สี่หนุ่มเดินมุ่งหน้าไปทางหลังร้านอาหารเพื่อเข้าห้องน้ำ โดยมีมิกกี้และกฤษฎิ์เดินนำไปก่อน ทิ้งระยะให้จินและติณณ์เดินตามมาอยู่ห่างๆ
ทันทีที่มิกกี้และกฤษฎิ์ก้าวเข้าสู่ประตูห้องน้ำชายที่เปิดไว้อยู่แล้ว บรรยากาศรอบตัวพลันบิดเบี้ยวไปอย่างฉับพลัน อากาศเย็นะเืจนกัดกินิั มิกกี้ถึงกับชะงักฝีเท้าอยู่กับที่ราวกับถูกแช่แข็ง เมื่อความรู้สึกคุ้นเคยที่เย็นชืดและหนักอึ้งจู่โจมเข้าที่กลางอกอย่างรุนแรง เพราะมันคือเหตุการณ์ที่เขาจำได้ขึ้นใจ
ความรู้สึกนั้นเหมือนกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่วิ่งผ่านกระดูกสันหลัง ปลุกสัญชาตญาณการเอาตัวรอดให้ตื่นตัวถึงขีดสุด เขาพยายามสูดหายใจเข้าปอดแต่กลับพบเพียงกลิ่นอายของความชื้นแฉะและกลิ่นสาบสางที่ลอยวนอยู่ในอากาศ แววตาภายใต้กรอบแว่นตาสี Rose Gold ของเขาเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย ขณะที่มิกกี้จมดิ่งอยู่กับความทรงจำอันตึงเครียด กฤษฎิ์กลับรู้สึกถึงความผิดปกติที่คืบคลานเข้ามาในรูปแบบของมวลอากาศที่หนักอึ้งและกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ในฐานะตำรวจสายสืบที่ผ่านสถานการณ์เสี่ยงตายมาหลายครั้ง ความรู้สึกเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะปลุกความหวาดกลัวของเขาได้
กฤษฎิ์ยังคงรักษาความสุขุมไว้ได้อย่างน่าทึ่ง แววตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัวเพื่อประเมินสถานการณ์ตามสัญชาตญาณ แม้ััรอบข้างจะบิดเบี้ยวจนดูไม่น่าไว้วางใจ แต่สำหรับเขามันเป็เพียงความผิดปกติอย่างหนึ่งที่ต้องตั้งรับด้วยสติ เขาไม่ได้ถอยหนีหรือสั่นกลัว แต่กลับยืนหยัดด้วยท่าทีที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับสิ่งที่มองไม่เห็นนั้นอย่างไม่ลดละ
สภาพห้องน้ำของร้านอาหารที่ควรจะสะอาดตาและอบอวลด้วยกลิ่นหอม แปรเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละสถานที่ ความเสื่อมโทรมคืบคลานเข้าปกคลุมทุกตารางนิ้ว คราบตะไคร่น้ำสีเขียวเข้มจนเกือบดำเกาะกินไปตามผนังปูนที่ชื้นและเย็นชืด แสงไฟจากหลอดนีออนเก่าคร่ำคร่า้ากะพริบถี่เป็จังหวะที่ชวนให้ตาพร่ามัว ติด ๆ ดับ ๆ สลับกับเสียงครางหึ่ง ๆ คล้ายปีกแมลงนับพันที่กระพือพร้อมกันจนเสียงนั้นดังลึกเข้าไปในโสตประสาท บีบคั้นให้รู้สึกประสาทเสียอย่างถึงที่สุด
คราวนี้มิกกี้ไม่ได้ถอยหนีเหมือนทุกครั้ง แต่เขากลับกวาดสายตามองไปรอบบริเวณที่บิดเบี้ยวนั้นด้วยความใคร่รู้ ภาพความทรงจำอันเลวร้ายในครั้งก่อนที่ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่มองไม่เห็นเพียงลำพังในห้องน้ำลักษณะเดียวกันนี้ ผุดชัดขึ้นมาในหัวราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ วินาทีนั้นเขาหลับตาลงเพื่อซึมซับเอาความหวาดกลัวและความอัปยศที่เคยโดนหลอก่เช้ามาเป็เครื่องเตือนใจ ทันทีที่ลืมตาขึ้น ความรู้สึกเ่าั้ก็แปรเปลี่ยนเป็เปลวไฟแห่งความมุ่งมั่น
มิกกี้กำสายกระเป๋าสะพายที่บรรจุผลงานชิ้นเอกของเขาไว้แน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว แววตาที่เคยสั่นไหวหวาดระแวงถูกแทนที่ด้วยรังสีแห่งความเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน หัวใจของเขาเต้นรัวไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็ด้วยความตื่นเต้นที่กำลังจะได้เผชิญหน้ากับมันอีกครั้ง
มิกกี้นิ่งสงบเพื่อรอคอย่เวลาสำคัญ... ที่เขาได้วางเดิมพันทุกอย่าง เพื่อทดสอบและพิสูจน์ให้โลกใบนี้ได้เห็นว่า เทคโนโลยีที่เขากลั่นกรองมาจากสติปัญญาและความแค้นนั้น มีอานุภาพเพียงพอที่จะทะลายกำแพงแห่งความเร้นลับ และสื่อสารกับสิ่งที่มนุษย์หวาดกลัวมานับพันปีได้จริงๆ
มิกกี้และกฤษฎิ์ก้าวเข้าไปจนถึงกึ่งกลางห้องน้ำที่หนาวเหน็บท่ามกลางความสลัวของแสงไฟนีออนที่กระพริบ กระจกเงาบานใหญ่ที่ฝังติดผนังกลับสะท้อนภาพของพวกเขาออกมาอย่างบิดเบี้ยว เงาในกระจกดูมืดดำและขุ่นมัวมากเกินความเป็จริง ราวกับว่ามีใครอีกคนกำลังจ้องมองออกมาจากภายในแผ่นกระจกนั้น ยิ่งมองก็ยิ่งชวนให้รู้สึกชาวาบไปถึงกระดูกสันหลัง ก่อนที่มิกกี้จะหยุดลงพร้อมกับโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมและเฉียบขาด
“มันมาแล้ว!”
กฤษฎิ์ซึ่งยืนอยู่เคียงข้างััได้ถึงความผิดปกติที่ทวีความรุนแรงขึ้น มวลอากาศรอบตัวดูเหมือนจะขยายตัวจนหนักอึ้งและกดทับหน้าอกจนหายใจลำบาก เขากวาดสายตามองไปทั่วห้องน้ำที่บิดเบี้ยวด้วยความหวาดระแวง สัญชาตญาณส่วนลึกเริ่มทำงานพลางตั้งคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่มิกกี้เห็นคืออะไรกันแน่ เขาจึงถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ “เป็อะไรไปมิกกี้? ใครมา? นายมองหาใครเนี่ย!”
แต่มิกกี้กลับไม่ได้ปริปากตอบแม้แต่คำเดียว เขายังคงยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหินที่ถูกสลักไว้ ร่างกายทุกส่วนเกร็งเขม็งจนเส้นเืที่ขมับปูดโปน แววตาจดจ้องไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้าด้วยความระแวดระวัง เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่มองไม่เห็นที่กำลังคืบคลานเข้ามาทุกขณะ กฤษฎิ์ที่เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีพยายามจะดึงสติเพื่อนเพื่อให้ออกจากภวังค์อันน่าขนลุกนี้ “นายจะทำอะไร...”
พูดยังไม่ทันจบประโยค เสียงของกฤษฎิ์กลับถูกกลืนหายไปในความเงียบงันที่เข้าจู่โจมอย่างฉับพลัน เมื่อเสียงสะอื้นอันโหยหวนแหบพร่าดังแทรกขึ้นมา มันเป็เสียงที่แฝงไปด้วยความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จนทำให้บรรยากาศรอบตัวหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบถูกหยุดเวลาไว้
ฮึก... ฮือ...
เสียงสะอื้นอย่างโหยหวนที่เคยแ่เบาราวกับเสียงกระซิบ กลับเริ่มดังขึ้นและสะท้อนก้องไปตามผนังปูนที่เย็นชืด เสียงนั้นบีบคั้นประสาทจนทำให้แก้วหูสั่น บรรยากาศรอบตัวพลันดิ่งวูบลงสู่ความหนาวเหน็บอย่างฉับพลัน เป็ความเย็นที่แหลมคมคล้ายเข็มนับพันที่ทิ่มแทงและกัดกินิั
กฤษฎิ์ยืนนิ่งราวกับถูกตรึงอยู่กับที่ สัญชาตญาณในฐานะสายสืบถูกทดแทนด้วยความเย็นะเืที่เกาะกินหัวใจ จนก้าวขาไม่ออก แต่คนข้างกายอย่างมิกกี้กลับมีท่าทีต่างออกไป แววตาที่เคยสั่นไหวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นของนักประดิษฐ์ที่้ากู้คืนศักดิ์ศรี
มิกกี้จับเครื่อง Spectral Tracker ในมือไว้แน่น เขาก้มหน้าลงพร้อมจ้องการแสดงผลบนหน้าจอ LED อย่างไม่วางตา ใน่แรกสัญญาณยังคงนิ่งสงบเป็ปกติ แต่ทันทีที่น้ำในก๊อกน้ำที่เคยปิดสนิทกลับไหลทะลักออกมาเองเป็น้ำใสที่เย็นจัด มิกกี้ก็โพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า “จังหวะนี้แหละ!”
สิ้นเสียงนั้น สัญญาณบนหน้าจอก็แกว่งทันควัน ตัวเลขเริ่มะโไปมาอย่างไร้ทิศทาง จนพุ่งทะยานทะลุขีดจำกัดสูงสุด หน้าจอสีเขียวพลันเปลี่ยนเป็สีแดงฉานสว่างวาบ พร้อมเสียงสัญญาณเตือน
ตื๊ด... ตื๊ด... ตื๊ด! ที่ดังแหลมยาวจนแสบแก้วหู
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนตั้งตัวไม่ติด น้ำไหลทะลักออกจากก๊อกมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเขื่อนแตก ่จังหวะชุลมุนนั้นเอง จู่ๆ กระจกเงาบานใหญ่เกิดรอยร้าวลึก ก่อนที่ผิวหน้ากระจกจะกระเพื่อมเป็ระลอกคลื่นราวกับผิวน้ำ ทันใดนั้น มือสีขาวซีดที่ไร้เืหล่อเลี้ยงพุ่งพรวดออกมา เล็บสีดำสนิทครูดไปกับขอบกระจกเสียงแหลมสูง ใบหน้าซีกหนึ่งของหญิงสาวปริศนาที่มีตาขาวโพลนโผล่พ้นเงากระจกออกมา พร้อมกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง มือนั้นคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของมิกกี้แล้วกระชากร่างเขาหวังจะลากเข้าไปในมิติหลังบานกระจก
“มิกกี้!” กฤษฎิ์ร้องลั่นพร้อมพุ่งตัวเข้าใส่ด้วยสัญชาตญาณที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี เขาใช้มือหนึ่งคว้าแขนเพื่อนไว้ อีกมือกำหมัดแน่นแล้วชกเข้าที่ใบหน้าของิญญาร้ายอย่างสุดแรงหวังจะให้มันปล่อยมือ แต่หมัดนั้นกลับััได้เพียงความเย็นวาบที่ทะลุผ่านร่างไป
กฤษฎิ์ไม่ยอมแพ้ เขาพยายามใช้หมัดต่อยเข้ากับิญญาร้ายอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกหมัดที่เหวี่ยงออกไปอย่างสุดแรงกลับััได้เพียงมวลอากาศที่เย็นะเื มือของเขาทะลุผ่านใบหน้าที่โผล่พ้นกระจกออกมานั้นไปราวกับชกเข้าใส่หมอกควัน ไม่ว่าจะพยายามคว้าจับข้อมือซีดขาวที่ยื่นออกมามากเท่าใด มือของเขากลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่าที่ชวนใจหายเท่านั้น จนกระทั่ง เขาเริ่มตระหนักว่ากำลังเผชิญหน้ากับอำนาจที่ไม่สามารถใช้กำลังกายเข้าสู้ได้
ขณะที่กฤษฎิ์ไม่อาจััตัวมันได้เลยแม้แต่ปลายเล็บ ผีร้ายกลับโผล่แขนออกมาอีกข้างและคว้าหมับเข้าที่ลำคอของกฤษฎิ์ ััจากมือที่พุ่งออกมาจากกระจกนั้นกลับหนักแน่นและเย็นเฉียบราวกับคีมเหล็ก แรงบีบมหาศาลทำให้กฤษฎิ์หน้าเขียวคล้ำและเริ่มขาดอากาศหายใจ เขาพยายามดิ้นรนและรัวหมัดใส่ใบหน้าซีกที่แสยะยิ้มอยู่ไม่ยั้งเพื่อเอาชีวิตรอด แต่หมัดแล้วหมัดเล่าก็ยังคงวาดผ่านความว่างเปล่าไปอย่างน่าเวทนา
วินาทีแห่งความตายนั้น มืออีกข้างของมันที่ยังคงขย้ำคอเสื้อของมิกกี้อยู่ก็ออกแรงกระชากอย่างรุนแรงเช่นกัน แรงดึงลึกลับมหาศาลฉุดดึงร่างของทั้งสองให้ถลาเข้าหาพื้นผิวกระจกที่สั่นกระเพื่อม กฤษฎิ์ที่ถูกบีบคอจนเท้าลอยพ้นพื้นและมิกกี้ที่พยายามขืนตัวอย่างสุดกำลัง ต่างถูกแรงมหาศาลนั้นกระชากจนร่างจมหายเข้าไปในบานกระจกพร้อมๆ กันอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและการต่อสู้ที่ไร้ความหมาย
ขณะเดียวกันจินและติณณ์ที่เดินตามมาถึงหน้าห้องน้ำก็ต้องหยุดชะงักทันที เนื่องจากััได้ถึงรังสีคุกคามที่รุนแรงจนรู้สึกเหมือนมีกำแพงล่องหนมากั้นไว้ ติณณ์ทำได้เพียงยืนอึ้งเมื่อเห็นภาพมิกกี้และกฤษฎิ์ถูกกระชากเข้าไปในกระจกบานใหญ่ของห้องน้ำต่อหน้าต่อตา ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความเย็นที่ปกคลุมทั่วอาณาบริเวณนั้น
จินกวาดสายตามองสถานการณ์ตรงหน้าและพิจารณาด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะอาศัยจังหวะที่ความเงียบเข้าปกคลุมเพียงชั่วครู่ กระซิบสั่งการติณณ์ด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและแ่เบาจนได้ยินกันเพียงสองคน
“ติณณ์! ฟังพี่! ห้ามเข้ามาเด็ดขาด อยู่ตรงนี้มันอันตรายเกินไป... รีบเอาเื่นี้ไปบอกเปาให้เร็วที่สุด และฝากบอกปัญญ์ด้วยว่าให้เอาเครื่องนั้นจูนเข้ากับโทรศัพท์มือถือเผื่อเอาไว้ใช้สื่อสารกัน ถ้าสถานการณ์ฝั่งนั้นปลอดภัยแล้ว พี่จะเป็คนติดต่อกลับไปเอง... ส่วนทางนี้ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวพี่จัดการเอง ...ไป!”
คำสั่งนั้นเปี่ยมไปด้วยอำนาจและความห่วงใย จินดันหลังน้องให้ถอยห่างจากห้องน้ำแห่งนี้ ขณะที่สายตาของเขายังคงจับจ้องเข้าไปในกำแพงล่องหนที่สั่นไหวเบื้องหน้า
จินรวบรวมสมาธิแน่วแน่ก่อนจะยกมือขวาขึ้น ตั้งท่าโดยให้นิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลางัักัน ส่วนนิ้วนางและนิ้วก้อยงอลงตามธรรมชาติ ศาสตร์นี้เป็วิชาอีกแขนงหนึ่งที่เขาเคยร่ำเรียนมาจากเพื่อนชาวต่างชาติในไทม์ไลน์ก่อน ซึ่งเป็การเค้นพลังออกมาเป็ถ้อยคำคาถาเพื่อสร้างก้อนพลังงานทำลายล้าง จินจดจ่อจิตไปที่ปลายนิ้วแล้วเค้นพลังทั้งหมดที่มีออกมาเป็ถ้อยคำเด็ดขาดว่า
“จงสลาย!”
ทันใดนั้น แสงสีทองสว่างวาบก็เปล่งประกายออกมาจากมือที่วางอยู่บริเวณริมฝีปาก พลังงานนั้นควบแน่นจนกลายเป็ก้อนกลมสีทองอร่ามที่สั่นไหวด้วยอำนาจจิต จินพยุงก้อนพลังงานนั้นไว้ก่อนจะเหวี่ยงมันออกไปสุดแรง ก้อนพลังงานพุ่งเข้าใส่กำแพงล่องหนและแสดงอานุภาพทำลายล้างตรงจุดที่ปะทะทันที ราวกับมีะเิอานุภาพสูงถูกขว้างเข้าใส่ แรงะเินั้นฉีกกระชากมิติและเปิดเส้นทางให้เขาเข้าไปช่วยเพื่อนได้
แต่การเค้นพลังและขว้างพลังงานออกไปในขณะที่ร่างกายยังไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างเต็มที่ ทำให้จินถึงกับเหนื่อยหอบไปชั่วขณะ เขาไม่มีเวลาหยุดพักจึงกัดฟันรวบรวมกำลังที่เหลืออยู่พุ่งตรงไปข้างหน้าแล้วรีบวิ่งเข้ากระจกอย่างรวดเร็ว เพียงเสี้ยววินาทีหลังจากนั้น มิติของผีร้ายก็หายวับไป กลายเป็เพียงห้องน้ำสะอาด ทิ้งทุกความสยดสยองไว้หลังม่านมิติที่ปิดตายลงอย่างสมบูรณ์