(จบ)ท่านอาหยุดตามใจข้าเสียที

    บทที่ 34 ไปช่วยคนที่พระราชตำหนักเฉียนคุน

    บทที่ 34 ไปช่วยคนที่พระราชตำหนักเฉียนคุน


    อวิ๋นตี้เดินออกมาจากด้านในของตำหนัก ยกมือขึ้น ให้ไม้โบยหยุดลง


    “อวิ๋นอินอิน เจ้าพูดมาเสีย เจ้าเป็นผู้ผลักหมิงจิ่นลงน้ำใช่หรือไม่?”


    “ข้าไม่ได้… ฆ่าคน…”


    เมื่อเห็นรอยยิ้มได้ใจและเยาะหยันบนใบหน้าของคนพวกนั้น อวิ๋นอินอินก็กัดฟัน พยายามฝืนแก้ต่างให้กับตัวเอง


    “ยังคงแก้ตัวอยู่อีกหรือ? ฮึ่ม! โบยต่อไป!”


    ไม้โบยถูกฟาดลงมาอีกครั้ง กระโปรงหรูฉินสีเขียวของสายน้ำที่เพิ่งได้มาใหม่เริ่มมีเลือดซึมออกมา อวิ๋นอินอินเจ็บจนไม่มีความรู้สึก สายตาเริ่มพร่าเลือน ในความมึนงง นางมองเห็นเงาร่างสีดำนั้น


    “เสด็จอา”


    อวิ๋นอินอินพึมพำ ทว่าร่างกายนี้ฝืนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว จึงหมดสติไป


    เซวียนเหยียนฟู่ราวกับได้ยินเสียงอันแผ่วเบาของเด็กสาว จึงเพิ่มความเร็วของฝีเท้า ในยามที่มาถึงด้านนอกของพระราชตำหนักเฉียนคุน เขามองเห็นสาวน้อยที่เต็มไปด้วยรอยเลือด ลมหายใจรวยริน ดวงตาที่ล้ำลึกก็เปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก และแดงก่ำ


    เสียงเคร้งดังขึ้น กระบี่ที่ข้างเอวของอาต้าถูกชักออกมา 


    ตวัดเข้าใส่องครักษ์ที่เป็นผู้โบย พริบตานั้น องครักษ์ก็ล้มลงไป บนใบหน้ายังคงประดับไว้ด้วยความตื่นตระหนก


    “กรี๊ด!”


    เหล่าหญิงสาวพากันกรีดร้องด้วยความตกใจ อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวยิ่งหวาดกลัวจนไปหลบอยู่ด้านหลังของสนมเหมย ส่วนสนมเหมยก็ขยับเข้าไปใกล้อวิ๋นตี้อย่างเงียบ ๆ


    เซวียนเหยียนฟู่หันศีรษะไป ดวงเนตรที่เย็นเยียบดุจดั่งอสรพิษมองไปยังพวกอวิ๋นตี้ จนอวิ๋นตี้ถอยไปด้านหลังก้าวหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว เหล่าคนที่อยู่ด้านหลังของเขาก็พากันถอยหลังไปหลายก้าวเช่นกัน


    “ฝ่าบาทควรมอบคำอธิบายให้กระหม่อมหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”


    อวิ๋นตี้ตั้งสติครู่หนึ่งจึงได้เอ่ยปาก “องค์หญิงเก้ามีเจตนาจะสังหารองค์ชายห้า”


    เซวียนเหยียนฟู่หัวเราะออกมาอย่างเย็นชา


    “นางอยู่ในตำหนักของกระหม่อมทั้งวัน เกรงว่าองค์ชายห้าเป็นผู้ใดก็ยังไม่รู้จัก แล้วจะไปฆ่าเขาได้อย่างไร”


    “นี่…” อวิ๋นตี้ไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไร


    ทว่าอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวที่หลบอยู่ด้านหลังสนมเหมย รวบรวมความกล้าพูดว่า “เสด็จอาอย่าได้ทรงถูกนางหลอกเชียวเพคะ ใครจะรู้ว่านางอยู่ในตำหนักเซ่อเจิ้งหวางทั้งวันหรือไม่ อีกอย่างขอเพียงแค่นางเอ่ยปากถามอย่างไม่ใส่ใจ ก็สามารถล่วงรู้หน้าตาของน้องห้าแล้วเพคะ”


    “เช่นนั้นเพราะจุดประสงค์ใดเล่า? อยู่ดี ๆ นางจะไปสังหารองค์ชายห้าด้วยเหตุอันใดกัน?”


    “อาจเป็นเพราะ… อาจเป็นเพราะนางแค้นเคืองที่ครั้งที่แล้วหม่อมฉันกับพี่หญิงใหญ่เข้าใจนางผิด ทุบตีนาง ดังนั้นตอนที่เห็นน้องห้าอยู่ข้างลำธาร จึงเกิดจิตคิดแก้แค้น ผลักเขาลงไปในธารน้ำ ใช่ ต้องเป็นอย่างนี้แน่เพคะ”


    เซวียนเหยียนฟู่มองอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวด้วยสายตาเย็นเยียบ กระทั่งอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวกลัวจนหลบไปอยู่ด้านหลังของสนมเหมย 


    “องค์หญิงรองช่างตัดสินคดีได้ดั่งเทพเซียน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไปนำตัวองค์ชายห้ามาเถิด ลองถามเขาดูว่าความจริงเป็นเช่นที่องค์หญิงรองเจ้ากล่าวหรือไม่” เมื่อเซวียนเหยียนฟู่กล่าวจบ อาเอ้อร์ก็หมุนกายไปที่ตำหนักของสนมเหมยทันที


    สนมเหมยเห็นเช่นนั้น ก็รีบส่งเสียงหยุดยั้ง


    “จิ่นเอ๋อร์ยังหมดสติอยู่ อีกอย่างเขาได้รับความตื่นตระหนก เซ่อเจิ้งหวาง ท่านจะสร้างความลำบากใจให้เด็กผู้หนึ่งด้วยเหตุใดกันเพคะ”


    “สนมเหมย ท่านลืมไปแล้วหรือว่าองค์หญิงเก้าก็เป็นเพียงเด็กอายุสิบหกสิบเจ็ดคนหนึ่งเช่นกัน” เสียงของเซวียนเหยียนฟู่เปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก “แต่พวกท่านกล้าปฏิบัติกับนางแบบนี้ได้อย่างไร!”


    เซวียนเหยียนฟู่ราวสัตว์ป่าดุร้ายที่กำลังบันดาลโทสะ สนมเหมยเห็นเช่นนั้นก็หวาดกลัวจนไม่กล้าเอ่ยปากอีก ได้แต่ยอมให้อาเอ้อร์ไปนำคนจากตำหนักของตน ส่วนคนอื่นยิ่งไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เพราะเกรงว่าคนถัดไปที่เขาสังหารจะเป็นตน


    อวิ๋นตี้ยืนอยู่ตรงนั้น อยากจะพูดช่วยสนมเหมยแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปาก


    เซวียนเหยียนฟู่ที่เป็นเช่นนี้ เขาไม่เคยพบมาก่อน


    ไม่นาน อาเอ้อร์ก็อุ้มองค์ชายห้าที่ตื่นแล้วเข้ามาวางลงเบื้องหน้าของเซวียนเหยียนฟู่


    “เสด็จแม่… เสด็จพ่อ”


    อวิ๋นหมิงจิ่นที่พึ่งตื่น ยังไม่ทันได้สติกลับมาจากความหวาดกลัวที่ตกน้ำ กลับถูกคนใช้กำลังบังคับอุ้มมาอย่างกะทันหัน ยามนี้ได้เห็นพวกสนมเหมยก็ร้องไห้ออกมาอย่างน้อยใจทันที


    สนมเหมยกำลังจะก้าวเข้าไป ทว่าคิดไม่ถึงว่าเซวียนเหยียนฟู่จะย่อกายนั่งลงไปก่อนนาง มือทั้งสองกุมไหล่ของอวิ๋นหมิงจิ่น ทำให้สนมเหมยหวาดกลัวจนไม่กล้าก้าวเข้าไป


    “รู้จักข้าหรือไม่?” เซวียนเหยียนฟู่เก็บความกริ้วโกรธของตน พยายามไม่ทำให้เด็กน้อยตกใจ


    อวิ๋นหมิงจิ่งพยักหน้า “ท่านคือเสด็จอาพ่ะย่ะค่ะ”


    “เช่นนั้นรู้จักนางหรือไม่?” เซวียนเหยียนฟู่ยกมือชี้ไปที่อวิ๋นอินอินที่ยังคงนอนอยู่บนพื้น 


    “เป็นพี่สาวที่ให้ขนมหวานข้า” อวิ๋นหมิงจิ่นยกยิ้มกว้าง กล่าวอย่างมีความสุข “ขนมของพี่สาวอร่อยมาก นางบอกว่าขอเพียงข้าไม่ร้องไห้ ก็จะให้ข้าอีกชิ้น”


    “เซ่อเจิ้งหวาง พระองค์ทรงได้ยินแล้ว องค์หญิงเก้านางนำขนมไปหลอกล่อจิ่นเอ๋อร์ก่อน จากนั้นถือโอกาสที่เขาไม่ทันระวัง ผลักเขาลงในลำธาร” สนมเหมยรีบรับคำพูดของอวิ๋นหมิงจิ่น และชักนำให้อวิ๋นหมิงจิ่นเอ่ยปาก “จิ่นเอ๋อร์ เจ้าพูดมาสิ มีคนผลักเจ้าใช่หรือไม่ เจ้าจึงตกลงไปในน้ำ?”


    อวิ๋นหมิงจิ่นพยักหน้า “ใช่ มีคนผลักพ่ะย่ะค่ะ”


    เซวียนเหยียนฟู่ขมวดคิ้ว ส่วนพวกสนมเหมยกลับถอนใจอย่างโล่งอก


    “แต่คนที่ผลักข้าไม่ใช่พี่สาว” ไม่รอให้สนมเหมยได้มีความสุขถึงหนึ่งลมหายใจ อวิ๋นหมิงจิ่นก็เอ่ยปากอีกครั้ง “แม้ข้าจะไม่รู้ว่าใครเป็นคนผลักข้า แต่ข้ารู้ว่า ผู้ที่ช่วยข้าขึ้นมาจากน้ำ คือพี่สาวคนนี้พ่ะย่ะค่ะ” 


    “นางผลักเจ้าก่อน จากนั้นค่อยแกล้งเป็นคนดีไปช่วยเจ้าหรือไม่?” อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวอดชักนำไม่ได้


    ทว่า อวิ๋นหมิงจิ่นกลับส่ายหัวอย่างมั่นใจ


    “คนที่ผลักข้า ใส่ชุดสีน้ำเงิน เป็นขันทีผู้หนึ่ง พี่สาวนางนี้จะมีเวลาไปกลับเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าได้อย่างไร?”


    พวกสนมเหมยต่างมองไปที่อวิ๋นหมิงจิ่นอย่างแค้นเคืองที่เหล็กมิเป็นเหล็กกล้า ในใจคิดไปว่าเหตุใดวันนี้เขาจึงได้พูดเก่งเช่นนี้


    และเมื่อเด็กชายกล่าวจบ เซวียนเหยียนฟู่ก็ยืนขึ้น หัวใจของพวกนางก็ลอยขึ้นมาถึงลำคออีกครั้ง ไม่รู้ว่าเขาจะกล่าวสิ่งใด หรือทำสิ่งใด


    ในคนเหล่านี้ ที่ทำตัวไม่ถูกที่สุดก็คืออวิ๋นตี้


    ที่จริงแล้วเขาก็หวาดกลัวอย่างมาก แต่เพื่อรักษาหน้า ก็ได้แต่แสร้งทำเป็นสงบมั่นคงต่อหน้าทุกคน


    “ในเมื่อความจริงกระจ่างแล้ว จิ่นเอ๋อร์พิสูจน์แล้วว่าองค์หญิงเก้าถูกเข้าใจผิด ส่วนองครักษ์ที่โบยองค์หญิงเก้าก็ถูกเซ่อเจิ้งหวางประหารแล้ว เรื่องนี้ก็แล้วกันไปเถิด” อวิ๋นตี้มองไปยังเซวียนเหยียนฟู่ พร้อมกล่าวอย่างระมัดระวัง “อาฟู่ เจ้าเห็นว่าอย่างไร?”


    เซวียนเหยียนฟู่ยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นช่างเย็นยะเยือก ทำให้ผู้คนสั่นสะท้านด้วยความหนาวเหน็บ


    “ในเมื่อฝ่าบาททรงตรัสให้แล้วกันไป เช่นนั้นก็ช่างเถิดพ่ะย่ะค่ะ”


    เมื่ออวิ๋นตี้ได้ยินคำพูดนี้ เขาก็ถอนใจอย่างโล่งอก รอดตัวไป…


    ทุกคนต่างก็พากันถอนใจอย่างโล่งอกเช่นกันที่รักษาชีวิตไว้ได้


    ทว่าพริบตาถัดมา สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไป เนื่องจากเซ่อเจิ้งหวางผู้สูงส่งนั้น ก้มกายลง อุ้มอวิ๋นอินอินขึ้นมาอย่างทะนุถนอม


    อวิ๋นอินอินรู้สึกว่าตนถูกยกขึ้นมาจากพื้นที่เย็นและแข็งไปอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่น นางพยายามออกแรงลืมตาขึ้น แต่สิ่งที่เข้าสู่สายตาคือใบหน้าด้านข้างอันสมบูรณ์แบบเละเด็ดขาดของเซวียนเหยียนฟู่


    “เสด็จอา… ข้า… ไม่ได้ฆ่าคน”


    เซวียนเหยียนฟู่ก้มหน้าลง มองใบหน้าดวงน้อยที่ซีดขาว ดวงตาที่เย็นชาจนเป็นปกติ กลับมีความปวดใจที่แม้แต่เขาก็ไม่รู้ตัว


    “ข้าเชื่อเจ้า”


    คำสั้น ๆ เพียงสามคำ ช่างเป็นน้ำเสียงอ่อนโยนที่เซวียนเหยียนฟู่มิเคยพูดมาก่อน


    อวิ๋นอินอินยิ้มอย่างพึงพอใจ จากนั้นหลับตาลง หมดสติไปอีกครั้ง


    เซวียนเหยียนฟู่อุ้มอวิ๋นอินอินหมุนกายไปกล่าวกับอวิ๋นตี้ และกล่าวกับทุกคนว่า


    “นับจากวันนี้ไป องค์หญิงเก้าจะประทับในตำหนักเซ่อเจิ้งหวาง ข้าจะตั้งใจฝึกฝนนาง เพื่อรับรองว่าอีกครึ่งปีให้หลัง นางจะมีคุณสมบัติพอที่จะเข้าร่วมการคัดเลือกพระชายาที่แคว้นต้าโจว”

    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ท่านอาหยุดตามใจข้าเสียที ที่คุณอ่าน