ความรู้สึกแรกหลังจากก้าวผ่านประตูมิติมา…คือ “ความเงียบ”
มันเป็ความเงียบสงัดอันสมบูรณ์แบบที่เรนไม่เคยพบเจอมาตลอดชีวิต ไม่มีเสียงครืดคราดของพัดลมระบายความร้อน ไม่มีเสียงไซเรนเตือนภัยของเมืองโครเนแซนเดรีย และไม่มีแสงนีออนหรือคลื่นสัญญาณรบกวนใด ๆ จากโลกเทคโนโลยีอันวุ่นวาย มีเพียงความอบอุ่นอ่อนโยนอย่างประหลาดที่โอบล้อมร่างกายของเขาเอาไว้ ราวกับกระแสน้ำอุ่นหรือสายลมโชยในฤดูใบไม้ผลิ
เด็กหนุ่มค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ ลมหายใจสะดุดกึก
“…ที่นี่มัน…ที่ไหนกัน”
ภาพเบื้องหน้าทำให้เด็กหนุ่มผู้เติบโตมากับหลักการทางวิทยาศาสตร์ถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ผืนก้อนเมฆสีขาวอันกว้างใหญ่ไพศาลกำลังแผ่ขยายอยู่รอบตัวเขา มองไปบนฟ้าก็พบกับแผ่นฟ้าที่สว่างสดใสและมีแสงตะวันสาดส่องลงมา พอมองพื้นเบื้องล่างที่เขากำลังยืนอยู่ก็เรียบเนียนและนุ่มฟูเย็นสบายราวกับปุยนุ่น กลุ่มก้อนแสงสีทองนับล้านลอยเคลื่อนผ่านอากาศอย่างเชื่องช้าทว่านุ่มนวล ราวกับฝูงหิ่งห้อยแห่งสรวง์ที่กำลังระบำ โดยมีต้นไม้สีทองผุดขึ้นประปรายสุดลูกหูลูกตา
ไม่มีขอบฟ้า…ไม่มีพื้นดินที่จับต้องได้ สถานที่แห่งนี้เหมือนโลกที่ตั้งอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์และสมการฟิสิกส์ทั้งปวงของความจริง
“นี่เรา…ตายไปแล้วรึไงกันนะ…” เรนพึมพำเสียงแ่ พลางก้มมองมือตัวเองที่ดูเหมือนจะมีละอองแสงจาง ๆ ลอยออกมา
ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังก้องขึ้นจากทางด้านหลัง
“ยังหรอกจ้ะ”
น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลและทรงพลังอย่างประหลาด มันไม่ใช่เสียงที่ได้ยินผ่านหู แต่เป็เสียงที่สั่นะเืเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิติญญา ช่วยปัดเป่าความตื่นตระหนกในใจของเขาให้มลายหายไปสิ้น
เรนรีบหันกลับไปทันที และในวินาทีนั้นเอง สายตาของเขาก็ถูกตรึงให้อยู่กับที่
หญิงสาวคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของแสงสว่างสีทองอ่อน เส้นผมยาวสลวยสีทองพลิ้วไหวไร้น้ำหนักราวกับแสงตะวัน ดวงตาสีทองสุกสว่างคู่นั้นงดงามและลึกซึ้งเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะมีได้ ร่างระหงสวมชุดเดรสยาวสีขาวบริสุทธิ์ลากพื้น ประดับด้วยลวดลายเรืองแสงคล้ายอักษรลิ่มโบราณที่ขยับเขยื้อนได้เอง รอบกายของเธอมีวงแหวนแสงศักดิ์สิทธิ์ลอยหมุนวนช้า ๆ
นางช่างงดงาม…และเปี่ยมด้วยแรงกดดันอันสูงส่งจนไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตที่ควรมีอยู่จริง จนเรนถึงกับพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ สมองของเขาพยายามหาคำจำกัดความของตัวตนตรงหน้า หญิงสาวยิ้มบาง ๆ ให้เขา มันเป็รอยยิ้มที่ทั้งอบอุ่นทว่าก็แฝงความเศร้าสร้อยลึก ๆ เอาไว้ในดวงตา
“ยินดีต้อนรับ โจนาธาน เรน… สู่โลกระหว่างรอยต่อแห่งโชคชะตา”
เด็กหนุ่มดึงสติกลับมา คิ้วเข้มขมวดมุ่นทันทีด้วยสัญชาตญาณความระแวง “เดี๋ยวนะ… คุณคือใคร? แล้วรู้ชื่อฉันได้ยังไง”
หญิงสาวค่อย ๆ ก้าวเดินเข้ามาหาเขาช้า ๆ ทุกย่างก้าวที่ปลายเท้าเปลือยเปล่าััพื้นกระจก จะเกิดระลอกคลื่นแสงสั่นไหวแผ่ออกไปอย่างงดงาม
“ข้ามีนามว่า…ไมอาร์” เธอกล่าว น้ำเสียงกังวาน “ผู้สร้างและผู้ปกปักรักษาโลกเอนเชี่ยน เวิลด์”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ผู้สร้างโลก’ เรนก็เผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณตามวิทยาศาสตร์ที่ฝังหัว “คุณคือ…เทพเ้าอย่างนั้นเหรอ?”
ไมอาร์ส่ายหน้าเบา ๆ ลวดลายบนชุดของเธอทอแสงวาบ “หากพวกเ้าจะเรียกเช่นนั้นก็ไม่ผิดนัก…แต่สำหรับข้า ข้าเป็เพียงผู้เฝ้ามองโลกใบหนึ่งดำเนินไป…จนถึงวันล่มสลายของมันต่างหาก”
เรนเงียบไป ในหัวคิดทบทวนอย่างรวดเร็ว ถึงตอนนี้เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังฝันกลางวัน เสียสติไปแล้ว หรือเผชิญความจริงอยู่กันแน่ แต่สิ่งหนึ่งที่สัญชาตญาณของเขาบอกอย่างชัดเจน คือผู้หญิงตรงหน้าคนนี้ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มาเพื่อทำร้ายเขา
“เมื่อกี้…เสียงของคุณในหัวผม พูดถึงพ่อของผมใช่รึเปล่า” น้ำเสียงของเรนจริงจังและเฉียบคมขึ้นทันที ความเป็ห่วงพ่อบดบังความกลัวจนหมดสิ้น “พ่อของผมอยู่ที่ไหน”
ดวงตาสีทองของไมอาร์สั่นไหวเล็กน้อยด้วยความเห็นใจ ก่อนที่เธอจะตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น
“เขายังมีชีวิตอยู่จ้ะ ที่ไหนสักแห่งบนโลกที่กว้างใหญ่เบื้องล่างนั่น”
หัวใจของเรนกระตุกวูบอย่างรุนแรง ความหวังที่ริบหรี่มาตลอดสิบปีพลันจุดะเิขึ้นมา “…จริงๆ เหรอ พ่อผมยังมีชีวิตอยู่จริงๆ สินะ”
“เมื่อนานมาแล้ว พ่อของเ้าถูกกระแสพลังงานมิติที่แปรปรวนบางอย่างที่ข้าไม่อาจเข้าใจ ดึงเข้าสู่เอนเชี่ยน เวิลด์” ไมอาร์เอ่ย “และนับจากวันนั้น เขาก็พยายามต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวอยู่ภายในโลกแห่งนี้มาโดยตลอดเพื่อหาทางกลับมาหาเ้า”
เรนกำหมัดแน่นจนเล็บแทบฝังเข้าเนื้อ ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามาพร้อมกันจนแทบกระอัก ดีใจที่พ่อยังไม่ตาย สับสนกับเื่ราวเหนือธรรมชาติ โกรธโชคชะตาที่พรากพวกเขาไป และโล่งใจอย่างที่สุดที่ความเชื่อของเขาตลอดสิบปีนั้นถูกต้อง
“งั้นก็ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงแล้ว ส่งผมไปหาเขาเดี๋ยวนี้เลย!”
ไมอาร์มองเด็กหนุ่มนิ่ง ๆ สายตาของเธอดูล้ำลึกเกินกว่าจะคาดเดา ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ เป็เชิงปฏิเสธ
“ตอนนี้ข้ายังส่งเ้าไปหาเขาโดยตรงไม่ได้…เพราะเอนเชี่ยน เวิลด์ในยามนี้…กำลังจะเข้าสู่หายนะครั้งใหม่ที่อาจกลืนกินทุกสรรพชีวิต รวมทั้งพ่อของเ้าด้วย”
วูบบบบบ—!
ทันใดนั้น ภาพนิมิตนับไม่ถ้วนก็ปรากฏขึ้นรอบตัวเรนราวกับจอภาพยนตร์สามมิติขนาดมหึมา ท้องฟ้าสีแดงโลหิตที่ฝนตกลงมาเป็เถ้าถ่าน อาณาจักรโบราณอันรุ่งโรจน์ถูกไฟทมิฬแผดเผาทำลาย เสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้คนนับล้าน และกองทัพอสูรกายรูปร่างบิดเบี้ยวจำนวนมหาศาลมืดฟ้ามัวดิน
และที่ใจกลางของความพินาศนั้น…มีเงาร่างสีดำทมิฬขนาดมหึมานั่งอยู่บนบัลลังก์ที่สร้างจากซากศพและโครงกระดูก ดวงตาสีแดงฉานของมันเพียงแค่ปรายตามองมา อากาศรอบด้านก็หนักอึ้งจนเรนแทบจะหายใจไม่ออก
“จอมมารจักรพรรดิ…โซโลม่อนทัส” ไมอาร์เอ่ยชื่อนั้นด้วยความรังเกียจและหวาดหวั่น “หนึ่งร้อยปีก่อน เขาเคยเกือบยึดครองโลกทั้งใบได้สำเร็จ แต่เพราะพลังแห่งความสามัคคีของเหล่าผู้กล้าในนอดีต จึงสามารถช่วยกันผนึกเขาให้อยู๋ในสภภาวะจำศีลได้ แต่ยามนี้…พันธนาการของข้าเริ่มเสื่อมถอย และเขากำลังจะตื่นขึ้นอีกครั้งแล้ว”
เรนจ้องมองภาพความโหดร้ายตรงหน้าเงียบ ๆ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจยาว พยายามสลัดแรงกดดันนั้นออกไป “แล้ว…คุณคงไม่ได้ดึงผมข้ามมิติมาเพื่อเล่าเื่นิทานให้ฟังหรอกใช่ไหม? คุณอยากให้ผมช่วยโลกใบนี้แทนงั้นเหรอ?”
“ใช่แล้วจ้ะ”
“ทำไมต้องเป็ผม?” เรนถามกลับทันควัน “ฉันเป็แค่เด็กมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เอาแต่คลุกตัวอยู่กับงานวิจัยและเื่วิทยาศาสตร์ โลกของคุณไม่มีฮีโร่หรืออัศวินหรือไง?”
ไมอาร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสบตาเรนด้วยแววตาที่จริงจังและทรงพลังที่สุดั้แ่วิเคราะห์กันมา
“เพราะเ้า…คือตัวแปรเดี่ยวที่อยู่นอกเหนือเส้นส่งผลของชะตากรรมโลกใบนี้ถูกลิขิตไว้ให้ล่มสลาย และเ้าคือสิ่งมีชีวิตจากภายนอกที่ไม่ขึ้นตรงต่อกฎนั้น”
ทันทีที่สิ้นคำพูดของเทพธิดา—แสงสีทองเจิดจ้าพลันะเิออกซึมลึกเข้าไปภายในอกของเรน!
ฟุ่บ…!
เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง ร่างกายกระตุกเกร็ง เขารู้สึกได้ถึงกระแสพลังงานบางอย่างที่อบอุ่น มหาศาล และราวกับมีชีวิตของมันเอง กำลังหลอมรวมและไหลเวียนไปตามเส้นเืทั่วร่างกาย พื้นผิวรอบตัวของเขาเริ่มเกิดคลื่นออร่าสีขาวขุ่นจาง ๆ ลอยละล่องออกมาโดยอัตโนมัติ มันดูคล้ายคลึงกับพลังงานที่เขาเคยเห็นจากกล่องความทรงจำของพ่อ
ไมอาร์มองภาพนั้นด้วยแววตาอ่อนโยนอันเปี่ยมด้วยความหวัง
“นั่นคือ…พลังออโรเลี่ยน (Aurolione) พลังแห่งจิติญญาดั้งเดิมที่หลับใหลอยู่ภายในตัวเ้า และสิ่งนี้…คือพลังที่ข้าจะมอบให้เพื่อเปลี่ยนโชคชะตา”
หญิงสาวค่อย ๆ ยื่นมือเรียวงามมาััที่หน้าอกของเรนเบา ๆ
ตูมมมมมมมม—!!!
แสงสีทองมหาศาละเิออกเป็วงกว้าง ดวงตาของเรนสั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพของดวงดาวดารา โลกหมุนวน และเส้นด้ายแห่งโชคชะตานับล้านเส้นไหลทะลักเข้าสู่จิตสำนึกของเขาอย่างบ้าคลั่ง มันไม่ใช่ความเ็ป แต่เป็ความรู้สึกของการรับรู้ที่ขยายกว้างขวางออกไปอย่างไร้ขีดจำกัด
“เจเน็ส (Genesis) …พลังแห่งการสร้างและสรรค์สร้างสิ่งใหม่เพื่อบิดเบือนโชคชะตา”
แสงสีทองเข้มข้นกลั่นตัวและซึมลึกเข้าสู่แก่นแท้ของร่างกายเด็กหนุ่ม ก่อนที่ความโกลาหลทั้งหมดจะกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
เรนทรุดตัวลงหอบหายใจหนักหน่วง เม็ดเหงื่อผุดพรายตามใบหน้า “นี่มัน…ตัวฉันทำไม…”
เขาก้มมองฝ่ามือตัวเอง ละอองออร่าสีขาวขุ่นปนทองกำลังส่องสว่างและลอยวนเวียนอยู่รอบนิ้วมือช้า ๆ ราวกับพลังงานเ่าั้กำลังตอบสนองต่อกระแสจิตและการเต้นของหัวใจเขาอย่างสมบูรณ์
ไมอาร์ยิ้มบาง ๆ ร่างของเธอเริ่มเปล่งแสงสว่างจ้าจนเริ่มเลือนราง “นับจากวันนี้เป็ต้นไป…เส้นทางชีวิตของเ้าจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว โจนาธาน เรน”
หญิงสาวค่อย ๆ เงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าแห่งดวงดาวที่เริ่มเปิดออกเป็ช่องว่างขนาดใหญ่
“จงออกเดินทาง…ค้นหาความจริงอันถูกบิดเบือนของโลกใบนี้ หยุดยั้งโซโลม่อนทัส…และตามหาพ่อของเ้าให้พบ”
แสงรอบตัวทวีความสว่างจนกลายเป็สีขาวโพลน วงแหวนมิติขนาดมหึมาฉีกเปิดออกด้านหลังของเรนอย่างช้าๆ และภายในวงแหวนนั้น…คือภาพของโลกแฟนตาซีอันกว้างใหญ่ไพศาล ท้องฟ้าสีครามสดใส หมู่เกาะและผืนดินแปลกตาที่ลอยอยู่เหนือชั้นบรรยากาศ ทะเลเมฆสีเงินยวบยาบ และสิ่งก่อสร้างอาณาจักรโบราณอันยิ่งใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลสุดสายตา
เรนมองภาพโลกใหม่ตรงหน้านิ่ง ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นเกาหัวแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ อย่างนึกขำในโชคชะตา
“…นี่ฉันกำลังจะจำใจไปต่างโลกจริงๆ สินะ ยิ่งกว่าในนิยายแฟนตาซีที่รินชอบบ่นให้ฟังซะอีก”
ไมอาร์ยิ้มออกมาเป็ครั้งสุดท้ายก่อนที่ร่างของเธอจะละลายหายไปกับแสงสว่าง
“ยินดีต้อนรับสู่เอนเชี่ยน เวิลด์…ผู้ถือครองเจเน็สคนใหม่”
ฟึ่บ—!
แรงดึงดูดมหาศาลกระชากร่างของเรนให้ร่วงดิ่งลงสู่วงแหวนมิติเบื้องล่าง มุ่งตรงสู่ผืนแผ่นดินแฟนตาซีอันกว้างใหญ่ทันที!