หลายสัปดาห์ผ่านไปไวราวจักรพัด
เช้ามืด สายลมดี ผู้คนคึกคัก ข้ามองจำนวนผู้คนอารักขาข้าไปเรียนด้วยอย่างหนักใจ
นี่ข้าเพียงไปเรียนเช้าไป เที่ยงกลับเท่านั้นเอง ทั้งพ่อบ้าน ทั้งแม่ใหญ่ทำอย่างกับข้าจะเดินทางไกลไป 3วัน 7 วัน
กุมขมับ
คร้านจะโต้เถียง
ตอนนี้ข้ายังเด็ก ขี่ม้าไปเองไม่ได้
ไม่ใช่ไม่ได้สิ
เรียกว่าถ้าขี่เป็ตอนนี้ทั้งบ้านคงมองเป็ตัวประหลาด
และที่สำคัญข้าก็ไม่ได้กระตือรือร้น้าอวดเก่งจึงทำตัวเรียบๆร้อยๆ
นั่งรถม้าที่จัดให้ออกจากบ้านพร้อมกับเย่เย่
ล่ำลาท่านแม่ใหญ่ และ ท่านแม่ ที่มองเส้นผมของข้าด้วยความสนใจ
ด้วยความที่สีผมของข้าเป็สีสว่างเกินไป โดดเด่นเกินไป เมื่อรวมกับหน้าตาที่งดงามนี้
ข้าจึงขอแม่ใหญ่ย้อมผมเป็สีดำที่คนทั่วไปมี จะได้กลืนไปกับผู้คนได้มากขึ้นหน่อย
แม้ท่านจะไม่ค่อยชอบความคิดของข้านัก นางก็อนุญาตเื่เล็กน้อยเหล่านี้
อย่างที่ท่านเห็นข้าให้เกียรตินางเสมอ แบบที่นาง้านั้นแหละ
กลับมาเื่ย้อมผม ในทุกสังคมที่ผ่านมา ผู้ที่โดดเด่นเป็พิเศษไม่ว่าด้านใด
จะเหมือนแม่เหล็กดูดปัญหายุ่งยากเข้าตัว
ป้องกันไว้ก่อนย่อมสบายใจกว่า
แม้พวกท่านแม่จะทราบเื่ย้อมผมของข้าแล้ว แต่พวกนางก็ยังประหลาดใจและสนใจเป็พิเศษอยู่ดี
ยาย้อมผมที่ข้าปรุงเองนั้นคุณภาพดีกว่าที่ใครในที่นี้จะเคยพบเห็น
เดาว่ากลับบ้านมา คงมีรายการสั่งทำล๊อตใหญ่จากพวกท่านแน่
ในที่สุด ขบวนรถม้าก็เคลื่อนตัวออกจากจวนใหญ่
ในนี้เป็ห้องสี่เหลี่ยมที่มีเพียงเราสอง เพียงข้า และ เย่น้อยเท่านั้น
เห็นอาเย่ยังคงมีสีหน้าแววตาอึดอัด ทุกข์ตรม เหมือนจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเวลา
มากกว่ายามที่อยู่กับข้าทุกที
ตอนนี้กลับไม่มีอารมณ์กลั่นแกล้ง ข้ากลับรู้สึกรำคาญ
“อาเย่” คนถูกเรียกสะดุ้งเฮือก นั่งตัวเกร็ง หดตัวลีบขึ้นมาทันที
นั่นทำให้ข้ารำคาญมากขึ้นไปอีก
เด็กน้อยเหลือบมองข้าหวาดๆ
“อะ อาฉี”
“เย่เย่ เ้ามาอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร"ข้าเปิดประเด็น สำรวจมองคนตรงหน้าให้จริงจังมากขึ้น
แม้จะบอกว่า ถูกส่งให้มาเป็เพื่อนเล่นและเรียนของข้า แต่อย่างไรจากวิธีการที่ท่านแม่ใหญ่ปฏิบัติต่อมัน ทั้งมันเองก็ไม่นำบ่าวรับใช้ส่วนตัวจากบ้านเดิมมาด้วย
ดูอย่างไรก็ถูกส่งมาเป็ผู้ติดตามของข้า
สถานะของอาเย่ในบ้านตัวเองคงย่ำแย่มาก
ทั้งหลังๆมานี้เหมือนเด็กคนนี้จะคิดอะไรได้ เลิกร้องไห้จะกลับบ้านอีก
กลับมาพยายามทำตัวดีๆ ที่หลายครั้งข้าสังเกตออกได้ว่ากำลังพยายามประจบเอาใจข้า
ให้ข้าชอบ หรือสังเกตเห็น
ตลอดชีวิตที่น่าบัดซบของข้า มีชีวิตอยู่กับการมองสีหน้าของผู้คนไม่น้อย
มีชีวิตเพื่อใครสักคนมาก็มาก ทั้งไม่เต็มใจและยินดีด้วยตัวเอง
ผ่านมาหลายชาติ ไม่นับว่าสิ่งเ่าั้เป็การกระทำที่ไร้ค่าหรือไม่
แต่ที่แน่ๆมันไม่มีความสุขนักหรอก
และอาเย่ก็กำลังทำเช่นนั้น เริ่มชีวิตวัยเด็กด้วยการมองสีหน้าคนอื่น
ถ้าข้าปล่อยให้มีคนไม่มีความสุขกับชีวิตมาอยู่เคียงข้าง
ข้าไม่ติดโรคหดหู่ตายหรอกหรือ
ตอนนี้ข้าก็หดหู่จนไม่ทราบจะหดหู่กว่านี้ได้อีกแล้วนะ!
กลับมาที่เด็กน้อย เจียงเย่ทำหน้าคิดหนัก สำหรับเด็กแปดขวบแล้วคำถามนี้อาจจะยากไปก็ได้
"เพื่อเ้า ฮัวเหลียน ทุกคนบอกว่าเ้าคือความหวังของตระกูล
ข้ามีหน้าที่เคียงข้างเ้า สนับสนุนเ้า ท่านแม่และแม่นมของข้าก็กำชับให้ข้าดูแลเ้าให้ดี
เ้าเป็ความหวังของพวกนาง ก็เป็ความหวังของข้าด้วย"
เย่เย่เอ่ยออกมาด้วยเสียงใสๆแบบเด็กน้อย ทั้งที่เนื้อหากลับหนักอึ้ง
ทั้งกับตัวมันเองและกับข้า
ถอนหายใจยาว
ข้าเพียง้าเป็คนผ่านทางที่กินๆนอนๆแล้วจากไปเท่านั้น
ข้าเป็คนเห็นแก่ตัวที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง
ข้าเพียง้าความสุขเล็กๆ เรียบง่าย
ตื่นเต้นบ้างเป็บางครั้งเท่านั้น
คงเพราะข้ารู้ เห็นและััทุกสิ่งมาหมดแล้ว
จึงคร้านที่จะสนใจอะไรอื่นอีก ทั้งเบื่อการต่อสู้ และเบื่อการแย่งชิง
จิติญญาของข้าเหน็ดเหนื่อยเกินไป ไร้เรี่ยวแรงจะอยากได้ อยากมี อยากเป็
ข้าถึงพยายามให้ท่านแม่มีเด็กออกมาอีกคนด้วยความมุ่งมั่น
โดยไม่สนความรู้สึกของท่านแม้แต่น้อย
ทั้งที่ความจริง โตไป ข้าจะหนีออกไปจากบ้านโดยไม่สนใจอะไรเลยก็ทำได้
ไม่ใช่ว่าข้าไม่เคยเป็พวกปล่อยปะละเลยเช่นนั้น
ไม่อยากจะอวดโอ้...เ่าั้เป็นิสัยโปรดของข้าเลยหละ
เพียงแต่ ข้าเบื่อกับการเป็ลูกคนเดียวเท่านั้น ก็เท่านั้น
อย่าถามหามโนธรรมอะไรที่ข้าไม่มีเลย
แล้วตอนนี้มันก็พยายามฝากชีวิตมันไว้กับข้า ด้วยสายตาเว้ววอนไร้เดียงสาเช่นเด็กเล็กๆพึ่งมี
รถม้ายังคงเคลื่อนตัวไปช้าๆ เราทั้งคู่ตกอยู่ภายใต้ความคิดของตัวเอง
ข้าไม่ทราบว่ามันคิดอะไรอยู่ แต่ว่า
ข้ากำลังพิจารณาอย่างเคร่งเครียดว่าระหว่างแตะมันออกไปจากรถตอนนี้เลย หรือ มัดมันไว้กับต้นไม้ข้างทางสักแห่ง อันไหนจะทำให้มันกลับบ้านข้าไม่ถูกมากกว่ากัน
ความจริงหาหน้าผาสักแห่งโยนมันลงไปน่าจะดีกว่า
อืมมม
ออ อย่าหาว่าข้าโหดร้าย ในหนังจีนมีใครตกเขาแล้วตายบ้าง จริงหรือใหม?
ยังจะโชคดีเจอวิชาลับที่หายไปอีกด้วย มันต้องมาโขกศีษระขอบคุณข้าจึงจะถูก
เอาเถอะ ข้าจะลองคุยกับมันฆ่าเวลาไปก่อนละกัน อย่างไรในรถก็ไม่มีของเล่นอะไรเลยนี่
"แล้วความ้าของเ้าล่ะจูเจียงเย่ อะไรคือความสุขของเ้า"
อาเย่คิดหนักอีกรอบ แม้มันจะแปลกใจที่วันนี้ข้าคุยด้วยเป็เื่เป็ราวดีๆกับมันได้
แต่ก็ไม่ได้ออกอาการมากจนละเลยที่จะคิดตามคำถามที่ได้รับ
อึดใจใหญ่
"ทำให้ท่านแม่และท่านแม่นมมีความสุข คือความสุขของข้า"
คงเพราะคิดถึงมารดาและแม่นมของตัวเอง สีหน้าอ่อนเยาว์นั้นจึงผ่อนคลาย เป็สุขได้เช่นนี้
เป็เด็กที่ได้รับการอบรมมาดีจริงๆ
หากข้าเป็แม่ของมัน ข้าคงร้องไห้ออกมาด้วยความปลื้มปริ่ม ภาคภูมิใจ
โอะ น้ำตาซึม กระซิกๆ
"ถ้าเช่นนั้น การที่เ้าอยู่เคียงข้างข้า สนับสนุนข้า คงทำให้มารดาและแม่นมของเ้ามีความสุขสินะ"
"ใช่แล้ว ดังนั้น ข้าจะไม่มีวันจากเ้าไป"
โอ เป็คำพูดที่ดี ข้าได้กอเอี๋ยแผ่นใหญ่แปะติดหลังแล้ว
และกอเอี๋ยแผ่นนี้ก็ดูจะคุณภาพต่ำเสียด้วย
มีหวังทำให้ปวดหลังมากกว่าเดิมไม่สงสัยเลย
ผู้อื่นได้ยินคงทราบซึ่งใจกระมั่ง น่าเสียดายที่ข้าไม่ใช่
"เอาเถิด" ทอดถอนใจต่อชีวิตที่น่าสงสารของตัวเองอีกเฮือกกล่าวเสริมต่อ
"เื่บุ๋น เ้าสู้ข้าไม่ได้" ฉึก!
"เื่บู้ข้าก็พนันว่าให้ข้าโตอีกหน่อย เ้าก็สู้ข้าไม่ได้ " ฉึก!
"เ้าที่ไร้ความสามารถ และอ่อนแอ ขี้แงเป็สตรี จะสนับสนุนอะไรข้าได้" ฉึกๆๆ!!
พักสักครู่ให้ถ้อยคำของข้าย่อยเข้าไปในสมองน้อยๆนั้น ทิ่มแทงเข้าไป
เหมือนมีดที่มองไม่เห็นปักกลางหลังเด็กหน้าเจื่อนนั้นไม่ต่ำกว่า4-5เล่ม
โอ ยอดเยี่ยม ข้ายอมรับว่ารู้สึกดีที่ได้ทำร้ายผู้อื่นด้วยวาจาเชือดเฉือน
“ข้า ข้าก็กำลังพยายาม ข้าจะทำให้ดีกว่านี้เพื่อให้เหมาะสมกับเ้านะอาฉี”
คำพูด เพื่อให้เหมาะสมกับเ้านะ นี่มันแปลกๆยังไงอยู่นะ
“ท่าทางของเ้า...” ข้ายกมือชี้มันั้แ่ศีรษะลงมาอย่าส่งๆกล่าวเสริม
“ทำตัวให้เหมือนผู้ชายมากกว่านี้”
“ข้าก็เป็ผู้ชายอยู่นะ เ้าก็บอกข้าสิ ข้าต้องทำยังไง เ้าถึงจะพอใจ”
น้ำตาคลออีกแล้ว หน้าหมาหงอยนั้นอีกแล้ว
เบือนหน้าไปทางอื่นทำใจให้ระลึกเสมอให้ได้ว่าหมอนี่เป็เพียงเด็กแปดขวบเท่านั้น
ความอดทนตลอดชีวิตของข้าหมดไปกับการพยายามหายใจไปในแต่ละวัน
ดังนั้นไม่ว่าอะไรก็ทำให้ข้าหงุดหงิดได้ง่ายๆ
และจูเจียงเย่คนนี้ก็กำลังทดสอบความอดกลั้นที่ไม่มีของข้า หายใจเข้า ออก ช้าๆ ลึกๆ
“เอางี้ เ้าก็หาผู้ใหญ่ สักคน ที่พอจะ มีบุคลิก ลักษณะเข้มแข็ง น่าชื่นชม
เป็คนดีมาเป็ตัวอย่างในการทำตัวของตัวเองละกัน"
แนะนำอย่างนี้น่าจะเข้าใจได้ง่ายสำหรับเด็กล่ะมั้ง
ทั้งยังปัดความรับผิดชอบอีกด้วย นั่นแหละที่ข้า้า
ปัดความรับผิดชอบอะไรก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
...เด็กเจียงเย่นี้
จิตใจอันสะอาดใสของวัยเยาว์เป็อย่างไร
ข้าเองก็ลืมเลือนไปนานมากจนไม่แน่ใจว่าตัวเองเคยมีหรือไม่
คนเราเมื่อโตขึ้นมักคิดเข้าใจไปเองว่า
ตัวนั้นเข้าใจเด็กดี เพราะได้ผ่านมาแล้วด้วยตัวเอง ทั้งที่ความจริง
ทุกวันที่เรามีชีวิตมากขึ้นหนึ่งวัน
ก็ทิ้งตัวตนอันบริสุทธิ์ของตัวไปอีกส่วน...ไยเลยสามารถอวดดีเข้าใจแม้แต่ตนเองในอดีตได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเป็เื่ของผู้อื่น
เป็ความอวดดีทั้งนั้น
ข้ามองอาเย่ที่นั่งลีบแบนกับที่นั่ง หวังอยู่ลึกๆว่าเด็กคนนี้จะสามารถเติบโตขึ้นมาอย่างร่าเริงสดใสได้
ถึงแม้ข้าจะไม่มีความสุข แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอยากให้คนอื่นแย่เป็เพื่อน
เฮอะ ว่าไปนั่น
ความจริงข้าชอบเห็นความทุกข์ของผู้อื่น พอๆกับที่ชอบข่มแหงคนนั่นแหละ
ถ้าอย่างไรข้าคิดว่าจะลองคัดเลือก รุ่นพี่ หรืออาจารย์หน่วยก้านดีๆน่าสนุกๆสักคนชี้นำเด็กนี่ละกัน
สำนักฝึกยุทธชื่อดังของเมืองนั้นตั้งอยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมือง และออกมาไกลไปอีกทางตะวันตก
พื้นที่แถบนี้ส่วนมากเป็ป่าเขา เลยออกไปอีกไม่กี่ลี้จึงจะเป็ทุ่งหญ้ารกร้าง
แซมด้วยบึง หนองเป็หย่อม เพื่อให้มีพื้นที่มากพอสำหรับทำกิจกรรมการเรียนต่างๆโดยสะดวก
ฮี้ๆ!!
รถม้าที่เคลื่อนตัวปุเลงๆมาตามถนนดาวอังคาร อยู่ๆก็หยุดและสั่นะเือย่างรุนแรง
เล่นเอาผู้โดยสารเพียงสองคนในรถเกือบจะร่วงลงไปจากที่นั่ง
เสียงคนขับร้องด่าทอหยาบคาย ดังมาให้ได้ยินจากข้างหน้า
สร้างความสงสัยแก่ผู้คนเข้าไปอีก
เพราะข้าไม่เคยได้ยินคำด่าของคนชั้นล่างมาก่อนั้แ่เกิดใหม่
“ไอ้พวกเวรรรรร ออกไปให้กับเรา!!!”
ออ คำด่ามาตาฐานสากล ข้าคิดว่า ข้าสามารถมีชีวิตอยู่ในภพนี้อย่างวางใจได้แล้ว
เราสองคนเยี่ยมหน้าออกไปด้วยความสนใจ
ที่หน้ารถปรากฏความโกลาหลชั้นดี รอบด้านเต็มไปด้วยผู้คนแทบจะทุกอายุและเพศ
ชุดเสื้อผ้าสกปรกมอมแมม ผมเผ้ายุ่งเหยิงมากกว่า20คนกำลังขวางทางรถโดยสารของเรา
ครวญครางขอเศษเงินและอาหารกันไม่ได้ศัพท์
เหล่านักบู้กว่า30คนที่ติดตามข้ามาก็ดาหน้าตรงเข้าไปกันคนเ่าั้ออกไปด้วยแส่และไม้ยาวที่เตรียมพร้อมมาอยู่ก่อน
ข้ามองเลยไปตามถนนตลอดความยาวขึ้นไปข้างทาง ปรากฎคนนั่งบ้างนอนบ้าง บ้างสร้างเพิงง่ายๆ บ้างมุดลงไปหลบใต้เงาเกวียนของตัวเองระเกะระกะ ทุกคนอยู่ในสภาพทรุดโทรมในเศษผ้าเก่าขาดเยี่ยงขอทานเช่นเดียวกันไปจนตลอดสุดถนน และพื้นราบบนทุ่ง ก็แทบไม่เห็นพื้นดินหรือแม้แต่ใบหญ้า
ทันทีที่พวกมันเห็นคณะของเรา ก็เด้งตัวเข้ารุมล้อมราวฝูงตั๊กแตนลงนาก็ไม่ปาน
“ขออาหารให้เราสักหน่อยเถิด”
“ท่านผู้ใจบุญโปรดเจียดเศษเหรียญให้เราสักเล็กน้อย”
“ข้าหิวเหลือเกิน ขอเพียงข้าวสักคำ เพียงคำเดียวก็พอขอรับ”
และอีกหลายเสียงจากทั้งคนหนุ่มแก่เด็กหญิงสาว
แม้แต่ถ้อยคำขายบริการเพียงแลกข้าวสักขัน ก็มีมาให้ได้ยิน
ไม่มียั้งมือ นักบู้ร่างกายกำยำบนหลังม้าทั้งหมด ฟาดแซ่ใส่ทั้งเด็กแก่
ปากะโไล่ให้ผู้คนที่รุมมาต้องถอยกระเจิงล้มลุกคลุกคลานออกไปเป็สี่ทิศแปดทาง
เหยียบย่ำกันเป็ที่น่าเวทนา
เหลือบมองอาเย่ที่หน้าซีดเผือดด้านข้าง
และนึกเข้าใจท่านแม่ใหญ่ถึงสาเหตุในการจัดขบวนให้ข้าอย่างใหญ่โตเอิกเริก
นางคงทราบเื่ราวเหล่านี้อยู่ก่อน
แต่นี่มันเื่ใดกัน ทำไมจึงมีคนขอทานมากมายปานนี้ มีคนอดอยากไร้บ้าน มากมายปานนี้
ข้าที่ั้แ่เกิดมาก็ไม่เคยก้าวออกจากบ้าน ไม่สนโลกภายนอก
คาดไม่ถึงว่าจะมีเื่เช่นนี้นอกบ้านอันสงบสุขได้
อย่างน้อยก็ไม่น่าจะมากมายปานนี้
พื้นที่นี่เป็พื้นที่นอกเมือง ทั้งที่ภายในเมืองนั้นสวยงาม สงบสุขปานนั้น
ภายนอกกลับเต็มไปด้วยผู้คนทุกข์ยากลำบาก อดอยากหิวโหย
คนมากมายในลักษณะนี้ข้าเคยเห็นเพียงตอนเกิดศึกาใหญ่ อุทกภัยลาม น้ำแล้ง ดินถล่ม เทือกๆนี้เท่านั้น
นึกอดีตซ้อนปัจจุบัน ความงดงามในเมือง เทียบกับ ความเสื่อมโทรมตรงหน้า
ไม่ว่าโลกไหน ภพใด ไม่พ้นผู้มีอำนาจที่สร้างปัญหา สนองความปรารถนาและอำนาจของตน
ต้องเดินบนความทุกข์ตรมของผู้คนเพียงใด หาสนใจไม่
“อาเย่ ตอนที่เ้ามาที่จวนของข้า เกิดเหตุการณ์เหล่านี้หรือไม่”
อาเย่พยักหน้าปากซีดตัวสั่น มิน่าเล่าเด็กน้อยนี้ก็รู้ล่วงหน้า
ตอนข้าเสนอออกไปเรียนข้างนอกถึงได้ทำหน้าหวานอมขมกลืนเพียงนั้น
จะออกไปก็ใช่ที่ ข้าตอนนี้เป็เพียงเด็กชายบอบบาง
หากไม่ระวังออกไปแสดงความเมตตาแล้วถูกผู้คนอดอยากจนไร้สตินั้นจับไปเป็ตัวประกัน
หรือทำร้ายเพื่อแย่งชิงสิ่งของมีค่า
ผลสุดท้ายก็ยากจะคาดเดา
ปล่อยเื่เหล่านี้ไปก่อน
นึกถึงแต่ก่อน ตัวเองก็เคยเป็ทรราชเพื่อสนองตัณหาของตัวเองเช่นกัน
เคยสร้างผู้คนที่อดอยากเหล่านี้เช่นกัน
ทั้งยังเคยเป็คนดีมีคุณธรรม กอบกู้ช่วยเหลือคนเหล่านี้เช่นกัน
ทั้งสองชาติ ข้าเพียงคิดสรรหาวิธีแก้เบื่อให้ตัวเองเท่านั้น
เป็คนเลวได้ ก็ลองเป็คนดีบ้าง จิตใจของข้าวิปริตเกินกว่าจะยึดถือดีชั่วอีก
ถูกด่าทอก็ดี ชื่นชมก็ชั่ง เป็เพียงลมผ่านมา สุดท้ายนั้นผ่านไป
ตายไปก็เท่านั้น หลังจากตายใครทำอะไรต่อนั้นไหนเลยจะไปรับรู้
ข้าเพียงเริ่มต้นใหม่ สรรหาบทบาทใหม่ สรรหาสิ่งอันไม่เคยทำ ไม่เคยเป็
ไม่ยินดี ยินร้ายอะไร
อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง
ตอนนี้ได้แต่ยิ้มขืน ท้อแท้ต่อจิตใจของตัวเอง
รถม้าเคลื่อนฝ่าผู้คน ฝ่าความสับสน ฝ่าความเศร้าระทม ทั้งมวลของปวงประชา
ข้ากวักมือเรียกเย่เย่ที่นั่งกอดตัวเองตัวสั่นแน่นที่ฝั่งตรงข้ามให้มานั่งข้างๆ
ซึ่งแม้จะแปลกใจแต่มันก็มาอย่างเชื่องเชื่อ
ตัวเราสองคนยังเล็กนัก ที่นั่งภายในรถก็ใหญ่โตจึงดูกว้างขวางเกินไป
ขนาดอาเย่ย้ายมานั่งที่ข้างกาย
ฝั่งที่นั่งของเราก็ยังมีที่เหลือพอให้เด็กอีกคนนั่งได้อย่างสบาย
ข้ากดศีรษะเด็กน้อยที่กำลังจ้องหน้าข้าให้ก้มลงมาที่ตัก แม้จะแข็งขืนในคราแรก
ไม่นานก็ยอมลงมานอนหนุนตักข้าแต่โดยดี
เย่เย่กอดข้าแน่นทีเดียว ตาสีดำเขียวสวยกลมโตใส จ้องมองกลับมาทั้งตัดพ้อ หวาดหวั่น คาดหวัง และรอคอย
มันตัวขดบนเบาะที่นั่ง ซุกซบแสวงหาหลักยึดด้วยมือน้อย
เด็กคนนี้น่ารักจริงๆ น่ารักมาก
ข้ายิ้มออกมา ลูบผมสั้นสีดำนุ่มลื่น ดุจลูกแมวน้อยนั้น
ปลอบประโลมไปตลอดทาง