อาจารย์หยิบยันต์ที่เขียนเสร็จขึ้นมาแล้วอธิบายให้ผมฟังอย่างละเอียด
สิ่งที่เรียกว่า‘หัวยันต์เปิดฟ้า’หมายถึงการเริ่มต้นจรดเส้นแรกลงบนกระดาษยันต์สีเหลืองจากส่วนบนสุด
ส่วน ‘แก่นยันต์รวบรวมพลัง’ เป็นหัวใจสำคัญของยันต์แต่ละใบ
ยันต์ประเภทเดียวกันเมื่อเปลี่ยนส่วน‘แก่น’ผลลัพธ์ก็จะเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่โครงสร้างหลักยังคงมี ‘หัวยันต์’ และ ‘หางยันต์’ที่เหมือนกัน
สุดท้าย ‘หางยันต์เหยียบแผ่นดิน’ ต้องตวัดเส้นสุดท้ายลงบริเวณด้านล่างของกระดาษเหลืองให้เป็นเส้นเดียวจบ
หลังจากอธิบายเสร็จอาจารย์เน้นย้ำว่าการเขียนยันต์ไม่ใช่การวาดภาพ ต้องทำด้วยใจที่สงบนิ่งมีความจริงใจ และมีสมาธิที่แน่วแน่
ต้องใช้ปราณต้นกำเนิดหล่อเลี้ยงพู่กันเขียนให้ลื่นไหลจากต้นจนจบในคราวเดียวเท่านั้น ยันต์ถึงจะออกฤทธิ์ได้
หลังจากสอนเสร็จอาจารย์ยังบอกให้ผมอย่าเพิ่งลงมือเขียน แต่ให้ใช้เวลาทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งก่อน
โชคดีที่ความจำของผมค่อนข้างดีคำสอนของอาจารย์ทุกคำจึงจดจำไว้ได้หมด
จากนั้นผมก็เริ่มวิเคราะห์ว่าขั้นตอนต่อไปควรทำอย่างไร
ใจนิ่ง ใจจริงใจสื่อ สิ่งนี้เป็นแนวคิดที่คลุมเครือ แต่น่าจะหมายถึงสภาวะของจิตใจ
ก็เหมือนตอนทำข้อสอบถ้าสงบ มีสมาธิ ผลสอบก็จะออกมาดี แต่ถ้าตื่นเต้นหรือวิตกกังวลก็จะพลาดง่าย
เงื่อนไขสำคัญในการบรรลุสภาวะนี้คือการใช้ปราณต้นกำเนิดหล่อเลี้ยงพู่กัน แล้วตวัดยันต์ให้เสร็จในคราวเดียว
ผมสังเกตยันต์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบพู่กันขึ้นมาลองฝึกวาดโครงสร้างในอากาศโดยยังไม่จรดพู่กันลงกระดาษ
โครงสร้างของยันต์ไม่ได้ซับซ้อนมากและอาจารย์ก็อธิบายละเอียด ผมจึงจดจำเส้นทางการลากพู่กันได้ทั้งหมด
สุดท้ายผมตัดสินใจลองเขียนยันต์ดูสักครั้ง ภายใต้สายตาจับจ้องของอาจารย์
เริ่มจากใช้วิธีการหายใจที่อาจารย์สอนเพื่อสัมผัสปราณต้นกำเนิดในตันเถียน จากนั้นส่งพลังเข้าสู่พู่กันแล้วจรดพู่กันลงบนกระดาษอย่างมั่นคง
อาจารย์มองดูอยู่ข้างๆโครงสร้างและลำดับขั้นตอนของผมไม่มีผิดพลาด
แต่เมื่อผมตวัดเส้นสุดท้ายจบยันต์ที่เพิ่งเขียนก็ขาดกลางโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ มาก่อน
“ล้มเหลวสินะ...”ผมขมวดคิ้ว กล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ
อาจารย์เห็นว่าผมล้มเหลวก็ไม่โกรธ แต่กลับยิ้มออกมาแทน
“เสี่ยวเจียง!การเขียนยันต์นั้นไม่ได้ง่ายเหมือนการรวบรวมสามปราณหรอกนะ แม้แต่ยันต์พื้นฐานอย่างยันต์สะกดวิญญาณก็ยังต้องใช้เวลาในการฝึกฝนให้ตกผลึกเสียก่อนถึงจะสำเร็จได้
“นายพึ่งฝึกเป็นครั้งแรกแต่สามารถรวบรวมปราณและควบคุมยันต์ได้ขนาดนี้ ถือว่าไม่เลวเลยจริงๆ เมื่อครั้งที่ฉันฝึกยันต์นี้ยังใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม! นายมีพรสวรรค์บางทีอาจใช้เวลาน้อยกว่าฉันก็เป็นได้...”
ผมไม่ได้สนใจคำพูดของอาจารย์นักเพราะมัวแต่คิดหาสาเหตุของความล้มเหลว
ข้อผิดพลาดน่าจะอยู่ที่การควบคุมจังหวะของพลังปราณที่ยังไม่สม่ำเสมอ
ผมจึงปรับลมหายใจใหม่แล้วลงมือเขียนยันต์ซ้ำอีกครั้ง
คราวนี้ผมสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง
พู่กันในมือกับกระดาษยันต์เหลืองเบื้องหน้าราวกับกลายเป็นสิ่งเดียวกัน
ผมเพียงแค่จินตนาการถึงโครงสร้างของยันต์แล้วปล่อยให้เส้นหมึกเคลื่อนผ่านไปโดยอัตโนมัติ
ผมเริ่มร่ายคาถาไปพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว
“ฟ้ากลมดินเหลี่ยมกฎบัญญัติเก้าประการ ข้าจรดพู่กันลง บรรดาภูตผีจงหลบเร้น”
คาถาจบปลายพู่กันหยุดลง การเขียนยันต์ครั้งนี้สำเร็จโดยไม่ติดขัดเลยแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกันอาจารย์ที่ยืนอยู่ข้างๆกลับมีสีหน้าเปลี่ยนไป ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ
ผ่านไปไม่กี่วินาทีเขาก็กล่าวออกมาอย่างตกตะลึง “สำเร็จ...สำเร็จแล้ว!”
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆก่อนจะวางพู่กันลง แล้วพูดขึ้น “อาจารย์ ที่แท้การเขียนยันต์ก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น”
อาจารย์ถึงกับอ้าปากค้างมองยันต์ที่ผมเขียนอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะหยิบขึ้นมาดูด้วยความตกใจ
“เจ้า...เจ้าหนุ่มนี่เขียนแค่สองครั้งก็สำเร็จฉันละปวดหัวจริงๆ”
ผมหัวเราะพลางพูดแหย่ “อาจารย์ ท่านใช้เวลาหนึ่งวันเต็มเพื่อฝึกยันต์นี่หรือครับ”
อาจารย์ได้ฟังคำพูดของผมสีหน้าก็เปลี่ยนไปหลายครั้ง สลับกันระหว่างเขียวคล้ำกับซีดเซียว
ความจริงแล้วตอนที่อาจารย์เรียนยันต์นี้ เขาใช้เวลาถึงสามวันเต็ม
ที่บอกว่าใช้เวลาแค่วันเดียวนั้นเขาพูดเกินจริงไปไกล
แต่เมื่อเห็นผมเรียนรู้ได้รวดเร็วขนาดนี้แม้จะรู้สึกดีใจอยู่ในใจ แต่ก็ดูเหมือนจะเสียหน้าเล็กน้อย
สุดท้ายเขาใช้กำปั้นเคาะหน้าผากผมไปหนึ่งที แล้วหัวเราะพลางกล่าวว่า “เจ้าเด็กนี่!ตอนนี้เริ่มกล้าล้อเลียนฉันแล้วหรือ ดีๆฉันดูคนไม่ผิดจริงๆ นายมีพรสวรรค์ที่เหนือกว่าคนทั่วไปจริงๆ”
อาจารย์ดูมีความสุขมากส่วนผมก็ลูบหน้าผากตัวเอง แม้จะไม่เจ็บเท่าไรก็ตาม
ผมรับรู้ได้ถึงความดีใจจากใจจริงของอาจารย์
ท้ายที่สุดแล้วผมเป็นศิษย์ของเขา ถ้าผมเรียนรู้ได้ดี มันก็ถือเป็นเกียรติของอาจารย์เช่นกัน
“อาจารย์ผมเขียนยันต์นี้ได้แล้ว ท่านจะสอนยันต์อื่นให้ผมต่อเลยไหม” ผมกล่าวถามด้วยความคาดหวัง
แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงสายตาเย็นชา “เพิ่งเรียนรู้วิธีเดินก็คิดจะวิ่งเสียแล้วหรือฝึกเองให้ดีไปก่อน ฉันจะไปนอนแล้ว!”
พูดจบอาจารย์ก็ฮัมเพลงเบาๆ ก่อนเดินเข้าห้องพักไปปล่อยให้ผมยืนอยู่ในห้องรับแขกเพียงลำพัง
ความจริงแล้วผมเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะเรียนรู้ได้รวดเร็วขนาดนี้ แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดคือวิธีการสอนของอาจารย์ละเอียดและตรงประเด็นเขาชี้แนะทุกจุดที่จำเป็นอย่างชัดเจน
หลังจากนั้นผมยังคงฝึกฝนต่อเนื่องอีกหลายครั้ง
แต่ดูเหมือนว่าจิตใจผมจะเริ่มเร่งร้อนความพยายามครั้งต่อๆ มา ล้วนแต่ล้มเหลว
ไม่เพียงเท่านั้นผมยังรู้สึกเหนื่อยมากขึ้นทุกครั้งที่เขียนยันต์ลงไป เหมือนกับพลังชีวิตของตัวเองลดลงไปเรื่อยๆ
ผมเข้าใจแล้วว่าการเขียนยันต์ต้องใช้ปราณต้นกำเนิดอย่างมาก
ยิ่งปราณต้นกำเนิดลดลงร่างกายก็จะยิ่งอ่อนล้า
ในชั่วโมงต่อมาผมลองเขียนยันต์ไปทั้งหมดสิบครั้ง แต่กลับสำเร็จเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น
อัตราความสำเร็จเพียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ทั้งที่เปลืองพลังไปมากมาย
มันให้ความรู้สึกเหมือนเพิ่งวิ่งห้ากิโลเมตรเต็มกำลังมาหมาดๆเหนื่อยแทบหมดแรง
ผมรู้สึกว่าถ้ายังฝึกเขียนยันต์ต่อไปร่างกายคงจะรับไม่ไหว
สุดท้ายจึงต้องวางพู่กันลง
เมื่อมองยันต์สีเหลืองที่เขียนสำเร็จสามใบก็รู้สึกถึงความสำเร็จไม่น้อย
ผมนั่งลงบนโซฟาหวังจะพักสักหน่อย
แต่ดูเหมือนจะใช้พลังมากเกินไปเพียงเอนตัวลงพิงโซฟา ไม่นานผมก็ผล็อยหลับไป
ในห้วงฝันผมเหมือนจะได้ยินเสียงพูดคุยกัน
“เขานี่เอง”
“หน้าตาหล่อใช้ได้เลยนี่”
“ใครอนุญาตให้พวกเจ้าออกมาอยากกลับลงไปกันหมดหรือไง”
“…”
มีทั้งเสียงผู้ชายและผู้หญิงปะปนกันผมพยายามลืมตาดู แต่ไม่ว่าพยายามแค่ไหน เปลือกตาก็หนักอึ้ง จนไม่สามารถลืมขึ้น มันให้ความรู้สึกเหมือนฝันที่ผมไม่อาจควบคุมได้
เมื่อผมลืมตาได้ก็พบว่าเช้าวันใหม่มาถึงแล้ว
ผมยังคงนอนอยู่บนโซฟาโดยมีผ้าห่มผืนบางคลุมตัวไว้
เมื่อลุกขึ้นนั่งแล้วมองดูผ้าห่มคงเป็นอาจารย์ที่เอามาคลุมให้
ผมบิดขี้เกียจก่อนจะลุกขึ้นยืน
ยันต์ที่เขียนไว้เมื่อคืนยังคงวางอยู่บนโต๊ะน้ำชา
ผมหยิบมันขึ้นมาเก็บไว้อย่างดีก่อนจะล้างหน้าแล้วลงไปข้างล่าง
แต่เมื่อเดินผ่านแท่นบูชาของบรรพจารย์กลับพบว่าซากงูที่เคยวางบูชาอยู่หายไป
เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่างก็เห็นอาจารย์ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ กำลังยุ่งอยู่กับบางสิ่ง
“อาจารย์!”ผมเอ่ยเรียก
อาจารย์ได้ยินเสียงเรียกแต่ไม่ได้หันกลับมา เพียงกล่าวเสียงเรียบว่า “ต่อไปอย่านอนในห้องรับแขกอีก ที่นั่นตอนกลางคืนไม่สะอาด”
คำพูดของอาจารย์ดูเรียบง่ายแต่กลับทำให้ผมนึกถึงเสียงพูดคุยในฝันเมื่อคืน “อาจารย์ เมื่อคืน...ในห้องรับแขกมีบางอย่างออกมาใช่ไหม”
ก่อนหน้านี้อาจารย์ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายวันผมเริ่มมั่นใจแล้วว่าห้องที่ล็อกอยู่บนชั้นสองห้องที่สามต้องมีบางสิ่งที่อาจารย์เลี้ยงเอาไว้แน่
อาจารย์ไม่พูดอะไรเพียงพยักหน้าเบาๆ ถือเป็นการยอมรับ
เขาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มท่าทางของเขาบ่งบอกว่าไม่อยากพูดถึงสิ่งที่อยู่ในห้องนั้น
เมื่อเห็นว่าอาจารย์ไม่เต็มใจจะพูดผมก็ไม่ซักถามต่อ
ดูเหมือนว่าสิ่งที่อยู่ในห้องนั้นจะเป็นความลับที่อาจารย์ไม่อยากเปิดเผย
ขณะนั้นเองผมเห็นว่าอาจารย์หยิบบางอย่างขึ้นมาจากเคาน์เตอร์ เสียงดัง “กราว”ราวกับมีโซ่กระทบกัน
ผมหันไปมองก็พบว่ามันคือแส้เส้นหนึ่งซึ่งเป็นแส้สีขาวสะอาด
อาจารย์เพียงสะบัดเบาๆเสียง “เพียะ” ก็ดังขึ้น มันราวกับโซ่เหล็กสีขาว
“อาจารย์ท่านทำแส้นี้ขึ้นมาเองหรือ” ผมถาม
อาจารย์หันมายิ้มให้ก่อนจะตอบว่า “นี่คือสิ่งที่บรรพจารย์มอบให้นาย เอาไปลองดูสิ...”