ทันทีที่ป้าโม่กล่าวเช่นนี้ออกมา สตรีทุกคนที่อยู่แถวนั้นก็พากันพยักหน้าหงึกหงักเห็นพ้องอย่างพร้อมเพรียง ต่างคนต่างเล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งเมื่อวานและวันนี้ออกมา
“ใช่ ๆ ๆ ชื่อของนางคือซ่งจินเหยาใช่หรือไม่? นางช่างเหลือเกินจริง ๆ เมื่อวานนี้ก็นางทำร้ายเจิ้งตงและเจิ้งหนาน กระทั่งทำร้ายป้าห้า จนนางมีรอยฟกช้ำไปทั่วทั้งตัว”
“ได้ยินว่าตอนที่นางเพิ่งมาถึง นางก็ขับไล่อาสะใภ้ห้าออกจากบ้าน อาสะใภ้ห้าถึงกับล้มป่วยเพราะความโกรธ?”
“วันนี้พวกเราได้เห็นกับตาของตัวเองอย่างชัดเจน หญิงสาวผู้นี้วัน ๆ ไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง เอาแต่สั่งให้เจิ้งตงและเจิ้งหนานซักผ้ากองโตตลอดทั้งเช้า พอตกบ่ายยังให้พวกเขาไปถอนหญ้าพรวนดินในสวน ทำให้เจิ้งตงผู้น่าสงสารเหนื่อยจนเป็ลมหมดสติไป พวกเราทนไม่ไหว จึงต้องช่วยกันหามเขามาส่งบ้าน นางถึงยอมหยุด”
เดิมที โม่หงเชินตั้งใจจะเดินจากไป เขาหมดความสนใจั้แ่สองประโยคแรกแล้ว
เขาไม่ใช่คนที่ตัดสินเื่ราวจากคำพูดของคนอื่น เขาเชื่อเพียงการตัดสินใจของตัวเองเท่านั้น
แต่เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธขึ้นมา
เขายอมแต่งภรรยาก็เพื่อลูกทั้งสามคน หากนางไม่สามารถดูแลลูก ๆ ได้ แล้วการแต่งงานกับนางจะมีประโยชน์อะไร?
หากเป็การอบรมสั่งสอนเด็ก ๆ เขาจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่นางกลับทำให้เจิ้งตงทำงานหนักจนเป็ลมหมดสติ…
ในฐานะลูกชายคนโต เขาย่อมรู้จักนิสัยของเจิ้งตงเป็อย่างดี เด็กคนนี้เข้มแข็งมาก ไม่เคยย่อท้อต่อความยากลำบาก หากถึงกับเหนื่อยจนเป็ลมหมดสติไปได้ละก็ ความเหนื่อยที่เขาเผชิญนั้นต้องหนักหนาสาหัสเพียงใดกัน?
โม่หงเชินถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เป็ความจริงหรือ?”
“จริงแท้แน่นอน” ป้าโม่ผงกศีรษะ “ท่านหมอก็ยืนยันแล้วว่าที่เจิ้งตงหมดสติไปเป็เพราะความเหนื่อยล้า อาเชิน ใช่ว่าป้าอยากจะนินทาภรรยาใหม่ของเ้านะ แต่ผู้หญิงคนนี้นิสัยเกินรับไหวจริง ๆ หากเ้าไม่สั่งสอนนางอย่างเข้มงวด เ้าที่ทำงานยุ่งจนตัวเป็เกลียวขนาดนี้ เช่นนั้นแล้วลูก ๆ ของเ้าจะเป็อย่างไรล่ะ?”
โม่หงเชินไม่ใช่คนที่ฟังความข้างเดียว แต่ป้าโม่เองก็เป็คนที่มีนิสัยเข้มงวดและซื่อตรง ไม่ใช่คนที่จะกล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีมูล ที่สำคัญกว่านั้น เมื่อครั้งที่ครอบครัวของเขาประสบความยากลำบาก ลุงโม่และป้าโม่ก็เคยช่วยเหลือเกื้อกูลพวกเขาไม่น้อย
แม้จะเป็เพียงเื่เล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการช่วยปะชุนเสื้อผ้า แต่ก็ถือว่าเป็ความเมตตาที่คอยเกื้อหนุนพวกเขาในวัยเด็ก
ดังนั้น โม่หงเชินจึงไว้วางใจป้าโม่ในระดับหนึ่ง
เขาหันกลับไปสั่งอาเซ่าสั้น ๆ ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน
“ข้าจะไปดูที่บ้านสักหน่อย อาเซ่า ไปบอกพวกอาเฉียงให้ส่งสินค้าไปที่ลู่โจวด้วยนะ”
อาเซ่ายังคงมีสีหน้างงงันอยู่ เพราะเขารู้ว่าโม่เจิ้งตงกำลังไปที่โรงหมอ
เดิมทีเขาก็ตั้งใจจะหาโอกาสบอกเื่นี้กับอาเชินอยู่แล้ว แต่อาเชินกลับยุ่งเกินไป อีกทั้งเขาเองก็คิดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะพลิกผันได้ถึงเพียงนี้
จริง ๆ แล้วเขารู้สึกว่า ซ่งจินเหยาไม่น่าจะเป็คนแบบนั้น
ทว่าสุดท้ายแล้ว คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ แล้วเขาจะแน่ใจได้อย่างไรว่าไม่ใช่เพราะเจิ้งตงเป็ลมหมดสติ ซ่งจินเหยาถึงได้ใกลัว...จนนางต้องรีบมาขอยืมเกวียนพาเขาไปที่โรงหมอ?
“อาเชิน เมื่อตอนบ่าย นาง...นางพาเจิ้งตงไปที่โรงหมอ”
โม่หงเชินขมวดคิ้ว “โรงหมอ?”
ป้าโม่รีบกล่าว “ใช่แล้ว ท่านหมอจางตรวจอาการเจิ้งตงแล้ว บอกว่าเขาเป็ลมเพราะทำงานหนักเกินไป เขาแค่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ต้องทำงานหนักอีกสักพักก็หายได้ แต่ภรรยาใหม่ของเ้า...ข้าไม่รู้ว่านางเป็อะไร…เอาแต่ยืนกรานว่าท่านหมอจางไม่ได้เื่ แล้วก็พาเจิ้งตงไปที่โรงหมอประจำอำเภอ”
ผู้หญิงอีกคนกล่าวเสริม “นางเป็คนทำให้เจิ้งตงเป็แบบนั้น คงกลัวว่าเ้าจะลงโทษนางเมื่อเ้ากลับมา เลยทำทีเป็คนดีพาเขาไปที่โรงหมอน่ะสิ...”
“ใช่ ๆ ๆ! พี่เชิน ท่านคงไม่รู้ ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเจิ้งตงบวมเป่งเพราะถูกผู้หญิงนางนั้นทุบตี”
จู่ ๆ บรรยากาศรอบกายโม่หงเชินพลันแปรเปลี่ยนเป็กดดันและหนาวะเืขึ้นมา ผู้คนที่อยู่รอบข้างต่างััได้ จึงพากันถอยห่างโดยสัญชาตญาณ
“เจิ้งตงถูกนางทุบตี?”
หญิงผู้นั้นรีบกล่าว “ใช่แล้ว! ถามทุกคนที่นี่ได้เลย ใบหน้าของเจิ้งตงวันนี้บวมจนแทบจำไม่ได้ ต้องเจ็บมากแน่ ๆ"
เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของโม่หงเชิน ป้าโม่จึงพยายามปลอบใจเขา “ป่านนี้พวกนางน่าจะกลับมาแล้วล่ะ นางไม่เคยมีลูกมาก่อน จะไม่รู้วิธีดูแลพวกเด็ก ๆ ก็ไม่แปลก เด็ก ๆ มักจะดื้อรั้นและซุกซน ทำให้นางโมโหขึ้นมาบ้างก็พอเข้าใจได้ นางเองก็ดูเป็คุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจจนเสียคน เ้ากลับไปก็ลองพูดคุยสั่งสอนนางให้ดี ๆ เถอะ”
โม่หงเชินไม่ตอบรับหรือปฏิเสธคำกล่าวของนาง เพียงถามว่า “ท่านรู้หรือไม่ว่าเจิ้งหนานกับซีซีอยู่ที่ไหน?”
หญิงสาวคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ ๆ กล่าวตอบ “ก่อนที่นางจะออกไป นางฝากพวกเขาไว้กับกุ้ยเซียง”
โม่หงเชินไม่กล่าวอะไรอีกและเดินตรงกลับบ้านทันที หญิงสาวสองสามคนรีบเดินตามไปอย่างรวดเร็ว ด้วยอยากรู้อยากเห็นว่าเื่ราวจะลงเอยอย่างไร
ทุกคนล้วนมีความคิดที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่รู้สึกว่าซ่งจินเหยาทำเกินกว่าเหตุและหวังว่าโม่หงเชินจะไล่นางออกไป ส่วนบางคนเช่นป้าโม่ กลับรู้สึกว่าภรรยาใหม่เพียงแค่ไร้ประสบการณ์ และต้องได้รับการอบรมที่เหมาะสม ไม่จำเป็ต้องขับไล่นางออกไปก็ได้
อย่างไรก็ตาม โม่หงเชินนั้นร่างกายสูงใหญ่ และด้วยขายาว ๆ ที่รีบเร่ง ในเวลาไม่นาน เขาก็ทิ้งกลุ่มคนไว้ข้างหลัง จนพวกเขาตามไม่ทัน
…
ส่วนซ่งจินเหยาเวลานี้ นางได้จ้างรถเกวียนคันหนึ่งและกำลังเดินทางกลับพร้อมโม่เจิ้งตง ก่อนหน้านี้หูจื้อยืนกรานจะอยู่ที่โรงหมอเพื่อรอพวกเขา แต่ซ่งจินเหยากลับเพิกเฉยต่อเขาอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเห็นโม่เจิ้งตงจ้องมองเขาตาขุ่นตาเขียว หูจื้อก็ทำได้เพียงจากไปอย่างไม่เต็มใจนัก
บนเกวียน ซ่งจินเหยายื่นซาลาเปาที่นางเพิ่งซื้อมาให้โม่เจิ้งตง และบอกให้เขากินรองท้องก่อน
จากนั้น นางก็คิดคำนวณในใจ หลังจากซื้อยาทั้งหมดนี้แล้ว นางมีเงินเหลืออยู่เพียงสองตำลึงเท่านั้น ถ้าจะซื้ออะไรเพิ่มอีกคงเป็ไปได้ยาก โชคดีที่นางซื้อข้าวขาวและแป้งสาลีขาวตุนสำหรับวันข้างหน้าไว้หมดแล้ว ด้วยเงินสองตำลึงที่เหลือ นางสามารถซื้อผักและไข่ได้ แล้วไหนจะเนื้อสัตว์ที่โม่หงเชินให้คนส่งมาให้ทุกวันอีก เื่อาหารการกินจึงไม่น่าเป็ห่วง
แต่เพราะอากาศเริ่มหนาวขึ้นทุกที พวกเขาจึงต้องเตรียมถ่านเพิ่ม
นางคิดจะขอเงินเพิ่มจากโม่หงเชินเมื่อเขากลับมา
ซ่งจินเหยาถอนหายใจเบา ๆ เงินหกตำลึงหมดไปในเวลาเพียงไม่กี่วัน แม้ทุกตำลึงล้วนใช้ไปกับสิ่งจำเป็ แต่นางก็ไม่แน่ใจว่าโม่หงเชินจะโกรธหรือไม่
โดยรวมแล้ว การต้องเอ่ยปากขอเงินผู้อื่น มันก็ไม่ได้รู้สึกดีเลย
โม่เจิ้งตงจ้องมองยาในมือซ่งจินเหยาอย่างว่างเปล่า เขารู้ว่านางกำลังรู้สึกว้าวุ่นใจอย่างที่สุด หมอบอกว่ายานี้เพียงพอสำหรับสามเดือนเท่านั้น หลังจากนั้น…พวกเขาก็ต้องให้หมอสั่งยาให้ใหม่อีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น การบำรุงรักษาร่างกายนี้ก็อาจใช้เวลาหนึ่งถึงสองปี หรืออาจยาวนานถึงห้าหรือสิบปีเลยก็ว่าได้
ลองคำนวณดูแล้วก็ประมาณหนึ่งตำลึงต่อเดือน —เขาต้องสิ้นเปลืองเงินมากขนาดนั้นเพื่อซื้อยาจริงหรือ?
ซ่งจินเหยาตื่นจากภวังค์ เมื่อรับรู้ถึงสายตาของโม่เจิ้งตง จึงตระหนักได้ว่านางจดจ่ออยู่กับสุขภาพของเขาเพียงอย่างเดียว จนลืมอาการาเ็บนใบหน้าของเขาไปเสียสนิท
“ข้าลืมให้ท่านหมอจ่ายยาทาแผลให้เ้า รอยตบที่ใบหน้าของเ้าดูแย่กว่าเมื่อเช้านี้เสียอีก”
โม่เจิ้งตงก้มศีรษะลงและกล่าวเบา ๆ "ไม่เจ็บแล้วขอรับ เดี๋ยวก็หาย”
เวลานี้ เกวียนเคลื่อนตัวออกจากเมืองแล้ว ถนนหนทางแสนลำบาก ไหนจะเย็นย่ำใกล้ค่ำเข้าไปทุกที
ซ่งจินเหยาใคร่ครวญอีกครั้ง “ไม่เป็ไร หากพรุ่งนี้อาการยังไม่ดีขึ้น ข้าจะพาเ้ากลับไปหาท่านหมออีกครั้ง”
เมื่อกลับถึงบ้าน นางก็ให้โม่เจิ้งตงรีบไปพักผ่อน จากนั้นจึงเดินไปที่บ้านของกุ้ยเซียงเพื่อรับเด็กอีกสองคน
ทว่าซ่งจินเหยาเพิ่งเดินออกจากประตูบ้านได้ไม่ไกล นางก็เห็นใครบางคนกำลังประคองอาสะใภ้ห้าเดินมาทางนี้ รอบกายอาสะใภ้ห้ายังมีคนอื่น ๆ อีกหลายคน ทุกคนล้วนมีสีหน้าท่าทางฮึดฮัด โมโหเต็มที่ เห็นชัดว่ารวมตัวกันมาเพื่อมาเอาเื่ซ่งจินเหยา
“ซ่งจินเหยา หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” เมื่อมีผู้สนับสนุนอยู่รอบกาย อาสะใภ้ห้าจึงรู้สึกกล้าหาญชาญชัย “เ้าทุบตีข้าเช่นนี้ เ้าต้องจ่ายเงินชดเชยให้ข้า!”
แต่สายตาของซ่งจินเหยากลับไม่ได้มองไปที่อาสะใภ้ห้าเลย
เพราะนางเห็นว่าโม่หงเชินกำลังเดินมาจากอีกฟากหนึ่ง
โม่หงเชินไม่แม้แต่จะสนใจอาสะใภ้ห้า เขาเดินตรงไปหาซ่งจินเหยา และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเ็า
“เ้าทำร้ายเจิ้งตงงั้นหรือ?”
.
.
.