ด้วยคำพูดของอาฟู่ ทำให้ฉันถูกลากตัวมาขังไว้ในห้องครัวพร้อมกับคำสั่งที่ว่า ‘พรุ่งนี้เช้าจะต้องมีอาหารรสเลิศตั้งอยู่เต็มโต๊ะ มิเช่นนั้นทั้งเ้าและอาฟู่จะต้องโดนลงโทษอย่างหนัก!’
ฉันยังจำเหตุการณ์เมื่อกี้ได้ดี อาฟู่ยืนกรานมั่นเหมาะว่าฉันสามารถทำอาหารได้ ส่วนฉันก็ปฏิเสธสุดฤทธิ์ว่าทำอาหารไม่เป็และพร้อมจะรับการลงโทษ แต่อนิจจา ดูเหมือนวันนี้จะยังไม่ใช่วันตายของฉัน ท่านโหวที่ตอนแรกทำท่าว่ากำลังโกรธจัดถึงได้ยอมปล่อยให้ฉันได้โชว์ฝีมือการทำอาหาร
เห้อ.....อันตัวฉันนั้นจะโดนโบยโดนตีโดนตัดหัวจนตายก็หาได้กลัว แต่กับอาฟู่ หนุ่มน้อยหน้าหล่อคนนั้น จะดึงเขาเข้ามารับโทษร่วมกับฉันไม่ได้
“ฟางเหนียงนี่คือสูตรอาหารและวิธีการทำอาหารของพ่อครัวคนก่อน เขาทำอาหารเก่งและอร่อยมาก ท่านโหวยังเอ่ยปากชมอยู่บ่อยครั้ง เ้าลองเอาไปดูแล้วทำตามได้”
ฉันหยิบสมุดน้อยในมือของอาฟู่มาเปิดดู
ไก่ตุ๋นโสม..หมูผัดหวาน..สามชั้นกรอบฟู..ซุปปลาสามรสฯ
แค่ชื่ออาหารก็ไม่น่ากินแล้ว ต่อมาวิธีทำ แค่อ่านและลองจินตนาการตามฉันก็สามารถจินตนาการรสชาติของอาหารของแต่ละเมนูได้ บางเมนูจืดชืด บางเมนูอมน้ำมันเลี่ยน บางเมนูเผ็ดโดด ช่างไม่มีเมนูที่มีรสกลมกล่อมเสียเลย คนที่ชื่นชมว่าอาหารเหล่านี้อร่อยคือคนที่มีการรับรสแย่มาก ใช่แล้วฉันกำลังด่าท่านโหวอยู่ คนอย่างเขานอกจากจะมีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาแล้วก็ไม่มีอะไรดีสักอย่าง!
“เอาคืนไปเถอะ ขอบใจเ้ามาก”
“เอะ! หากเ้าคืนข้ามาแล้วเ้าจะทำอาหารเช่นไร เ้าทำอาหารเป็หรือ?”
“ก็พอได้อยู่” ฉันพูดอย่างไม่ค่อยใส่ใจก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาหนึ่งอันแล้วจัดการรวบผมยาวขึ้นเป็กลมปักด้วยตะเกียบไม้อย่างชำนาญ
“ที่นี่มีแต่เครื่องครัว อาหารล่ะถูกเก็บไว้ที่ไหน?”
“อ้อ อาหารถูกเก็บไว้ห้องด้านหลังของห้องครัว นี่กุญแจ ท่านโหวบอกว่าเ้าสามารถใช้วัตถุดิบที่้าได้เต็มที่”
ฉันรับกุญแจมาจากอาฟู่ “ขอบใจ...เ้ากลับไปเถอะ ข้าจะเริ่มทำอาหารแล้ว” พูดไปรวบชายกระโปรงและชายเสื้อที่ยาวรุงรังขึ้นมาเก็บให้เรียบร้อย
“เ้าทำอาหารได้จริงหรือ?”
“พอได้อยู่ ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ทำให้เ้าโดนลงโทษหรอก”
“ข้าไม่ได้กลัวจะถูกลงโทษ แต่ข้ากลัวเ้าจะถูกลงโทษต่างหาก”
เอาแล้วไง บรรยากาศแห่งความรักอบอวลเข้ามาแล้วไง “ขอบใจ ไม่ต้องห่วงข้าทำได้แน่นอน เ้ารีบกลับไปเถอะ หากท่านโหวเรียกหาเ้าแล้วไม่พบอาจพานมาโกรธข้าได้” ฉันพูดอย่างทีเล่นทีจริง
“เช่นนั้นข้าไปแล้วนะ ถ้าเ้ามีอะไรให้ข้าช่วยก็ไปหาข้าได้”
“โอเค...เอ่อ ได้ๆ”
รอจนอาฟู่เดินจากไปแล้วและห้องครัวรวมทั้งบริเวณโดยรอบเงียบสนิท ฉันจึงเริ่มคิดรายการอาหารในหัว
ขอบฟ้าเริ่มมีแสง คนในจวนก็เริ่มตื่นขึ้นมาทำงานของตนเอง
เนื่องด้วยมีคำสั่งจากท่านโหวให้ฉันเป็คนทำอาหารทั้งหมดคนเดียว คนครัวคนอื่นๆ หรือพ่อครัวหลักจึงไม่ได้เข้ามาในครัว พวกเขายืนเกาะตามหน้าต่างและประตูดูฉันทำอาหารอย่างตื่นเต้น ยามเห็นไฟลุกชันสูงเกือบถึงหลังคาก็พากันร้องหวู ยามได้กลิ่นหอมของอาหารก็พากันสูดดม ไม่นานอาหารหน้าตาน่ากินหลายอย่างก็ถูกลำเลียงไปยังห้องอาหาร
“อาหารวันนี้ดูน่ากินกว่าทุกวัน หวังว่ารสชาติจะอร่อยดีไม่แพ้หน้าตา” ไท่ฮูหยินเจียงเอ่ยชม ทำให้ฉันรู้สึกดีใจจนยิ้มกว้าง
“แต่หากไม่ดีเหมือนหน้าตา ก็เตรียมรับการลงโทษได้เลย”
รอยยิ้มดีใจหายไปในพริบตา ไอ้บ้านี่! พูดดีๆ บ้างไม่เป็หรือไง!
“อาหารวันนี้ข้าขอตั้งชื่อว่า คลายโกรธลดโทสะ!...มีอาหารห้าอย่าง คือผัด ย่าง ต้ม ซุปและนึ่ง...อย่างแรกผัดไก่แห้งใส่ขิงกระชาย คือนำเนื้อไก่มาหั่นเป็เส้นบางขนาดพอดีนำไปผึ่งไอไฟหนึ่งเค่อจนแห้ง......ปรุงรสด้วยซอสถั่วและเกลือกับน้ำตาลเล็กน้อยก็จะได้ไก่แห้งผัดขิงกระชายที่มีรสกลมกล่อมจากเนื้อไก่แต่เมื่อกินโดนขิงกับกระชายกลับทำให้รู้สึกเผ็ดเย็น อาหารจานนี้สื่อถึงคนที่มีเหตุผลและใช้ชีวิตอยู่ในความพอดี ไม่มีปากมีเสียงกับใคร หากแต่เมื่อถูกรังแกก็ย่อมต้องมีความรู้สึกโกรธ ไม่พอใจเช่นกัน.....”
จานนี้ฉัน้าจะสื่อให้เขารู้ว่าฉันเองก็มีความรู้สึกโกรธและไม่พอใจเขาอยู่เหมือนกัน
“อย่างที่สองคือเต้าหู้เลิศรส หั่นเต้าหู้เป็เต๋าพอดีคำจัดเรียงลงในหม้อ.....ก็จะได้เต้าหู้เลิศรสที่มีน้ำซุปกลมกล่อมแต่เต้าหู้หวานเปรี้ยว กินแล้วไม่เลี่ยนกำลังพอดี จานนี้สื่อถึงคนที่ต้องรู้จักความพอดี มีเหตุมีผลเกื้อหนุนตลอดการกระทำ”
จานนี้ฉันแอบด่าท่านโหว ให้เขามีความพอดีในอารมณ์ ไม่ใช่เอาแต่โกรธอยู่ตลอด
“จานที่สามปลาย่างเกลือราดซอสหวาน จานนี้ทำง่าย เพียงนำเกลือไปพอกปลาจนมิด...จานนี้ไม่ได้สื่อถึงอะไรหากแต่ข้าเคยได้ยินมาว่าปลาจะช่วยให้สมองทำงานได้ดี ทำให้ฉลาดรู้คิด รู้ทำ”
สายตาคมคายปนไม่พอใจถูกส่งมาให้ฉัน ทำให้ทั่วตัวเย็นวาบขนลุก ดูเหมือนเขาจะรู้แล้วว่าฉันกำลังหลอกด่าเขาอยู่>
“จานที่สี่หมูสไลด์ในน้ำมะนาว นำหมูมาสไลด์จนบางเฉียบ ....เนื้อที่ได้จะมีรสหวานเค็มและ จานนี้จะช่วยให้คนกินเจริญอาหารมากขึ้น อีกทั้งยังเป็ตัวตัดไม่ทำให้รู้สึกเลี่ยนจากอาหารทั้งสามอย่างก่อนหน้า”
ไท่ฮูหยินพยักหน้าเห็นด้วย
“สุดท้ายคือซุปเห็ดหวาน นำเห็ด เกลือสามหยิบมือ น้ำตาลหนึ่งช้อนและซอสถั่วครึ่งช้อนไปตุ๋นในหม้อหนึ่งชั่วยาม นำมากรองก็จะได้ซุปเห็ดหวานที่มีรสกลมกล่อม ล้างปากได้ดี...จานนี้สื่อว่าไม่ว่าเราจะมีเื่ที่ไม่พอใจมากมายแต่สุดท้ายเราควรปล่อยวางและจบทุกอย่างลงด้วยดี” จานนี้ฉันตั้งใจจะบอกให้เขาลืมเื่เมื่อคืน ลืมเื่ของฉันไปซะ!
ที่จริงฉันสามารถทำอาหารที่ดีกว่านี้ได้ แต่ที่เลือกทำอาหารง่ายๆ พื้นๆ เพราะอยากจะสื่อข้อความ (หลอกด่า) ถึงเฉิงโหว ให้เขาเลิกแล้วต่อกันไป (คงเลิกแล้วหรอกมั้ง หลอกด่าเขาไปขนาดนั้น><)
“อาหารก็ดูพื้น แต่เมื่อฟังเ้าอธิบายแล้วอาหารพวกนี้ดูน่ากินขึ้นมาก”
“ขอบคุณไท่ฮูหยิน”
“หึ ก็ต้องกินก่อนถึงจะรู้”
ชิ เก๊กสุดๆ เห็นอย่างนี้แล้วฉันรู้สึกดีมากที่ระบบไม่พาให้ฉันไปอยู่ในร่างของเฟยเซียน ถ้าต้องคู่กับคนแบบนี้ยอมเป็สาวใช้ต่อไปดีกว่า
“อื้ม...อร่อยจริงๆ เกิดมาก็เพิ่งเคยกินอาหารที่มีรสชาติแตกแยกกัน แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับอร่อยอย่างน่าประหลาด”
ฉันยิ้มหน้าบานเมื่อได้ยินคำชมจากไท่ฮูหยิน ส่วนท่านโหวนั้นไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงนั่งกินอย่างเงียบๆ สีหน้าก็ราบเรียบดูไม่รู้ว่าชอบหรือไม่ชอบกันแน่ แต่แอบบอกว่าอาหารทุกจานถูกกินจนเรียบ ไม่เหลือแม้น้ำซุปสักหยดให้คนใช้ได้กินเลยล่ะ และคนที่กินอาหารของฉันมากที่สุดนั่นก็คือเจียงจื่อลู่ เฉิงโหวน่าตายด้วยล่ะ