กาลครั้งหนึ่งในสมัยโบราณมีนักบวชคนหนึ่งที่แม้จะต้องคอยรับใช้เทพเ้า ทว่าก็เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการกินจนในที่สุดก็ถูกขับไล่ออกจากวิหารเนื่องจากความตะกละของตนก่อนจะสิ้นใจลงเพราะความอดอยาก
นับแต่นั้นเป็ต้นมาต้นไม้ก็เติบโตขึ้นบนเนินเขาลูกนี้บริเวณที่มันเติบโตเต็มไปด้วยพลังและความคับแค้นใจของนักบวชคนนั้นซึ่งนั่นคือพลังของโล่คงกระพันที่เคลตามหา
ช่างเป็ตำนานท้องถิ่นอันเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยปริศนาลึกลับแต่พลังโบราณต่างก็มักมีประวัติความเป็มาชวนพิศวงแบบนี้กันทั้งนั้น
เคลหยิบขนมปังออกจากกระสอบและสังเกตดูโพรงกลวง ๆขนาดเท่าศีรษะมนุษย์ที่อยู่ตรงโคนต้นไม้อย่างใกล้ชิดแต่ดูเหมือนว่าเขาต้องไล่เ้าของเสียงนั้นออกไปให้พ้นก่อนถึงจะเริ่มทำตามแผนการที่วางไว้ได้
ทว่าก่อนจะได้ไล่เ้าของเสียงเตือนนั้นให้ไปไกลๆการที่เคลย่อตัวลงกลับทำให้คนด้านนอกรั้วส่งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมเพราะมองไม่เห็นเขานํ้าเสียงนั้นแฝงไว้ซึ่งความสั่นไหว
“เดี๋ยวจะตายเอานะ! ไม่ได้นะ!”
เคลใช้นิ้วคลึงระหว่างคิ้ว
“เฮ้อ”
จำนวนคนที่ตามมาลดลงเรื่อย ๆระหว่างที่เคลมุ่งหน้าขึ้นมายังต้นไม้กินคนบนจุดสูงสุดของเนินเขาทว่าเ้าของเสียงนั้นก็ยังคงตามติดเขาเป็เงาต่อไป
ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีแต่คนสอดรู้สอดเห็นเต็มไปหมด
เคลหันหน้าไปทางต้นเสียงพร้อมทำหน้านิ่วคิ้วขมวดแล้วก็ได้พบเด็กผู้หญิงที่ดูจะอายุประมาณสิบขวบกำลังจ้องมองมาพร้อมจับมือน้องชายเอาไว้ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความกระสับกระส่ายและกังวลใจ
พอเขาขมวดคิ้วพลางจ้องเธอทั้งสีหน้าบึ้งตึงเด็กหญิงก็พึมพำออกมาด้วยท่าทีลังเล
“ต้นไม้กินคนนะ จะตะ...ตายนะ”
“ไม่ตายหรอก”
เขาหยิบขนมปังสองชิ้นจากในกระสอบแล้วโยนไปทางเด็กหญิงโดยไม่สนใจว่ามันจะกลิ้งไปตามพื้นดินหรือไม่เพราะขนมปังที่โยนไปถูกห่อกระดาษไว้อย่างดี
“เอาไปสิ แล้วก็ไปให้พ้น”
เด็กชายรีบหยิบห่อขนมปังที่ตกอยู่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วทว่าเด็กหญิงยังคงมีท่าทีลังเลเหมือนเดิมสุดท้ายเคลจึงต้องงัดท่าทางอันเป็จุดแข็งของตนออกมาใช้เขาลุกพรวดแล้วยื่นหน้าข้ามรั้ว
“พวกเธอไม่รู้จักเคลจอมอันธพาลกันหรือไง”
ใบหน้าของเด็กหญิงซีดเผือดส่วนน้องชายจ้องมองเคลพลางหยิบขนมปังส่วนของพี่สาวขึ้นมาและดึงเธอไว้
“พี่”
“อะ...อืม”
เด็กหญิงยังคงมองต้นไม้สลับกับเคลขณะโดนลากตัวออกไป
“ตายไม่ได้นะ”
เคลเดาะปากขณะมองเด็กหญิงที่ยังคงพูดยํ้าคำเดิมจนถึงที่สุดหลังจากแน่ใจว่าบริเวณรอบข้างไม่มีใครอยู่ใกล้ ๆ แล้วชายหนุ่มก็ทรุดตัวนั่งลงใต้ต้นไม้คนที่อยู่นอกรั้วไม่อาจมองเห็นสิ่งที่เขากำลังจะทำได้อีกต่อไป เว้นเสียแต่จะเดินเฉียดเข้ามาใกล้
“มาเริ่มกันเลยไหม”
อย่างแรกที่เขาจะทำเพื่อเป็การพิสูจน์เคลแกะขนมปังห่อหนึ่งแล้วหย่อนลงในโพรงตรงโคนต้นไม้ มือของเขาหายเข้าไปในความมืดตามด้วยความรู้สึกว่าขนมปังในมือหายไปพร้อมสายลมเย็น ๆ
เมื่อรู้สึกว่ามือของตนกำลังจะถูกดูดเข้าไปด้วยเคลก็รีบชักมือกลับทันที
ด้านในโพรงกลวง ๆ นั้นยังคงมืดสนิทเหมือนเดิม
“ถ้าตายอย่างไม่ยุติธรรมก็ต้องทำให้เธอหายขุ่นเคืองใจสิ”
ต้นไม้กินคนนั้นไม่ใช่ต้นไม้ที่กินคนแต่เป็ต้นไม้ที่กินทุกอย่าง อันเป็ผลพวงจากพลังซึ่งยังหลงเหลืออยู่ของคนที่ตายไปโดยกินอะไรไม่ได้
พลังโบราณเป็แบบนี้เองหรอกเหรอ ถึงจะน่าขันแต่ตำนานท้องถิ่นเหล่านี้ก็พอเชื่อถือได้เช่นกัน
ว่ากันว่าต้องให้อาหารจนกว่าความมืดจะหายไป
ความมืดในโพรงนั้นไม่ได้เกิดจากร่มเงาแต่เป็ความมืดที่สั่งสมมาจากความเคียดแค้น
งานนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะทำร่วมกับคนอื่นได้ต้องมีแค่คนเดียวเท่านั้นที่คอยเติมอาหารให้มากกว่าปริมาณที่กำหนดต่อวันจากนั้นความมืดก็จะค่อย ๆ สลายไป และในท้ายที่สุดแสงสว่างที่ซ่อนอยู่ก็จะปรากฏขึ้น
หากดูดซับแสงนั้นเข้าไปพลังของโล่คงกระพันก็จะกลายมาเป็ของเคล
“กินเข้าไปเยอะ ๆ”
เคลสอดปากกระสอบเข้าไปในโพรงตรงโคนต้นไม้แล้วเทขนมปังใส่ลงไปจนหมดหากนี่เป็สถานการณ์ปกติ โพรงต้นไม้เล็ก ๆ นี้ก็คงอัดแน่นไปด้วยกองขนมปังทว่าเมื่อเขาดึงกระสอบออก จุดนั้นกลับมีเพียงความมืดมิดอันว่างเปล่าดังเดิม
“ถ้าใส่เพิ่มอีกสักสิบกระสอบก็น่าจะได้แล้วละ”
ความมืดในหลุมดูจางลงกว่าเมื่อครู่
ขนมปังสิบกระสอบ เงินสามล้านเกลลอนสำหรับเคลแล้วสามารถพูดได้ว่าไม่ใช่เื่เหลือบ่ากว่าแรงแต่อย่างใด
วี้ดดดด
เสียงโหยหวนแปลก ๆ ดังออกมาจากต้นไม้ฟังคล้ายเสียงที่้าบอกว่าตนหิวโหยและเรียกร้องขออาหารเพิ่มเคลรู้สึกเหมือนความมืดนั้นพร้อมจะลากเขาลงไป
“...น่ากลัวเหมือนกันนะเนี่ย”
เคลลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วพลางคิดว่าตนไม่ควรจะอยู่ตรงนี้นานเกินไป
“ความเคียดแค้นของคนผู้นั้นคืออะไรกันแน่นะ”
ความตะกละนี่ช่างน่ากลัวจริง ๆ
“พรุ่งนี้ฉันจะมาใหม่”
เคลกล่าวอำลาต้นไม้ที่ส่งเสียงร้องหวีดหวิวราวกับมนุษย์แล้วเดินออกมาจากรั้วที่ล้อมรอบต้นไม้ทันทีที่เขาเหยียบเข้าไปในเขตสลัมที่อยู่ด้านนอกชายหนุ่มก็สังเกตเห็นสองพี่น้องกำลังกินขนมปังอยู่ตรงทางเข้า
ก่อนหน้านี้ทั้งคู่ยังเอาแต่พรํ่าบอกว่าต้นไม้กินคนบ้างหรือไม่ก็เข้าใกล้ไม่ได้บ้าง แต่ตอนนี้พวกเขากลับกินขนมปังกันอย่างเอร็ดอร่อยไม่ว่าจะเด็กหญิงหรือเด็กชายต่างมีสีหน้าที่ดูชื่นชอบกันทั้งคู่
“โธ่เอ๊ย”
เคลพ่นลมหายใจเมื่อเห็นภาพนั้นและเมินสายตาที่จับจ้องมาของสองพี่น้องสายตาสองคู่มุ่งตรงไปยังกระสอบขนมปังที่ตอนนี้ว่างเปล่า บางทีอาจเป็เพราะความสงสัย
แต่พวกเขาจะไปทำอะไรได้มีอะไรที่สองพี่น้องคู่นั้นทำได้บ้างล่ะ
ถึงอย่างไรก็เป็แค่เด็กที่กลัวเกินกว่าจะเข้าไปใกล้บริเวณต้นไม้กินคนแต่ก็คงดีกว่าถ้ามีการป้องกันไว้สักหน่อย เพราะคงเป็เื่ใหญ่แน่นอนหากพวกเด็ก ๆยื่นหัวเข้าไปในโพรงแล้วถูกเขมือบเข้าไป แน่นอนว่าความคิดนี้ไม่ใช่เพื่อตัวเคลเองแต่เพื่อเด็กสองคนนั้นต่างหาก
‘บรรดาเด็ก ๆ ที่เติบโตมาในสลัมมักจะไม่มีความเกรงกลัวต่อสิ่งใดเพราะสำหรับเด็กเ่าั้ เมล็ดข้าวเพียงเมล็ดเดียวยังมีค่ามากกว่าดาบที่กวัดแกว่งไปมาและความตายก็อยู่ใกล้ตัวพวกเขาเสมอ ฉะนั้นเด็ก ๆ จึงไม่เกรงกลัวความตาย แต่หวาดกลัวความหิวโหย’
นี่คือย่อหน้าหนึ่งจากกำเนิดวีรชน
ดังนั้น เคลจึงเข้าไปพูดคุยกับสองพี่น้อง
“ถ้าพรุ่งนี้อยากกินขนมปังอีกก็หุบปากไว้”
สองพี่น้องไม่ได้พูดอะไรและปิดปากสนิทเด็กหญิงปิดปากน้องชายและแสร้งทำเป็ไม่เห็นเขาราวกับว่าคนที่ลังเลเมื่อครู่นี้เป็ใครที่ไหนก็ไม่รู้ เคลคิดว่าเด็กหญิงฉลาดมากเขาลอบยิ้มแล้วเดินออกจากสลัมไปอย่างอารมณ์ดี
ผู้คนในสลัมที่รู้ว่าเคลขึ้นไปบนเนินเขาต่างมองมาราวกับเขากำลังทำอะไรไร้สติอีกแล้วทว่าเคลกลับชอบใจสายตาแบบนั้นเอามาก ๆ
เช่นเดียวกับที่ผู้คนนอกเขตสลัมมักมองเคลด้วยสายตาแปลกประหลาดซึ่งเขาเองก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเหมือนกัน
“กลับมาแล้วเหรอครับ”
เมื่อกลับมาที่ร้านนํ้าชาอีกครั้งบิลลอสก็กล่าวต้อนรับเคลด้วยความยินดีเช่นเดิม
“อืม ขอชาถ้วยใหม่ทีคราวนี้ขออะไรที่สดชื่นหน่อยนะ”
เคลกลับขึ้นชั้นสามแล้วนั่งลงที่โต๊ะเดิมของตนถึงจะเป็่เวลาที่ลูกค้าแน่นร้าน แต่กลับไม่มีใครอยู่บนชั้นสามแม้แต่คนเดียวเพราะทุกคนล้วนอยากหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับอันธพาลอย่างเขา
เคลจึงสามารถดื่มดํ่ากับเวลาว่างได้อย่างเต็มที่
“ชามาแล้วครับและผมก็นำของหวานอีกสองสามอย่างมาให้ด้วย”
“อ้อ งั้นเหรอ ขอบใจนะ”
เคลจิบชารสชาติสดชื่นพลางจับจ้องประตูเมืองที่มองเห็นได้ผ่านหน้าต่างบิลลอสสังเกตใบหน้าของเคลที่เอ่ยคำขอบคุณด้วยสายตาแปลก ๆก่อนเดินลงจากชั้นสามไปอย่างเงียบเชียบ
หลังจากนั้นเคลก็สั่งชาและขนมหวานมาเพิ่มอีกสองสามครั้งขณะคอยเฝ้ามองออกไปนอกหน้าต่างเมื่อท้องฟ้าถูกย้อมเป็สีส้มอย่างช้า ๆ และค่อย ๆ มืดลงกระทั่งในที่สุดรัตติกาลก็มาเยือน
ในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง
เพราะตอนนี้ได้เวลาไปล่อลวงเ้าคนน่ากลัวที่มาจากนอกเมืองกันแล้ว
เมื่อไรที่คนเราจะยิ่งโมโหมากกว่าเดิมกันนะ
ตอนที่โดนต่อยแรง ๆด้วยหมัดฮุกเข้าอย่างจังหรือเปล่า หรือตอนที่โดนแย็บหมัดใส่รัว ๆ สักห้าครั้งกัน
แน่นอนว่าต้องเป็อย่างหลัง
ในนิยายเคลแย็บหมัดใส่ชเวฮันห้าครั้งแล้วจบที่โดนอัดกลับมาดังนั้นการลองหยั่งเชิงดูสักหมัดก็น่าจะไม่เป็อะไร
“จะไปแล้วเหรอครับ”
“อืม”
ร้านนํ้าชาในยามนี้แทบร้างไร้ผู้คน
หลังสามทุ่มเป็ต้นไปผู้คนมักจะไปอยู่ในร้านเหล้ามากกว่าร้านนํ้าชา โดยเฉพาะ่ที่คนงานเหมืองหินออกมาหาอะไรดื่มกันหลังเลิกงานร้านเหล้าจึงแน่นขนัดไปด้วยผู้คน
“หวังว่าจะได้พบท่านลอร์ดอีกครั้งนะครับ”
เคลพยักหน้ารับคำกล่าวลาของบิลลอส
“ชารสชาติดีเลยนะ”
เขาเอ่ยความรู้สึกของตนกับบิลลอส
“ถึงฉันจะเพิ่งอ่านไปได้แค่ครึ่งเดียวแต่เนื้อหาในหนังสือก็สนุกดีเหมือนกันฉันชอบตรงที่ตัวเอกได้รับการยอมรับเพราะความสามารถของตนและเติบโตขึ้นมากเป็พิเศษเลยละ”
คิ้วของบิลลอสขมวดเข้าหากันเล็กน้อยก่อนจะคลายออกในพริบตาดวงตาของเขาเป็ประกายอย่างเห็นได้ชัดขณะมองสำรวจเคล
ทว่าเคลมัวแต่นึกถึงเื่ราวในหนังสือที่อ่านไปจึงไม่ทันสังเกตปฏิกิริยานั้นของบิลลอสเพราะเื่ของชเวฮันทำให้เขาไม่อาจจดจ่อกับสิ่งอื่นได้ทั้งยังรู้สึกกระวนกระวายใจเป็ระยะ
แต่การอ่านหนังสือในสถานการณ์ตึงเครียดก็ค่อนข้างสนุกอยู่เหมือนกันอาจเป็เพราะการปรับตัวโดยอัตโนมัติจากการสวมร่างเคลจึงเข้าใจตัวอักษรทุกตัวของโลกนี้และเนื้อหาของนิยายเล่มนั้นก็สนุกมากอย่างไม่อาจปฏิเสธ
ริมฝีปากของเคลระบายยิ้มเขาเอ่ยนัดหมายครั้งต่อไปกับบิลลอสที่ยืนเหม่อลอยอยู่ตรงหน้า
“ห้ามให้คนอื่นไปยุ่งกับหนังสือเล่มนั้นล่ะเดี๋ยวฉันจะกลับมาอ่านต่อ”
สมกับเป็บุตรชายผู้เอาแต่ใจของท่านเคานต์ที่้าผูกขาดทรัพย์สินของผู้อื่นต่อให้ลูกนอกสมรสของผู้นำสมาคมการค้าผู้มั่งคั่งอย่างบิลลอสจะรู้สึกไม่ชอบใจแต่เขาจะทำอย่างไรได้ล่ะ ในเมื่ออีกฝ่ายเป็ถึงบุตรชายของท่านเคานต์
“ครับ!ผมจะเก็บหนังสือเล่มนี้ไว้ให้ท่านลอร์ดเท่านั้น!”
ทว่าปฏิกิริยาของบิลลอสกลับต่างไปจากที่เคลคิดเล็กน้อยอีกฝ่ายคลี่ยิ้มสดใสและร้องขอให้เคลกลับมาที่ร้านอีกครั้งซํ้าแล้วซํ้าเล่า
“โปรดกลับมาอีกครั้งด้วยนะครับ ผมจะรอ!”
“อืม ได้สิ”
แม้เคลจะรู้สึกฝืนใจแต่เพราะจำเป็ต้องไปพบชเวฮันก่อน เขาจึงออกจากร้านนํ้าชา
กริ๊ง
เสียงกระดิ่งดังขึ้นอีกครั้งไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุใดภายในร้านนํ้าชาถึงดูเหมือนจะเริ่มกลับมามีเสียงจ้อกแจ้กจอแจอีกครั้ง
ทว่าเสียงภายนอกกลับชวนหนวกหูยิ่งกว่าในร้านเสียอีกแม้จะเป็อาณาเขตที่ซุกซ่อนอยู่ในมุมอันห่างไกลจากเมืองหลวงของอาณาจักรแต่ก็ไม่ได้ซบเซาเพราะมีศิลปินและสินค้าพิเศษมากมายรวมกันอยู่ในเมืองแห่งนี้ นอกจากนี้เหล่าคนงานที่ตรากตรำทำงานอยู่ในเหมืองหินทั้งวันก็ยังรวมตัวกันเพื่อแวะดื่มเหล้าระหว่างทางกลับบ้านหลังเลิกงานอีกด้วย
เคลเดินไปตามถนนสายนั้นเพียงลำพัง
พอลองคิดดูแล้ว หมอนี่ก็แปลกดีแฮะ
โดยปกติแล้วหากดูจากหนังแฟนตาซีหรือเื่ราวเกี่ยวกับโลกยุทธภพ พวกคุณชายเสเพลจากตระกูลเศรษฐีมักจะคบค้าสมาคมกับพวกอันธพาลเ้าถิ่นหรือบรรดานักเลงในละแวกนั้นไม่ใช่หรือไงทั้งดื่มเหล้า เที่ยวผู้หญิง และคอยสร้างความเดือดร้อนแก่ร้านค้าและตามท้องถนนร่วมกับพวกเดียวกัน
แต่ที่น่าขันก็คือ เคลผู้นี้รังเกียจพวกอันธพาลและพวกนักเลงข้างถนนเ่าั้ก็เกลียดเขาด้วยเช่นกัน
เพราะเคลคิดว่าคนพวกนี้เป็แมลงชั้นตํ่ายังไงล่ะ
แม้กระทั่งในหมู่แมลงก็ยังมีพวกที่ชั้นตํ่ากว่านั้นด้วยเช่นกันแม้จะมีชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอย่างขยันขันแข็งไม่มากนักแต่ก็ยังถือว่าเป็แมลงที่ดูมีประโยชน์มากกว่า
ดังนั้นในยามที่เมามายด้วยฤทธิ์เหล้าถึงแม้เคลจะไม่ลงไม้ลงมือกับใครเลยแต่เขาก็ยังขว้างปาข้าวของใส่พวกนักเลงที่เข้ามาอยู่ในระยะสายตาได้อย่างน่าอัศจรรย์ทว่าระดับความแม่นยำกลับเป็ศูนย์
เพราะแบบนั้นหรือเปล่านะ
“โอ้ ท่านลอร์ดมาแล้วเหรอครับ”
เ้าของร้านเหล้ากลัวเคลจนหัวหดซึ่งก็เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้เพราะบรรดาข้าวของในบริเวณที่เขานั่งดื่มเหล้าล้วนพังไปหมดแล้วไม่แน่ว่าอันดับหนึ่งบนรายชื่อบัญชีดำของร้านเหล้าทั้งหมดในเมืองเวสเทิร์นอาจเป็เคลนี่เอง
เขาไม่แม้แต่จะตอบรับคำทักทายจากเ้าของร้านก่อนโยนเหรียญทองหนึ่งเหรียญให้อีกฝ่าย
“เอาขวดที่ฉันกินประจำ อ้อ อกไก่ย่างด้วยแบบไม่ใส่เกลือ”
“ครับ? เอ่อทะ...ท่านลอร์ดจะไม่นั่งก่อนเหรอครับ”
เมื่อเห็นเคลขมวดคิ้วเ้าของร้านก็โบกไม้โบกมือเป็พัลวันและก้มศีรษะลงทันที
“ได้ทันทีเลยครับ! ผมจะไปนำเหล้ามาให้ครับ!”
เ้าของร้านจากไปอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางที่ค่อนข้างมีความสุขซึ่งดูเหมือนเป็เพราะว่าเขาไม่ได้มานั่งแช่อยู่ที่ร้านเคลกวาดตามองไปรอบร้านซึ่งเงียบลงทันทีที่ตนก้าวเข้ามา
ทุกคนก้มหน้าหลบสายตาพวกเขาคงสงสัยว่าในบรรดาร้านเหล้าที่มีมากมาย ทำไมวันนี้เคลถึงมาที่นี่โดยเฉพาะพวกอันธพาลและนักเลงข้างถนนต่างยิ่งพากันก้มหัวลงตํ่ากว่าเดิม
“จิ๊”
ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงัดมีเพียงเสียงเดาะปากของเคลเท่านั้นที่ดังกังวาน
“ท่านลอร์ด เหล้ามาแล้วครับ”
“อืม”
เคลรับขวดเหล้าและอกไก่ย่างมาเหล้าที่เขามักดื่มอยู่บ่อยครั้งน่าจะเป็เหล้าที่แพงที่สุดในร้านแห่งนี้ชายหนุ่มคว้ามันมาไว้ในมือแล้วออกไปจากร้านอย่างไร้เยื่อใย
ทันทีที่เคลก้าวออกไปยังถนนเขาก็เปิดขวดเหล้าและดื่มเข้าไปถึงครึ่งขวดในคราวเดียว
“โอ้”
นี่เป็เหล้าที่รสชาติดีทีเดียวเคลคอแข็งพอสมควรจึงไม่ะเืเลยแม้แต่น้อยทั้งที่ดื่มเหล้าไปรวดเดียวครึ่งขวดถึงอย่างนั้นใบหน้ากลับเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงเรื่อในสายตาคนอื่นคงดูเหมือนเขาเป็คนคออ่อนแน่ ๆ
เคลรีบย้อนกลับไปยังเส้นทางเดิมที่ผ่านมาโดยถือขวดเหล้าไว้ในมือ
เขาเดินผ่านร้านนํ้าชาที่ขลุกตัวอยู่ที่นั่นตลอดทั้งวันจากนั้นก็เดินต่อไปอีกหน่อยเมื่อทหารยามตรงประตูเมืองเห็นเคลเดินมาก็พากันตัวแข็งทื่อทันทีชายหนุ่มมองใบหน้าของพวกเขาแล้วนึกอยากจะลองวิ่งออกไปด้านนอกประตูดูเสียหน่อยแต่น่าเสียดายที่นั่นไม่ใช่จุดหมายปลายทางที่้า
“อา ท้องร้อนวูบวาบเลยแฮะ”
เคลรู้สึกมวนท้องมากขึ้นเรื่อย ๆหลังจากดื่มเหล้าเข้าไปและในที่สุดเขาก็มาถึงหน้ากำแพงเมืองซึ่งอยู่ห่างจากประตูทางเข้าเพียงเล็กน้อยกำแพงสูงตระหง่านทอดยาวเชื่อมต่อมาจากประตูหลักสูงพ้นหลังคาของอาคารมากมายเพื่อสกัดกั้นการบุกรุกจากภายนอก
แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายเป็ใครด้วยละนะ
เคลนึกถึงเนื้อหาในหนังสือ
‘ห่างจากประตูไปหนึ่งร้อยก้าวเลียบไปตามกำแพงเมือง’
นั่นคือตำแหน่งที่ชเวฮันปีนข้ามกำแพงเข้ามา
เคลรีบเข้าไปใกล้กำแพงเมืองทั้งที่ยังกำขวดเหล้าไว้ในมือแน่นเนื่องจากตรงนี้เป็ย่านที่อยู่อาศัย บนถนนจึงไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านมากนัก
เคลสูดลมหายใจเข้าลึก ๆเมื่อในที่สุดก็มาถึงตำแหน่งที่คำนวณไว้
กำแพงเมืองอยู่ห่างจากประตูหนึ่งร้อยก้าวพอดิบพอดีเนื่องจากเป็บริเวณย่านที่อยู่อาศัยตรงแนวกำแพงรอบนอกจึงมีเพียงคบเพลิงแขวนอยู่บนผนังและแสงที่ลอดผ่านหน้าต่างบ้านเรือนบริเวณนั้น
แต่แสงสว่างเพียงเท่านั้นก็พอแล้วเคลเข้าใกล้จุดหมายปลายทางทีละนิดด้วยสายตาที่เริ่มคุ้นชินกับความมืด
ตามคาดเลยแฮะ
เขามองเห็นสิ่งมีชีวิตที่นอนหมอบอยู่ใต้กำแพงเมืองซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่ง
ร่างนั้นสั่นเทาอย่างน่าสงสารเคลเดินตรงเข้าไปหาโดยไม่ลังเล จากนั้นก็ได้ยินเสียงของเ้าสิ่งนั้นที่นอนหมอบอยู่ลอยมาเข้าหู
เหมียว
เมี้ยวววว
แมวสองตัวนอนขดอยู่ใต้กำแพงเมืองพลางส่งเสียงร้องครวญครางราวกับอ้อนวอนมุมปากของเคลพลันโค้งขึ้น
ที่นี่แหละ
เขาเจอตำแหน่งที่ถูกต้องแล้ว