บ้านของฉวี่หลิงตั้งอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแถบจังหวัดทางเหนือที่มีชื่อว่าเจ๋อซี หมู่บ้านไม่ได้ใหญ่โตภูมิประเทศก็ค่อนข้างห่างไกลจากตัวเมือง แค่เกิดเื่ใหญ่เท่าเมล็ดงาหรือถั่วเขียวไม่ถึงหนึ่งวันก็สามารถแพร่กระจายไปได้ทั่วทั้งหมู่บ้าน
วันนั้นที่ฉวี่หลิงตัวเปรอะโคลนกลับมาที่บ้านเป็ธรรมดาที่จะมีคนเห็น เพียงไม่ถึงหนึ่งวัน เื่ก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งถนนใหญ่และซอกซอย
ฉวี่เหวินจวินไปทำงานแล้วธรรมดาแล้วหวังย่าเหม่ยทำงานรับจ้างเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในครอบครัว แต่เมื่อวานเพราะฉวี่หลิงทำให้เธอใเธอกลัวว่าวันนี้ฉวี่หลิงจะทำผิดซ้ำสอง ดังนั้นเธอจึงหยุดหนึ่งวัน แค่ให้อาหารหมูให้อาหารไก่ในบ้าน
ขณะกำลังกินข้าวกลางวันน้าชายของฉวี่หลิง หวังย่าหลิน กับน้าสะใภ้ เฝิงเย่ว์ ก็มาถึงที่บ้าน
แต่ก่อนสกุลหวังสามารถส่งเสียให้เรียนหนังสือได้เพียงคนเดียวดังนั้นหวังย่าเหม่ยเรียนถึงแค่ชั้นประถมก็เลิกเรียนหนังสือทั้งบ้านลำบากยากเข็ญส่งเสียให้น้องชายเขา หวังย่าหลิน ได้เรียนหนังสือ
หวังย่าหลินเองก็ไม่ได้ทำให้ทุกคนผิดหวังหลังจากเรียนหนังสือจบ ก็ไปเป็ครูสอนภาษาของโรงเรียนประถมเจ๋อซีแม้ว่าจะได้เงินเดือนไม่เท่าไร ทว่างานสบาย ทั้งยังได้ความเคารพจากผู้คนหลังจากที่เฝิงเย่ว์แต่งงานเข้ามาก็ปรึกษากับหวังย่าหลินว่าจะเปิดร้านค้าเล็กๆ ที่ข้างโรงเรียนคาดคิดว่าธุรกิจจะเจริญรุ่งเรืองดี
ทว่านิสัยของหวังย่าหลินอ่อนแอเกินไปไม่มีข้อคิดเห็นใดๆ ได้แต่ฟังคำของน้าสะใภ้ ฉวี่หลิงจำได้ว่าหลังจากที่พ่อของเธอเป็อัมพาต เพราะชีวิตยากจนข้นแค้น เธอไปหาน้าเพื่อยืมเงินจำนวนหนึ่งเดิมทีหวังย่าหลินจะรับปาก ทว่าเพียงแค่เห็นสายตาปราดเดียวของเฝิงเย่ว์ เขาก็กลืนคำพูดลงไปแม้แต่ผายลมก็ยังไม่กล้า
ฉวี่หลิงนั่งอยู่บนเก้าอี้มองน้าที่สวมเสื้อเชิ้ตกับน้าสะใภ้ที่มีสีหน้าสะใจก็ทำได้เพียงเก็บความรู้สึกเอาไว้และเอ่ยอย่างมีมารยาท “สวัสดีค่ะน้า สวัสดีค่ะน้าสะใภ้”
หวังย่าหลินลูบคลำผมของฉวี่หลิงคลี่ยิ้มพลางเอ่ยออกมา “สวัสดีจ้ะ หลิงหลิง”
เฝิงเย่ว์ไม่เอ่ยอะไรสักคำเพียงแค่อมพะนำ กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม
ฉวี่เหวินจวินเห็นน้องชายของตัวเองก็รี่เข้าไปเติมชารินน้ำ ถามเขาอย่างมีความสุข “เสี่ยวหลินกับเสี่ยวเหย่ว์มาได้อย่างไรเนี่ย?วันนี้ไม่ยุ่งเหรอ?”
“ยุ่งสิ ยุ่งจะตายอยู่แล้ว” เฝิงเย่ว์ยกชาขึ้นดื่มมองฉวี่หลิงอย่างตำหนิเล็กน้อย “แต่ว่าพอได้ยินว่าหลิงหลิงตกลงไปในท้องนาพวกเราก็เลยมาเยี่ยมเธอ เสียเวลาไปวันหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่าต้องขาดรายได้ไปเท่าไหร่กัน”
หวังย่าเหม่ยเอ่ยอย่างเกรงใจ“หลิงหลิงไม่าเ็อะไร ไม่หนักหนา ถ้าพวกเธอไม่ว่างละก็ไม่ต้องสละเวลามาก็ได้” หวังย่าหลินกำลังจะเอ่ยปากพูด เฝิงเย่ว์ก็กระแอมขึ้นครั้งหนึ่งเขาจึงไม่พูด
“พี่ใหญ่ ฉันไม่ได้จะว่าพี่นะ พี่ควรจะดูแลหลิงหลิงให้ดีนะคะ” เฝิงเย่ว์มองฉวี่หลิงแวบหนึ่ง เอ่ยอย่างใจดำ “หลิงหลิงโตขนาดนี้แล้วทำไมถึงได้ดื้อขนาดนี้ ครอบครัวเธอเองฐานะก็ไม่ได้ดีอะไร เธอไม่คิดช่วยแม่ทำงานบ้านบ้างเลยหนำซ้ำยังเล่นสนุกอยู่ข้างนอกทั้งวัน เหมือนกับเด็กไม่มีการศึกษาที่ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน”
อะไร เรียกว่าเด็กไม่มีการศึกษาที่ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนงั้นหรือฉวี่หลิงได้ฟังก็รู้สึกเดือดดาลในใจทำให้คุมตัวเองไม่อยู่
หวังย่าเหม่ยได้ฟังในใจก็ออกจะไม่สบายใจ ทว่าฝืนยิ้มอย่างมีความสุขพลางเอ่ย “หลิงหลิงซนไปสักหน่อย แต่ว่าปกติแล้วก็เชื่อฟังดีนะคะ”
“อย่างเธอก็เรียกว่าเชื่อฟังด้วยเหรอคะ” เฝิงเย่ว์หัวเราะเยาะ“เธอไปวิ่งเล่นข้างนอกทั้งวัน ไม่ตั้งใจเรียนให้ดีจะเรียกว่าเชื่อฟังได้อย่างไร”
เฝิงเย่ว์หยุดไปสักครู่ก็เอ่ยถึงลูกชายของเธอหวังซวี่ กับลูกสาว หวังเหมย “เสี่ยวซวี่กับเหมยเหมยไม่มีหรอกที่จะออกไปวิ่งเล่นข้างนอกเหมยเหมยเข้าเรียนชั้นประถมแล้ว ธรรมดาก็ชอบอ่านหนังสือเสาร์อาทิตย์ยังรู้จักช่วยฉันขายของ หลิงหลิง เธอต้องเรียนรู้จากพี่สาวของเธอนะไม่อย่างนั้นก็จะเป็เด็กไม่มีการศึกษาจริงๆ”
คำสองคำก็เด็กไม่มีการศึกษามีสิทธิ์อะไรถึงเรียกเธอแบบนี้
ฉวี่หลิงเห็นมารดาหวังย่าเหม่ยมีสีหน้าเสียใจและน้อยเนื้อต่ำใจก็หัวเราะหยันในใจแต่แรกค่าเล่าเรียนชั้นปวช.ของลุงเธอ ล้วนแต่เป็เงินที่แม่เธอหามาให้ตอนนี้พวกเขามีสิทธิ์อะไรมาดูแคลนบ้านของเธอ
“น้าสะใภ้พูดไม่ถูกนะคะ” ฉวี่หลิงมองเฝิงเย่ว์โกรธปุดๆ โต้กลับไป “หลิงหลิงไม่ใช่เด็กไม่มีการศึกษาสักหน่อย”
หลังจากที่เฝิงเย่ว์แต่งเข้าสกุลหวังสามีก็เชื่อฟังเธอ แม่สามีก็ให้ความเคารพ ไม่มีใครเคยพูดกับเธอตรงไปตรงมาขนาดนี้ฉับพลันในใจของเธอก็ลุกโชนด้วยไฟโกรธแผดเผาไปยังฉวี่หลิง
“ผู้ใหญ่พูดอยู่ เด็กจะมาพูดแทรกอะไร” รอยยิ้มของเฝิงเย่ว์เสียดสี“หลิงหลิงไม่มีมารยาทได้ถึงขนาดนี้ ไม่ใช่เด็กไม่มีการศึกษาแล้วเป็อะไรล่ะจ๊ะ”
ฉวี่หลิงอดกลั้นไฟเดือดพล่านภายในใจจงใจละเลยสายตาของหวังย่าเหม่ย เอ่ยอย่างไร้เดียงสา “เมื่อวันก่อนหนูได้เจอกับคุณปู่ผอ.โรงเรียนประถมเจ๋อซีเขากำลังพูดถึงพี่ชายหลางหู่ที่อยู่ข้างบ้าน เล่าว่าเขามักพูดคำสองคำก็บอกว่าเด็กไม่มีการศึกษาการดูถูกเพื่อนนักเรียนเป็คุณสมบัติที่ไม่ดี ไม่มีมารยาท ไม่ได้รับการสั่งสอน งั้นที่น้าสะใภ้เรียกหนูว่าเด็กไม่มีการศึกษาตลอดเท่ากับว่าคุณสมบัติไม่ดี ไม่มีมารยาท ไม่ได้รับการสั่งสอน!”
ฉวี่หลิงปะทะสายตาของเฝิงเย่ว์ที่เดือดดาลจนพุ่งทะยานยิ้มกริ่มถามหวังย่าหลินที่สีหน้าแดงซ่านไปทั้งหน้า “น้าคะ ที่คุณปู่ผอ.พูด หมายความว่าอย่างไรคะ หลิงหลิงฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ”
ในใจหวังย่าหลินทั้งอับอายทั้งร้อนรนทำได้เพียงพูดแก้เก้อ “รอให้หนูโตก่อนก็จะรู้เองละนะ”
“เด็กคนนี้พูดจาไร้สาระอะไรกัน!” เฝิงเย่ว์พาลโกรธ “เธอเป็เด็ก พูดอะไรไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ ไม่รู้จริงๆ ว่าแม่ของเธอสอนเธอมาอย่างไร!”
เธอเสียงแหลมสูงดูเหมือนว่าฉวี่หลิงจะถูกทำให้ใ น้ำตาไหลรินลงจากขอบตา น้ำตานองพร่าเบลอมองไปยังหวังย่าเหม่ย
สุภาษิตกล่าวไว้ว่าเด็กที่ร้องไห้เป็จะมีขนมกินครั้งนี้ร้องไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร คราวหน้าถ้าร้องไห้เธอไม่เชื่อว่าแม่ของเธอจะยังเป็เหมือนเมื่อก่อน ดูแลน้ากับน้าสะใภ้อย่างสุดชีวิตจิตใจ
ในใจของหวังย่าเหม่ยเดิมทีไม่สบายใจนักเห็นฉวี่หลิงร้องไห้ออกมา เธอก็เพียงพูดว่า “อาเหย่ว์หลิงหลิงของเรายังเด็ก เธอเป็ผู้ใหญ่ ให้อภัยเด็กบ้างเถิดอย่าได้คิดเล็กคิดน้อยกับเธอเลย”
ทว่านิสัยของหลิงฉวี่เป็คนโผงผางเวลานี้ก็เงยหน้าขึ้นในอ้อมแขนของหวังย่าเหม่ย พูดออกมา “พรุ่งนี้หนูจะไปบอกกับคุณปู่ผอ.ว่าน้าสะใภ้บอกว่าคำสั่งสอนพวกนั้นเป็เื่ไร้สาระ”
ในใจเฝิงเย่ว์เดือดดาลฉวี่หลิงท้าทายเกินไปแล้ว ยังกล้ายกผอ.มากดดันเธอ เธอกำลังจะเอ่ยทว่าถูกหวังย่าหลินดึงไว้
“พี่ครับ วันนี้เสี่ยวเหย่ว์ทำไม่ถูก พวกเราขอตัวก่อน” เพราะมีเื่เกี่ยวกับการงานของตัวเอง หวังย่าหลินถึงได้กล้าตำหนิเฝิงเย่ว์ประโยคหนึ่ง“หยุดพูดซะ!”
จากนั้นก็พูดกับฉวี่หลิงที่ร้องไห้งอแง“หลิงหลิงอย่าเอาไปพูดเหลวไหล คำพูดของคุณปู่ผอ.ถูกต้องแล้ว น้าขอโทษเื่วันนี้แทนน้าสะใภ้ด้วยอภัยให้เหมือนว่าเื่นี้ผ่านไปแล้วได้หรือเปล่า”
หลิงฉวี่ก้มหน้าไม่เอ่ยอะไร ในใจคิดว่าเพราะแค่เป็อันตรายกับงานของน้า เขาถึงได้กล้าพูดออกมาบ้าง
หวังย่าเหม่ยมองน้องชายตัวเองใจก็อ่อนยวบ จึงเอ่ยขึ้น “เสี่ยวหลิน เธอกลับไปทำธุระก่อนเถอะนะ ทางหลิงหลิงพี่จะเกลี้ยกล่อมเองหลิงหลิงเป็ลูกของพี่ ต่อไปพี่จะสอนเธอให้ดีเองไม่ต้องลำบากให้ภรรยาของเธอมาเป็ห่วงแทนหรอกนะ”
ไม่ว่าลูกของใครถูกว่าว่าไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนต่างก็ต้องโกรธกันทั้งนั้นเพียงแต่ว่านิสัยของหวังย่าเหม่ยอ่อนโยน เอะอะโวยวายไม่เป็ทำได้เพียงพูดออกมาบ้าง แล้วรู้สึกแย่อยู่เงียบๆ คนเดียวเท่านั้น
เฝิงเย่ว์ได้ยินว่าหวังย่าเหม่ยไม่พอใจตัวเธอคิ้วพลันตั้งขึ้น ก็คิดจะเอ่ยปากทะเลาะอีกสักหน่อย
“พี่ครับ งั้นผมไปก่อนนะ ทางหลิงหลิงต้องลำบากพี่แล้ว” หวังย่าหลินตาไวมือไว ดึงเฝิงเย่ว์เดินออกไป
หวังย่าเหม่ยคิดถึงคำพูดของเฝิงเย่ว์มองฉวี่หลิง ทั้งรู้สึกโกรธและเ็ปแทน ทว่าเื่นี้เกี่ยวพันกับงานของน้องชายเธอทำได้เพียงดึงตัวฉวี่หลิงมาพูด “หลิงหลิงออกไปข้างนอกอย่าได้พูดถึงเื่วันนี้ให้ผอ.ถังฟังลูกเป็เด็กดี อย่าพูดเื่คนอื่นลับหลัง”
ฉวี่หลิงมองมารดาที่กล้ำกลืนกับความเจ็บช้ำในใจเองก็เข้าใจเธอดี จึงทำได้เพียงตอบอย่างเชื่อฟัง “แม่วางใจนะคะ หนูรู้แล้วค่ะ”
หวังย่าเหม่ยสอนเธอตลอดมาว่าคนเราต้องเปิดเผยจริงใจ เข้มงวดกับตัวเอง ให้อภัยคนอื่นด้วยใจเมตตา ก่อนหน้านี้เธอก็ทำแบบนั้นทว่าสุดท้ายแล้วก็เห็นเพียงความตื้นเขินของมนุษย์
แม้แต่ขงจื๊อยังเคยกล่าวว่า “ใช้การลงโทษลงทัณฑ์คนชั่ว ใช้ความเมตากับคนดี”คราวนี้เธอเพียงแต่ทำตามน้ำใจของมารดาเท่านั้น คนเคารพเธอหนึ่งฟุต เธอคืนให้สิบฟุตพินอบพิเทากับคนที่ดูถูกตัวเองไปก็เสียเปล่า อย่างนั้นไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
“อย่างนี้สิถึงเป็เด็กดี”หวังย่าเหม่ยเพียงแต่รู้สึกว่าหลิงหลิงของเธอแม้จะติดเล่นไปบ้าง แต่ก็ยังมีมารยาทรู้เื่รู้ราว ดังนั้นเธอจึงเอ่ย “หลิงหลิงเดือนกันยายนก็จะอายุครบเจ็ดขวบแล้วนะ ขึ้นป.1 ได้พอดี ต่อไปลูกต้องตั้งใจเรียนหนังสือรู้หรือเปล่า”
ฉวี่หลิงพยักหน้าอย่างว่าง่าย“หนูรู้ค่ะ”
“เป็เด็กดีจริงๆ นะ” หวังย่าเหม่ยชมเธอ
ทว่าทำไมเฝิงเย่ว์ถึงได้บอกว่าไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนจริงๆ แล้ว ในใจของหวังย่าเหม่ยเองก็ไม่พอใจกับคำพูดของเฝิงเย่ว์อยู่บ้าง
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/a46536d46fa0b5329d985f5a4109f950