ภายในห้องพักศาสตราที่กำลังนอนพลิกไปพลิกมาเนื่องจากนอนไม่หลับจู่ๆเสียงจากเครื่องมือสื่อสารบนข้อมือของเขาก็ดังขึ้นมา
"ไงไอ้หนูวิหารปีกแห่งแสงเป็ยังไงมั้งมีเพื่อนรึยัง?"
ทันทีที่เขาัับนหน้าจอเสียงของบามุสก็ดังขึ้นมา
"อาจารย์ท่านอยู่ไหนเนี้ยตอนนี้?"
"อืมอยู่แถวๆเบต้าเจ็ดสี่ศูนย์มาสำรวจอะไรหน่อยนะ"
"เบต้าเจ็ดสี่ศูนย์!!!!โหไปไกลขนาดนั้นที่นั้นมีอะไรอะอาจารย์"
เบต้าเจ็ดสี่ศูนย์ที่อยู่ในห้วงจักรวาลที่เก้าสิบเก้า แหล่งรวมตัวของเหล่าอาชญากรตัวร้ายซึ่งที่นี้อาศัยอยู่ห่างไกลจากสมาพันธ์และหน่วยตำรวจอวกาศอย่างมาก จึงมีพวกร้ายๆมาร่วมตัวและเป็ตลาดมืดที่มีของผิดกฏหมายมากมายให้เลือกชื้อ บามุสที่แฝงตัวเข้ามาสืบหาเื่บางอย่างอยู่กังวลถึงเื่ตัวตนของศาสตราจะถูกเปิดเผยจึงติดต่อไปหาเขา
"ไม่ใช่เื่ของเ้าที่จะต้องรู้ในตอนนี้ ห่วงเื่ตัวตนของเ้าก่อนเถอะห้ามให้ใครรู้นะว่าเ้ามาจากวิหารเทพแห่งันะ"
"ข้าอยากรู้จริงๆว่าทำไมพวกเราต้องปกปิดตัวตนขนาดนั้นละอาจารย์ในเมื่อพวกเราก็เป็ผู้พิทักษ์เหมือนกัน?"
ศาสตราถามในสิ่งที่เขาสงสัยมานาน
"ไอ้เ้านี้รู้แค่ว่ามันเป็ธรรมเนียมที่สืบต่อกันมาละกัน แล้วอีกสามเมื่อเ้าเ้าสู่วิหารเทพแห่งัอย่างเป็ทางการเ้าก็จะได้รู้เองแหละ"
บามุสกล่าวตัดบทขึ้นมาพร้อมกล่าวเสริม
"ในระยะนี้ระวังเอาไว้หน่อยก็ดีข้าได้ข่าวไม่ค่อยจะดีเท่าไรนัก สัตว์อสูรระดับสูงต่างๆถูกแอบขายออกไปจำนวนมากข้ากลัวว่าพวกที่ชื้อพวกมันไปจะนำไปใช้สร้างความเดือดร้อนเหมือนเ้าสไลด์พาลัมที่เ้าไปปราบมา"
"แล้วพวกที่ชื้อไปมันจะสามารถบงการพวกนั้นได้รึอาจารย์พวกมันเป็ถึงสัตว์อสูรระดับสูงเลยนะ?"
"พวกมันมีเครื่องมือบางอย่างเหมือนที่เ้าเก็บมาจากเ้าสไลด์พาลัมนั้น เ้าสิ่งนั้นสามารถบงการให้พวกสัตว์อสูรเชื่อฟังได้นะสิ"
ศาสตราพยักหน้าอย่างเข้าใจเมื่อได้ยินบามุสบอกแก่เขาและก็นึกไปถึงหินแปลกๆที่เขาเก็บกลับไปให้บามุสหลังจากที่จัดการเ้าสไลด์พาลัมไปแล้ว
"ไอ้เ้าหินดำๆนั้นนะรึที่เป็เครื่องควบคุมนะ"
ศาสตราถามอาจารย์ของเขาเมื่อเขานึกไปถึงหินแปลกๆนั้น
"มันเรียกว่าเจนเนอเรเตอร์ไซคิเครื่องควบคุมจิตที่เพิ่งโผล่ขึ้นมาในตลาดมืดนะเ้าสิ่งนี้สามารถควบคุมบงการสัตว์อสูรได้"
"อาจารย์คิดว่าใครเป็คนสร้างมันขึ้นมางั้นเหรอไอ้เ้าเจนเนอเรเตอร์ไซคินี้อะ"
ศาสตราถามขึ้นมาอย่างสงสัยเพราะการจะสร้างไอเทมควบคุมสัตว์อสูรได้นั้นต้องเป็บุคคลระดับอัจฉริยะและมีคนหนุนหลังในระดับมหาบิ๊กเลยทีเดียวและคงไม่มีทางสร้างสิ่งของแบบนั้นออกมาในปริมาณมากได้อย่างแน่นอนด้วยข้อจำกัดด้านวัสดุอุปกรณ์ ห่างเกิดสั่งชื้อวัสดุในการสร้างมากๆอาจไปสะดุดตาของทางสมาพันธ์และบรรดาวิหารผู้พิทักษ์ต่างๆอย่างแน่นอน
"เฮ้อ..บอกเ้าไว้สักหน่อยก็ได้ข้าสงสัยว่าจะเป็ฝีมือพวกสมาพันธ์มืดแลคติสคู่แค้นคู่อาฆาตของสมาพันธ์แห่งดวงดาวและเหล่าบรรดาวิหารผู้พิทักษ์นะ"
"สมาพันธ์มืด!!!มันมีของแบบนั้นด้วยรึอาจารย์!!!"
"หึในเมื่อมีแสงก็ต้องมีความมืดเป็ธรรมดาในอดีตพวกมันก็สร้างความเดือดร้อนไปทั่วพวกมันเคยปลุกาแร็คนาร็อคจนเกิดเป็มหาาจักรวาลมาแล้วเลยเื่แค่นี้พวกมันทำได้อยู่แล้ว"
คำกล่าวของบามุสสร้างความตกตะลึงให้แก่ศาสตราไม่น้อยเลยทีเดียวเขาเคยได้ยินเื่าแร๊คนาร็อคที่เป็นิทานของโลกที่เป็าระหว่างเทพเ้าและพวกั์มาั้แ่ยังเด็กๆแล้วแต่เขาไม่รู้ว่านิทานของโลกจะเกี่ยวกับาแร็คนาร็อคบนอวกาศเพียงใดหรือมันบังเอิญเรียกเหมือนๆกันเท่านั้นเอง
"เออใช่!อาจารย์พรุ่งนี้ข้าจะต้องไปทำภารกิจของวิหารด้วยละถึงจะเป็ระดับฝึกหัดก็เถอะนะคงดีกว่าภารกิจที่ท่านให้ข้าไปทำแน่ๆหึหึ"
ศาสตรากล่าวออกมาเมื่อคิดไปถึงภารกิจระดับนรกแตกที่บามุสให้เขาไปทำอยู่ตลอด เมื่อเทียบกับของวิหารปีกแห่งแสงจะมอบให้คงทำให้เข้าผ่อนคลายอย่างมากแน่ๆในภารกิจครั้งนี้
"แล้วอย่าไปแสดงพลังออกจนพวกเขาผิดสังเกตุละไอ้หนูเอาละข้าต้องไปแล้วแค่นี้ละ"
"อ้าวมีเื่แค่นี้เหรออาจารย์คงไม่ใช่ว่าท่านเหงาจนคิดถึงข้าหรอกนะถึงได้อ้างเื่นั้นเื่นี้เพื่อจะได้ติดต่อข้านะ"
ศาสตรากล่าวหยอกล้ออาจารย์ของเขาไปก่อนจะตัดสายไปทำให้บามุสที่ได้ยินถึงกลับอยากทะลุผ่านเครื่องมือสื่อสารไปทุบเขาสักเปรี้ยง แต่ลึกๆนั้นมันก็จริงอย่างที่ศาสตราพูดเพราะั้แ่บามุสช่วยรักษาและมอบยีนต์ให้แก่เขาก็มีเพียงศาสตราเท่านั้นที่อยู่เคียงข้างเขามาโดยตลอด ทั้งที่เขาไม่เคยที่จะ้าคู่หูมาก่อนในการทำงานแต่ละครั้งและไม่จำเป็ต้องมีด้วยในพลังระดับเขานั้นถือได้ว่าไร้เทียมทานในห้วงจักรวาลแห่งนี้แล้วไม่จำเป็ต้องมีตัวถ่วงใดๆให้มาถ่วงแข้งถ่วงขาของเขาเอาไว้ แต่ั้แ่เขาพบศาสตราความรู้สึกที่เขาเคยมีมานานแสนนานก็ค่อยๆกลับคืนมาอีกครั้งนั้นก็คือความผูกพันธ์ที่เรียกกันว่าครอบครัว
ในรุ่งเช้าเสียงเคาะห้องของศาสตราก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"พี่ชายๆตื่นได้แล้ววันนี้พวกจะได้รับภาระแรกแล้ว"
เสียงกล่าวออกมาอย่างตื่นเต้นของมาวิสที่แทรกเข้าไปในโสตประสาทของศาสตราที่กำลังง่วงหงาวหาวนอนที่ต้องใช้หมอนปิดหัวของเขาเอาไว้เขวี้ยงหมอนออกมาพร้อมกับเดเงกายลุกขึ้นอย่างไร้ชีวิตชีวาะโออกไป
"รู้แล้วกำลังลุกเว้ยเพิ่งหกโมงเช้าเองนะเว้ยเฮ้ยย"
"พี่ชายไม่รู้อะไรชะแล้วขืนไปช้ากว่าทีมอื่นๆเดี๋ยวภาระกิจดีๆก็โดนฉกไปก่อนหรอก"
เสียงที่ยังคงแจ่มใสร่าเริงของมาวิสยังคงตอบกลับมา ทำให้ศาสตราส่ายหัวออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย
"จะตื่นเต้นอะไรนักหนากะอีแค่ภาระกิจ"
ศาสตราลุกขึ้นไปเปิดประตูให้เขาพร้อมกับบ่นออกมา
"ก็แน่ละสิรึว่าท่านไม่ตื้นเต้นนี้เป็ภาระกิจแรกของพวกเราเลยนะ"
มาวิสมองไปทางศาสตราอย่างนึกสงสัยในท่าทีของเขาราวกับว่าตัวของศาสตรานั้นเคยผ่านภาระกิจมาแล้วยังไงยังงั้น ศาสตราเมื่อเห็นถึงสีหน้าที่ราวเด็กน้อยที่กำลังสงสัยก็รีบเปลี่ยนท่าทีทันใดพร้อมเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ไม่นานนักเขาก็แต่งตัวเดินออกมาพามาวิสมุ่งไปยังห้องเรียนมาวิสที่กำลังร่าเริงและตื้นเต้นที่จะได้รับภารกิจครั้งแรกก็ไม่ได้ตอแยซักถามศาสตราในเื่ท่าทางของเขาก่อนหน้านี้ เขาเอาแต่พูดถึงภารกิจที่ตนและศาสตราจะได้รับว่าจะเป็แบบไหนจนศาสตราเริ่มรู้สึกจะหงุดหงิดขึ้นมาน้อยๆจึงล้วงเอาเครื่องเกมส์ออกมาเล่นโดยไม่สนบทสนทนาของมาวิสอีกต่อไป แต่ที่เขาตะลึงไม่หายก็เพราะเมื่อมาถึงห้องในเวลาประมาณเจ็ดโมงกว่าๆก็คือว่าคนในห้องมารอกันจนครบแล้วและแต่ละคนยังพากันพูดคุยกันถึงแต่เื่ภาระกิจที่ตนจะได้รับ เห็นจะมีเพียงกาโอและตัวเขาเท่านั้นที่ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรไปกับคนอื่นๆและในเวลาแปดโมงทุกคนก็พากันเงียบพร้อมใจกันมองไปยังเอลที่เดินเข้ามาภายในห้อง เขาเข้าไปยังจอมอนิเตอร์ยังหน้าห้องเขาล้วงเอาบางอย่างออกมาแตะไปบนจอ ก็ปรากฏรายชื่อกลุ่มพร้อมภารกิจที่ได้รับปรากฏออกมา
"นี้คือนายละเอียดคราวๆของแต่ละภาระกิจที่พวกเธอแต่ละทีมได้รับส่วนรายละเอียดที่เหลือนั้นเข้าไปดูเอาเองฉันเอาข้อมูลสำคัญๆส่งไปให้ในเครือข่ายพวกเธอแต่ละคนแล้ว"
ทุกคนไม่รอช้ารีบเช็คข้อมูลที่ได้รับจากที่นั่งตนเองทันที
"ภาระกิจสืบหาต้นเหตุความวุ่นวายของดาวพาทูรัล"
มาวิสที่เช็คข้อมูลอย่างใจจดจ่อเรียกศาสตราเข้ามาดูข้อมูลภาระกิจที่ทั้งสองได้รับในเนื้อหาได้บอกเอาไว้ว่า กลุ่มของทั้งสองจะต้องเดินทางไปเป็ผู้ช่วยของหน่วยที่สามของวิหารปีกแห่งแสง ที่นำไปโดยแอนนาและหน่วยลับของวิหารแห่งแสงอีกสองคนเะื่อหาต้นเหตุความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบนดวงดาว ดาวพาทูรัลนั้นมีประชากรที่ใช้เวทย์มนต์เป็หลักด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยนั้นไม่ปรากฏให้เห็น ผู้คนภายในดวงดาวไปม่รับรู้ถึงการมีตัวตนอื่นนอกดวงดาวตนเองยังถือว่าเป็ดวงดาวที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาแต่ด้วยระยะทางที่อยู่ใกล้กับวิหารปีกแห่งแสงจึงได้รับการปกป้องจากศัตรูที่มาจากต่างดาวจากวิหารแบบลับๆโดยที่ผู้คนบนดวงดาวไม่รู้เลยแม้แต่น้อย แต่ใน่สามสี่เดือนที่ผ่านมาคนบนดาวที่เคยอยู่กันอย่างสงบใช้เวทย์มนต์ที่ถนัดดำเนินอำนวยความสะดวกตามวิถีชีวิตประจำวันของตน แต่เมื่อไม่นานมานี้ผู้คนก็เริ่มเปลี่ยนไปพวกเขาก้าวร้าวขึ้นสู้รบฆ่าฟันกันไปทั่วทั้งดวงดาวจึงจำเป็ต้องส่งคนเข้าไปสืบหาต้นตอความวุ่นวายที่เกิดขึ้น
"ไปกับพวกพิทักษ์แถมมีหน่วยลับไปอีกสองมันเป็ภาระกิจของผู้ฝึกหัดจริงไปนะรึ!?!?"
ศาสตราที่อ่านมาถึงตรงนี้ก็แปลกใจในภารกิจที่เขาเจอการที่ต้องส่งหน่วยลับไปนั้นจะต้องเป็ภาระกิจที่ต้องเผชิญอันตรายเกินผู้พิทักษ์จะรับมือได้อย่างแน่นอนแต่นี้ส่งไปถึงสองคนทำให้เขาต้องมองไปยังเอลที่อยู่หน้าชั้นที่กำลังแคะหูตนเองอยู่ เอลที่ััได้ว่ามีคนมองมาที่เขาตัวเขาก็หันไปมองปรากฏว่าเป็ศาสตราเขาก็ยิ้มขึ้นมาแล้วก็หันกลับไม่สนใจเขาอีก
"สงสัยคนผู้นี้กำลังสงสัยตัวตนเราแน่ๆ"
ศาสตราพึมพำออกมาเสียงเบาขณะยังมองไปยังอาจารย์ประจำคลาสของเขา ผิดกับมาวิสที่ตอนนี้เขายิ่งตื่นเต้นกว่าเดิมขึ้นหลายเท่าเมื่อรู้ว่าจะได้ร่วมเดินทางไปกับหน่วยลับที่ตนชื่นชมมานานแล้วนั้นในที่สุดเขาก็จะได้เจอหน่วยลับตัวเป็ๆชะที อาการของเขาทำให้ศาสตราต้องพ่นลมหายใจออกมาเพราะการที่เก็บอาการของมาวิสนั้นเก็บไม่อยู่พ่นคำพูดและเล่าเื่ถึงหน่วยลับออกมายาวเป็หางว่าว
"วู๊..ชื่นชมหน่วยลับปานนั้นเกิดรู้ว่าเราเองก็อยู่หน่วยลับไอ้เ้านี้มันจะเป็ยังไงละเนี้ย"
ในขณะที่เขาฟังมาวิสอยู่นานเขาก็บ่นออกมาเสียงเบาก่อนจะก้มลงไปอ่านเนื้อหาภาระกิจของตนอีกครั้ง
"ห้ามนำอาวุธประเภทปืนติดตัวไปงั้นเหรอ อ๊ะ!เกราะ ดาบ ในยุคสมัยกลางเท่านั้น บ้าเหรอฟ่ะเป็ดินแดนแฟนตาชีรึไงเ้าดาวดวงนี้"
เขาอ่านมาถึงของที่สามารถนำติดตัวไปได้และไม่ได้แม้แต่ยานลำเลียงยังไปส่งแค่ชั้นบรรยากาศอีกเขาคิดไปถึงอนิเมะที่เขาเคยดูตอนที่ยังอยู่โลกบ่อยๆพวกแนวแฟนตาชีใช้เวทย์มนต์ ดาบโล่เข้าต่อสู้แทนอาวุธอันล้ำสมัยต่างไป
"คงเป็ผู้กล้าต่างโลกก็คราวนี้ละวะ"
เขาพึมพำออกมาและนึกขำตนเองขึ้นมา
"เอาละในเมื่อทราบถึงภาระกิจของพวกเธอแล้วก็แยกย้ายกันไปรายงานตัวชะไปตอนนี้เลย"
เอลที่อยู่หน้าชั้นกล่าวบอกแก่ทุกคน เมื่อทุกคนได้ยินก็พากันแยกย้ายกันออกไปแต่ศาสตรารั้งฝีเท้าและบอกให้มาวิสไปก่อนตัวเขามีเื่ต้องคุยกับอาจารย์เป็การส่วนตัว เอลที่รู้ดีว่าศาสตราต้องเข้ามาถามในเื่ภารกิจของเขาก็เอ่ยคำที่ต้องให้ศาสตราต้องใอย่างมาก
"ไงอาจารย์เ้าสบายดีใช่ใหม"
"อ...อาจารย์รู้ได้ไงว่าผมมีอาจารย์อีกคนนะ!?!?"
"หึทำไมจะไม่รู้เธอนะเป็รุ่นที่สามแล้วที่เ้าบ้านั้นส่งมาที่นี้พวกแปลกประหลาดทั้งนั้นส่งมาแต่ละคน"
"อาจารย์เอลรู้จักท่านอาจารย์ของกระผมเหรอครับ!!!"
เอลหันมาสบตากับศาสตราพร้อมเดินเข้าไปใกล้เอียงหน้าเข้าไปใกล้หูของเขาพร้อมกล่าวออกมา
"หัวหน้าหน่วยลับนักรบับามุสัคลั่งใช่ใหม"
ดวงตาของศาสตราเบิกกว้างปากอ้าค้างเมื่อได้ยินคำกระซิบของเอล ความลับของเขาที่พยายามปกปิดเอาไว้ชายผู้นี้กลับล่วงรู้เอาจนได้ ในหัวของเขาคิดว่าต้องปิดปากชายผู้นี้หรือถอนตัวออกไปจากวิหารปีกแห่งแสงดีความคิดสับสนวุ่นวายทำให้เขาทำอะไรไม่ถูกขึ้นมา
"วางใจเถอะเื่นี้มีแต่ฉันและผู้นำวิหารระดับสูงสุดเท่านั้นที่รู้พวกเราบรรดาวิหารในระดับพิทักษ์และปกป้องต่างรู้ถึงการคงอยู่และกฏแปลกๆของพวกเขาทั้งนั้นแหละ เธอไม่ใช่คนแรกที่เขาส่งมามีอีกสองคนก่อนหน้านี้อีก"
เอลยิ้มพร้อมกับกล่าวออกมาทำให้ศาสตราคลายความกังวลลง
"ในเมื่อเป็เช่นนี้ทำไมท่านอาจารย์ผมถึงสั่งนักสั่งหนาว่าห้ามให้ใครรู้ถึงตัวตนละครับ"
"เื่นี้ฉันไม่รู้หรอกไปถามอาจารย์เธอเองเถอะ แต่เื่ที่รู้จักกันยังไงนั้นมันก็นานมาแล้วละสมัยมหาาแร๊คนาร๊อคนู้นละ"
ศาสตราพยักหน้าเข้าใจก่อนจะก่อนที่จะเปลี่ยนสีหน้าใขึ้นมาอีกครั้ง
"เดี๋ยวๆสมัยาแร๊คนาร๊อคมันกี่ปีมาแล้วละนั้นอาจารย์อายุกี่ปีกันแล้วละเนี้ย!!!!"
เอลทำสีหน้าคิดหนักเขาลูบคางไปมาก่อนจะเอ่ยออกมา
"อืมปีนี้น่าจะเข้าสองหมื่นปีพอดีละมั้ง"
ตาของศาสตราเบิกกว้างขึ้นกว่าเดิมพร้อมกับเซถอยเกือบล้ม
"ป..เป็แวมไพร์กันรึไงอายุปาไปสองหมื่นกลับไม่แก่เลยสักนิด!!!!"
"อ้าวนี้ไม่รู้รึไงว่าเมื่อพวกเราได้รับยีนต์แห่งพลังต่างๆมาอายุขัยไร้ขีดจำกัดและคงรูปลักษ์ในสภาพในวัยที่มีกำลังรบสูงสุดเอาไว้อีกด้วยนะเว้ยเฮ้ยแต่ก็ยังตายกันได้เมื่อถูกสังหารนะหรือไม่ยีนต์ในตัวเสื่อมสภาพลง"
ศาสตราที่ไม่รู้มาก่อนทำให้เขาพูดอะไรไม่ออกพร้อมกับปั้นสีหน้าเหลือเชื่อออกมา
"ฝากภาระกิจในครั้งนี้ด้วยละอย่าให้ใครเป็อะไรข้าสังหรณ์ว่าภาระกิจในครัเงนี้อันตรายพอดูเลยละ"
เอลเดินเข้ามาตบบ่าของศาสตราที่ยืนนิ่งอึ่งอยู่กล่าวพร้อมหัวเราะออกมาก่อนเดินจากไปและก่อนจะออกจากห้องไปก็หันมากล่าวทิ้งท้ายเอาไว้
"เออจริงสิเธอคงอยู่ที่นี้ไม่กี่ปีสินะพยายามหาเพื่อนหาความสุขเอาไว้ให้มากๆละไม่แน่เมื่อจากที่นี้ไปแล้วเธออาจหาความสงบและความเป็ส่วนตัวอีกไม่ได้เลยก็เป็ไปได้"
ศาสตราเดินออกจากห้องเรียนและตามมาวิสไปอย่างช้าๆในขณะที่ในหัวของเขาสับสนวุ่นวายไปหมด เขายกเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาจ้องมองดูเขาคิดจะติดต่อไปหาอาจารย์ของเขาแต่ก็เปลี่ยนใจเอาไว้ถามเขาทีหลัง เมื่อคิดได้เขาก็ออกวิ่งตามไปหามาวิส