ณ ตึกสมบัติ
ตอนนี้ลูคัสกำลังยืนอยู่หน้าเขตหวงห้ามที่มีเชือกเส้นใหญ่ทำเป็แนวกั้นไว้พร้อมป้ายกำกับ
"ศาสตราิญญาเสียหาย" เมื่อกวาดสายตาไปรอบห้องในที่สุดเขาก็พบเข้ากับกล่องไม้ที่มีฝุ่นจับหนารูปร่างของกล่องเป็ทรงยาววางชิดอยู่ด้านใน
เมื่อเข้าใกล้รอยสักเริ่มมีปฏิกิริยารุนแรงมากกว่าเดิมตนจึงเอามือปัดฝุ่นบนกล่องนั้นตนตัดสินใจเปิดดูก็พบเข้ากับดาบเล่มใหญ่สีดำหม่นดาบนี้มีความยาวโดยรวมเกือบสองเมตรด้านปลายสุดของคมดาบเป็ขอบมนเล็กน้อย ส่วนตัวด้ามจับเป็แท่งเหล็กสีเงินยาวราวฟุตครึ่งจุดแปลกตาคือดาบเล่มนี้มีโซ่สีดำสนิทล่ามไว้ั้แ่ส่วน้ามาจนก่อนถึงด้ามจับ
มือซ้ายเริ่มััดูก่อนอย่างระมัดระวังเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นจึงกุมไปที่ด้ามจับเมื่อลองพยายามยกดาบใหญ่ขึ้นจากกล่องไม้ด้วยมือข้างเดียว
"หนักจังวะ" พลังกายนับสิบดาวไม่สามารถทำให้ดาบขยับเขยื้อนได้
ตามสัญชาตญาณในเมื่อมือเดียวยกไม่ขึ้นมือขวาจึงเอื้อมออกไปหมายยกดาบจากพื้นด้วยมือสองข้าง
เมื่อรอยสักที่มือขวาวางลงแตะไปที่ด้ามจับวูบ!
เหมือนตกอยู่ในห้วงฝัน
ภาพตัดไปที่ชายชุดสีแดงคนหนึ่งขณะนี้ร่างนั้นลอยตัวอยู่บนท้องฟ้าท่ามกลางมหาสมุทรกว้างใหญ่สายลมพัดพาเสื้อผ้าและเส้นผมสีดำเข้มปลิวไสวทำให้เห็นใบหน้าของชายผู้นั้นไม่ชัดในมือขวาของเขามีดาบสีดำเล่มใหญ่เปล่งประกาย "มันคือดาบเล่มที่เขาััเมื่อครู่"แต่ต่างกันตรงที่ตอนนี้ดาบไม่มีโซ่ล่ามเอาไว้
ไอพลังประหลาดสีดำเข้มดูชั่วร้ายล้นทะลักจากตัวดาบเป็ระยะเบื้องหน้าของชายผู้นั้นปรากฏศัตรูนับพันกำลังเหินร่างถาโถมมาทั่วทิศทาง
ดาบใหญ่สีดำถูกเงื้อขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือขวาอย่างเชื่องช้าและเมื่อเขาสะบัดมันลงมาคลื่นลมปั่นป่วนท้องนภาเปลี่ยนสี เงาภาพดาบขนาดั์ขนาดตึกสิบชั้นซ้อนเรียงกันอยู่หลายสายร่วงหล่นลงตามแรงเหวี่ยงของมือเงาดาบกระจายออกรอบทิศเป็รูปดอกบัวโดยมีชายชุดแดงเป็ศูนย์กลาง ดาบนั้นผ่ามหาสมุทรจนแยกตัวออกเป็หลายฝั่ง
ดั่งวันโลกาวินาศเหล่าศัตรูนับพันมลายหายกลายเป็อากาศธาตุในบัดดลจากนั้นภาพก็ตัดกลับกลับมาภายในห้องอาวุธดังเดิม ลูคัสพบว่ารอยสักสีดำในมือขวากำลังส่องประกายมันกำลังเร่งดูดซับปราณจากภายนอกอย่างหนักหน่วงแข่งกับดาบในมือที่กำลังสูบปราณจากตันเถียนของลูคัสอย่างกระหาย
"ไม่" ลูคัสปล่อยมือออกจากดาบใหญ่ไม่ได้
ปราณในร่างกำลังถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็วหากไม่รีบนำดาบออกจากมือไม่นานเมื่อปราณทั่วร่างหมดสิ้นตนจะต้องถูกดาบสูบพลังชีวิตจนถึงแก่ความตายเป็แน่ "ปล่อยสิวะ"ตัวดาบเริ่มระเหยไอสีดำออกมาจากนั้นการดูดพลังปราณก็หยุดลง ทำให้เขาปล่อยมือออกจากดาบตามสัญชาตญาณ
เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มใบหน้าเด็กชายนั่งหอบลงกับพื้นสายตาจับจ้องไปยังดาบเล่มใหญ่
"ผ่ามหาสมุทรเชียวนะ" เห็นชัดว่าความโลภของเขานั้นมีมากกว่าความกลัว
เด็กชายรอสักพักให้รอยสักเติมปราณในตันเถียนก่อนตัดสินใจจะลองดูอีกรอบแต่เมื่อได้ััเข้ากับด้ามจับครานี้ดาบกลับไม่สูบกลืนปราณในร่างเขาอีกแล้ว กลับกันตอนนี้เขารู้สึกราวกับว่าดาบใหญ่เป็ส่วนหนึ่งของร่างกายตนเองมือขวาจึงคว้าออกไปตามสัญชาตญาณกึก.. ดาบขยับตัวจนท้ายที่สุดก็ยกลอยขึ้นเหนือพื้นอย่างง่ายดาย ลูคัสลองควงดาบเริ่มจากช้าจนเร็วขึ้นเป็ภาพที่ดูตลกเด็กชายร่างไม่ได้สูงมากกำลังควงดาบใหญ่ยาวเกือบสองเมตร
“ดาบดี”สายตาเขาเปล่งประกายด้วยความชอบลูคัสรู้สึกว่าดาบใหญ่เล่มนี้มีน้ำหนักเบาราวกับขนนก
เมื่อได้ยินเสียงโวยวายอาจารย์ผู้ดูแลเร่งฝีเท้าเข้ามาด้านในทันที
"นักเรียนเข้ามาทำอะไรตรงส่วนนี้" อาจารย์หญิงชราในชุดคลุมสีดำสอบถาม
"เดี๋ยวก่อนเธอยกดาบเล่มนั้นขึ้นมาได้อย่างนั้นเหรอ"หญิงชราทำหน้าราวกับเห็นผี
"ผมเอาคะแนนที่มีแลกดาบเล่มนี้ได้ไหมครับผมรู้สึกถูกชะตากับมันมากเลย"
"เื่นี้..." หญิงชราทำท่าทางลำบากใจ
"ยกให้ดาบให้เด็กนี่ไปริบแต้มภารกิจที่เขามีมาให้หมด" ฟรองซ์ทัวร์ เดอลากูน ก้าวเข้ามา
"รับทราบค่ะท่านอาจารย์ใหญ่" หญิงชราผงกศีรษะทำความเคารพแล้วจากไป
ในขณะที่ฟรองซ์ทัวร์กำลังเล่นกับนกอยู่นั้นเขารู้สึกถึงพลังอันชั่วร้ายบริเวณนี้จึงรีบมาตรวจสอบ
จากนั้นอาจารย์ก็ส่ายศีรษะเบาๆตัวเขามีวาสนากับเด็กคนนี้จริงๆ
"ไม่ต้องถามที่มาเื่ดาบเพราะข้าเองก็ไม่รู้ แต่ในเมื่อเ้าทำพันธสัญญากับมันแล้วก็นับว่าดาบเล่มนั้นเลือกเ้าแต่อย่างที่เห็นจิติญญาของตัวดาบเสียหาย"เขาชี้ไปที่โซ่ดำที่ล่ามตัวดาบไว้ก่อนชี้ไปยังศาสตราชิ้นอื่นที่มีโซ่ล่ามเหมือนกันนี่เป็สัญลักษณ์ของศาสตราที่จิติญญาเสียหาย
"อาวุธทุกชิ้นล้วนมีจิติญญาเป็ของตัวเองเมื่อผ่านการต่อสู้ที่รุนแรงจนเกินขีดจำกัดจะทำให้ิญญาของอาวุธแตกสลายเมื่อจิติญญาของอาวุธแตกสลายก็ไม่ต่างจากอาวุธธรรมดา"
อาจารย์ใหญ่บอกว่าอาวุธบางชิ้นซ่อมแซมตัวเองได้เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาส่วนจะใช้ระยะเวลาเท่าไหร่นั้นเขาก็ตอบไม่ได้เช่นกันอาจจะสิบปี ร้อยปีพันปีหรืออาจจะฟื้นคืนจิติญญาไม่ได้อีกเลยคนส่วนใหญ่จึงไม่รอแล้วหาอาวุธชิ้นใหม่มาทดแทน
"ข้าแนะนำให้เ้าเลือกอาวุธชิ้นใหม่เ้าจะทำตามไหม" ฟรองซ์ทัวร์ เดอลากูน ถามลูคัส
"ผมเชื่อว่าจิติญญาของดาบเล่มนี้จะกลับมาอีกครั้ง" เหมือนดาบสามารถรับรู้เจตจำนงของเด็กชายได้มันสั่นเทาเล็กน้อย
หลังจากมีการเชื่อมต่อทางจิติญญากับดาบใหญ่ทำให้ลูคัสรู้สึกได้หากมอบพลังปราณให้ดาบอีกสักหน่อยมันจะกลับมาใช้งานได้ดังเดิม
"งั้นเ้าไปได้แล้ว" อาจารย์ใหญ่พูดพร้อมเตรียมก้าวออกไป
ลูคัสพยายามจะเก็บดาบลงในเหรียญตราแต่เมื่อลองดูหลายครั้งเขากลับไม่สามารถกระทำได้
"ศาสตราระดับต่ำถึงระดับกลางสามารถเก็บในช่องเก็บของได้ส่วนศาสตราระดับสูงล้วนมีจิติญญาแห่งราชันย์
แม้จะไม่สมบูรณ์แต่ก็เป็ธรรมดาที่เ้าจะไม่สามารถเก็บมันลงในที่เก็บของได้"อาจารย์ใหญ่ค่อยๆ อธิบายให้เขาฟังอย่างใจเย็น
เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กชายรู้สึกยินดีอย่างน้อยดาบเล่มนี้ก็เป็ถึงศาสตราิญญาระดับสูงเขาเดินไปด้านหน้ากล่องไม้ที่เก็บดาบไว้คราแรกเมื่อกวาดสายตาดูก็พบสายสะพายที่ทำจากหนังสัตว์จึงหยิบมาแล้วสะพายดาบไว้ตรงด้านหลัง
แม้จะมีนักเรียนในสถานศึกษาหลายคนที่นำศาสตราิญญาพกไว้กับตัวแต่เมื่อเทียบกับการที่ชายร่างเล็กมีดาบดำเล่มใหญ่สะพายอยู่บนหลังทำให้ความโดดเด่นของเขานั้นเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว
"ต้องเข้าเรียนศาสตร์แห่งดาบกับอาจารย์มู่"เขาวางแผนไว้แล้วว่าจะเตรียมฝึกดาบเล่มใหญ่นี้ในอนาคต
ระหว่างทางที่เดินไปเริ่มมีนักเรียนคนอื่นทักทายชี้ให้เห็นว่าตอนนี้ลูคัสเริ่มจะมีชื่อเสียงภายในหมู่นักเรียนด้วยกันบ้างแล้วในที่สุดเด็กชายเดินทางมาจนถึงปราสาทดำเขาพบอากิโกะมายืนรออยู่ด้านหน้าทางเข้า
"สวัสดีอากิโกะ" ลูคัสยกมือทักทายก่อน
เด็กหญิงเหลือบมองดาบดำเล่มใหญ่ที่โผล่พ้นออกมาจากด้านหลังหลังชายครู่หนึ่งก่อนกล่าวออกมา
"พักนี้นายก้าวหน้าขึ้นมากเลยนะ"หญิงสาวยังคงเ็าเช่นเคย
"มาหาถึงที่นี่มีอะไรหรือเปล่า" เด็กชายถามอย่างสงสัย
"จะมาถามว่าได้ข่าวอึนจูบ้างมั้ยเพราะเราไม่เห็นเธอมาสักระยะแล้ว"
ลูคัสเล่าให้ฟังว่าก่อนไปเธอทิ้งจดหมายเอาไว้เมื่อไม่ใช่ความลับอะไรเด็กชายจึงมอบจดหมายฉบับที่อึนจูทิ้งไว้ให้
อากิโกะไป
หลังยืนสนทนากันอีกหลายเื่จากนั้นทั้งสองจึงแยกย้ายกัน
เวลานี้ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว
"อะแฮ่ม" มีเสียงกระแอมออกมาทางหลังเสา
"อ่าวรุ่นพี่เซเวียร์ผมตามหาตัวตั้งนานเื่วันนี้ขอโท.."
"ไม่จำเป็ต้องขอโทษ พี่ผิดเองที่สบประมาทเธอ"เซเวียร์กล่าวออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมโค้งขอโทษด้วยความจริงใจ
วันนี้เธอแอบตามลูคัสมาตลอดวันแต่ก็ไม่มีจังหวะได้เจอเขาแบบสองต่อสองเสียทีั้แ่เล็กจนโตเธอถูกเหล่าผู้คนสรรเสริญว่าเป็แม่มดน้อยอัจฉริยะมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อกลางวันนี้พอได้ประลองฝีมือกับเด็กชายตรงหน้าเธอถึงได้ตาสว่าง“เหนือฟ้าย่อมมีฟ้าเสมอ”
.