Chapter 5
'วงเวทอัญเชิญ'วงเวทที่มีความสามารถในการอัญเชิญสิ่งมีชีวิตจากที่ใดที่หนึ่งในอาณาเขตทั่วพิภพ ขนาดของสิ่งมีชีวิตที่ถูกอัญเชิญจะขึ้นอยู่กับปริมาณละอองเวทที่สามารถตอบสนองเเละขนาดของวงเวทที่ผู้ร่ายใช้
โดยวงเวทอัญเชิญนั้นสามารถอัญเชิญได้ตั้งเเต่กระต่ายหรือกระรอกตัวเล็กๆได้จนถึงปีศาจหรือัความเเม่นยำในการอัญเชิญจะขึ้นอยู่กับภาพในหัวเเละชื่อของสิ่งมีชีวิตที่กล่าวออกมา ยิ่งจินตนาการให้ละเอียดมากเท่าไหร่ความเเม่นยำก็จะมากขึ้นไปด้วย เเต่ทางผู้ถูกอัญเชิญก็สามารถปฏิเสธได้เช่นกันหากผู้อัญเชิญไม่ควรค่าแก่การรับใช้ยกเว้นในกรณีที่มีปริมาณพลังเวทต่างกันเกินไป จะถูกบังคับอัญเชิญโดยอัตโนมัติความสำเร็จในการอัญเชิญขึ้นอยู่กับสิ่งนั้นเช่นกัน(อ่านรายละเอียดความสำเร็จในการอัญเชิญในหน้าที่ 82) ซึ่งสิ่งที่ถูกอัญเชิญนั้นจะต้องมีปริมาณละอองเวทในร่างกายเพียงพอที่จะทะลุผ่านวงเวทอัญเชิญได้เช่นเดียวกันดังนั้นไม่ต้องห่วงในกรณีที่คนปกติทั่วไปหรือผู้ที่ไม่มีพลังวิเศษจะถูกอัญเชิญออกมา
รายละเอียดของวงเวทนั้นมีมากกว่านี้เเต่เพื่อนร่วมห้องคนอื่นๆเริ่มเข้ามาในห้องเรียนกันเเล้วไมเคิลจึงถ่ายรูปวงเวทนั้นเอาไว้เเล้วเก็บบันทึกใส่กระเป๋าของตนจากนั้นหยิบไอเเพดของตนเองขึ้นมาวางเเทน
‘เพราะแบบนี้เองสินะในตอนนั้นเขาถึงอัญเชิญออกมาไม่ได้’ ไมเคิลคิดอยู่ในหัว
อันที่จริงเขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะส่งละอองเวทที่ตัวเองมีเข้าไปในวงเวทนั้นยังไงไม่ต้องพูดถึงการจินตนาการเเละพูดชื่อสิ่งที่้าอัญเชิญเลย
...
เเล้วเวลาก็ผ่านไปพร้อมการเรียนในคาบเรียน
เป็ครั้งเเรกที่ไมเคิลไม่ได้นึกถึงการเรียนเลยทั้งที่ปกติจะตั้งใจเรียนอยู่ตลอดเขาเเอบลองวาดวงเวทให้เหมือนมากที่สุดอยู่ข้างไอเเพดที่เปิดเนื้อหาเรียนเอาไว้เเต่ก็ใช่ว่าความสนใจในการเรียนนั้นมีน้อยลงเขาอ่านเื่นี้มาก่อนเรียบร้อยเเล้วเเละไม่มีคำถามเกี่ยวกับเื่ที่อาจารย์กำลังฉายขึ้นจอโปรเจคเตอร์
ส่วนเเบบฝึกหัดที่เป็งานในชั้นเรียนเขาก็ทำเสร็จเเล้วเช่นกัน จึงไม่มีปัญหากระทบถึงผลการเรียนแน่นอน เเต่ถึงยังไงมันก็ไม่ใช่เหตุผลที่เขาจะมานั่งขีดเขียนตอนเรียนล่ะนะเเต่ก็ช่วยไม่ได้นี่นา
เกือบเสร็จเเล้ว เหลือเเค่นิดเดียว!!
ไมเคิลลากจรดปากกาอย่างบรรจง เขาใช้ปากกาหัวหมึกสีดำลากไปเรื่อยๆอย่างปราณีตเพื่อให้วงเวทนั้นกลม สมบูรณ์เเบบเเละวาดรายละเอียดข้างในให้ตรงกับต้นฉบับมากที่สุด
สุดท้ายไมเคิลก็ใช้เวลาจนจบคาบในการวาดวงเวทออกมาได้สำเร็จ รวมไปถึงศึกษาวิธีใช้ไม้กายสิทธิ์อย่างทุลักทุเลด้วยการอ่านเนื้อหาเพียงอย่างเดียวเเละอ่านเกี่ยวกับเวทมนตร์คาถาเบื้องต้นใน่พักเที่ยงไปด้วยการใช้คาถานั้นง่ายกว่าตรงส่วนรายละเอียดที่เขาบอกว่าเข้าใจยากเพราะรอยดินสอได้บอกถึงเทคนิคในการใช้งานอย่างง่ายไว้เกือบทุกบทคาถาเช่นจากการที่ต้องโบกเเละส่ายไม้กายสิทธิ์ ก็มีวิธีที่ง่ายเเละใช้เวลาน้อยกว่านั้นซึ่งสะดวกกว่ากันมากพอสมควร
ส่วนวิชาบ่ายเขาก็ตั้งใจเรียนเหมือนกับทุกวันโดยพักเื่เวทมนตร์เอาไว้ก่อนถึงเื่เวทมนตร์จะสำคัญกับเขาเเค่ไหนเเต่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็สำคัญไม่เเพ้กัน
จนเมื่อจบคาบ ไมเคิลก็เก็บไอเเพดเเละสมุดจดใกล้มือรวมไปถึงถุงเครื่องเขียนลงกระเป๋าเป้ เเน่นอนว่าบันทึกยังถูกเก็บไว้อย่างดีในช่องเเยกของกระเป๋าเมื่อเก็บเสร็จเขาก็หยิบกระเป๋าขึ้นสะพายหลังอย่างไม่รีรอสองคาบสุดท้ายเป็วิชาชมรมเเละคาบว่าง ทางโรงเรียนไม่ได้บังคับให้ต้องเลือกชมรมเขาเลยไม่ได้เลือกชมรมอะไรไป
ตอนเเรกเขากะจะเข้าชมรมอ่านหนังสือเเละบรรณารักษ์เเต่ด้วยความที่ไม่ได้เข้าห้องสมุดของโรงเรียนมานานเเล้วจะไปเป็อาสาบรรณารักษ์ก็กระไรอยู่
ดังนั้นเขาจึงตรงกลับบ้านทันทีแบบคนอื่นๆที่ไม่ได้เข้าชมรม รอบนี้เขาจะรอรถโดยสารประจำทาง เพราะเขาว่าจะไปซื้อของนิดหน่อยเเล้วค่อยขึ้นรถกลับ เเทนที่จะเดินกลับเหมือนทุกครั้ง
ของที่จะซื้อเเน่นอนว่าจะต้องเป็ถุงถุงเล็กๆที่ขนาดพอดีกับไม้กายสิทธิ์ของเขา ไมเคิลว่าเขาจะเอามาใส่ไม้กายสิทธิ์ไปที่โรงเรียนเพราะหากเอาไปทั้งกล่องเลยคงเสียเวลาไขเปิดกล่องเเล้วหยิบเข้าหยิบออก เเถมยังเทอะทะเกินความจำเป็อีก
คิดได้แบบนั้น ไมเคิลก็ตรงเข้าไปยังร้านกิ้ฟต์ช็อปสไตล์มินิมอลที่ห่างจากไฮสคูลของเขาไปประมาณยี่สิบนาทีเเน่นอนว่าเขาเดินไป หากเสียเงินขึ้นรถโดยสารสองรอบคงไม่ดีเท่าไหร่ถึงจะเป็เงินค่าขนมของเขาเเต่ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะใช้สุรุ่ยสุร่าย
เเละเเล้วไมเคิลก็เดินมาถึง เสียงกระดิ่งดังขึ้นเมื่อบานประตูเปิดออก เเอร์เย็นพัดเข้ามาที่หน้าให้ความรู้เย็นสบายเพราะข้างนอกอากาศไม่ได้หนาว ค่อนไปทางร้อน พอเจอลมเย็นๆเลยทำให้รู้สึกดีขึ้นมา
ไมเคิลตรงเข้าไปยังโซนถุงผ้าทันทีที่มาถึง ถึงชื่อร้านจะบอกว่าเป็ร้านกิฟต์ช้อปเเต่ก็ไม่ได้มีเเค่ของกระจุกกระจิกตามประสาผู้หญิงอย่างเดียว ถุงผ้าเครื่องเขียนกระทั่งถุงผ้าที่เขาสะพายเวลาออกมาข้างนอกก็ซื้อมาจากที่นี่ทั้งนั้น
เนื่องจากมีเยอะมากเลยต้องใช้เวลาหาสักหน่อยระหว่างที่หาถุงผ้าที่เหมาะสมก็ดูราคาเปรียบเทียบกันไปจนสุดท้ายก็ได้ถุงผ้ากำมะหยี่สีดำขนาดพอประมาณซึ่งจัดโปรโมชั่นเเถมกล่องเเว่นที่น่าจะขนาดพอดีกับไม้กายสิทธิ์ของเขาไมเคิลหยิบไปจ่ายเงินอย่างไม่รีรอ ก่อนจะเดินเหินออกมาอย่างมีความสุข
‘ได้ของที่เขา้าเร็วกว่าที่คิด เเถมยังราคาถูกกว่าปกติอีกด้วยที่สำคัญไม่ต้องไปหากล่องเล็กๆมาใส่ไม้ของเขาก่อนใส่ถุงกำมะหยี่อีก โชคดีจริงๆ’ไมเคิลคิดในใจมีไม่บ่อยที่จะเจอของที่้าได้ในเวลาอันสั้นหากอยู่ในร้านนั้นเพราะร้านนั้นของเยอะเสียจนละลานตา เลือกไม่ถูก
พอได้สิ่งที่ตนพอใจเเล้วก็เดินออกมาจากเขตร้านค้า ตรงไปยังป้ายรถประจำทางด้วยความเคยชิน ไม่นานนักรถประจำทางสายที่รออยู่ก็มาถึงไมเคิลเดินขึ้นรถเเละเเตะบัตรโดยสารเหมือนทุกครั้งเเล้วจึงนั่งตรงที่ที่ว่างอยู่อย่างที่ทำเป็ประจำ
ผ่านไปประมาณเกือบสามสิบนาทีหลังจากขึ้นรถ รถโดยสารคันนั้นก็มาจอดตรงป้ายใกล้ๆห้องสมุดพอดี
ไมเคิลเดินลงจากรถโดยสารเเล้วสะพายกระเป๋าเป้ขึ้นบ่าอีกครั้งเเล้วจึงสาวเท้าเดินกลับบ้าน ส่วนของที่เขาซื้อมาก่อนหน้านี้นั้นเก็บใส่กระเป๋าเป้เป็ที่เรียบร้อย
เมื่อไมเคิลก็มาถึงบ้านเขาไขกุญเเจเข้าไปในบ้านทันทีที่มาถึง
"อ้าว กลับมาเเล้วเหรอคะพี่ กำลังหาอยู่เลย" คนที่ตอบรับเสียงทักทายหลังเปิดประตูเข้ามาคือลิซ่าที่เป็น้องสาว
ดูเหมือนวันนี้เธอจะกลับมาถึงก่อนเเละเหมือนว่าจะพึ่งกลับมาอีกด้วยเพราะเสื้อคาร์ดิเกนที่ลิซ่าสวมตอนออกไปข้างนอกเป็ประจำยังอยู่บนตัวเธอ
"หาพี่? มีอะไรรึเปล่า" ไมเคิลถาม
"ไม่มีอะไรด่วนหรอกค่ะ เเค่คุณเเม่อบเค้กบอนด์ไว้เเละใกล้จะเสร็จเเล้วคุณเเม่สั่งว่าถ้าพี่มาให้รีบขึ้นไปอาบน้ำจะได้ลงมากินน่ะค่ะ"
"เเล้วไม่ได้พึ่งกลับมากันหรอกเหรอ พี่นึกว่าพึ่งกลับกันมาเสียอีก"ไมเคิลถามอีกครั้ง ก่อนจะมองไปทางห้องครัว เป็ดังว่ากลิ่นหอมของเเป้งสาลีเเละเนยกระเเทกเข้ามาในจมูกเหมือนกับทุกครั้งที่ซาร่าทำเบเกอรี่ในบ้านบ่อยครั้งที่เธอจะทำเกินจำนวนคนเพราะเผื่อไว้ให้เหล่า ‘คนกินจุ’ที่หนึ่งชิ้นไม่เคยพออย่างไมเคิลทุกครั้งไป
"วันนี้คุณพ่อเป็คนมาส่งน่ะค่ะ คุณเเม่บอกว่ามีประชุมอยู่ที่บ้านเเต่ดูเหมือนว่าจะเลิกเร็วเลยทำขนมไว้ให้ทุกคนเพราะเดี๋ยวฝีมือการทำจะทื่อเสียก่อนคุณเเม่บอกมาค่ะ" ลิซ่าตอบเสียงใสก่อนจะถอดเสื้อคาร์ดิเเกนออกลิซ่าเป็คนขี้หนาว เพราะอย่างนั้นเลยใส่คาร์ดิเเกนไม่ก็เสื้อกันหนาวเป็ประจำยิ่ง่หน้าหนาว หากไม่จำเป็เธอเเทบจะไม่ได้ออกจากบ้านเลย
เเน่นอนว่าไมเคิลเเละคนอื่นๆเคยชวนไปเล่นหิมะหรือทำกิจกรรมนอกบ้านใน่นั้นเเล้วเเต่จบด้วยการที่ลิซ่าเป็หวัดเเผนชวนกึ่งบังคับให้ลิซ่าออกมาก็เลยเป็อันถูกพับเก็บไป
"งั้นพี่ไปอาบน้ำก่อนตามที่คุณเเม่บอกเเล้วกันนะ แล้วลิซ่าล่ะ?"
"เดี๋ยวหนูดูทีวีอีกสักพักค่อยขึ้นไปดีกว่าค่ะ คุณเเม่ไม่ได้บอกหนูนี่เเหะๆ" ท่าทีซนๆซึ่งปรากฏบนใบหน้าทำให้ไมเคิลถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ดูท่าเเล้วคุณเเม่คงสั่งให้ลิซ่าไปอาบน้ำตั้งนานเเล้วเเต่เธอไม่ยอมฟังเเละมัวเเต่นั่งดูทีวีอยู่กับคุณตาเพราะคุณตาไม่ได้เข้มงวดอะไรเลยไม่มีใครเตือนให้ลิซ่าขึ้นไปอาบน้ำ
‘เเต่เดี๋ยวก็โดนดุหรอก’ ไมเคิลคิดเเต่ไม่ได้พูดเพราะดูจากเนื้อความเเล้วมันเหมือนกับเป็เด็กกลัวเเม่ดุเลยไม่ใช่รึไงทั้งที่จริงก็เเค่เตือนลิซ่าที่ไม่น่าจะกลัวกับเื่เเบบนี้เเล้วเท่านั้นล่ะ
เขาตรงขึ้นไปที่ห้องหลังจากคิดเรื่อยเปื่อยเสร็จวางของเเละเข้าไปอาบน้ำตามที่ผู้เป็เเม่บอกเเทนเขาเเยกบันทึกออกมาจากกระเป๋าเเละคั่นหน้าด้วยกระดาษวงเวทฉบับคัดลอกเอาไว้ก่อนจะไปอาบน้ำถ้าทำทุกอย่างเสร็จจะเริ่มฝึกใช้เวทมนตร์จริงๆจังๆเสียที
เเล้วก็เป็ดังคาด เมื่อลงมาจากชั้นสองหลังที่จัดการอาบน้ำเเละทำการบ้านเรียบร้อยก็เจอกับซาร่าผู้เป็เเม่ที่ไล่ลิซ่าไปอาบน้ำด้วยความโมโห
เเน่นอนว่าลิซ่าก็เดินขึ้นตามคำร้องเรียกของผู้เป็มารดาโดยไม่มีความรู้สึกผิดเหมือนกับทุกครั้งเอาตามตรงจะให้เธอเป็เด็กเรียบร้อยก็ทำได้ เเต่ยังไงนิสัยเเก่นเเก้วก็เกิดขึ้นเป็บางครั้งเเละไม่มีทีท่าจะหายไป
"เฮ้อ..ให้ตายสิเด็กคนนี้"ซาร่าถอนหายใจเเล้วยิ้มออกมาอย่างหน่ายใจ เเต่เเล้วก็หันมาเจอไมเคิลที่กำลังเดินลงมาพอดีเธอจึงร้องเรียกเเละเลิกสนใจลิซ่า
"อ้าวไมเคิลมากินเค้กปอนด์เนยสดสิ เเม่หั่นเป็ชิ้นเรียบร้อยเเล้วเดี๋ยวถ้าลิซ่าลงมาเเล้วเเม่ฝากใส่จานให้หน่อยนะจ้ะ เเม่จะเริ่มทำข้าวเย็นเเล้วล่ะ"ซาร่าพูดเเละชี้ให้ดูเค้กปอนด์สีเหลืองนวลสองจานจานหนึ่งถูกหั่นเรียบร้อยพร้อมทาน เดาว่าเอาไว้ให้เขา
ส่วนอีกจานมีมีดเเละก้อนเค้กส่วนที่ยังไม่ถูกหั่นเเละอีกหนึ่งก้อนเต็มๆไมเคิลพยักหน้ารับ จากนั้นเดินเข้าไปที่โต๊ะทานข้าวส่วนซาร่าก็วางถาดลงอ่างล้างจานเเละเริ่มทำข้าวเย็น
เเน่นอนว่าผมเพลิดเพลินไปกับ่เวลาของการกินเค้กปอนด์อย่างเอร็ดอร่อยรสัันุ่มละมุนลิ้นกลิ่นหอมของไข่เเละเนยลอยโชยเข้ามาในปากเเม้ว่าเค้กจะเย็นตัวลงเเล้วพอประมาณรสชาติยอดเยี่ยมเหมือนเคย ไมเคิลกินไปสิริรวมสองชิ้นก่อนจะลุกออกไปก็หั่นเค้กปอนด์ให้กับลิซ่าที่รออย่างมีความหวังเขาหั่นให้ลิซ่าไปหนึ่งชิ้นใหญ่ๆ เพราะดูจากสายตาเว้าวอนเเล้วถึงเธอจะอยากกินสองชิ้น เเต่ถ้าขืนกินหมดท้ังสองชิ้น ร่างกายของลิซ่าน่าจะไม่ไหวข้าวเย็นไม่น่าจะได้กิน
ระหว่างนั้นไมเคิลก็ไปนั่งรอที่ห้องรับเเขก พร้อมกับโทรศัพท์ที่เล่นเกมพัซเซิลฆ่าเวลาปกติเขาจะเล่นเกมออนไลน์ไม่ต่างจากคนอื่นๆใน่วัยเดียวกันนั่นล่ะเเต่เพราะเวลาว่างไม่ได้ล้นเหลือพอให้เล่นเกมที่ต้องใช้เวลาอยุ่ในเกมตลอดจนจบเกม
ซึ่งพอเล่นเกมไปถึงพาร์ทที่สาม ปู่คริสที่พึ่งเดินออกมาก็มานั่งข้างๆเเละชวนคุย เขาจึงเก็บโทรศัพท์ลงไปในกางเกง เเละอีกสิบนาทีให้หลังก็ถึงเวลาอาหารเย็น
ทุกคนรู้ได้โดยสัญชาตญาณ ไม่ต้องให้ซาร่าออกมาเรียก หากพูดให้ละเอียดก็คงจะเป็กลิ่นหอมรัญจวนที่ลอยออกมาจากห้องครัวซึ่งไม่มีประตูกั้นกลิ่นเอาไว้นั้นบอกออกมาเเทนเสียงะโ กลิ่นของซุปมะเขือเทศเเละเส้นสปาเกตตี้สดช่างหอมหวลเสียเหลือเกิน
ไม่มีใครต้านทานกลิ่นนั้นไหวทุกคนเดินไปยังโต๊ะอาหารเเละร่วมมือกันจัดโต๊ะจนพร้อมทานทันทีไมเคิลกินไปสามจานเเม้จะกินเค้กไปพอสมควรเเล้ว เเต่ก็ช่วยไม่ได้ระบบเผาพลาญของไมเคิลนั้นถือว่าดีเยี่ยมทีเเรกเขาคิดว่าคงเป็เพราะการออกกำลังกายอย่างหนักเเต่ความจริงเเล้วระบบเผาพลาญพลังงานนั้นเชื่อมต่อกับการสร้างละอองเวทในร่างกายโดยไม่รู้ตัวหากมีการใช้พลังเวทก็ต้องมีการดึงสารอาหารมาทดเเทนถึงเเม้นั่งนิ่งๆก็ฟื้นฟูจากการหายใจได้เเต่ใช้เวลานานกว่า
เเละเเน่นอนว่าการััพลังเวทที่ไมเคิลใช้ประจำก็เป็การใช้ละอองเวทเช่นกัน เเม้ความจริงการััถึงละอองเวทรอบตัวนั้นจะใช้พลังไม่เยอะเเต่นักเวทมือใหม่ที่ยังมีละอองเวทในร่างกายเล็กน้อยการััพลังรอบตัวถือว่าใช้เวทในร่างกายไปมากทีเดียวไม่เเปลกที่จะกินอาหารเพื่อทดเเทนสิ่งที่เสียไปมากเป็พิเศษเเต่คนอื่นๆก็ไม่ได้เอะใจอะไร เพราะอันที่จริงส่วนหนึ่งที่เขากินได้เยอะก็เพราะรสชาติที่อร่อยอยู่เเล้วด้วย
กว่าไมเคิลจะรู้เกี่ยวกับเื่นี้ก็เป็ตอนที่เขาอ่านบันทึกเกือบจะจบเล่ม เนื้อหานั้นอยู่ในส่วนของ
'ร่างกายเเละละอองเวท'ซึ่งบันทึกเกี่ยวกับการเชื่อมโยงรวมไปถึงยาบำรุงพลังเเละร่างกายอีกมากมายเลยทีเดียว
"อิ่มเเล้วครับ"เสียงของไมเคิลดังขึ้นหลังจากกินสปาเกตตี้จนเกลี้ยงจานเป็รอบที่สอง
"กินเยอะเหมือนเดิมเลยนะ เดี๋ยวก็อ้วนขึ้นหรอก ฮ่าๆ" คุณตาพูดเเซวไมเคิลหลังจากที่เ้าตัวกินข้าวเย็นไปค่อนข้างเยอะเเต่ไมเคิลก็ไม่ได้ตอบรับอะไรกลับไปเพราะคุณตาก็เเซวเขาประมาณนี้อยู่เเล้วเป็ประจำเเละเเซวด้วยความเอ็นดูเฉยๆ
ไมเคิลเดินหยิบจานของตัวเองเเละถ้วยซุปไปล้างให้เรียบร้อยเเล้วจึงขอตัวกลับเข้าไปที่ห้องนอน ซึ่งเเน่นอนว่าเขาไม่ได้จะขึ้นไปนอนเลยหรอก
ไมเคิลส่งซิกให้ปู่คริสคุณปู่คริสที่นั่งทานอาหารอยู่เเละถูกไมเคิลส่งซิกให้ก็ดูเหมือนจะรู้ความหมายของการส่งซิกนั้นดีปู่คริสจึงพยักหน้าตอบรับเเล้วรีบกินขึ้นกว่าเดิม
เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงเดินขึ้นไปเเละหยิบบันทึกเล่มนั้นพร้อมกับกล่องไม้กายสิทธิ์เนื่องจากกว่าปู่คริสจะล้างจานหรือทำอะไรอีกคงใช้เวลา เขาจึงจัดการทดลองเอาไม้กายสิทธิ์ใส่กล่องเเละถุงผ้าที่พึ่งซื้อใหม่เพื่อรอเวลาเเทนปรากฏว่าเป็ดังที่คาดไว้ ใส่พอดีเป๊ะ คงไม่ต้องกังวลเื่นี้อีก
ไมเคิลไม่กล้าเข้าไปในห้องของคุณปู่เองคนเดียวเท่าไหร่เพราะมันอาจจะเป็การเสียมารยาทก็ได้ เเค่มาใช้ห้องเพื่อฝึกซ้อมเวทมนตร์ก็รบกวนเวลาของคุณปู่มากพอเเล้วถึงตัวคุณปู่เองจะบอกว่าไม่เป็ไรก็เถอะ
จากนั้นไมเคิลก็เดินลงจากบันได ลงมาพร้อมกับถุงผ้าสีขาวใบเดิมเเน่นอนว่าก็เพื่อไม่ให้คนอื่นๆในครอบครัวเห็น ซึ่งโชคดีที่ไม่มีใครคาดคั้นอะไรเขาเมื่อเดินลงมาก็เจอกับปู่คริสที่นั่งอยู่ในห้องรับเเขกเหมือนกับรออยู่ก่อนเเล้วข้างๆมีคุณตาเเละลิซ่าที่กำลังนั่งเล่นบอร์ดเกมฆ่าเวลาอยู่บนพรมเห็นดังนั้นไมเคิลเเละคุณปู่จึงเเยกตัวกันออกมาเงียบๆ โดยไม่มีใครถามไถ่อะไร
"เเล้วนี่หลานจะทำอะไรล่ะวันนี้"
"ผมว่าจะลองอะไรนิดหน่อยนะครับ รายละเอียดผมขอไม่บอกเเล้วกันนะ"ไมเคิลพูดก่อนที่คุณปู่จะเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนให้ถึงคุณปู่จะทำหน้าตาเสียดายเเค่ไหนที่หลานชายของตนนั้นไม่บอกให้รู้เเต่มันช่วยไม่ได้ตอนเเรกเขาก็คิดว่าจะบอกคุณปู่จนหมดหากไม่ได้อ่านหน้าเเรกสุดของบันทึกเสียก่อน
'ขอเน้นย้ำเเละเตือนเอาไว้สำหรับผู้วิเศษมือใหม่หากท่านคิดจะนำเนื้อหาในหนังสือไปคัดลอกหรือเผยเเพร่ให้ทั้งคนที่สนิทรวมไปถึงคนในตระกูลเดียวกันขอเเนะนำว่าอย่าทำเช่นนั้นผู้ที่ไร้ซึ่งพลังวิเศษเเม้จะมีความสามารถในการเรียนรู้เวทมนตร์มิต่างจากพวกเราหากมีอาร์ติเเฟคเเต่ก็ไม่มีความสามารถในการสังเคราะห์ละอองเวทออกมาได้อีกเหมือนกับพวกเราเหล่าผู้วิเศษหากบุคคลที่ไม่รู้เื่ลองใช้พลังวิเศษเเล้วนั้นมันจะบั่นทอนละอองเวทซึ่งเชื่อมโยงกับพลังชีวิตไปเรื่อยๆจนสิ้นชีพไปในที่สุดเเละพลังชีวิตเ่าั้ไม่มีทางนำคืนกลับมาได้อีก'
เพราะฉะนั้น เขาเลยไม่คิดที่จะบอกใครเกี่ยวกับรายละเอียดเื่พวกนี้ โดยเฉพาะคุณปู่เเละคนในครอบครัวถึงรายละเอียดของเวทมนตร์หากไม่จำเป็จริงๆ
อันที่จริงเขาไม่อยากให้คุณปู่มาดูตอนเขาฝึกซ้อมเเล้วด้วยซ้ำเมื่ออ่านจบเเต่การจะทำเเบบนั้นก็ออกจะใจร้ายเกินไป
อีกอย่างคงไม่มีใครที่คิดจะลองใช้เวทมนตร์หากคิดว่าตนเองเป็คนธรรมดาที่ไม่มีพลังเวทเเน่ๆอีกอย่าง เขาไม่ยอมให้ใครเอาไม้กายสิทธิ์ของเขาไปลองร่ายเวทมั่วซั่วหรอกนะ
ว่าเเล้วไมเคิลก็วางบันทึกลงบนโต๊ะเเละหยิบวงเวทฉบับคัดลอกซึ่งถูกคั่นอยู่ในบันทึก พร้อมกับไม้กายสิทธิ์ออกมา จากนั้นหันไปมองปู่คริสที่นั่งมองเขาอยู่
"ไม่ต้องห่วงหรอก ปู่จะไม่เข้าไปยุ่งหรอก ขอเเค่ดูห่างๆก็พอเเล้วหรือถ้าไม่สบายใจปู่จะออกไปเเล้วกัน" คุณปู่คริสพูดเพราะกลัวจะไปรบกวน
"ไม่เป็หรอกครับ งั้นผมเริ่มเลยเเล้วกัน" ไมเคิลพูดเเล้วหันหน้ากลับไปทางเดิมมือัับันทึกเเล้วเปิดไปยังหน้าเกี่ยวกับการใช้คาถาที่เขาอ่านถึงเมื่อตอนนั้นก่อนจะอ่านหัวข้อตัวใหญ่ซึ่งเป็ชื่อคาถาที่เขากำลังจะลองร่ายคาถานั้นดู
'คาถาเรียกธาตุทั้งสี่'
คาถาที่ดึงพลังจากธรรมชาติเพียงเล็กน้อยมาผสานเข้ากับละอองเวทในร่างกายยิ่งมีละอองเวทเเละความสามารถมากเท่าไหร่จะยิ่งควบคุมพลังจากธรรมชาตินั้นได้ง่ายมากเท่านั้นโดยวิธีใช้คือจักต้องร่ายบทความดังต่อไปนี้เเละตามด้วยชื่อธาตุที่้า ดิน น้ำลม ไฟ จงจำเอาไว้ว่า ยิ่งสถานที่เเห่งนั้นมีธาตุนั้นอยู่มากเท่าไหร่ ประสิทธิ์ภาพของมันจะเพิ่มขึ้นเท่านั้น
เนื้อหากล่าวออกมาเเค่นี้ ไมเคิลตั้งท่าชี้ไม้กายสิทธิ์ไปที่กลางห้อง
เพราะไม่รู้ควรจะตั้งท่าอย่างไรจึงจับเหมือนจับดินสอเมื่อตั้งท่า(ในเเบบที่คิดว่าน่าจะถูก)เรียบร้อยก็ตั้งสมาธิเเละจินตนาการถึงลมทะเลในยามกลางวัน
เขามองไปยังบันทึกที่จับด้วยมืออีกข้างท่องบทร่ายสั้นๆในหัวก่อนจะเปล่งเสียงออกมาพร้อมกับโบกไม้กายสิทธิ์เป็รูปวงกลมคล้ายวงเวทเเต่ก่อนที่ความเงียบจะเข้ามาครอบงำจากการที่ไม่เกิดผลลัพธ์อะไรนั้นเเต่คราวนี้ละอองเวทเ่าั้กำลังลอยออกจากร่างของไมเคิลเเละไปเชื่อมต่อตรงปลายของไม้กายสิทธิ์กลายเป็วงเวททรงกลมลายวงเวทไม่คุ้นตา
ทันใดนั้นลมกรรโชกก็พัดเข้ามาอย่างรวดเร็วทางไม้กายสิทธิ์ลมนั้นพัดอยู่ประมาณสามวินาทีก่อนจะหายไปเป็เวลาเดียวกับที่ทัศนวิสัยของไมเคิลกลับมาเป็เหมือนเดิม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นใช้เวลาสั้นมากเเต่สำหรับไมเคิลที่ใช้เวทมนตร์ครั้งเเรก ราวกับภาพสโลว์โมชั่นที่เกิดนานเกือบนาทีเขารู้สึกปวดหัวเเละมึนงงพอสมควรเมื่อกลับเป็ปกติภาพตรงหน้าเบลอๆอย่างบอกไม่ถูกเเต่ก็ยังควบคุมสติของตนเอาไว้ได้เขาหันไปมองคุณปู่ที่อ้าปากค้างก่อนจะนั่งตรงที่เก้าอี้ใกล้ๆจนพอตั้งสติของตนเองเอาไว้ได้เเล้ว ไมเคิลก็เตรียมที่จะร่ายเวทอีกครั้งหนึ่งถึงเเม้มันจะน่าตื่นตาตื่นใจขนาดไหนเเต่เเค่นี้เทียบไม่ได้เลยกับบันทึกที่อยู่ดีๆก็เปลี่ยนรูปร่างไปโดยสิ้นเชิงเเบบครั้งเเรกที่เขาเจอ
ส่วนปู่คริสที่เเทบไม่เคยพบเคยเจอเื่เเบบนี้ในระยะประชิดนั้นอ้าปากค้างเเล้วลุกขึ้นทันที
เสียงเก้าอี้ขยับทำให้ไมเคิบเลิกตั้งท่าจะร่ายเวทเป็ครั้งที่สอง สีหน้าของปู่คริสดูซีดเซียวกว่าเขาเสียจนน่าเป็ห่วง เด็กหนุ่มเลยเข้าไปหาคุณปู่เเละถามถึงสาเหตุอย่างไม่ลังเล
"เป็อะไรหรือเปล่าครับคุณปู่"
"ไม่เป็ไรหรอก… เเค่มันเกินสมองปู่จะรับได้นิดหน่อย ปู่ว่าปู่ออกไปรอข้างนอกเเล้วกันใช้ห้องของปู่ตามสบายเเค่อย่าพังห้องก็พอ ปู่ไม่รบกวนหลานเเล้วล่ะ สู้ๆนะ"
พูดจบปู่คริสก็เดินออกไปจากห้องเมื่อประตูปิดลง ไมเคิลจึงเริ่มร่ายเวทอีกครั้งหนึ่งอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
เเม้อยากจะออกไปถามอาการคุณปู่ให้ละเอียดก็ตามเพราะยังห่วงอาการของคุณปู่อยู่เลยไม่ค่อยมีสมาธิจินตนาการในสิ่งที่ตน้าให้ออกมาเท่าไหร่นักเเต่สุดท้ายก็ร่ายทุกคาถาออกมาอย่างสำเร็จด้วยความทุลักทุเล
ลมที่เขาเสกขึ้นดูท่าจะเเรงมากที่สุดเมื่อเทียบกับที่เหลือ คาถาธาตุดินเขาเสกออกมาได้เป็เหมือนก้อนกรวดขนาดประมาณสองฝ่ามือส่วนน้ำเขาเสกได้เพียงเล็กน้อยราวกับเปิดน้ำก๊อกทิ้งไว้ให้ไหลเอื่อยๆส่วนไฟนี่ยิ่งเเล้วใหญ่ ขนาดของลูกไฟที่ออกมานั้นเล็กกว่าที่เกิดจากไฟเเช๊กมากให้ความร้อนยังไม่ได้เสียด้วยซ้ำ อาจจะเป็เพราะว่ายิ่งร่ายเวทเท่าไหร่สมองเขาก็ยิ่งตื้อประสิทธิภาพของมันเลยยิ่งลดลง จนพอร่ายเวทไฟเสร็จเรียบร้อยเขาก็เปลี่ยนเเผน เขาเป็นักเวทมือใหม่หากเทียบจากระยะเวลาในการศึกษาปริมาณละอองเวทก็เลยน้อยตาม
นี่อาจจะเป็เหตุผลที่ทำให้สมองของไมเคิลล้าขึ้นเรื่อยๆจากการใช้งานอย่างหนักเพราะเขาจำได้ว่าพลังชีวิตนั้นเชื่อมโยงกับละอองเวท หากเปรียบกับในเกมก็คล้ายมานา
เมื่อเขาใช้มานาจนเเทบหมดเเน่นอนว่าร่างกายก็จะเริ่มอ่อนเเอลงควรที่จะพักก่อนเพื่อให้มานาหรือละอองเวทกลับมาเป็ปกติ
ไมเคิลสรุปเื่นี้ท่ามกลางความรู้สึกวิงเวียนศีรษะเขาเก็บบันทึกเเละนั่งนิ่งอยู่สักพัก เอื้อมมือไปเปิดหน้าต่างให้ลมพัดเข้ามาเนื่องจากฟ้าเริ่มมืดเเล้ว ลมเย็นเลยพัดเข้ามาให้สมองปลอดโปร่งขึ้นมากไมเคิลถอนหายใจออกมาช้าๆ อย่างน้อยเขาก็ใช้เวทมนตร์เป็เเล้วส่วนหนึ่งเดี๋ยวคงต้องหาวิธีในการเพิ่มพลังเวทของตนเอง จะได้ไม่มีปัญหาเวลาร่ายเวทเสร็จอีกดูจากประสิทธิภาพต่อครั้งเเล้ว ละอองเวทของเขาคงน้อยมากเมื่อเทียบกับคนอื่นๆดังนั้นเขาจึงต้องพยายามมากกว่านี้อีก เพื่อให้เก่งขึ้นได้เร็วๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้นก็นึกว่าได้ว่าวันนี้ตนยังไม่ได้ไปวิ่งออกกำลังกายเเบบที่ทำอยู่ทุกวันจึงรีบเก็บของเดินขึ้นไปบนห้องเเละบอกลาทุกคนออกไปออกกำลังกายทันที
เขาไม่รู้หรอกว่าตนเองจะเติบโตขึ้นเป็นักเวทเเบบไหนจะปกป้องครอบครัวยังไงเเต่อย่างน้อยในตอนนี้เขาก้เข้าใกล้ความจริงเกี่ยวกับเื่นั้นเเล้วมากพอสมควร
พรุ่งนี้เขาอาจจะลองใช้เวทอัญเชิญหรือไม่ก็ฝึกใช้คาถาเรียกธาตุทั้งสี่ให้คล่องมากขึ้นมะรืนอาจจะเรียนรู้บทต่อไปในบันทึก เเละบทต่อๆไปอีก ไมเคิลผุดยิ้ม ่นี้เขายิ้มบ่อยขึ้นมากหากเทียบกับ่เวลาที่ผ่านมามากพอสมควรเขาออกวิ่งออกกำลังกายต่อไปเรื่อยๆพลางนึกถึงเื่ราวต่างๆที่เขายังอ่านไม่ถึงในบันทึกนั้นอย่างตั้งตารอรอเวลาที่เขาจะได้พัฒนาตนเองให้ไปได้ไกลกว่าในปัจจุบัน