ณ.มิติแห่งหนึ่งในจักรวาลอันไกลโพ้นบนโลกสีฟ้าสดใสขนาดั์ โลกใบนี้มีแผ่นน้ำปกคลุมเป็ส่วนใหญ่มีทวีปขนาดใหญ่ถึงสี่ทวีป กระจัดกระจายอยู่รอบโลกใบนี้ ระยะห่างของแต่ละทวีปมีระยะทางอย่างต่ำเกิน หนึ่งล้านกิโลเมตรทางทิศตะวันออกสุดของทวีปฟ้าครามเป็ที่ตั้งของ “อาณาจักรหยกขาว”
ทางทิศตะวันตกของ อาณาจักรแห่งนี้ ปรากฏป่าไม้อุดมสมบูรณ์แผ่นดินสูงชัน มีูเาน้อยใหญ่จำนวนมาก รวมกันเป็เทือกเขาสูงชันตระหง่านเสียดฟ้ายอดสูงที่สุด มีความสูงมากกว่า หนึ่งหมื่น เมตร ยอดเขาปกคลุมไปด้วยหิมะขาวชั่วนาตาปีไม่เคยละลาย ตัวเทือกเขาทอดยาวจาก เหนือจรดใต้ เทือกเขานี้ยาวหลายพันกิโลเมตร
ทิศเหนือจรดเทือกเขาหิมะขาวมองไปคล้ายใครมาก่อกำแพงั์สีขาวขวางกั้น กินบริเวณขนาด ไหนไม่มีใครตอบได้เพราะไม่เคยได้ยินว่ามีใครเคยข้ามไป ตลอดแนวเทือกเขาใหญ่ มองเห็นยอดเขา สลับหุบเหวโตรกผารำไร หมอกขาวสุมคลุมยอดเขาเลือนราง
ด้านทิศตะวันตกเป็ป่าดงดิบมีอาณาเขตกว้างไกลจากยอดเขาสูงสุด มองไปจรดขอบฟ้าไกล สุดสายตาร่ำลือว่าภายในเต็มไปด้วยอันตรายจากป่าดิบและสัตว์อสูรที่ดุร้าย ด้านนี้ติดอาณาจักรหอกเงิน ทั้ง สองอาณาจักร ไม่เคยไปมาหาสู่ เพราะหนทางอันตรายอย่างยิ่ง
แนวเทือกเขาด้านทิศใต้ ูเาสูงต่ำลัดเลาะทอดยาวหลายพันกิโลเมตรจรด เขตุแดนทะเลทราย ทางทิศเหนือ ของ “อาณาจักรทองไพศาล” ซึ่งเป็อาณาจักรอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในทวีปนี้
ส่วนทางทิศตะวันออก ของเทือกเขา แผ่นดินจะค่อยๆ เทลาดลงเป็ที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาล ทอดเหยียดยาวจรดมหาสมุทร มีเมืองหลวงขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางที่ราบนี้ โดยเยื้องจากกลางอาณาจักร ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ เล็กน้อยเมืองหลวงแห่งนี้ มีชื่อเดียวกับ ชื่ออาณาจักรคือ “เมืองหยกขาว”
อาณาจักรหยกขาว ประกอบขึ้นจากอาณาเขตของเมืองน้อยใหญ่รวมห้าสิบแปดเมือง แต่ละเมืองมี ขนาดไม่เท่ากันขนาดใหญ่ที่สุดมีประชากรถึงสามล้านครัวเรือนขนาดเล็กมีประชากรประมาณสามพันครัวเรือน แต่ละเมือง ตั้งห่างในระยะที่ไม่เท่ากันใกล้ที่สุดห่างกัน สี่สิบกิโลเมตรบางเมืองตั้งอยู่ห่างจากกันถึงหลายพันกิโลเมตรก็มี
เมืองสุ่ย เป็เมืองที่ตั้งอยู่ใกล้แนวเทือกทิศตะวันตกของอาณาจักรหยกขาว ชาวเมืองเรียกยอดเขาสูงสุดของเทือกเขาว่า ยอดเขาอินทรีกำสรวลว่ากันว่า แม้พญาอินทรีก็มิอาจบินผ่าน เมืองสุ่ยห่างจากเชิงเขาประมาณหกสิบกิโลเมตร ระยะทางถึงเมืองอื่นๆ ที่ใกล้ที่สุดอยู่ไกลถึงสองร้อยกิโลเมตร หากวัดระยะทางจากเมืองหลวงเมืองสุ่ยตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก อยู่ห่างถึงสามหมื่นกิโลเมตร
เมืองสุ่ย เป็เมือง ขนาดเล็ก มีประชากรประมาณสามพันครัวเรือน เมืองนี้ มีจุดเด่นเื่ สมุนไพรและของป่ามีค่า จาก เทือกเขาชาวบ้านต่างนำมาขายในตลาด ทำให้มักมีชาวต่างถิ่น เดินทางมาเยือน เพื่อหาซื้อสมุนไพร และสัตว์วิเศษ คุณภาพดี อยู่สม่ำเสมอ
บริเวณเทือกเขา ปกคลุมไปด้วยป่าดึกดำบรรพ์แน่นขนัดด้วยต้นไม้โบราณสูงใหญ่เสียดฟ้าจน มืดครึ้มวังเวง บางครั้งแสงแดดยามเที่ยงวัน ส่องไม่ถึงพื้น แผ่นดิน อุดมสมบูรณ์ถึงขีดสุด มีลำธารร่องน้ำหลายสาย ไหลมารวมกันเป็ลำน้ำ ขนาดใหญ่บ้างเล็กบ้างไหลลัดเลาะมาจากเทือกเขาสูง บางส่วนกลายเป็น้ำตกสูงชัน ไหลผ่านช่องโตรกผาแคบๆมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากปั่นป่วนจนน่ากลัว
ลำธารบางสายไหลเอื่อยๆ อ้อมผ่านเขาเนินเตี้ยร้อยธารรวมเป็ทะเลสาบ ทำให้เกิดทะเสาบ มากมายหลายสิบแห่ง ในบริเวณรอบเชิงเขาที่นี่มีสัตว์อสูรชุกชุม บางครั้งแว่วเสียงสัตว์อสูรร่ำร้องอยู่ไกลๆ ในบางครั้งสัตว์อสูรหายาก ถึงกับปรากฏตัว ให้เห็นตามแนวชายป่า บางตัวเป็สัตว์อสูรระดับสาม ซึ่งดุร้าย และอันตรายอย่างที่สุด
บริเวณเชิงเขา อินทรีกำสรวล มีหน้าผาแห่งหนึ่งสูงชันสูงสองสามกิโลเมตร ตัวหน้าผาราบเรียบมีรอยแตกประปรายกระจายเต็มความกว้างของผา ด้านล่างหน้าผา เป็ทะเลสาบขนาดใหญ่ เรียกว่า ทะเลสาบมรกตนอกจากบนหน้าผามีน้ำตกสายน้อยสาดเทลงมากระทบพื้นน้ำ ยังมีลำธารหลายสายไหลผ่านหุบเขาใกล้เคียงมารวมกันที่นี่ ทำให้ บริเวณรอบทะเลสาบ อุดมสมบรูณ์ไปด้วยพืชพันธ์และสัตว์อสูรเมื่อแหงนหน้ามองย้อนสูงไปทิศตะวันตกจาก บึงมรกต นอกจากหน้าผา จะมองเห็นยอดเขาอินทรีกำสรวล มีหิมะใต้ หมอกขาวปกคลุมชั่วนาตาปีอยู่รำไร
ตัวทะเลสาบ มรกต ตั้งอยู่บนแนวสันเขาในยามที่อากาศดีปลอดโปร่ง ท้องฟ้าสดใสไร้เมฆ น้ำใน ทะเลสาบจะสะท้อนแสง สีเขียวมรกตสวยงามดุจมรกตเม็ดงาม น้ำในบึงกระจ่างใส บางจุดมองลึกลงไป เห็นแนวสาหร่ายั์ไหวไปมาอยู่ใต้น้ำ ไม่มีใครรู้ว่าบึงมรกตนี้ลึกเท่าไรตัวบึงมีขนาดใหญ่ถึงพันห้าร้อยไร่ ลักษณะเป็วงรีแคบยาวส่วนแคบที่สุดยังกว้างถึงสามกิโลเมตร ตัวทะเลสาบ ตั้งอยู่บนไหล่เขา เป็สถานที่อยู่ตรงกลางระหว่างเมืองสุ่ยและ ยอดเขาอินทรีฯ จากยอดเขากับตัวเมืองในระยะที่เท่าๆ กัน ราวๆ สามสิบกิโลเมตรบริเวณรอบบึง ไร้ผู้คนอยู่อาศัย
คนธรรมดา ้ามายังบึงนี้ลำบากมากเนื่องจากต้องปีนไหล่เขาสูงชันและบุกฝ่าป่าเขารกทึบ อาจต้องใช้เวลาถึงสองวัน เรียกได้ว่า บึงนี้เหมือนบึง์บนขอบฟ้า สะอาดบริสุทธ์ มองจากขอบบึงด้านตะวันออกจะเห็น ตัวเมืองสุ่ยที่ต่ำลงไปไกลๆ รอบบึง ยังมีสัตว์อสูรดุร้ายออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง จึงเงียบสงบ ไร้ผู้คนย่างกราย
กลางดึกวันหนึ่ง ริมทะเลสาบมรกตที่ไร้ผู้คน ปรากฏชายชราคนหนึ่งเดินท่องอยู่ถ้าชาวเมืองสุ่ยมาพบเห็นชายชราผู้นี้ ต้องรู้จักแน่ๆ เพราะชายชราผู้นี้เป็นักหาสมุนไพรที่มีชื่อของเมือง ชื่อจางเหว่ยเป็ผู้เฒ่าอายุราวหกสิบปีถึงเจ็ดสิบปี เป็ชายชราใจดีโอบอ้อมอารีย์หน้าผอมซูบนัยตาสดใส เขาไม่ใช่คนเมืองสุ่ยแต่กำเนิด ไม่รู้ว่ามาจากไหน หลายปีมานี้อาศัยอยู่ตัวคนเดียวที่ ริมทะเลสาบ ซือหยู่ นับั้แ่ จางเหว่ยมาอยู่ที่นี่เขาเข้าป่าเก็บสมุนไพรคุณภาพดี มาขายเป็จำนวนมาก สมุนไพรที่เก็บเป็ล้วนเป็เป็ของหายาก แม้กระทั่ง สมุนไพรทิพย์ขั้นสองหรือสมุนไพรทิพย์ขั้นสาม ผู้เฒ่าจางเหว่ยก็สามารถเก็บมาขายภายในเมืองทำให้ ตลาดในเมือง ่ที่ผ่านมาคึกคักขึ้นมาไม่น้อย
ผู้คนมากมายต่างเดินทางมาหาสมุนไพรดี ที่เมืองสุ่ยเพราะจางเหว่ย ได้ยินว่าบางครั้ง ถึงกับมีผู้ว่าจ้างให้ เฒ่าจางเสาะหาสมุนไพรทิพย์ขั้นสี่ให้โดยเฉพาะ และไม่เคยผิดหวัง ขอเพียงเฒ่าจางรับปากว่าจะหามาให้ แน่นอนว่าผู้ว่าจ้างจะได้สมุนไพรตามที่้าเสมอแต่ยามค่ำคืนนี้เวลานี้ อีกทั้งหนทางที่ห่างไกล สัตว์อสูรดุร้ายออกเพ่นพ่านหากินจัดเป็สถานที่มีอันตรายยิ่งนัก ไม่สถานที่สมควรมีผู้คน มาเดินในบริเวณนี้แล้ว..เฒ่าจาง มาทำอะไร..?
จางเหว่ย ท่องเดินมองดาวบนฟ้าและแผ่นน้ำ ของบึงมรกตพร้อมรำพึงว่า “ตามคำพยากรณ์ลับลิขิต์ ....เดือนมืดดาวดับ เทพ์ทลายอินทรีบัวมรกตกำเนิดหยก..หากการตีความของข้า…ไม่ผิดพลาดมันจะต้องเกิดขึ้นแถวนี้ ใน่สองสามวันนี้แน่นอน คงต้องรอดู หาข้ามีโชควาสนาคงพบสิ่งมีค่า ตามคำทำนายนี้”
สองคืนต่อมา ผู้เฒ่าจางเหว่ย ออกมาเฝ้ารอทุกค่ำคืนจนคืนนี้ฟ้ากระจ่างสดใสไร้เมฆ วันนี้เป็วันเดือนดับท้องฟ้าไร้แสงจันทร์แต่หมื่นดาราบน ฟ้าสาดส่องแสงสว่างสกาว จนมองเห็นทิวทัศน์ของทะเลสาบยามค่ำคืนยามสอง ท่ามกลางความเงียบ ปรากฏแสงดาว สาดส่องจากขอบฟ้าอันไกลโพ้นปรากฏกลุ่มดาวตกจากฟ้า พุ่งทะยาน ตรงมาที่ทะเลสาบแห่งนี้ด้วยความเร็วที่ไม่สามารถคำนวนได้ จำนวนนับพันดวงดาวตกเปล่งแสงหลากสี บางดวงสีแดงบางดวงเปล่งแสงสีเขียวกับสีเหลือง ถึงกับมีบาง ดวงสาดส่องแสงสีรุ้งเจิดจ้าลากหางยาวไกลไปครึ่งฟ้ายามราตรี บางดวงมีขนาดเล็ก พุ่งผ่านมาได้เพียงครึ่งทางก็มอดดับ บางดวงมีขนาดใหญ่ แต่ไม่ว่าขนาดใด เห็นชัดว่า มันพุ่งตรงมาที่ บึงมรกตนี้
ทันใดนั้น ดาวตกกลุ่มแรกพุ่งชนลงแนวผา ริมบึงแสงแตกกระจาย ะเิโชตฺ่ หินผา แตกปลิวว่อน กระจายไปทั่ว เสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหวดังถี่ยิบประหนึ่งเหมือนโลก จะแตกสลาย แผ่นดินะเืเลือนลั่นได้ยินไปไกลถึงร้อยกิโลเมตรโดยเฉพาะเวลาที่ดาวตกขนาดใหญ่ หลายสิบดวง ตกกระแทกพื้นดิน บางดวงตกลงในบึงสร้างกำแพงน้ำสูงร้อยเมตร รอบๆ บึง เหมือนโลกแตก อบอวลคละคุ้งไปด้วย แรงะเิ ไฟเผาผลาญคลื่นั์ น้ำแตกกระจาย ราวกับโลกจะแตกเป็เสี่ยง
จางเหว่ย ตกตะลึงถึงแม้เขาจะรับรู้มาจากข้อความในคำพยากรณ์ที่เขาพบโดยบังเอิญ แต่ไม่คิดเลยว่าหายนะจะรุนแรงขนาดนี้ แผ่นดินะเืเลือนลั่น ความพินาศโกลาหลปกคลุมไปทั่วพื้นที่ ดีที่เขาเองอยู่อีกด้านหนึ่งของบึง ถึงแม้มี สะเก็ดหินเพลิงกระเด็นมาบ้าง แต่สามารถหลบหลีก บางส่วนหลบไม่พ้นก็ถูกป้องกันไว้ได้ด้วยเกราะลมปราณ อีกทั้งตำแหน่งนี้ไม่อยู่ในบริเวณที่ดาวตกกระแทกพื้น โดยตรงมิเช่นนั้นเขา อาจเสียชีวิตได้
มหันตภัยจากฟ้าระลอกแรก ยังไม่ทันสงบ ดาวตกระลอกที่สองตรงดิ่งมาอีกแล้วคราวนี้มีดาวตกดวงใหญ่ จำนวนมากกว่าระลอกแรกเสียอีก ภายใต้การจับจ้องของ จางเหว่ยดาวตกกลุ่มท้าย มีดาวตก กลุ่มหนึ่งห้าดวง สี่ดวงใหญ่สีเขียวสว่างนำหน้าหนึ่งดวงเล็กตามหลังพุ่งเป็แนวตรงมาที่กลางทะเลสาบ แม้ดาวตกดวงเล็กนี้จะมีขนาดเล็ก แต่กลับส่องแสงเจิดจ้าสีรุ้งสว่าง สะดุดตากว่าดาวตกดวงใดเมื่อดาวดวงใหญ่ตกลงมากระทบบึงก่อน เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวยามกระแทกน้ำแต่แทนที่น้ำในบึงจะแตกกระจายพุ่งสูงไปในอากาศ เหมือนการตกของดาวก่อนหน้ากลับแผ่กระจายออกด้านข้างในระยะที่ไม่สูงมากนัก ..ภาพพิสดารพลันปรากฏ น้ำที่กระจายจากการตกของดาวสี่ดวงได้ก่อเกิดคลื่นม่านน้ำสีเขียว สว่าง ตีเกลียวสอดประสานกันเป็ร่างแหน้ำขนาดใหญ่ซ้อนกันหลายชั้น สายน้ำ ประดุจกลีบบัวเก้าชั้นหมุนวนและกำลังบานออก ภายในอึดใจเดียว ดาวตกดวงสุดท้าย ตกปะทะม่านกลีบบัวทำให้ความเร็ว ในการตกลดลง และเริ่มหมุนเป็แนวโค้งตามทิศแรงหมุนของกลีบบัวยิ่งผ่านม่านบัวแต่ละชั้น แนวตกยิ่งโค้งและช้าลงเรื่อยๆ
ถึงตอนนี้ เฒ่าจาง อุทานออกมา “บัวมรกตกำเนิดหยก” เมื่อดาวตกผ่านกลีบบัวที่เก้า ทิศทางกลับกลายเป็พุ่งย้อนกลับตรงมาทางจางเหว่ย ทันทีที่ดาวตกดวงเล็กดวงนั้นผ่าน ม่านบัวน้ำ แล้วตกกระทบพิวน้ำ กลับไม่จมลงในทันทีแต่กลิ้งไถลไปบนพิวน้ำ พุ่งตรงมาทาง จางเหว่ย ก่อนที่จะเริ่มช้าลง จางเหว่ยพุ่งทะยานข้ามผิวน้ำ ตรงหาดาวดวงเล็กนั้น ด้วยความเร็วปานสายฟ้าแล่บก่อนที่แสงจากดาวนั้นจะดับลง หลังเฒ่าจาง และ ดาวดวงนั้นได้จางหายไปในความมืดทิ้งความโกลาหล และ มหันตภัยจากดาวตก ไว้เื้ั....