ณตำหนักผู้าุโเหมย
ผู้าุโเหมยโยนเฟยซุนลงพื้นหมุนกลิ้งไปชนเก้าอี้จนเสียงดังโครม! มันฝืนลุกดันกายขึ้นท่ามกลางเศษไม้ทีหักเป็ชิ้น มันจ้องมองสตรีเบื้องหน้ามันอย่างขุ่นเคือง ฮุ่ยเหมยไม่ได้สนใจสายตาคู่นั้นแม้แต่น้อย “เ้าได้ปิ่นคู่นี้มาจากไหน” นางจ้องเข้าไปในดวงตาสีดำของเฟยซุนอย่าง้าคำตอบที่นางคาดหวังพร้อมปล่อยปราณกดทับร่างกายมันอย่างหนาแน่น มันไม่อาจต้านทานแรงกดดันปราณได้ พลันเอ่ยขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี“พี่สาวท่าน้าทำร้ายข้าจริงๆเหรอ หมย้านอย่างหนาแน่นารกระแทกของมัน ข้าจะบอกให้รู้ก็ได้เขาคือท่านลุงเทียนหยง ”
ยามที่ฮุ่ยเหมยได้ยินชื่อพ่อของนางหลุดออกมาจากปากของเฟยซุนพลังปราณสั่นสะท้านก่อนสลายออกจากร่างมันจนหมดสิ้น ฮุ่ยเหมยพลันตั้งสติได้นางเอ่ยความปรารถนาในใจที่อยากรู้มานานจดหมดสิ้น“ เ้ารู้ไหม ลุงหยงของเ้าชื่อเต็มๆว่าอะไร ” ซุนมองไปยังนัยตาของฮุ่ยเหมยเข้าไปมันให้ความรู้สึกราวกับเด็กสาวตัวน้อยรอคอยที่จะพบบิดามาแสนนาน
ั์ตาที่สั่นสะท้านของนางเฟยซุนจ้องเข้ามันทำให้หวนนึกถึงตัวมันในอดีต มันกำพร้าพ่อแม่อาศัยอยู่กับยายั้แ่ยังเล็กมันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ฮุ่ยเหมยกำลังสับสนอยู่ในตอนนี้ มันลอบถอนหายใจก่อนเอ่ยตัความจริงให้นางรู้ วินาทีมันขยับปากออกเสียงทีละคำ “ ฮุ่ย เทียน หยง ” ยามนั้นทั่วร่างของนางคล้ายถูกฟ้าผ่าพลังยุทธปั่นป่วนไม่อาจควบคุม ริมฝีปากสั่นเครือ “ท่าน พ่อ” นางลอบมองั์ตามันอย่างพินิจ ก้าวเท้าเข้าไปหามันอย่างช้าๆ พลันเอ่ยปากด้วยความอยากรู้“ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน” มันไม่รีรอตอบคำถามของนางในฉับพลับ “ท่านลุงเทียนหยงอยู่ที่หมู่บ้านของข้าและข้ามีเหตุผลความจำเป็ที่ไม่อาจบอกกล่าวท่านได้ว่าเป็ที่ไหน ” ฮุ่ยเหมยไม่อาจเข้าใจเหตุผลของมันได้แต่ไม่อยากฝืนใจที่จะถามมันเื่นี้ “แล้วเ้าเป็อะไรกับ ลุงเทียนหยง” นางเอ่ยปากออกถามเพื่อ้ารู้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อของนางกับเด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้า “้ข้าไว้ใจท่านได้หรือไม่" ั์ตาสัดำทมิฬจ้องเข้าไปั์นางที่กำลังสับสนก่อนพยักหน้าให้มันเบาๆ "ท่านลุงเทียนหยงช่วยชีวิตข้าไว้แม้ข้าไม่อาจบอกท่านได้ว่าท่านลุงมีความสัมพันธ์อันใดกับข้า แต่เป็เขาที่แนะนำข้าให้มาหาท่านที่นี้” เฟยซุนเอ่ยเสร็จมองไปยังใบหน้าของฮุ่ยเหมยอย่างจริงใจทุกคำพูด
“ นามที่แท้จริงของเ้าชื่อว่าอะไร” ฮุ่ยเหมยอย่างสงสัย
“ นามที่แท้จริงของข้าคือเฟยซุน ที่ข้าใช้แซ่ฮุ่ยเพราะลุงหยง้าให้ข้าใช้แซ่นี้” น้ำเสียงมันในยามนี้ล้วนหนักแน่นจริงใจทุกคำ
“ ฮืม เ้าอยู่ที่นี้ไปก่อนอย่าเดินออกจากตำหนักไปไหน ” ฮุ่ยเหมยเอ่ยเสร็จนางเดินหายออกไปจากตำหนักของนาง
แม้นางอาจไม่รู้ว่าท่านพ่อของนางอยู่ไหนแต่การที่รู้ว่าพ่อนางมีชีวิตอยู่ นางก็มีความสุขอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ “ ท่านพ่อท่านยังมีชีวิตอยู่แม้ข้าอาจไม่รู้เหตุผลที่ท่านทิ้งข้ากับท่านแม่ แต่ข้าเชื่อท่านไม่มีทางลืมข้ากับท่านแม่อย่างแน่นนอนมิฉะนั้นท่านคงไม่ให้ปิ่นสำคัญของท่านแม่อันนี้ ให้กับเ้าเด็กคนนี้ แล้วแท้จริงแล้วเ้าเด็กคนนี้มีความสัมพันธ์อันใดกับพ่อของข้ากันแน่นมันคงไม่ใช่น้องชายข้าใช่ไหม ” เฮ้ออ…
“ แล้วข้าจะบอกสถานะเ้าเด็กคนนี้กับคนอื่นว่าอย่างไรดี เฮ้ออ… ทำไมวันนี้มีแต่เื่ปวดหัวเนี่ยยยเอาเป็ว่ามันเป็ญาติห่างๆของข้าละกัน ” ฮุ่ยเหมยครุ่นคิดอย่างละเอียด พลังยุทธทั่วร่างสงบนิ่งดังเดิม
ฮุ่ยเหมยทิ้งเฟยซุนยืนอยู่โง่งมอยู่ตำหนักคนเดียวมันไม่กล้าเสี่ยงไปสำรวจรอบๆ มันทำเพียงนั่งลงกับพื้นฟื้นฟูพลังปราณให้กลับมาคงเดิม
ผ่านไปสี่ชั่วโมง
ฮุ่ยเหมยกลับมาถึงตำหนัก พบเด็กหนุ่มที่พึ่งพบพานกันวันนี้นับว่าเ้าเด็กนี้มีข้อน่าสงสัยหลายประการ ทั้งยังมีความลับมากมายหลายอย่างที่ยังไม่ได้เอ่ยออกมานางมองเห็นมันนอนหลับอยู่บนพื้น ทั่วร่างของมันเต็มก็ไปด้วยรอยช้ำ ส่วนหนึ่งนั้นมันก็มาจากนางนางเอ่ยออกมาด้วยเสียงแ่เบา “ เ้าเด็กนี้แม้ร่างกายมันจะมีรอยช้ำมากมาย แต่มันก็ไม่ปริปากบ่นเลยสักคำผิดวิสัยกับเด็กหนุ่มในรุ่นเดียวกันมัน ชีวิตมันผ่านอะไรมากันแน่น แต่เท่าที่สังเกตคำตอบของมันไม่น่าใช่คำที่แอบอ้าง ไม่เช่นนั้นท่านพ่อข้าคงไม่ใช้ปิ่นคู่สำคัญท่านแม่คู่นี้กับมันมาแน่น ” ความหวาดระแวงจากเด็กหนุ่มลดลงเกือบเท่าตัว
วันรุ่งขึ้น
ร่างกายซุนอยู่ในสภาพที่ดีขึ้นรอยชำทั่วร่างกำลังหายไปจากของร่างกายของมัน แต่ความปวดร้าวยังคงอยู่ มันฝืนกายลุกขึ้นมาอย่างช้าๆพบถาดอาหารวางอยู่เบื้องหน้า พร้อมมีจมหมายหนึ่งฉบับ วางอยู่ใกล้ๆ “ เ้าจงรอที่ตำหนักอย่าออกไปไหนข้าจะออกไปข้างนอกสักครู่ ”
ผ่านไปสองชั่วโมง
ฮุ่ยเหมยกลับพร้อมถุงยาห่อใหญ่สองห่อ นางยื่นถุงยาอันนั้นให้มันพร้อมรับยาไว้ด้วยความประหลาดใจ ฮุ่ยเหมยเอ่ยขึ้น “ อีกสองวันที่สำนักจะเริ่มต้นการทดสอบ ข้าอนุญาตให้เ้าพักร่างกายได้จนถึง่บ่าย เมื่อหมดเวลาข้าจะไปส่งเ้าด้านนอก ”มันทำได้แต่พยักหน้ายอมรับ
มันรีบคว้ายากลืนลงไปแล้วนั่งโคจรพลังอยู่ที่เดิมตลอดเวลาทั้งวัน ฮุ่ยเหมยไม่ได้พูดคุยอันใดกับมัน นางทำเพียงจ้องมองมันจากที่ห่างไกลราวกับกำลังจับผิดนักโทษ โดยที่ตัวมันไม่อาจรับรู้ได้ว่าตอนนี้มันกำลังโดนจับจ้องอยู่ตลอดเวลา
เมื่อถึงเวลาที่กำหนดฮุ่ยเหมยได้นำเฟยซุนออกมาส่งนอกสำนักอย่างลับๆพลันเอ่ยปาก “ ถ้าอยากเข้าสำนักัดำสามเศียร การทดสอบเข้าสำนักปีนี้มันไม่ง่ายจงพยายามด้วยตัวเองอย่างสุดกำลัง ข้าไม่สามารถช่วยเหลือใดๆได้ทั้งสิ้น จงจำไว้ ” ฮุ่ยเหมยโยนเม็ดยาสีแดงให้ซุน “ นี้คือเม็ดยาปราณกระดูกโลหิตเม็ดยานี้จะส่งผลข้างเคียงขณะที่เ้ากลั่นเม็ดยา เ้าจะเ็ปราวกับถูกไฟเผาผลาญกายเนื้อแต่เมื่อเ้าก้าวผ่านไปได้ ความเ็ปเหล่านี้มันจะแปรเปลี่ยนเป็พลังปราณอย่างรวดเร็วเ้าจะสามารถเข้าสู่พลังในขอบเขตใหม่ได้ทันที ข้าคงช่วยเหลือเ้าได้แค่นี้ ” นางเอ่ยเสร็จะโหายตัวไปในฉับพลัน
มันเร่งรีบออกจากบริเวณสำนักค้นหาถ้ำที่ปราศจากผู้คนห่างไปยี่สิบลี้ มันพบถ้ำตามที่มัน้า มันเข้าไปในถ้ำนี้ สังเกตเห็นเครื่องครัวเก่าจำนวนนึ่งอยู่รอบๆห้อง แสดงว่าที่ถ้ำนี้มีคนเคยอาศัยอยู่เมื่อนานมาแล้ว มันไม่รีรออันใดอีก หยิบถุงลูกแก้วัฟ้าห้าสิบลูกกับเม็ดยาปราณกระดูกโลหิตไว้ในมือนั่งพินิจว่ามันควรเลือกกลั่นอะไรก่อนดี เมื่อมันตัดสินใจเลือกลูกแก้วัฟ้าก่อน มันโยนลูกแก้วัฟ้าเข้าปากมันสิบเม็ดนั่งหลับตาชักนำพลังจากลูกแก้วเข้าสู่จุดตันเถียนแบ่งแยกสายพลังกระจายเข้าสู้เส้นลมปราณ มันััได้ถึงพลังปราณไหลผ่านไปทั่วร่างอย่างสงบ พลังปราณสีฟ้าแพร่ออกคลุมทั่วร่างเดียวสงบจุดกักเก็บพลังทั้งห้าไร้ความเปลี่ยนแปลงผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ระดับพลังมันจากเดิมอยู่ที่กำเนิดลมปราณขั้นที่เจ็ดในยามนี้อีกครึ่งก้าวมันจะเข้าสู่กำเนิดลมปราณขั้นที่แปด มันไม่อาจรีรอเวลาได้เพราะอีกหนึ่งวันก็ถึงกำหนดทดสอบเข้าสำนัก เฟยซุนหยิบลูกแก้วัฟ้าโยนเข้าปากไปทั้งหมดสี่สิบเม็ดสีหน้ามันเริ่มมีเม็ดเหงื่อ พลังปราณจากลูกแก้วจำนวนมาก เกิดเป็สายพลังที่คลุ้มคลั่งไม่อาจควบคุมวิ่งไหลผ่านไปทั่วร่าง เปรียบดั่งัฟ้าอันเกรี้ยวกราดหาทางออกสู่นอกร่างของมัน มันไม่คาดคิดว่าการฝืนกลั่นพลังจำนวนมาก จะส่งผลให้มันไม่สามารถควบคุมปราณอันบ้าคลั่งนี้ได้พลังปราณัสีฟ้าอันเกี้ยวกราดหมุ่นรอบจุดตันเถียนประหนึ่งท้าทายตัวมันถ้าแน่นจริงก็จับข้าให้ได้ ทว่าพลังปราณทมิฬตอบสนองการท้าทายนี้ มันหลุดออกจากการควบคุมที่จุดตันเถียนจับรัดพลังปราณัฟ้าที่เกี้ยวกราดอย่างบ้าคลั่ง ฉุดกระชากลากลงสู่จุดตันเถียนของเด็กหนุ่ม ปราณัฟ้าไม่อาจขัดขืนในยามนี้พลังปราณัฟ้าถูกปราณทมิฬกลั่นแยกเป็พลังห้าสายมุ่งสู่จุดกักเก็บพลังทั้งห้าร่างกายห่อหุ้มไปด้วยพลังปราณสีฟ้าอันเข้มข้น
ผ่านไปสี่ชั่วโมง
พลังปราณจากลูกแก้วัฟ้าถูกกลั่นจนหมดสิ้นระดับขั้นลมปราณตอนนี้มันเข้าสู่ลมปราณก่อตั้งขั้นหนึ่ง ซุนััได้ถึงพลังปราณและร่างกายเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก มันทดสอบเดินพลังปราณทมิฬเส้นลมปราณขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย จุดกักเก็บลมปราณมีทั้งหมดห้าจุดจุดที่หนึ่งมือขวา จุดที่สองมือซ้าย จุดที่สามต้นขาขวา จุดที่สี่ต้นขาซ้าย จุดที่ห้าหน้าอก
ทันทีที่มันเข้าสู่ชั้นลมปราณก่อตั้งขั้นที่หนึ่งจุดกักเก็บพลังที่มือขาวปรากฏชื่อเรียกเข้ามาในหัว “ ดาราทมิฬ ” มันลองหงายมือปลดปล่อยปราณทมิฬไว้ที่ฝ่ามือพลันปล่อยพลังปราณทมิฬออกไปด้านหน้า ทว่ากลุ่มพลังปราณทมิฬไม่ได้ออกจากฝ่ามือมันรู้สึกได้กำลังมีอะไรบ้างอย่างพุ่งเข้าหามัน มันจ้องมองอย่างระมัดระวัง ปรากฏเป็ขอนไม้ถูกดูดเข้าสู่ฝ่ามือมันรู้สึกถึงเศษเสี้ยวพลังธรรมชาติไหลเข้าสู่ฝ่ามือเล็กน้อยบึม ! ขอนไม้ะเิคามือจนไม่เหลือซาก
มันตั้งสติพินิจสภาพร่างกายตอนนี้มันก็ปกติก่อนหยิบเม็ดยาปราณกระดูกโลหิตรีบโยนเข้าปากไหลลื่นลงสู่ท้องมันทันใดนั้นร่างกายมันเหมือนโดนไฟเผาผลาญจนหมดสิ้น ใบหน้าบิดเบี้ยว ขบฟันสะกดกั้นความเ็ปเหงื่อไหลอาบทั่วร่าง แต่ความเ็ปนี้ ไม่อาจเทียบได้กับการกลืนไข่มุกกำเนิดลมปราณอูสรผลาญพิภพเมื่อคราวก่อนพลังปราณของเม็ดยานี้แพร่ออกไปทั่วร่าง มันฝืนความเ็ปรีบกลั่นพลังเข้าสู่จุดตันเถียนทันทีที่พลังเข้าสู่จุดตันเถียนพลังปราณทมิฬเสมือนเ้าถิ่นคุกคาม พลังปราณเม็ดยาปราณกระดูกโลหิตจนสิ้นฤทธิ์ พลังปราณทมิฬภายในร่างชักนำพลังแยกออกเป็ห้าสาย ใบหน้าของซุนแสดงสีหน้านิ่งไม่มีร่องรอยของความเ็ปต่อไป
ผ่านไปหกชั่วโมง
เฟยซุนเข้าชั้นลมปราณก่อตั้งขั้นสอง ทว่ามันยังไม่สามารถจัดการกระจายพลังปราณของเม็ดยาปราณกระดูกโลหิตได้สมบูรณ์มันชักนำพลังปราณที่ตกค้างอยู่นอกจุดตันเถียงดึงกลับเข้าสู่จุดตันเถียน ทว่าจู่ๆในห้วงความคิดของมันปรากฏคัมภีร์จักรวาลคืนอสูรขั้นที่หนึ่งใน “ อสูรเร้นกาย ” มันสามารถเข้าถึงทักษะได้ทันที ภายในใจรู้สึกประหลายใจเป็อย่างมากที่มันก็สามารถเข้าสู่ขั้นที่หนึ่งของเส้นลมปราณอูสรผลาญพิภพและคัมภีร์จักรวาลคืนอสูร มันหยุดการกลั่นพลังปราณก่อนลุกยืนขึ้นพร้อมเอ่ยเบาๆ “ อสูรเร้นกาย ” ร่างมันกำลังเลือนรางค่อยหายไปจากตรงที่มันยืนมันทดลองเดินไปห้าก้าว ร่างมันปรากฏอีกครั้ง ซุนพยายามทำความเข้าใจในวิชาอสูรเร้นกายมันมีอะไรนอกเหนือจากการเร้นกายหายไปจากสายตาบ้างในห้วงความคิดไม่มีคำอธิบายใดๆเลยนอกจากชื่อวิชา
มันหยิบหอกัดำขึ้นไว้ในมือพลันนึกถึง่ต่อสู้กับหมูป่าเกราะเงินเขี้ยวพิษยามนั้นมันเอาชนะได้ด้วยวิชาดับจันทราในเมื่อวิชาดับจันทราไม่ได้อยู่ในขั้นที่หนึ่งของเส้นลมปราณอูสรผลาญพิภพและคัมภีร์จักรวาลคืนอสูรแสดงว่าในหอกเล่มนี้มีวิชาซ่อนอยู่เหมือนกัน มันปล่อยพลังลมปราณก่อตั้งขั้นสองผสานเข้ากับหอกัดำยังไร้การตอบสนอง
มัน ปลดปล่อยปราณทมิฬผสานเข้ากับหอกในยามนี้หอกัดำปกคลุมไปด้วยปราณทมิฬ ตัวหอกสั่นอยู่บนมือซุนคล้ายอยากจะหลุดออกจากมือ ก่อนคล้ายมือออกช้าๆ หอกลอยตัวอยู่กลางอากาศมีเส้นลมปราณทมิฬเชื่อมถึงกันอยู่จู่ๆหอกก็หยุดสั่นแต่มันเริ่มหมุนเป็วงกลม มันค่อยๆย่อส่วนเล็กลงเท่ากับฝ่ามือซุนเห็นท่าไม่ดี มันพยายามจะยืนมือเข้าไปจับกลับคืน หอกัดำ เปล่งแสงสว่างจ้าไปทั่วถ้ำมันรีบดึงมือกลับคืนพร้อมปิดตา ทว่ามันรู้สึกเหมือนโดนบางอย่างกระแทกเข้าที่ต้นแขนด้วยความร้อนตอนนี้มันไม่อาจลืมตาได้ มันกัดฟันโดนความเ็ป ั์มันค่อยๆเปิดขึ้นก่อนจ้องมองไปยังบริเวณที่ถูกสึกเ็ปที่ต้นแขน
ปรากฏความว่า์เป็รอยแดงประหนึ่งโดนประทับด้วยเหล็กร้อนมันหันไปดูหอกัดำมันไม่อาจหาพบ มันยืนพินิจอย่างใจเย็นหรือคำว่า์ที่ต้นแขนมันคือหอกัดำของข้า มันจึงทดลองด้วยความอยากรู้อีกครั้งมันเอ่ยปากออกมา “ ์ ”ไม่มีอะไรตอบสนองมันเลย หรือว่าปราณทมิฬเท่านั้นถึงทำให้มันแสดงพลังได้มันหลับตาปล่อยปราณทมิฬครอบคลุมตัวมันพลันเอ่ยออกมาเบาๆ “ ์ ” จู่ๆหอกมันก็ปรากฏอยู่ในมือส่งเสียงดัง กึก หอกัดำแยกออกจากกันมันดึงหอกออกจากกัน กลายเป็กระบี่สองเล่มสีดำทมิฬ และสีชาด
ชื่อของมันปรากฏอยู่ในหัว “ กระบี่คู่อสูรทลายฟ้า ” ทักษะแรก ดับจันทรา คำอธิบายรวบรวมลมปราณทั้งหมดผสานลงกระบี่คู่ก่อเกิดพลังทำลายไม่อาจหักล้างยิ่งผู้ใช้ลมปราณสูงอำนาจทำลายล้างก็สูงไปด้วย ทำให้มันหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ต่อสู่กับหมูป่าเกราะเงินเขี้ยวพิษในยามนั้นมันไม่มีปราณเหลือเลย เพราะเหตุนี้วิชาดับจันทราจึงเหมาะเป็ไพ่ตายในการกำจัดศัตรูในครั้งเดียว