คัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3)

    ตอนที่ 42 จุดเริ่มต้นแห่งตำนาน

    ราชามันตราเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบขรึม ท่ามกลางลานประลองน้ำแข็งในยามค่ำอันแสนเย็นเยียบ “ท่านเจ้าสำนัก เรายินดีที่จะช่วยท่านตามหาคัมภีร์ปฐมวิญญาณกลับคืนมา แต่เราขอฝากลูกๆให้ท่านฝึกฝนพวกเขาจะได้หรือไม่”

    “เด็กทั้งสองคนนี้แม้จะซนและดื้อไปบ้าง แต่พวกเขาก็มีพรสวรรค์และเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว เราทั้งสองจึงอยากฝากพวกเขาไว้กับปรมาจารย์ชั้นยอดเช่นท่านให้เป็นผู้ชี้แนะสั่งสอนพวกเขาด้วยมือของท่านเอง” ราชินีมันปนิตากล่าวเสริม อย่างตรงไปตรงมา

    “เด็กสองคนนี้… มีชะตาแห่งฟ้า… ภายหน้าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่… ทั้งสองพระองค์ทรงอย่าได้กังวลพระทัยไปเลย หม่อมฉันจะฝึกพวกเขาอย่างสุดฝีมือด้วยตัวเองเพคะ” นักพรตหญิงเสวียนหานจื่อกล่าวอย่างหนักแน่น

    มันตราหันไปสบตาภรรยา ทั้งคู่พยักหน้าให้กัน “งั้นเราควรไปสืบหาเบาะแสที่เขาประกายภพกันก่อน”

    หิมะโปรยลงจากฟากฟ้าอย่างเงียบงัน ลมเย็นพัดหวิวผ่านลานประลองน้ำแข็ง เสียงรองเท้าบูทเหยียบหิมะดังแผ่วเบา ความเงียบเสมือนดังจะกลืนกินทุกคำพูดที่จะออกจากปาก

    ราชามันตรามองเงาสะท้อนจากแสงจันทร์บนพื้นน้ำแข็งวาววับ ก่อนหันไปสบตาลูกทั้งสองที่ยืนตัวสั่นด้วยทั้งความหนาวและความหวั่นไหว เพราะในใจรู้ดีว่าใกล้เวลาที่พวกเขาจะต้องจากกับเสด็จพ่อและเสด็จแม่อันเป็นสุดที่รัก ที่ไม่เคยห่างกันเลยตั้งแต่ลืมตาดูโลกมา

    “ลูกเอ๋ย…จากนี้พ่อกับแม่ไม่อาจอยู่ข้างๆ พวกเจ้าได้ตลอดเวลาเหมือนเช่นวันก่อนอีกแล้ว… แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วสำหรับอนาคตของพวกเจ้า” มันตรากล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก 

    มันตรินพระราชโอรสองค์โตเม้มปากแน่น พยายามกลั้นน้ำตาพลางกล่าวด้วยดวงตาอันแดงก่ำ “เสด็จพ่อ…เสด็จแม่…ทำไมต้องไปด้วยพะยะค่ะ? พวกเราจะอยู่กันเองได้ยังไง”

    ราชินีมันปนิตาคุกเข่าลง คว้าลูกทั้งสองเข้ามากอดแนบอก ความอบอุ่นจากอ้อมแขนตัดกับลมหิมะที่บาดผิวอย่างโหดร้าย

    มันปนิตาเสียงสั่นแต่เด็ดขาด “พิภพนี้โหดร้ายกว่าที่พวกเจ้าคิดนัก…เจ้าทั้งสองต้องเข้มแข็งกว่านี้ แม่กับพ่อไม่อาจปกป้องพวกเจ้าได้ตลอดเวลา…แต่ถ้าพวกเจ้าฝึกดีๆ วันหนึ่ง พวกเจ้าจะปกป้องตัวเอง และสิ่งที่เจ้าทั้งสองรักได้”

    เสียงสะอื้นเบาๆ ดังลอดจากอก พระราชธิดาองค์เล็กที่กอดแม่แน่นจนไม่ยอมปล่อย “เสด็จแม่…หม่อมฉันไม่อยากให้เสด็จแม่ไป…เพคะ”

    มันตรายื่นมือใหญ่หนาเข้ามาลูบศีรษะลูกเบาๆ ดวงตาคมที่เคยเด็ดเดี่ยวกลับสั่นระริกด้วยความรัก “พ่อกับแม่เจ้าก็ไม่อยากไป…แต่บางครั้ง มนุษย์อย่างพวกเราก็มิอาจฝืนชะตาฟ้าลิขิตได้หรอกลูก”

    นักพรตหญิงเสวียนหานจื่อยืนมองภาพนั้นด้วยใจที่ปวดร้าว นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบ ลึก “วางใจเถิด ทั้งสองพระองค์จะอยู่ในความดูแลของหม่อมฉัน”

    เธอหยุดกลั้นน้ำตาด้วยความรู้สึกบีบคั้นที่มาจุกอยู่ที่ลำคอ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “หม่อมฉันให้คำมั่น ไม่ใช่เพียงแค่ฝึกฝน แต่จะสั่งสอนให้หัวใจของทั้งสองพระองค์แข็งแกร่งดั่งภูผา และอ่อนโยนดั่งหิมะ”

    มันปนิตาหอมหน้าผากลูกทั้งสองยาวนาน ก่อนลุกขึ้นยืน ดึงมือพระสวามีมากุมแน่น “ไปกันเถอะเสด็จพี่ ก่อนที่หัวใจของเราทั้งสองจะสั่นไหวไปกว่านี้จนก้าวขาไม่ออก”

    มันตราพยักหน้า รั้งแขนราชินีเดินออกจากลานหิมะที่ปลิวตามจังหวะของการก้าวเดินทิ้งรอยเท้าลึกลงไปบนพื้นหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ทุกก้าวเหมือนกรีดลึกลงบาดหัวใจเด็กทั้งสองที่ยืนร้องไห้อยู่เบื้องหลังจนน้ำตาอาบแก้ม

    หลังจากร่ำลาลูกทั้งสอง พวกเขาจึงออกเดินทางสู่เขาประกายภพ…เสียงสะอื้นเบาๆของเด็กน้อยค่อยๆ กลืนหายไปในความเงียบในค่ำคืนอันแสนเหน็บหนาว…

    ณ ถ้ำลึกลับบนเขาประกายภพ แสงคบเพลิงริบหรี่สะท้อนเงาลางเลือนบนผนังหินที่ชื้นเย็น เสียงผู้คนกำลังฝนโสมเสียดสีกับแท่นหินจารึกดัง กรอบแกรบ ก้องสะท้อนอยู่ทั่วโพรงถ้ำ กลิ่นโสมขมฉุนปนกับกลิ่นชื้นของหิน ทำให้น่าพิศวงยิ่งนัก

    ราชามันตราและราชินีมันปนิตา ค่อยๆ ก้าวเข้าไปด้านใน แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย ข้างหน้าพวกเขาเห็นชาวบ้านสิบกว่าคนกำลังขะมักเขม้นฝนโสมกับหินจารึกอย่างจริงจัง “ท่านทั้งหลาย… กำลังทำอะไรกันอยู่หรือ?” เสียงทุ้มชัดของมันตราดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ

    ชายชราร่างผอมโซคนหนึ่งหันมา ด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม “อ้อ… พ่อหนุ่มคงไม่รู้สินะ หินศักดิ์สิทธิ์ก้อนนี้ช่วยรักษาคนเจ็บป่วยได้ทุกโรค ขอเพียงฝนโสมจนป่นแล้วนำเศษโสมที่เหลือไปต้มกับน้ำดื่มเพียงครั้งเดียว โรคร้ายก็หายสิ้น ราวกับปาฏิหาริย์เลยทีเดียว”

    “ไม่เพียงเท่านั้น” หญิงชราผมขาวอีกคนเงยหน้าขึ้นพูด น้ำเสียงหนักแน่น “ผงโสมที่ได้ยังนำมาพอกแผล ถอนพิษงู ตะขาบ แมงป่อง… แม้แต่พิษปลาหมอทะเลก็แก้ได้ทั้งสิ้น”

    ราชามันตราขมวดคิ้ว สายตาเขาจับจ้องไปยัง อักขระเรืองแสงบนหินจารึก ซึ่งคนทั่วไปไม่อาจรู้ถึงความหมาย ทว่าหัวใจของเขากลับเต้นแรง เพราะรู้ดีว่าตัวอักษรนั้นคือ ภาษาเทพ

    เขาก้มลงอ่านเงียบๆ เสียงแผ่วเบาเหมือนกระซิบในลมหนาว “ย่อหน้าแรก… บอกว่า เทพบรรพกาลสั่งให้เทพีชิงอี้รจนาคัมภีร์ปฐมวิญญาณ เพื่อเตรียมการสำหรับเทพบรรพกาลองค์ใหม่…”

    ราชินีมันปนิตาซึ่งยืนเคียงข้างพลันรู้สึกบางอย่างสะกิดใจ ริมฝีปากนางขยับอ่านต่อไปเองอย่างไม่รู้ตัว “ย่อหน้าที่สอง… กล่าวว่าทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับคัมภีร์ปฐมวิญญาณล้วนเป็นของวิเศษ สามารถขจัดภัยจาก พิษร้าย อีกทั้งมารและปีศาจได้…”

    มันตราหันขวับมามอง สายตาเต็มไปด้วยความตกใจ “น้อง… อ่านภาษาเทพได้ด้วยหรือ?”

    มันปนิตานิ่งอึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะยิ้มจางๆ แต่ในแววตามีความหวั่นไหว “น้องก็เพิ่งรู้ตัวเหมือนกัน… มันเหมือนเป็นสิ่งที่คุ้นเคยลึกๆ ในใจ บอกไม่ถูก ราวกับว่ามีความทรงจำบางอย่างที่ไม่ได้เป็นของตัวเอง…”

    ราชินีก้าวเข้าไปใกล้หินจารึก ปลายนิ้วเรียวแตะลงบนรอยอักขระที่ส่องประกายออกมา “และย่อหน้าสุดท้าย… บอกว่า เทพีชิงอี้ได้เก็บ ปกคัมภีร์ ไว้ที่มหาวิหารจิตอมตะแห่งอัฏฐคีรี ซ่อนมันไว้ในมิติลี้ลับ จะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อเขตแดนมนุษย์ใกล้ถึงกาลวิบัติ…”

    ทันทีที่ถ้อยคำสุดท้ายหลุดจากริมฝีปากของราชินีมันปนิตา เสียงครืนต่ำก็ดังก้องไปทั่วถ้ำ แผ่นดินสั่นสะเทือนราวกับภูเขากำลังสะอื้น ก่อนที่แท่นหินจารึกตรงกลางถ้ำจะเปล่งแสงสว่างวาบออกมา

    “พี่มันตรา…! ดูนั่นสิ” มันปนิตาเอื้อมมือจับแขนพระสวามีไว้แน่น ดวงตาเบิกกว้าง

    ตูมมมมมม!!

    แท่นหินนั้นระเบิดอย่างรุนแรง เศษหินกระจายกระเด็นใส่ชาวบ้านที่กำลังฝนโสมกันอยู่ หลายคนล้มลงกับพื้น บางคนมีเลือดซึมตามหน้าผาก แขนขาเต็มไปด้วยรอยถลอก

    “โอ๊ยยย!”

    เสียงโอดครวญดังระงมทั่วถ้ำ กลิ่นคาวเลือดปนฝุ่นหินอบอวลในอากาศ ชาวบ้านพากันตกใจและเจ็บปวด ต่างก็หันขวับไปทางมันตราและมันปนิตา ดวงตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น

    “ต้องเป็นเพราะเจ้าสองคนอ่านอักขระพวกนั้น!”

    “ใช่! ถ้าพวกเจ้าไม่อ่าน ศิลาก็คงไม่ระเบิด!”

    “เราคือ ราชามันตรา” มันตรากล่าวด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขามพร้อมชูป้ายหยกศิลาเหมันต์ ป้ายประจำพระองค์อันล้ำค่า

    “และเราคือ ราชินีมันปนิตา” ราชินีกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

    สิ้นคำประกาศ เสียงอื้ออึง จากความตกตะลึงและเกรงกลัวก็ดังระงม ก่อนที่ชาวบ้านทุกคนจะพากันคุกเข่าลง ถวายความเคารพอย่างไม่อาจขัดขืน “ขอถวายความเคารพแด่ราชามันตราและราชินีมันปนิตา!”

    บรรยากาศในถ้ำที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยไอแห่งความโกรธแค้น กลับพลันกลายเป็นความหวาดหวั่นและศรัทธาในชั่วพริบตา ทุกสายตาที่เคยมองด้วยความชิงชัง บัดนี้กลับหลบเลี่ยง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจดัง

    “มีที่พักใดอยู่ใกล้ๆ แถวนี้บ้าง?” ฝ่าบาทมันตราเอ่ยถาม เสียงทุ้มก้องสะท้อนผนังถ้ำดุจสายฟ้าที่ไม่อาจขัดขืน

    ชายชราผู้หนึ่งกล่าวออกมา ด้วยใจตระหนก มือของเขาสั่นระริกพลางก้มศีรษะต่ำ “หากพระองค์เสด็จไปทางเหนือ ราวสองวันก็จะพบหมู่บ้านแมวน้ำ… ที่นั่นผู้ใหญ่บ้านใจดีนัก น่าจะต้อนรับพระองค์อย่างดี”

    มันปนิตาหันหน้าไปทางกลุ่มชาวบ้านพลางหยิบห่อยาออกมาจากแหวนมิติ “จงนำยานี้ไปแบ่งกัน ต้มกินครบสามน้ำก็จะหายเป็นปกติ”

    “ขอบพระทัยองค์ราชินี” ชาวบ้านเอ่ยขึ้นพร้อมกัน

    “เราไปก่อนละนะสองวันสำหรับการเดิน… แต่สำหรับเราก็แค่ครึ่งชั่วยาม” องค์ราชินีกล่าวจบก็ประสานมือกับฝ่าบาท ก่อนร่างทั้งสองจะเหาะทะยานขึ้นสู่ฟ้า สายลมแตกกระจายเป็นระลอกคลื่น พลังที่ระเบิดออกมากระแทกผนังถ้ำจนก้อนหินร่วงกราว

    เพียงครึ่งชั่วยามทั้งสองก็พบกับ หมู่บ้านแมวน้ำ ที่ซ่อนตัวอยู่ชายทะเลและหาดน้ำแข็งอันเวิ้งว้างดังต้องมนตร์

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3) ที่คุณอ่าน