หลังทานอาหารนอกบ้านเสร็จอัศดินทร์ขับรถมาส่งนับนทีที่บ้านและอาสาอ่านหนังสือนิทานภาษาอังกฤษให้เด็กหญิงตัวน้อยฟังอย่างเช่นทุกวันนับนทีขอตัวไปอาบน้ำโดยปล่อยให้ทั้งสองได้อยู่ด้วยกันลำพังทว่าพอกลับมาที่ห้องลูกอีกครั้งก็พบว่าอัศดินทร์กอดลูกหลับไปเสียแล้ว นับนทีละล้าละลังว่าจะเดินเข้าไปปลุกดีหรือจะให้นอนไปทั้งอย่างนั้นอยู่สักพักจนในที่สุดก็ตัดสินใจปล่อยให้ทั้งสองได้นอนกอดกันต่อเดินเข้าไปห่มผ้าให้แล้วเบนปลายเท้าไปกดปิดสวิทช์ไฟก่อนออกจากห้องกลับไปยังห้องนอนตัวเองเพื่อล้มตัวลงนอนทั้งอมยิ้มที่มุมปาก
ตีห้าเป็่เวลาที่นับนทีตื่นเป็ประจำราวตีห้าครึ่งก็เสร็จกิจวัตรประจำวันเพื่อเดินลงไปด้านล่างช่วยคุณป้าเตรียมอาหารหรือหากท่านไล่ไม่ให้ช่วยก็จะออกไปรดน้ำต้นไม้ด้านนอกหรือทำความสะอาดรอบๆบ้านตรวจตราดูว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นรอบๆบ้านหรือไม่อย่างที่ทำเป็ประจำ อย่างเช่นวันนี้ที่นับนทีเยี่ยมหน้าเข้าไปในครัวก็โดนคุณป้าเอ่ยปากไล่
“ไม่ต้องมาช่วยหรอกลูกป้าทำข้าวต้มกุ้งง่ายๆ เดี๋ยวก็เสร็จ”
“งั้นนับออกไปรดน้ำต้นไม้นะครับ”
“จ้ะว่าแต่รถใครเหรอลูกที่จอดอยู่หน้าบ้านน่ะ” คุณป้ายังคงหูตาไวเสมอ
“รถอัศน่ะครับเมื่อคืนผล็อยหลับไปตอนเล่านิทานให้ของขวัญฟังนับเห็นดึกแล้วก็เลยไม่อยากปลุกให้กลับไปทั้งง่วง กลัวเป็อันตราย”นับนทีอ้อมแอ้มตอบดีที่คุณป้าง่วนอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบทำอาหรเช้าจึงไม่ได้สังเกตเห็นท่าทางที่เต็มไปด้วยความเก้อเขินของนับนที
“ดีแล้วล่ะลูกได้ข่าวว่าทำงานหนักด้วยไม่ใช่เหรอ่นี้ ให้ขับรถทั้งง่วงๆอันตรายแย่”คุณป้าพยักหน้าเห็นด้วยขณะเดินกลับเอากุ้งไปล้างนับนทีจึงได้โอกาสขอตัวเดินออกไปด้านนอก
รถอัศดินทร์จอดเปียกน้ำหมอกเด่นเป็สง่าอยู่หน้าบ้านนับนทีเดินไปตรวจตราดูว่ามีอะไรผิดปกติไหมก่อนจะเดินไปหยิบสายยางมารดน้ำต้นไม้อากาศเช้าตรู่อุณหภูมิลดต่ำเล็กน้อยแต่กระนั้นก็เต็มไปด้วยความสดชื่นนับนทีร้องเพลงคลอเบาๆขณะที่ใช้สายยางฉีดน้ำใส่ต้นไม้กลิ่นหอมของดอกไม้ทำให้อารมณ์ดีมากยิ่งขึ้น
เสียงเปิดหน้าต่างดังมาจากห้องนอนของลูกสาวนับนทีเงยหน้ามองก็พบว่าอัศดินทร์ในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงกำลังท้าวแขนกับขอบหน้าต่างมองลงมายิ้มๆและเอ่ยทักทายก่อนทันทีที่นับนทีเงยหน้าขึ้นไปมอง
“ตื่นนานแล้วเหรอครับขอโทษด้วยที่มาแย่งที่นอนตัวเล็ก ผมหลับไม่รู้เื่เลย”
“พี่เพิ่งตื่นสักพักนี่เองถ้าอัศยังง่วงก็นอนต่อได้นะ ไม่ต้องรีบตื่นหรอก ยัยหนูเองก็คงอีกสักพักถึงจะตื่น”
“ไม่เป็ไรครับผมลงไปกินกาแฟดีกว่า”
“เดี๋ยวพี่ไปชงให้”นับนทีจะวางสายยางหากแต่อัศดินทร์รีบเอ่ยห้ามไว้
“ไม่เป็ไรๆพี่ทำธุระต่อเถอะ เดี๋ยวผมลงไปชงเอง”
นับนทีมองจนอัศดินทร์หายออกไปจากช่องบานหน้าต่างที่ถูกดึงปิดเช่นเดิมรอสักพักจึงเห็นร่างของอัศดินทร์เดินลงมาถึงชั้นล่างและหายเข้าไปในครัวก่อนจะกลับออกมาพร้อมถ้วยกาแฟขึ้นควันหอมกรุ่นเดินมาหยุดยืนที่สนามหน้าบ้านใกล้ๆนับนที
“เอากาแฟมั้ยครับผมจะไปชงให้”
“พี่ไม่ดื่มั้แ่ท้องของขวัญแล้วล่ะ”นับนทีปฏิเสธ มองผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็ทรงของอัศดินทร์พร้อมเสื้อผ้ายับยู่ก็ให้นึกเอ็นดูจึงหัวเราะออกมาน้อยๆอัศดินทร์ที่กำลังจะยกกาแฟขึ้นดื่มจึงชะงักและเอียงหน้ายิ้มๆเป็เชิงถามนับนที
“สภาพผมตลกมากเหรอครับ”
“เปล่าแค่รู้สึกว่าอัศไม่เหมือนผู้บริหารเลยสักนิดเหมือนเด็กมัธยมปลายเมื่อหลายปีก่อนไม่มีผิด ยิ่งตัดผมสั้นแบบนี้ยิ่งเหมือน”
อัศดินทร์ยิ้มน้อยๆขณะที่ยกกาแฟขึ้นดื่มแล้วเดินไปดูรถตัวเองที่จอดตากน้ำหมอกไว้ทั้งคืนก่อนจะเดินกลับมายืนดื่มกาแฟข้างๆนับนทีที่หยิบกรรไกรมาตัดแต่งต้นไม้ที่เริ่มจะแตกกิ่งก้านรก
“ผมทำให้มั้ย”อัศดินทร์อาสา
“ไม่เป็ไรดื่มกาแฟของนายไปเถอะ”
“ให้ผมทำให้เถอะพี่เจ็บมือแย่”
“ไม่เป็ไรน่าพี่ทำเองมาตั้งนานแล้ว ถ้าทำอะไรเองไม่ได้เลยจะดูแลลูกได้ไงอัศอย่ามาทำให้พี่นิสัยเสียไปหน่อยเลย”
“ไม่อยากให้มือพี่เจ็บไม่อยากให้มือนุ่มๆหยาบด้วย”
“เดี๋ยวนี้ไม่นุ่มแล้วหยาบมานานแล้วเถอะ” นับนทีเอ่ยพร้อมหัวเราะเบาๆ ั้แ่ที่มีลูกและต้องทำอะไรด้วยตัวเองคนเดียวนับนทีก็ไม่เคยสนใจว่ามือนุ่มๆของตัวเองจะเป็ยังไงบ้างจนตอนนี้มันได้หยาบกระด้างอย่างสมบูรณ์แบบแล้วหากแต่นับนทีกลับรู้สึกภูมิใจกับมันเพราะเป็สัญลักษณ์ของการเพียรพยายามด้วยตัวเองมาอย่างเข้มแข็ง
นับนทีทำงานในมือพร้อมกับคุยกับอัศดินทร์ไปเรื่อยเปื่อยจนเมื่อล่วงไปเกือบครึ่งชั่วโมงคนตัวเล็กๆคนหนึ่งก็เดินกอดตุ๊กตามาหยุดยืนที่หน้าบันไดบ้านพร้อมเอ่ยเรียกเสียงงัวเงีย
“คุณแม่”
“ตื่นแล้วเหรอคะคนเก่ง”นับนทีวางมือจากงานหันไปทักทายคนตัวเล็กที่ยืนทำหน้าง่วงอยู่ตรงที่เดิมอัศดินทร์ขยับเอาแก้วกาแฟไปวางแล้วเดินไปช้อนอุ้มแกเดินลงมาหานับนทีแกกอดตุ๊กตาแน่นขณะที่ซบหน้าลงกับอกของอัศดินทร์เพราะยังง่วงงุน
นับนทียิ้มบางเมื่อมองอัศดินทร์อุ้มแกเข้ามาใกล้คนสองคนที่หน้าตาละม้ายกันเป็อย่างมากเวลาอยู่ใกล้กันก็ยิ่งทำให้นับนทีหัวใจเต้นแรงก่อนจะต้องละหน้ากลับไปที่งานตรงหน้าต่อเมื่ออัศดินทร์ประทับจูบอ่อนโยนลงขมับเล็กของแกหัวใจของนับนทีสั่นไหวจนแม้แต่มือที่ถือกรรไกรนั้นก็ยังสั่น
“ดอกไม้”เด็กหญิงตัวน้อยชี้มือไปยังแปลงกุหลาบ
“ดอกกุหลาบค่ะ”อัศดินทร์สอนแก
“ดอกกุหลาบ”แกเอ่ยเรียกตามก่อนจะโน้มตัวลงไปหาดอกไม้จนอัศดินทร์ต้องรีบอุ้มเข้าไปใกล้ต้นกุหลาบเพราะกลัวแกหลุดจากอ้อมแขน
“อย่าเอามือไปจับก้านค่ะเดี๋ยวหนามตำมือหนู” อัศดินทร์บอกแกอ่อนโยนขณะที่เดินถอยหลังออกมาไม่ให้มือแกโดนก้านกุหลาบ
“หนูอยากได้สีแดงสีแดงเหมือนที่ลุงธีร์ซื้อมาให้คุณแม่”
ทันทีที่ลูกสาวเอ่ยจบนับนทีก็ถูกสายตาแผดเผาหันมาอาฆาตในทันทีอัศดินทร์เคี้ยวฟันและยักคิ้วยียวนใส่อย่างเอาเื่
นับนทีมองพร้อมอมยิ้มขำก่อนจะเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ“พี่ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ ยัยหนูแกพูดของแกเอง”
“ใครบอกไม่ทำก็พี่รับดอกไม้นั่นมาไง เห็นไหมของขวัญแกจำแม่นเลย” อัศดินทร์ตอบเสียงยียวน
“ก็รับตามมารยาท”นับนทีตอบทั้งยังขำน้อยๆ
“งั้นสัญญาก่อนว่าจะไม่รับอะไรจากนายธีร์นั่นอีก”อัศดินทร์ยื่นนิ้วก้อยมาตรงหน้าพร้อมสีหน้ากดดัน นับนทีเงยหน้ามองอย่างขำๆ “เร็วอย่าเอาแต่ขำ”
“ทำไมพี่ต้องสัญญาด้วย”นับนทีถาม ทำสีหน้ายั่วอารมณ์เล็กน้อย
อัศดินทร์หันหน้าหนีพร้อมคิ้วที่ยังขมวดฉับก่อนจะหันกลับมาพูดเสียงยียวนพร้อมสีหน้าไม่สบอารมณ์“เพราะผมไม่อนุญาตให้พี่รับไงเล่า”
“ฮ่าๆๆที่พี่บอกว่าทรงผมอัศเหมือนเด็กมัธยม ที่จริงแล้วนิสัยก็เอาแต่ใจเหมือนเด็กด้วยนะ”
“แล้วอยากรู้มั้ยว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง”อัศดินทร์เดินอาดๆเข้าหานับนทีที่ถอยหลังกรูดโดยมีลูกสาวตัวน้อยหัวเราะคิกคักอยู่ในอ้อมแขนอัศดินทร์เพราะเห็นว่าแม่กับน้าอัศกำลังหยอกเย้ากันทั้งที่ความจริงคือเสือที่กำลังจ้องเหยื่ออย่างเอาเื่ต่างหาก
“มะ…ไม่กลัวหรอก”นับนทีเชิดหน้าบอกหากแต่ขากลับกำลังถอยกรูดหนีไม่หยุด
“งั้นก็อย่าถอยหนีสิครับ”
“ไม่ได้หนีพี่แค่จะมาตัดตรงนี้”
“ตรงนั้นตัดไปแล้วนี่”
“งั้นวันนี้พอแค่นี้จะเข้าบ้านแล้ว” นับนทีทำท่าเลี่ยงจะเดินเข้าบ้าน อัศดินทร์เดินอุ้มลูกตามมาขวางยกมือขึ้นมาจับปลายคางนับนทีโดยไม่ให้ตั้งตัวก่อนจะเอ่ยเสียงมันเขี้ยวอย่างเห็นได้ชัด
“อย่าท้าเด็กเพราะเด็กทำอะไรได้มากกว่าที่คนแก่คิดนะครับ”
“อื้อปล่อยเลยนะ”
“รับปากมาก่อนว่าจะไม่รับอะไรจากนายธีร์นั่น”
“อัศพี่จะเสียมารยาทได้ยังไงเล่า ยังไงเค้าก็เป็ลูกค้า” นับนทีบอกเสียงอ่อน
“งั้นก็บอกไปว่ารับไม่ได้เพราะมีคนไม่อยากให้รับ”
“ใคร”
“ผมไง”
“แล้วคุณธีร์เค้าคงถามมาอีกว่าอัศเป็ใครทำไมไม่ให้พี่รับของฝากจากเค้า”
“ก็ตอบไปว่า…”
อัศดินทร์เหมือนจะโพล่งอะไรออกมาแต่ทว่าก็ปิดปากลงในวินาทีต่อมาหันข้างหนีอยู่ชั่วครู่ก่อนหันมาเอ่ยประโยคหนึ่ง
“บอกว่าน้องคนสนิทหวงไม่อยากให้รับของจากใคร”
นับนทีอมยิ้มก่อนจะจิ้มนิ้วลงไปบนหน้าอกของอัศดินทร์โดยมีลูกสาวตามมาจิ้มนิ้วลงบนอกตามด้วยจนอัศดินทร์หลุดหัวเราะออกมาและรวบมือเล็กๆนั้นไปจูบอย่างแสนรัก
“เอาแต่ใจที่หนึ่งเลยนายนี่”
“แล้วว่าไงพี่จะยอมทำตามมั้ยล่ะ”
“โธ่อัศ มันหมายถึงมารยาทนะ”
“ก็ได้พี่จะเอาแบบนี้ใช่ไหม ได้เลยได้” คนเอาแต่ใจหันหลังให้นับนทีทั้งหน้าบูดอุ้มลูกเดินดุ่มเข้าไปในบ้าน นับนทีมองตามและขำจนไหล่สั่นกระนั้นก็รีบวางกรรไกรลงแล้วเดินตามเข้าไปด้านในที่โต๊ะอาหารคุณป้าจัดถ้วยข้าวต้มหอมกรุ่นมาวางประจำที่ของทุกคนแล้วยัยหนูถูกพ่อวางลงประจำที่นั่งของแกในขณะที่คนพ่อหายเข้าไปล้างมือข้างในบ้านนับนทีตามเข้าไปในครัวด้วยขณะที่กำลังเดินสวนกันออกมาด้านนอกก็ไม่วายหน้าบูดนับนทีดึงแขนคนแสนงอนไว้และโดยไม่ทันตั้งตัวอัศดินทร์หันกลับมาโดยไวและดันตัวนับนทีให้แผ่นหลังแนบชิดไปกับผนังห้องครัวแล้วใช้สองแขนกักตัวนับนทีไว้
“มาขังพี่ไว้ทำไมเล่า”นับนทีโวยวายแกมหัวเราะ
“ตอบมาถ้าไม่พอใจก็ไม่ปล่อยหรอก จะยืนจ้องตากันแบบนี้ไปทั้งวันเลยก็ได้”
“อัศไม่เอาน่า คุณป้ากับของขวัญรอทานข้าวอยู่นะ เลิกเล่นเป็เด็กได้แล้ว”นับนทียกมือขึ้นดันอกกว้างของคนที่ยืนใช้สองแขนกักกั้นหากแต่นอกจากไม่ขยับยังปักหลักยืนขวางเป็ั์ปักหลั่นโดยไม่ไหวติงแม้ส่วนสูงจะห่างกันไม่มากแต่นับนทีรู้ว่าอัศดินทร์แข็งแรงกว่ามาก
“คำก็เด็กสองคำก็เด็กเดี๋ยวจะได้เจอฤทธิ์เด็ก” นับนทีโดนคาดโทษนอกจากนั้นคนคาดโทษยังหันไปร้องบอกคนด้านนอก “คุณป้ากับตัวเล็กทานก่อนได้เลยนะครับพี่นับกับผมกำลังช่วยกันชงกาแฟ”
“คนโกหก”นับนทีย่นจมูกใส่ขณะจิ้มนิ้วลงบนอกอัศดินทร์อีกครั้ง
"อย่าเฉไฉ บอกมาว่าพี่รับปากเื่ที่ผมขอ”
“อัศ”นับนทีทำเสียงอ้อน
“ไม่ต้องมาทำเสียงออดอ้อนผมไม่ใจอ่อนหรอก” แต่อัศดินทร์รู้ทัน
“จะบังคับกันให้ได้เลยใช่มั้ย”
“ไม่ได้บังคับแต่ถ้าพี่ไม่ยอมรับเราก็ยืนจ้องกันแบบนี้นั่นแหละ”
“ก็นี่แหละเรียกบังคับ!”
“พี่จะนิยามว่าไงก็แล้วแต่พี่แต่สำหรับผมคือไม่ได้บังคับ”
นับนทีกลั้นหัวเราะไม่ไหวจนต้องขำออกมาในที่สุดอัศดินทร์ที่ทำหน้านิ่งแต่แสนยียวนแบบนี้เป็สิ่งใหม่ที่นับนทีไม่เคยเห็นมาก่อนแต่ก่อนอัศดินทร์มีเพียงลูกอ้อนที่ใช้กับนับนทีหากทว่าเวลาที่ผ่านการเติบโตที่มากขึ้นได้เพิ่มความแข็งกร้าวเข้ามาด้วยอีกบุคลิกหนึ่งเมื่อทำหน้านิ่งสีหน้าจริงจังแบบนี้จึงไม่มีคราบของเด็กน้อยเลยสักนิดจนอดที่จะเกรงขึ้นมาไม่ได้
“โอเคๆพี่ยอม” นับนทีรับข้อเสนอในที่สุด
“ยอมอะไรพูดให้ชัด”
“ก็จะไม่รับของจากคุณธีร์”
“และถ้าผิดข้อเสนอจะต้องโดนทำโทษ”
“เอ๊ะอันนี้ไม่ได้พูดกันก่อนนี่”
"ก็นี่ไงพูดตอนนี้”
“เอาแต่ใจจัง”
“ยอมรับ”
“อัศ”
“เร็วๆผมหิวข้าว”
“งั้นก็ไปกินข้าว”นับนทีจับแขนแข็งแรงที่กักตัวไว้จะดันออกหากแต่ว่าคนที่แข็งแรงกว่าก็ไม่ยอมปล่อยง่ายๆ
“ไม่พี่รับปากมาก่อน”
“อัศนี่มันไม่ใช่การบังคับกันไปหน่อยเหรอ”
นับนทีไม่ทันคิดว่าคำพูดตัวเองจะแรงเกินไปอัศดินทร์มีท่าทีอึ้งไปชั่วครู่ก่อนสีหน้าสลดลง แขนที่กางกั้นเป็ปราการกักตัวนับนทีก็ลดลงทันทีเช่นกัน
“ผมขอโทษ”
“อัศพี่ขอโทษพี่แค่จะหยอกเล่น” นับนทีรีบบอกอย่างใจหายเมื่อเห็นท่าทางสลดลงของอัศดินทร์
“ไม่ต้องขอโทษครับผมผิดเอง ออกไปทานข้าวกันเถอะครับ”
“อัศ”นับนทีร้องเรียก ทว่าอัศดินทร์ผละออกไปแล้ว นับนทีทำได้แค่ยืนมองแผ่นหลังกว้างอึ้งๆก่อนจะรีบเดินตามไปที่โต๊ะอาหารทว่าตลอดเวลาที่อยู่บนโต๊ะอัศดินทร์มีท่าทีเงียบกว่าปกตินับนทีได้แต่ลอบมองคนนั่งฝั่งตรงข้ามที่ตักข้าวต้มขึ้นทานเงียบๆไม่พูดและไม่แม้แต่จะสบตาด้วยซ้ำ
“อัศ”นับนทีลองเอ่ยเรียกเบาๆ
“ฝีมือคุณป้าอร่อยเหมือนเดิมเลยนะครับ”อัศดินทร์หันไปชมคุณป้าก่อนจะหันมามองนับนทีก่อนเอ่ยบอกสั้นๆ “พี่ทานเยอะๆ”
“เย็นนี้มาทานข้าวเย็นด้วยมั้ยลูกอยากทานอะไรเป็พิเศษมั้ย” คุณป้าเอ่ยถามอัศดินทร์
“คิดว่าจะอยู่ที่ทำงานดึกเลยครับคุณป้าขอบคุณมากนะครับ”
“ไม่มาทานก่อนเหรอ”นับนทีถามเสียงเบา เห็นสีหน้าเรียบๆของอัศดินทร์แล้วยิ่งใจหาย
“ไม่ครับผมคงยุ่งหลายวัน คงไม่ได้มานานเลย” อัศดินทร์ตอบกลับมาทั้งยิ้มน้อยๆหากแต่นับนทียิ่งใจแป้วเมื่อเห็นรอยยิ้มนั้นเพราะมันเต็มไปด้วยความห่างเหินอย่างััได้“ผมขอตัวก่อนนะครับ ต้องวนรถกลับไปอาบน้ำที่คอนโดอีก เดี๋ยวเข้าบริษัทสาย”
นับนทีได้แต่ถือช้อนค้างขณะที่เงยหน้ามองอัศดินทร์ลุกขึ้นคว้าเสื้อสูทมาถือก่อนจะก้มลงจูบที่กระหม่อมเล็กของลูกแล้วผละออกไปไม่นานเสียงเครื่องยนต์ก็ดังขึ้นและวิ่งออกจากบ้านทิ้งเพียงความเงียบไว้ด้านหลังและถ้วยข้าวต้มที่พร่องลงไปเพียงครึ่งเท่านั้นความรู้สึกใจหายที่ต้องมองดูแผ่นหลังของอัศดินทร์ลับเข้าไปในเกทอย่างเมื่อหลายปีก่อนกลับมาอีกครั้งและนับนทีรู้สึกว่ามันรู้สึกทรมานมากกว่าครั้งก่อนมาก
100%
#ซ่อนรักอัศดินทร์
……………………………………………….
มันเป็แสนงอนนะคะคูมพ่อ