หลังจากสอบถามหม่าเฉินอยู่สองสามประโยคก็ได้ความว่าสถานที่สร้างตำนานใหม่ของจางชิวอิ๋งมิใช่ในจวน แต่เป็ริมแม่น้ำจึงต้องตามไปดูที่นั่น
"อิงเอ๋อร์ เ้าอยากจะขี่ม้าไปกับข้าหรือไม่” หลี่จวินเหยียนเอ่ยถามขึ้นทำให้จางลี่อิงที่กำลังจะขอให้พ่อบ้านหม่าเตรียมรถม้าให้ชะงักก่อนจะจ้องมองเขาอย่างหวาดหวั่น
“พี่จวินเหยียนจะขี่ตัวไหน ใช่ลมทมิฬหรือไม่”
“ใช่... ไยทำหน้าเช่นนั้น กลัวมันงั้นหรือ”
“อือ... ข้าได้ยินมาว่ามันดุร้ายข้าไม่ใช่นายของมัน อยู่ ๆ ขึ้นไปนั่งบนหลังของมัน ข้ากลัวว่าจะทำให้มันไม่พอใจ”
“ไม่ต้องกลัว ชื่อของมันอาจฟังดูดุร้ายแต่จริง ๆ แล้วมันเป็ม้าที่อ่อนโยนและใจดีมาก” หลี่จวินเหยียนพูดปลอบ
จางลี่อิงได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะประณามเขาทางสายตา!
ในชีวิตก่อนเหตุที่หลี่จวินเหยียนได้รับสมญานามว่าอ๋องปีศาจไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์เท่านั้นแต่ทุกอย่างรอบตัวล้วนแผ่กลิ่นอายกดดันเหยียบผู้อื่นเอาไว้ใต้ฝ่าเท้าและหนึ่งในนั้นก็คือลมทมิฬอาชาคู่กายของเขา มันมีขนสีดำสนิทเงางามเหมือนนิลตัวใหญ่ แข็งแกร่ง มันไม่เพียงอึดและวิ่งเร็ว แต่ยังฉลาดและดุร้ายอีกด้วย
จวิ้นอ๋องสามีของนางเคยพยายามจะขี่มันไม่เพียงถูกมันสะบัดลงแต่ยังโดนไล่เหยียบซ้ำอีกด้วย
ในยามนั้น จางลี่อิงมองดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆแต่นางก็เห็นว่าเ้าลมทมิฬมองจวิ้นอ๋องด้วยแววตาดูถูกเหยียดหยามราวกับกำลังจะบอกว่าอยู่ระดับต่ำกว่าถือสิทธิ์อันใดมาขี่หลังมันอย่างไรอย่างนั้น
ฉะนั้นที่หลี่จวินเหยียนบอกว่ามันเป็ม้าที่อ่อนโยนและใจดีนั้นโกหกทั้งเพ!
“อย่ามาปดข้า”
“ไม่ต้องกลัว มันอาจจะไม่น่ารักกับคนอื่นแต่เชื่อข้าเถิด มันจะน่ารักกับเ้าแน่นอน.... นั่นมันมาพอดี มาลูบหัวมันสักทีสิ”
ประจวบเหมาะกับเ้าลมทมิฬถูกเฉินอี้จูงมาพอดี หลี่จวินเหยียนจึงชักชวนให้จางลี่อิงลูบหัวมัน
เด็กหญิงตัวน้อยส่ายหัวและไม่ยอมขยับตัว เขาจึงพยักหน้าสั่งให้เฉินอี้จูงม้าเข้ามาใกล้ ๆ
“อือ! มันมาแล้ว..."
“ไม่ต้องกลัว” หลี่จวินเหยียนโอบร่างเล็กเอาไว้และจับมือนางให้ยื่นไปหาเ้าลมทมิฬ
พรืดดด!
นอกจากเ้าม้าจอมเย่อหยิ่งจะเข็ดคอเอาไว้ไม่ยอมก้มลงมาััฝ่ามือเล็ก ๆ แล้วยังพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆและเหลือบมองลงมาเหมือนกำลังไม่พอใจอีกด้วยทำเอาจางลี่อิงสะดุ้งใกลัวหลี่จวินเหยียนจึงจ้องมันด้วยแววตาที่เยือกเย็นลง
“ลมทมิฬ นี่คืออิงเอ๋อร์ของข้า ก้มลงมาให้อิงเอ๋อร์ของข้าลูบเดี๋ยวนี้"
เ้าลมทมิฬแสนรู้ไม่เบาพอมันได้ยินเ้านายบอกว่านี่คืออิงเอ๋อร์ของข้า มันก็ยอมก้มหัวลงมาให้นางลูบ
“เห็นหรือไม่.... จริง ๆแล้วลมทมิฬเป็ม้าที่อ่อนโยนใจดีมาก เ้าไม่จําเป็ต้องกลัวมันเลย"
“จะ... จริงหรือ " จางลี่อิงสบตากับเ้าม้าตัวโตคราวนี้แววตาของมันอ่อนโยนขึ้นไม่น้อย
“จริงสิลมทมิฬต่อไปแกต้องช่วยดูแลอิงเอ๋อร์ของข้าด้วย เข้าใจหรือไม่"
ฮืดดด
มันพยักพเยิดคอเหมือนรู้ความทำเอาจางลี่อิงรู้สึกอัศจรรย์ใจมาก ความกลัวของนางที่มีต่อมันจึงค่อย ๆ ลดลง
“ลมทมิฬ... เรามาเป็มิตรกันดีหรือไม่"
อืดดด
มันพยักพเยิดอย่างแสนรู้อีกครั้ง จางลี่อิงจึงคลี่ยิ้มออกมา
“พี่จวินเหยียน เ้าลมทมิฬดีจริง ๆ ฉลาดและเป็ม้าที่รูปงามมาก”
พอถูกพูดชมมันก็เชิดคอขึ้นเหมือนกำลังจะบอกว่านางพูดได้ไม่ผิดทำเอาจางลี่อิงถึงกับหัวเราะคิกคักออกมา
หลี่จวินเหยียนก้มลงมองเด็กหญิงตัวน้อยที่ตนโอบอยู่ด้วยแววตาที่อบอุ่นมุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยคราวนี้พ่อบ้านหม่าและคนจวนอ๋องอีกนับสิบตกตะลึงจนอ้าปากค้าง เฉินอี้พ่นลมหายใจขึ้นจมูกอย่างดูแคลนที่คนพวกนี้สังเกตเห็นได้ช้ายิ่งเขารู้เขาเห็นมาตั้งสามเดือนแล้วว่าท่านอ๋องน้อยปฏิบัติกับคุณหนูแตกต่างกับคนอื่น
“มา... ข้าจะอุ้มเ้าขึ้นหลังมัน"
หลี่จวินเหยียนอุ้มนางส่งขึ้นหลังม้าจากนั้นก็ะโตามขึ้นมานั่งซ้อนหลัง บังคับบังเหียนควบออกจากจานอ๋องโดยมีเพิ่งเกี่ยวกับผู้ติดตามอีกสี่ห้าคนตามมาด้วย
จางลี่อิงรู้สึกว่าบนหลังของลมทมิฬสูงมากตอนแรกนางก็รู้สึกกลัวอยู่บ้าง จึงจับอานนั่งเอาไว้แน่นแต่ในเวลาต่อมาสายลมที่พัดเข้าหน้า ก็ทำให้นางรู้สึกสดชื่นขึ้น จนความกลัวนั้นค่อยๆ หายไป
“เอาไว้ข้าสอนเ้าขี่ม้าดีหรือไม่” หลี่จวินเหยียนก้มลงมาถามข้างหู
“จะดีหรือ... ข้าเคย... เอ่อ...กลัวตกหลังม้า”
ในชีวิตก่อนนางเคยลองฝึกขี่ม้าตามคำชวนของกัวหลิงหรง แต่อยู่ ๆม้าก็ตื่นใ จนนางพลัดตกลงมา ต้องรักษาตัวอยู่เป็เดือนนางจึงอดไม่ได้ที่จะรู้ลึกกลัว
ดวงตาของหลี่จวินเหยียนแข็งกร้าวขึ้นทันทีที่ได้ยินคำว่าตกหลังม้าแต่เมื่อรู้สึกถึงเส้นผมนุ่มพัดมาโดนปลายคาง แววตาของเขาก็อ่อนลง
“มีข้าอยู่ เ้าจะกลัวอันใดข้าไม่ปล่อยให้เ้าตกอยู่ในอันตรายอยู่แล้ว... ฝึกเอาไว้เถิด ขี่ม้าเป็มีประโยชน์จะไปไหนก็สะดวก หากเกิดเหตุการณ์ร้าย ก็ยังหนีได้รวดเร็ว” คำพูดของหลี่จวินเหยียน ทำให้จางลี่อิงรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นนางััได้ถึงความห่วงใยและความปรารถนาดีจากเขา
“เช่นนั้นลำบากพี่จวินเหยียนแล้ว”
พอจางลี่อิงพูดเช่นนี้เท่ากับยอมฝึกมุมปากของคนพี่ยกขึ้นเล็กน้อย
เฉินอี้ที่ขี่ม้าขนาบอยู่ด้านข้างเหลือบมาเห็นเข้าพอดี จึงอดไม่ได้ที่จะแปลความหมายของรอยยิ้มนั้นออกมา
เพื่อเ้าแล้ว....ไม่รู้สึกลำบากเลยสักนิด
เฉินอี้หัวเราะออกมาเบาๆ เขาเกลียดตัวเองที่แปลความหมายได้คันหัวใจถึงเพียงนี้
แต่ถ้าเป็จริงท่านอ๋องน้อยรู้สึกกับคุณหนูเกินกว่าน้องสาว เฉินอี้ก็ไม่คิดว่าเป็เื่ผิดเช่นกันคู่รักในวัยเด็กมีให้เห็นอยู่มากมายแค่ต้องอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมก็เท่านั้นเอง
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงแม่น้ำสิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้าคือกงล้อไม้ขนาดใหญ่ห้าล้อกำลังหมุนวัดน้ำขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง
“พระชา... ท่านชิวอิ๋งเก่งเกินไปแล้วนางคิดได้อย่างไร" เฉินอี้พูดชมออกมา
จางลี่อิงเองก็ตกตะลึงอยู่เช่นกันของแบบนี้ไม่ใช่ว่านางไม่เคยเห็นในชีวิตก่อนกัวหลิงหรงเคยทำมันออกมาหลังจากที่เข้าถวายตัวเป็สนมแล้วเพียงแต่นางคาดไม่ถึงว่าอยู่ ๆ มารดาของนางจะทำออกมาได้ก่อนเช่นนี้
“ท่านแม่เก่งเกินไปแล้ว"
“นั่นสิ...บางทีอาหญิงอาจจะแสดงสิ่งที่น่าประหลาดใจออกมาเรื่อย ๆ เ้าก็จงทำตัวให้ชิ้นเถิด” หลี่จวินเหยียนพูด ก่อนจะะโลงจากๆหลังม้า และอุ้มนางตามลงมา
“ท่านแม่!”
“อิงอิง มาดูกังหันวิดน้ำนี้สิลูก” จางชิวอิ๋งกวักมือเรียกจางลี่อิงจึงวิ่งโผเข้าไปหา
“สิ่งนี้เรียกว่ากังหันหรือเ้าคะ"
“ใช่แล้ว"
“ท่านแม่เก่งยิ่ง” จางลี่อิงอดไม่ได้ที่จะพูดยกย่องมารดาขึ้นมา
“นี่เป็ความดีความชอบของบรรพบุรุษและท่านยายของเ้า”
“อย่างไรหรือเ้าคะ”
“ตอนแม่เด็ก ๆท่านยายของเ้าเคยทำตามแบบในตำราของบรรพบุรุษให้แม่เล่น"
“ท่านยายทำของเล่นให้ท่านแม่ใหญ่ถึงเพียงนี้เลยหรือเ้าคะ” จางลี่อิงหันไปมองกังหันวิดน้ำ รู้สึกว่ามันใหญ่เกินกว่าจะเป็ของเล่น
“ไม่ใช่ ตอนนั้นท่านยายทำออกมาเป็ชิ้นเล็กๆ ไม่นานก็ผุพังไปแม่เองก็หลงลืมไปแล้วเช่นกัน จนเมื่อเร็ว ๆ นี้แม่รู้สึกว่าการลำเลียงน้ำไปที่แอ่งเกลือค่อนข้างยากล่าบาก เปลืองกำลังคนจึงนึกออกว่าเคยมีของเล่นขึ้นนั้นและคิดว่ามันน่าจะมาใช้แก้ปัญหาเื่การส่งน้ำได้”แววตาของจางชิวอิ๋งยามเล่าถึงอดีตดูคิดถึงอยู่ไม่น้อย จางลี่อิงจึงตบหลังมือปลอบประโลมนางเบาๆ
“ท่านแม่ไม่เพียงแค่นึกออกแต่ยังนำมาสานต่อจนเกิดประโยชน์ท่านยายจะต้องปลื้มใจในตัวท่านแม่อย่างแน่นอนเ้าค่ะ”
“ใช่แล้ว....ก่อนหน้านี้ข้ามีแผนจะขุดคลองไปยังพื้นที่เพาะปลูก เพื่อที่จะได้เพาะปลูกได้โดยที่ไม่ต้องรอฝนหรือไม่ก็จะได้เพาะปลูกได้เพิ่มขึ้นหลังจากที่หมดฝนไปแล้วเมื่อมีเ้าสิ่งนี้ขึ้นมา ทุกอย่างก็ง่ายขึ้น ไม่จำเป็ต้องขุดคลองอีกต่อไป”
ซ่งจินหนิงพูดขึ้นอย่างปีติยินดีความจริงแล้วการขุดคลองไม่เพียงใช้แรงงานเยอะ แต่ยังมีความเสี่ยงตามมาด้วยยามมีน้ำป่าไหลหลากมา ทิศทางน้ำอาจจะเปลี่ยนไปจากเดิมพวกเขาจะรับมือกับภัยพิบัตินี้ได้ยากขึ้นนี่ก็เป็อีกหนึ่งเหตุผลที่การขุดคลองยังทำได้แค่คิด ไม่ได้ลงมือทำเสียที
“ข้าดีใจที่ความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆของข้ามีประโยชน์กับท่านเ้าค่ะ”
“นี่ไม่ใช่ความรู้แค่เล็กน้อย... อิ๋งอิ๋ง ข้าโชคดีจริง ๆ ที่มีเ้า”แววตาที่ซ่งจินหนิงใช้มองจางชิวอิ๋งในยามนี้คือยิ่งกว่ารักทำเอาจางชิ๋วอิ๋งเขินอายจนต้องก้มหน้าลงหลบสายตา