในหัวของเขา
เมื่อมินได้ยินประโยคเหน็บแนมของอีกฝ่ายก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเนื่องจากไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่หญิงสาวต้องการจะสื่อกับประโยคเมื่อสักครู่
“เธอหมายความว่าไง” เขาถาม
“ก็ตามที่พูดไปนั่นแหละ ตอนนายเห็นซิลเวอร์โดนดึงไปฉันก็พอเข้าใจอยู่แหละว่าโมโหแต่ก็ไม่นึกว่านายจะลืมไปว่าพลังของนายกับซิลเวอร์นั้นซิงค์*กันอยู่”
มายตอบคำถามของเขาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนจะกล่าวประโยคต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ดูเหนื่อยหน่าย “ยังอ่อนหัดสุดๆ เลยนะนายน่ะ ทั้งความแข็งแกร่งทางพลังและจิตใจ”
“ชั่ววูบน่า ชั่ววูบ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นก่อนจะหัวเราะแห้งแหะๆ ออกมาเนื่องจากไม่สามารถเถียงอีกฝ่ายได้ ทำได้เพียงหาข้ออ้างว่ามันก็แค่อารมณ์ชั่ววูบเฉยๆ ที่ทำให้เขาขาดสติ
หลังจากนั้นเขาจึงถามหญิงสาวในสิ่งที่อยากรู้ที่สุดในตอนนี้ “แล้วฉันต้องทำยังไง ในเมื่อซิลเวอร์ยังไม่ตาย แสดงว่าก็ต้องอยู่ใต้ดิน จะให้ฉันดำดินลงไปเหรอ ฉันไม่ใช่เงาะป่าที่มีวิชาดำดินนะ”
เกิดความเงียบขึ้นหลังคำถาม มายไม่ได้ตอบเขากลับไปในทันที ผ่านไปครู่หนึ่งหยิงสาวถึงตอบคำถามของชายหนุ่ม “เรื่องของนายสิ หาทางให้ได้แล้วกัน”
มินถลึงตาออกมาทันทีเมื่อได้ยินประโยคอันไร้ซึ่งความรับผิดชอบของอีกฝ่าย อดไม่ได้ที่จะตะโกนเสียงแข็งกลับไป “เธอเป็นผู้ช่วยฉันนะ!”
แต่ถึงเสียงของเขาจะดังสักเพียงใด ก็ไม่มีทีท่าว่าจะได้รับการตอบกลับจากหญิงสาว สิ่งเดียวที่เขาได้ยินในตอนนี้คือเสียง ตู๊ดๆๆๆ ในหัวของเขาราวกับโดนตัดสายจากเธอ
“บ้าจริง! แล้วแบบนี้จะมีผู้ช่วยไว้ทำไม ต้องคอมเพลน!! มีพนักงานอู้ครับ!”
ก่นด่าออกมาอย่างช่วยไม่ได้ พลางเล็งปืนยิงไปที่เซิร์กลิ่งที่กำลังดาหน้าเข้ามาล้อมเขาไว้ แต่ทันใดนั้นเองที่ชายหนุ่มกำลังคิดไม่ตกถึงวิธีที่จะช่วยซิลเวอร์ขึ้นมาจากใต้ดิน พลันในหัวของเขา เสียงของซิสเตมก็ดังขึ้นราวกับเสียงสวรรค์ สายตาของมินลุกวาวทันทีเมื่อได้ยินประโยคที่เสียงหุ่นยนต์ได้กล่าวพร้อมกับโฮโลแกรมโปล่งใสที่เด้งขึ้นมาเบื้องหน้าเขา
[ของแสดงความยินดีกับยูสเซอร์]
[ท่านได้ทำมิชชันพิเศษ: ทำลายแลร์สำเร็จ]
[ไชลด์ของท่านได้รับความสามารถลับ]
[ปลดล็อกความสามารถลับ: Heated Coat (ฮีทเท็ดโค้ท)]
[Heated Coat]
รายละเอียด: ความสามารถที่จะทำให้ผู้ใช้รวบรวมและดูดซับความร้อนจากรอบกายเพื่อนำมาสะสมตามขนหนาได้ราวกับเสื้อโค้ท
[เนื่องจากไชลด์ของท่านได้รับความสามารถลับ: Heated Coat]
[ปลดล็อกสกิลลับ: Heater (ฮีทเตอร์)]
[สกิลลับ: Heater]
รายละเอียด: ท่าที่ผู้ใช้สามารถปล่อยพลังงานความร้อนซึ่งสะสมไว้ในขนจากความสามารถ Heated Coat ไปรอบตัวทุกทิศทาง สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างแก่ศัตรู
ประเภท: กายภาพ
หมายเหตุ: ความเสียหายของพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นจากสกิลนี้จะไม่สนพลังป้องกันของศัตรู
ข้อมูลรายละเอียดบรรทัดสุดท้ายนี่แหละที่ทำให้ชายหนุ่มตาลุกวาวกับประโยคที่เขียนว่า ไม่สนใจพลังป้องกันของศัตรู มันหมายความว่าอะไร มันหมายความว่าสกิลนี้สามารถสร้างความเสียหายโดยตรงผ่านเกราะหนาของโรชได้น่ะสิ
“หึหึ” เสียงทุ้มหัวเราะในลำคอออกมา
แม้ว่าจะมีช่วงที่เขาการคุยกับมายหรือจะตอนที่อ่านข้อมูลที่ซิสเตมส่งมาให้จากโฮโลแกรมเป็ ชายหนุ่มก็ไม่ได้หยุดการกระทำอย่างเช่นการยิงเซิร์กลิ่งที่พุ่งเข้าหาเขาอย่างไม่หยุดยั้ง แม้จะไม่ได้มีสมาธิเท่าที่ควรเนื่องจากทำสองอย่างพร้อมกัน ทั้งต่อสู้และอ่านข้อมูลแต่ก็ไม่มีเซิร์กลิ่งตัวไหนสามารถเข้าถึงตัวของมินได้
“น่าจะใช้ได้นะ ลองดูแล้วกัน”
กล่าวออกมากับตัวเองเมื่อนึกถึงเจ้าตูบขนเงินผู้น่าสงสารที่บัดนี้อยู่ใต้ดินกับเหล่าโรชซึ่งไม่รู้ว่าป่านนี้มันจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร ถึงแม้เขาจะรู้ก็เถอะว่าที่แน่ๆ มันยังไม่ตาย
หลังจากกล่าวจบประโยค ชายหนุ่มพลันรีบวิ่งไปยังหลุมที่ไชลด์ของตนโดนลากลงไปใต้ดินทันที ก่อนจะตะโกนเสียงดังลงไปยังหลุมดังกล่าว
“ซิลเวอร์! ใช้ฮีทเตอร์”
สิ้นคำสั่งของมิน พลันเสี้ยววินาทีหลังจากนั้น ลมร้อนก็พลันพัดออกมาจากหลุมลึก แม้จะไม่ได้รู้สึกว่ามันร้อนแต่อย่างใดเพราะว่าการโจมตีของไชลด์ไม่สามารถทำอันตรายแก่ลอร์ดได้ แต่ชายหนุ่มก็รู้ดีว่าถ้าหากศัตรูโดนลมร้อนนี้เข้าไป พวกมันจะต้องกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแน่นอน
และก็เป็นดั่งที่เขาได้คาดการณ์ไว้ เสียงกรีดร้องแหลมดังออกมาจากรูใต้ดินที่ดำมืดพร้อมกับร่างของเหล่าโรชที่คืบคลานออกมาอย่างรวดเร็ว
โดยที่ในตอนนี้นั้นมันไม่ได้มีรูปร่างเช่นดังเดิมแล้ว เกราะหนาของมันหลุดออกจากร่างกาย เหลือเพียงเปลือกที่ดูนุ่มนิ่มที่เปื่อยและผุผองเนื่องจากโดนความร้อนสูงจากท่าฮีทเตอร์ของซิลเวอร์
ทำให้เผยให้เห็นถึงร่างที่แท้จริงของมัน หน้าตาที่เหมือนกับแมลงที่มินคุ้นเคยเป็นอย่างดีและคนทั่วโลกก็คงคุ้นเคยกับมันเฉกเช่นเดียวกับเขา เพราะไอ้เจ้าโรชที่ไม่มีเกราะนั้นมันมีหน้าตาเหมือนกับแมลงสาบอย่างไรอย่างนั้นเลย
มินหันปากกระบอกปืนพลังงานทั้งสองของเขาไปที่หลุมลึกทันทีก่อนจะลั่นไกอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งเมื่อชายหนุ่มเห็นร่างของโรชที่เผยออกมาจากรูดังกล่าว กระสุนพลังงานก็พลันพุ่งเข้าไปมันอย่างรวดเร็ว…สามนัด สี่นัด สิบนัด จนกระทั่งนัดสุดท้าย
และหลังจากนั้นประมาณครึ่งชั่วโมง ท่ามกลางรังของเซิร์ก ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ไปทั่วบริเวณ ท่ามกลางซากศพของเซิร์กลิ่งจำนวนมากที่นอนกองอยู่บนเมือกสีดำ ซากของโรชที่นอนกองอยู่ปากทางฌโพรงใต้ดิน ชายหนุ่มยืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วงและรวยริน
เขาทรุดตัวลงคลุกเข่าข้างหนึ่งและเอามือยันพื้นไว้ไม่ให้ตัวเองล้มลง อาการเหนื่อยล้าราวกับตนได้กลับไปเป็นมนุษย์ปกติธรรมดาที่ไม่ได้รู้สึกมาหลายวันปรากฏขึ้น
“พลังจะหมดแล้วแฮะ”
กล่าวกับตัวเองเสียงแผ่วก่อนจะมองไปที่ซิลเวอร์ที่เดินออกมาจากหลุมลึกโดยมีสภาพไม่ต่างกับเขาเท่าไหร่ สะบักสะบอมและขนบางส่วนบนตัวของมันหลุดลุ่ยราวกับเป็นหมาขี้เรื้อน มันเดินมาหาชายหนุ่มอย่างช้าๆ ด้วยขากะเผลกในท่าทางน่าสมเพช
อดไม่ได้ที่มองกลับมามองที่ตัวเองพลางคิดในใจว่าพวกเขาทั้งสองก็มีสภาพน่าสมเพชไม่ต่างกัน
“ซิสเตม”
เอ่ยออกมาด้วยเสียงอันเบาหวิวโดยที่ต่อให้มีใครบางคนอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่อาจได้ยิน และแม้จะเรียกอีกฝ่ายเฉยๆ โดยไม่ได้พูดอะไรต่อแต่ดูเหมือนว่าซิสเตมจะเข้าใจจุดประสงค์ที่ชายหนุ่มขานเรียก
มันไม่ได้ตอบอะไรกับเขา เพียงแค่โชว์โฮโลแกรมให้กับมินดู เพื่อให้เขาเห็นข้อมูลที่ชายหนุ่มต้องการ
[ความเสียหายต่อรังของเซิร์ก: ยูสเซอร์ – 45% | เรนะ – 15%]
เลิกคิ้วขึ้นทันทีเมื่อได้เห็นข้อมูลบนโฮโลแกรมโปร่งใส อดแปลกใจไม่ได้เมื่อเห็นค่าความเสียหายที่ตนไม่ได้สร้างขึ้นมา “ตอนไหน” ถามคำถามกับตัวเองแต่ก็รู้ดีว่ายังไงก็ต้องไม่ได้คำถาม จึงคิดว่าไว้มีโอกาสค่อยถามอีกฝ่ายก็ได้
“ซิสเตม ทำไงให้ได้อีกหกเปอร์เซ็นต์ง่ายๆ ใบ้หน่อยเหอะ จะไม่ไหวแล้ว” ลองอ้อนวอนดูแม้ไม่แน่ใจว่าจะไอ้เจ้าเสียงในหัวของเขาจะช่วยไหม
[ไปที่แฮตเชอรี่และให้ซิลเวอร์ใช้ฮีทเตอร์]
สีหน้าประหลาดใจแสดงขึ้นบนใบหน้าของมิน ไม่คิดไม่ฝันว่าซิสเตมผู้ขี้งกและใจดำจะช่วยเขาหลังจากลองข้อรองดู
ไม่พูดพร่ำทำเพลง ชายหนุ่มอุ้มไชลด์ของตนที่บัดนี้ก็ตายแหล่มิตายแหล่อยู่แล้วขึ้นมาไว้ในอ้อมกอด ก่อนจะก้าวเดินไปยังทิศทางของแฮตเชอรี่ที่อยู่ไม่ใกล้จากจุดที่เขาอยู่ทันที
และเมื่อใกล้ถึงตึกรูปทรงประหลาด เขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้า “เชี้ย!” อุทานออกมาหลังจากเห็นภาพดังกล่าว ภาพของรังไหมสีดำซึ่งมีแสงไฟสีฟ้ากะพริบออกมา ไม่ใช่หนึ่งไม่ใช่สองไม่ใช่สิบแต่มีจำนวนเป็นหลายร้อย
อดกลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างลืมตัว พลางถอนหายใจอย่างโล่งอกและคิดในใจกับตัวเองว่า ‘ดีนะที่ยังไม่ฟัก’ แม้จะตกใจกับภาพของรังไหมจำนวนมหาศาลแต่มินก็ยังคงก้าวเดินไปข้างหน้า ไปยังแฮตเชอรี่อย่างรวดเร็วด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่
“อีกนิดเดียว” ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับวางซิลเวอร์ลงกับพื้นพลางลูบหัวมันอย่างอ่อนโยน
“ซิลเวอร์ ใช้ฮีทเตอร์” สั่งออกไปอย่างหนักแน่นแม้เรี่ยวแรงที่จะขยับริมฝีปากแทบจะไม่เหลือ
ส่วนเจ้าตูบขนเงินที่ได้ยินคำสั่งจากเจ้านายของมันก็เห่าออกมาเบาๆ อย่างรู้งานก่อนที่มันจะใช้ท่าดังกล่าว ขนสีเงินที่เหลืออยู่ตัวของเจ้าหมาตัวน้อยค่อยๆ พลิ้วไหวพร้อมกับลมร้อนที่แผ่ขยายออกมาจากตัวมันและทันใดนั้นเอง เหล่ารังไหมที่อยู่รอบๆ ก็พลันเริ่มละลายและเริ่มมีเปลวเพลิงลุกไหม้
ที่ใกล้กันนั้น แฮตเชอรี่ที่รังไหมดังกล่าวถูกวางล้อมไว้ก็เริ่มละลายตามสิ่งรอบข้างไปเช่นกันและก็ไม่ต้องให้มินได้รอนาน สิ่งต่างๆ ในรัศมียี่สิบเมตรก็ได้ละลายเหลือทิ้งไว้แค่ผงของขี้เถ้าสีเทาพร้อมกับเสียงหุ่นยนต์ที่ดังขึ้นในหัวของเขา
[ขอแสดงความยินดีกับยูสเซอร์]
[ท่านได้ทำเงื่อนไขที่หนึ่งของมิชชันพิเศษ: เลื่อนระดับดันเจี้ยนสตูดิโอได้สำเร็จ]
[ได้รับโดรน 32 ตัว]
[ได้รับเซิร์กลิ่ง 439 ตัว]
[ได้รับเบเนลิ่ง 195 ตัว]
[ได้รับโอเวอร์ลอร์ด 1 ตัว]
[ได้รับโรช 23 ตัว]
[ได้รับแฮตเชอรี่ 1 ea]
[ปลดล็อกฟังก์ชันดันเจี้ยนเฟสติวัล]
“เสร็จสักที” เอ่ยขึ้นหลังจากที่ได้ยินเสียงของซิสเตมประกาศรางวัลที่ตนได้รับหลังจากทำเงื่อนไขของมิชชันได้สำเร็จ
รอยยิ้มอ่อนๆ ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของชายหนุ่มก่อนที่ร่างกายของเขาจะค่อยๆ ทิ้งตัวลงพร้อมกับสติที่ดับวูบไป
และในขณะที่ร่างกายของเขาจะล้มลงไปกองกับพื้นนั้น พลันก็มีอ้อมแขนของใครบางคนมารับเขาไว้ ก่อนที่เธอจะเอาร่างของเขาพาดบ่าเล็กๆ ของเธอ
“สภาพอย่างกับซากศพ” อดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมชายหนุ่มที่อยู่บนบ่าของเธอแม้เจ้าตัวจะไม่ได้มีสติก็ตาม
“ฮ่าฮ่า” เรนะที่โผล่มายืนของเธอหัวเราะออกมา
มายมองไปที่ซิลเวอร์ซึ่งนอนกองอยู่กับพื้นราวกับซากศพเช่นกัน ก่อนที่เธอจะผายมือไปกลางอากาศพร้อมกับร่างของเจ้าตูบขนเงินที่จางหายไปจากจุดนั้น
“ฝากจัดการทีเรนะ ข้าขอไปก่- อ๊ะเดี๋ยวสิ” เสียงหวานหันไปพูดกับอีกคน
แต่ก่อนจะกล่าวลา ตนก็อุทานออกมาเมื่อนึกถึงบางสิ่งขึ้นได้ ก่อนจะหันมองผ่านเลยไปยังจุดที่แฮตเชอรี่ละลาย เผยให้เห็นถึงแท่งผลึกคริสตัลสีฟ้างดงามมากมายอยู่ไม่ไกลกัน หญิงสาวยิ้มหวานขึ้นทันทีที่เห็นภาพดังกล่าว พลางผายมือออกไปอีกครั้งพร้อมกับที่แท่งคริสตัลเหล่านั้นจะหายไป
“ดูเหมือนว่าท่านจะไม่แบ่งสิ่งนี้กับเขานะคะ” เรนะกล่าวด้วยน้ำเสียงกวนๆ หลังจากที่มองไปยังใบหน้าของหญิงสาวเบื้องหน้าของเธอ
“ถ้าเจ้านี่ยังยืนไหวข้าก็จะแบ่งอยู่หรอก ของดีๆ น่ะถ้าไม่มีกำลังพอก็อย่าได้หวังที่จะได้รับ ฮ่าฮ่าฮ่า” หญิงสาวในชุดวันพีชสีขาวกล่าว เธอยักไหล่และหัวเราะออกมาอย่างสะใจ
“ข้าไปล่ะ ฝากจัดการที่เหลือด้วย” หันไปบอกหญิงสาวนัยน์ตาสีครามก่อนที่ร่างของเธอและชายหนุ่มจะเลือนหายไปในเสี้ยววินาทีต่อมา
และเมื่อสถานที่แห่งนี้เหลือเพียงแค่เธอ เรนะแค่เพียงผู้เดียว หญิงสาวนัยน์ตาสีฟ้าครามก็พลันเงยหน้ามองขึ้นฟ้า
แม้จะมีขนาดที่ใหญ่พอๆ กันแต่เพราะว่าเรล์มแห่งนี้ไม่ได้มีระดับเทียบเท่ากับเรล์มของออตเทอร์สตูดิโอ ทำให้บนฟากฟ้าของเรล์มแห่งนี้ ไม่ได้มีหมู่ดาวหรือดวงจันทร์เฉกเช่นในดันเจี้ยนที่เธออยู่ มีเพียงความมืดมิดเท่านั้น
“ไดอาน่า” เธอขานชื่อของใครบางคน
สิ้นคำขาน พลันบนฟากฟ้าที่มืดมิดก็ปรากฏแสงสีทองสว่างสุกสกาว มันมีขนาดใหญ่ประมาณสามสิบเมตร มันลอยอยู่จุดสูงสุดขอบของเรล์ม
ไม่ใช่แค่เพียงสิ่งนั้นที่ส่องแสงสีทองออกมาเท่านั้น เพราะเมื่อมันปรากฏตัวออกมา พลันท้องฟ้าก็มีออโรราสีทองปรากฏขึ้นเช่นกันซึ่งทำให้ทั่วบริเวณทั้งหมดของเรล์มแปลงเปลี่ยนเป็นสีทอง แม้แต่ท้องฟ้าสีดำก็ส่องสว่างไปด้วยแสงสีทองเช่นกัน
แต่สิ่งที่น่าตกใจไม่ใช่เพียงแค่แสงสีทองนั้นอย่างเดียว เพราะในเสี้ยววินาทีต่อมา พลันปีกสีทองคู่หนึ่งก็ค่อยๆ กางออก ปีกคู่นั้นมีความยาวที่น่าตกใจ เมื่อมันกางออกจุดสุดแล้ว ปีกแต่ละข้างมีความยาวถึงห้าสิบเมตร
แม้จะไม่ได้เห็นร่างที่แท้จริงของเจ้าของปีกสีทองคู่งามเพราะว่าแสงที่สว่างเกินกว่าจะสามารถมองเห็นได้แต่ถ้าหากใครได้เห็นภาพเบื้องหน้าของเรนะในตอนนี้แล้วล่ะก็ พวกเขาก็อดนึกไม่ได้ว่ากำลังมีเทพตนใดกำลังแสดงอิทธิฤทธิ์ให้พวกเขาดูอยู่
นัยน์ตาสีฟ้าครามและเรือนผมสีดำของเรนะแปลงเปลี่ยนและส่องสว่างเป็นสีทอง เธอค่อยๆ ลอยตัวขึ้นไปในอากาศ ออกห่างจากรังของเซิร์กไปหลายกิโลเมตร
เมื่อออกจากจุดนั้นมาไกลแล้ว หญิงสาวก็พลันขยับริมฝีปากพูดบางอย่างออกมาอย่างแผ่วเบา พร้อมกับที่แสงสีทองบนฝากฟ้าเหนือรังเซิร์กนั้นจะยิงบีมขนาดใหญ่ที่มีสีเช่นเดียวกันลงไปยังพื้นดินเบื้องล่าง ทำลายล้างรังของเซิร์กจนไม่มีชิ้นดี
ก่อนที่ร่างของเธอและแสงสีทองดังกล่าวจะเลือนหายไป เรล์มกลับมามืดมิดอีกครั้งราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นั้นเป็นเพียงภาพลวงตา
หมายเหตุ: ซิงค์ ตรงนี้ย่อมาจาก ซิงโครไนซ์ (Synchronize) ที่แปลว่า เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน,ทำให้เป็นจังหวะเดียวกัน,ทำให้สอดคล้องกัน,ทำให้พร้อมกัน,ทำให้คล้องจองกัน (คำแปลจากเว็บดิกชันนารี่ longdo.com) ค่ะ
______________________
อ่านนิยายล่วงหน้าได้ที่ : https://writer.dek-d.com/DungeonCreator/writer/view.php?id=2050019