ใน่เวลาบ่ายๆ ที่สวนหย่อมเล็กๆด้านหลังบ้าน อภิรักษ์กำลังทบทวนวิชาการต่อสู้ป้องกันตัวให้กับธัญรดาอยู่ เพราะตอนนี้เขาไม่ต้องคอยแอบสอนวิชาให้แก่หลานสาวอีกต่อไปแล้ว
“พอถูกล็อกคอจากทางด้านหลังแบบนี้แล้วต้องทำยังไงต่อถึงจะหลุดพ้นออกมาได้อย่างปลอดภัย” นายตำรวจใหญ่ถามพลางเดินเข้ามาล็อกคอหลานสาวจากทางด้านหลังหญิงสาวจับข้อมือข้างที่ล็อกคอตนเองเอาไว้มั่นแล้วจัดการบิดให้มันพลิกแรงๆพร้อมกันนั้นก็รีบผละตัวออกห่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยกเข่าขึ้นเหมือนจะกระแทกใส่ลำตัวของอีกฝ่ายแต่ก็ค้างไว้แค่นั้นแล้วเอาเข่าลง
“เป็ไงคะน้ารักษ์ใช้ได้ไหม” ธัญรดาถามยิ้มๆ อย่างภาคภูมิใจที่ทำได้ดี แต่รอยยิ้มก็ต้องหุบลงแล้วเปลี่ยนมาทำหน้ามุ่ยแทนเมื่อได้ยินคำตอบของน้าชาย
“ใช้ได้แต่ไม่ดี”
“อ้าวทำไมอย่างนั้นล่ะคะ”
“แรงที่ใช้บิดมันน้อยไปถ้าเราเกิดไปเจอผู้ชายที่แข็งแรงกว่านี้ แรงแค่นี้คงไม่รอดแน่ๆ”
“แหม...แค่นี้ก็สุดกำลังแล้วนะคะ”หญิงสาวบ่นอุบพลางยกมือทั้งสองข้างขึ้นสำรวจดูเล็บมือที่ตกแต่งเอาไว้เสียสวยงามว่ามีแตกหักตรงไหนไปบ้างหรือเปล่าซึ่งพอผู้เป็น้าเห็นแล้วก็ถอนใจออกมาพร้อมกับส่ายหน้าไปด้วย
“ก็เพราะเรามันห่วงสวยแบบนี้ไงฝีมือเลยไม่พัฒนาขึ้นเลย น้าว่าต่อไปนี้เราควรจะออกกำลังกายให้มากขึ้นนะกล้ามเนื้อจะได้แข็งแรงกว่านี้”
“โอ๊ย...ไม่เอาหรอกค่ะขืนออกมากไปเดี๋ยวท่อนแขนกับท่อนขาก็กล้ามโตกันพอดีเื่ออกกำลังกายน้ารักษ์ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ รดาออกทุกวันอยู่แล้ว”
“ออกเพื่อลดหุ่นกับออกเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงมันไม่เหมือนกันหรอกนะเฮ้อ...เราก็เป็ซะแบบนี้แล้วจะไปสู้กับคนร้ายได้ยังไงกันล่ะ”
“คุณน้ารักษ์ขา...”ธัญรดาลากคำท้ายเสียงยาวๆ พลางเดินมาเกาะแขนน้าชายด้วยสีหน้าขบขัน แล้วบอกเสียงกลั้วหัวเราะ“น้าลืมไปแล้วหรือเปล่าคะว่ารดาไม่ได้เป็ตำรวจนะคะรดาไม่ได้ไปวิ่งไล่จับผู้ร้ายที่ไหนทุกวันเสียหน่อยถึงจะได้เจอกับคนร้ายน่ะ”
“ก็ไม่แน่หรอกไม่ต้องเป็ตำรวจก็เจอได้เหมือนกัน อย่างเหตุการณ์ที่ร้านวันก่อนไงล่ะทุกวันนี้โจรเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด เยอะกว่าตำรวจไม่รู้กี่เท่าแถมยังแฝงมาในคราบต่างๆอีกสารพัด การที่เรามีวิชาเอาไว้ป้องกันตัวมันดีที่สุดแล้วนะรดาอีกอย่างบางทีน้าอาจมีงานให้เราช่วยอีกก็ได้”
ประโยคสุดท้ายอภิรักษ์พูดทีเล่นทีจริงแต่ติดจะเล่นมากกว่าเพราะหากไม่จำเป็จริงๆ แล้ว เขาไม่มีวันขอให้หลานช่วยงานอย่างเด็ดขาดใครบ้างล่ะที่อยากจะให้หลานตัวเองต้องมาเสี่ยงอันตรายถึงแก่ชีวิต ทว่าหลายครั้งที่ผ่านมาธัญรดามักเข้าไปพัวพันด้วยโดยไม่ตั้งใจจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แต่ก็ไม่ถึงกับเป็งานยากและอันตรายมากนักเพราะเธอไม่ใช่สายลับมืออาชีพเขาจึงรู้ดีว่าควรให้เธอทำได้แค่ไหน ซึ่งทุกครั้งที่ผ่านมาก็ผ่านไปด้วยดีตลอด
“เอ...พูดแบบนี้แสดงว่ามีงานจะให้รดาช่วยอีกแล้วใช่ไหมคะ”หญิงสาวกระเซ้าเย้าแหย่เล่น แต่ในใจลึกๆก็หวังว่าน้าชายจะมีงานมาให้ช่วยบ้าง เพราะตอนนี้เธอกำลังเบื่อชีวิตที่แสนเรียบง่ายของตัวเองสุดๆแม้ภายนอกธัญรดาจะดูรักสวยรักงามเป็ชีวิตจิตใจตามประสาผู้หญิง แต่นิสัยส่วนหนึ่งของเธอก็รักความท้าทายอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวเพราะั้แ่เล็กมาแล้วที่เธอชอบเล่นอะไรโลดโผนตามพี่ชาย แต่เพราะมีมารดาคอยดึงๆเอาไว้บ้างเธอจึงไม่บ้าบิ่นมากนัก หญิงสาวจำได้ว่าตอนเด็กๆเธอมักจะติดตามพี่ชายไปเรียนวิชาการต่อสู้จำพวกเทควันโดหรือไม่ก็ฟันดาบอยู่บ่อยๆซึ่งธนัทเองก็สนับสนุนให้เรียนไว้เพื่อป้องกันตัวและเป็การออกกำลังกายไปในตัวด้วยเลย
ทว่าพอพี่ชายเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยตำรวจได้แล้วเธอก็เริ่มห่างๆ เื่พวกนี้ไปประกอบกับเริ่มติดเพื่อน และเริ่มรักสวยรักงามขึ้นมากิจกรรมที่เสี่ยงต่ออันตรายจึงพยายามหลีกเลี่ยงยิ่งพอพี่ชายมาเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่อีก บิดามารดาก็สั่งห้ามไม่ให้เธอยุ่งเกี่ยวกับเื่พวกนี้อีกเป็อันขาดธัญรดาจึงเลิกไปอย่างถาวรแต่นิสัยรักความตื่นเต้นท้าทายก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นเธอจึงแอบไปเล่นกีฬาที่มันโลดโผนบ้างเวลาเบื่อๆจนกระทั่งเมื่อสามปีก่อนได้เข้าไปช่วยงานน้าชายโดยบังเอิญ และนับจากวันนั้นมาเธอก็มีโอกาสได้ช่วยงานอีกอยู่หลายครั้งเธอเลยแอบไปเรียนวิชาการต่อสู้และยิงปืนเพิ่มกับน้าชายบ้างพอให้ป้องกันตัวได้
พอมาคิดดีๆแล้วธัญรดาก็นึกเสียดายวันเวลาในอดีตอยู่เหมือนกันหากตอนนั้นเธอมีใจรักมากพอและดึงดันที่จะเข้าเรียนตำรวจ ป่านนี้เธอคงได้ทำงานอย่างน้าชายไปนานแล้วแต่พอมาคิดถึงความรู้สึกของบิดามารดาหญิงสาวก็บอกกับตัวเองว่าเป็แบบนี้ก็ดีแล้วแค่เห็นพวกท่านสบายใจเธอก็มีความสุขส่วนความ้าของเธอมันเป็แค่อารมณ์วูบวาบเท่านั้นแค่ได้มีโอกาสช่วยงานน้าชายเล็กๆ น้อยๆ เธอก็พอใจแล้ว
“ยังหรอกตอนนี้ยังไม่มีและถ้าไม่จำเป็จริงๆ ก็ไม่ขอให้ช่วยหรอก”
“ฮึ...พูดแบบนี้อีกแล้วแต่ก็เห็นหางานมาให้ตลอด”
“ก็ถ้าไม่จำเป็ก็ไม่อยากให้ทำหรอกเพราะน้ากลัวพี่เกศกับพี่ชิตจะฆ่าเอา”
หญิงสาวหัวเราะขันคำพูดของน้าชายและยังไม่ทันได้พูดอะไรกันต่อเด็กรับใช้ก็เดินเข้ามาหาแล้วรายงานว่ามีคนมาขอพบธัญรดา
“ใครกัน”เธอถามเสียงขุ่นด้วยความหงุดหงิดที่ถูกรบกวนเวลาเรียน
“เขาบอกว่าชื่อนพกรค่ะ”
“มาทำไมกันนะไม่ได้นัดซะหน่อย”
“อะไรกันทำไมพูดแบบนี้ล่ะจ๊ะหลานน้า” น้าชายเดินเข้ามาโยกศีรษะหลานรักเล่นก่อนจะยิ้มล้อเลียนยามเอ่ยประโยคต่อมา“เสน่ห์แรงจริงๆ นะหลานน้า มีหนุ่มๆแวะมาหาจนหัวบันไดบ้านไม่แห้งเลย เมื่อคืนวานก่อนก็คนหนึ่งแล้ว วันนี้ก็ยังมีอีกคนอีก”
“ก็แหงล่ะหลานน้าสวยแบบนี้จะไม่มีหนุ่มๆ มาจีบได้ยังไงกันล่ะ” แทนที่จะรู้สึกเก้อเขินหญิงสาวกลับยิ้มหน้าระรื่นด้วยความภาคภูมิใจในเสน่ห์ของตนเองซึ่งท่าทางของเธอดูน่าหมั่นไส้นักอภิรักษ์จึงแกล้งยีผมเธอเล่น
“หลงตัวเองจริงๆนะเรา”
“ว้าย...หยุดนะน้ารักษ์ผมรดาเสียทรงหมดแล้ว” เธอร้องห้ามพลางถอยหลังหนีจากนั้นก็ใช้มือสางผมตัวเองให้เข้ารูปตามเดิม
“มีหนุ่มๆมาให้เลือกเยอะแบบนี้ แล้วเมื่อไรเราจะมีแฟนเป็ตัวเป็ตนสักทีล่ะฮึ”
“บอกไม่ได้หรอกค่ะเพราะรดายังไม่เจอคนที่ใช่เลย ที่ผ่านมายังไม่มีผู้ชายคนไหนที่ทำให้รดาวางใจได้เลยสักคน”
ธัญรดาทำหน้ายู่เมื่อนึกถึงบรรดาชายหนุ่มที่มาติดพันเธออยู่ในขณะนี้ทุกคนโปรไฟล์ดีหมดคือ หล่อ รวยและการศึกษาดีแต่ก็ไม่มีใครเลยที่ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงได้หญิงสาวถอนใจออกมาเบาๆใช่ว่าเธอชอบให้มีผู้ชายมารุมรักแบบนี้ไปตลอดเสียเมื่อไรกันล่ะเธอเองก็เป็ผู้หญิงคนหนึ่งที่้าความรักและมีแฟนหนุ่มเป็ตัวเป็ตนเหมือนกันทว่ามันไม่ได้หากันได้ง่ายๆ เหมือนซื้อของเสียหน่อย ที่สามารถเข้าไปในร้านแล้วหยิบสิ่งของที่ถูกใจไปจ่ายเงินได้เลยแบบนั้น
ความรักมันเป็เื่ละเอียดอ่อนมันต้องใช้เวลาค้นหาซึ่งเธอก็หวังว่าเธอคงจะไม่ใช้เวลาค้นหาผู้ชายคนที่ใช่สำหรับใจเธอนานนักหรอกนะ ไม่อย่างนั้นได้อายขายหน้าแย่เลยที่สาวสวยอย่างเธอจะมีแฟนตอนอายุมากแล้วหรือไม่ก็อาจขึ้นคานเฮ้อ...เป็คนสวยมากๆ นี่ก็ลำบากเหมือนกันนะธัญรดาคิดในใจก่อนที่ดวงตาสีฟ้าคู่เดิมจะผุดขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้ง
หญิงสาวไม่เคยลืมดวงตาคู่นี้ของคนที่ช่วยเธอไว้ได้เลยคนที่ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นมาได้เพียงแค่ได้สบตากันเท่านั้นซึ่งไม่เคยมีผู้ชายคนไหนทำได้แบบนี้มาก่อนเธอบอกไม่ถูกว่าทำไมถึงได้รู้สึกกับเขาแบบนั้นแต่มีอย่างหนึ่งที่ธัญรดาแน่ใจว่าไม่ใช่เพราะเธอหลงรูปเขาอย่างแน่นอน เนื่องจากมีผู้ชายหน้าตาดีมาจีบเธอมากมายทว่าเธอกลับไม่รู้สึกเช่นนี้ด้วยเลยสักนิดบางทีอาจเป็เพราะดวงตาสีฟ้าของเขาที่ดูมีเสน่ห์และตรึงตาตรึงใจเธอไว้ได้ั้แ่แรกเห็นมากกว่าที่ทำให้หัวใจเธอสั่นไหวได้
เธออยากพบเขาอีกครั้งเหลือเกินอยากพบเพื่อขอบคุณและอยากทำความรู้จักกับเขาให้มากกว่านี้แต่ก็จนปัญหาเพราะไม่รู้จะไปตามหาที่ไหนได้เนื่องจากไม่รู้จักชื่อของเขาเลย หญิงสาวคิดอย่างเศร้าๆก่อนจะดึงตัวเองออกจากภวังค์ความคิดเมื่อได้ยินน้าชายเอ่ยออกมา
“ก็อย่าเลือกมากนักสิเลือกมากนักระวังจะขึ้นคานเอานะ”
“ไม่มีทาง” เธอตอบสวนกลับทันทีพลางมองค้อนน้าชายวงใหญ่ที่พูดแทงใจดำกัน จากนั้นก็เดินเข้าบ้านไปพบแขกที่รออยู่ธัญรดาเดินเข้าไปในห้องรับแขกก็พบนพกรกำลังนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ซึ่งทันทีที่เขาเห็นเธอปรากฏตัวขึ้นก็เลิกคุยโทรศัพท์ทันที แล้วส่งยิ้มหวานฉ่ำให้ก่อนจะเอ่ยทักทายเสียงอ่อนหวาน
“สวัสดีครับคุณรดา”
“สวัสดีค่ะคุณนพมาหารดาถึงบ้านมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ” เธอถามพลางเดินไปนั่งที่โซฟาฝั่งตรงข้ามกับชายหนุ่ม
“ไม่มีธุระอะไรหรอกครับผมแค่อยากมาชวนคุณรดาไปดูหนังและก็ทานข้าวเย็นด้วยกันน่ะครับ”
“อืม...” หญิงสาวลังเลใจว่าควรรับนัดดีไหม ชายหนุ่มเห็นท่าทางของเธอก็เอ่ยเว้าวอนเสียงอ่อนเสียงหวาน
“นะครับคุณรดาผมอยากดูหนังและเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อจริงๆ ให้โอกาสผมนะครับ”
“รดาคิดว่า...” ธัญรดายังคงทำท่าลังเลใจอยู่ ทั้งที่ความจริงแล้วเธอตัดสินใจที่จะไปเที่ยวกับเขาั้แ่แรกแล้วแต่ที่แกล้งเล่นตัวเพราะอยากรู้ว่านพกรจะทำอย่างไรเท่านั้น
“นะครับคุณรดาได้โปรดไปเที่ยวกับผมนะครับ ไหนคุณบอกว่าเราเป็เพื่อนกันแล้วยังไงล่ะครับ”
หญิงสาวหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อเขาอ้างความเป็เพื่อนกัน ทั้งที่เธอมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยากชวนเธอไปเที่ยวในฐานะเพื่อนหรอกแต่ก็ช่างเถอะ...ถึงนพกรจะชวนในฐานะใดหรือคิดอย่างไรด้วยเธอก็ไม่สนใจ เพราะในความรู้สึกของเธอแล้วเขาเป็ได้แค่เพื่อนธรรมดาคนหนึ่งเหมือนกับผู้ชายทุกคนที่เข้ามาติดพันเธอเท่านั้น
“ก็ได้ค่ะถ้าอย่างนั้นรดาขอตัวขึ้นไปแต่งตัวก่อนนะคะ”
“เชิญเลยครับใช้เวลานานเท่าไรก็ได้ผมยินดีรอ ขอแค่คุณรดาแต่งตัวให้สวยที่สุดก็พอ” ชายหนุ่มหยอดคำหวานใส่ ก่อนจะนั่งเอนหลังผิวปากเบาๆด้วยความสุขใจที่สามารถควงธัญรดาออกไปเที่ยวข้างนอกได้เป็ผลสำเร็จ หลังจากที่เขาเพียรพยายามชวนเธอมาหลายวันแล้ว
นพกรกับธัญรดารู้จักกันเมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อนในงานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนเขาคืนนั้นหญิงสาวไปร่วมงานด้วยเพราะเป็เพื่อนกับน้องสาวเ้าของงาน เมื่อได้เห็นเธอชายหนุ่มก็ตกตะลึงในความสวยของเธอทันทีแล้วยืนแอบมองเรือนร่างระหงในชุดสีฟ้าสดใสอย่างสำรวจ ซึ่งยิ่งมองก็ยิ่งสวยถูกใจเขาไปหมดผิวพรรณของเธอขาวนวลเปล่งปลั่ง รูปร่างสูงโปร่งมีสัดส่วนเฉพาะอย่างเห็นได้ชัดจนดูเซ็กซี่เย้ายวนใจชายยิ่งนักดวงหน้ารูปไข่ก็ดูงดงามมีเสน่ห์ชวนมองทั้งคิ้วดำเรียวได้รูปที่รับกับดวงตากลมโตดำขลับจมูกโด่งรั้นได้รูปและริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อน่าจูบทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบรวมกันขึ้นมาเป็เธอล้วนต้องตาต้องใจเขาเหลือเกิน
ไม่ใช่แค่ความสวยเท่านั้นที่ทำให้นพกรเฝ้าเพียรหาทางใกล้ชิดธัญรดาแต่มันมีคำสบประมาทของเหล่าเพื่อนๆในกลุ่มโดยเฉพาะเ้าของงานวันเกิดที่รู้จักกับหญิงสาวดีได้เอ่ยเหมือนท้าทายเขาขึ้นมา
‘ฉันขอเตือนไว้ก่อนเลยนะว่าน้องรดาน่ะไม่ใช่จะจีบได้ง่ายๆน่ะโว้ย ทุกคนที่เคยลองได้กินแห้วกระป๋องใหญ่กันทั้งนั้น’
‘ดีสิ ได้ยากๆมันท้าทายดีออก แต่พนันได้เลย ไม่เกินสองอาทิตย์ฉันต้องได้ผู้หญิงคนนี้แน่’
ในคืนนั้นเขาพูดจาโอ่อวดออกไปด้วยความมั่นใจในรูปร่างหน้าตาและฐานะทางสังคมของตนเองไม่มีผู้หญิงคนไหนหรอกที่จะปฏิเสธผู้ชายหน้าตาดีแถมฐานะยังร่ำรวยชาติตระกูลหรือก็ดีเป็ที่รู้จักของคนในวงสังคมแบบเขา ผู้หญิงที่ชายหนุ่มเคยผ่านมา่แรกๆก็เล่นตัวมากกันทั้งนั้นแต่พอเขาปรนเปรอข้าวของให้เข้าหน่อยก็ยอมทอดกายให้เขาเชยชมง่ายๆ ทันทีซึ่งเขาก็เชื่อว่าผู้หญิงคนนี้ก็คงไม่แตกต่างจากคนอื่นนักหรอก
นพกรนั่งยิ้มกริ่มรออยู่ครู่หนึ่งก็เห็นชายวัยกลางคนเดินผ่านห้องรับแขกไปความจริงเขาจะไม่สนใจเลยหากอีกฝ่ายจะไม่ย้อนกลับมาและเอ่ยถามเขา
“คุณเป็เพื่อนรดาใช่ไหม”
ชายหนุ่มมองหน้าอีกฝ่ายอย่างประเมินชั่ววินาทีก่อนจะเปิดยิ้มกว้างให้แล้วลุกขึ้นยกมือไหว้อย่างนอบน้อมเพราะคิดว่าอภิรักษ์เป็บิดาของธัญรดา
“ใช่ครับ สวัสดีครับคุณพ่อ”
นายตำรวจหนุ่มใหญ่กลั้นยิ้มขำเอาไว้พลางยกมือรับไหว้อีกฝ่าย
“สวัสดี แต่คุณคงเข้าใจผิดแล้วล่ะผมไม่ใช่พ่อของรดาหรอก ผมเป็แค่น้าเท่านั้น”
“อ้อ...ขอโทษครับคุณน้า” นพกรหน้าเจื่อนนิดๆ ด้วยความอับอายที่ทักผิดแต่ก่อนที่ทั้งสองจะได้พูดคุยอะไรกันต่อ ธัญรดาก็เดินเข้ามาพอดี เธอมองหน้าน้าชายสลับกับหน้าชายหนุ่มแล้วเอ่ยออกมา
“รดาคงไม่ต้องแนะนำแล้วใช่ไหมคะ”
“จะแนะนำก็ได้นะเพราะน้าแค่บอกเขาว่าน้าไม่ใช่พ่อเราเท่านั้นเอง”อภิรักษ์ตอบเสียงกลั้วหัวเราะ หญิงสาวฟังแล้วก็หัวเราะตามนพกรจึงจำต้องหัวเราะแหะๆ ตามไปด้วยอีกคนทั้งที่รู้สึกไม่พอใจเนื่องจากเขาไม่ชอบเป็ตัวตลกในสายตาของใคร
“ถ้าอย่างนั้นรดาก็ขอแนะนำให้น้ารักษ์รู้จักกับเพื่อนใหม่ของรดาเลยก็แล้วกันนี่คุณนพกรค่ะ คุณนพคะ...นี่น้ารักษ์ของรดาค่ะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับน้ารักษ์”
“เช่นกันครับแล้วนี่แต่งตัวสวยจะออกไปไหนจ๊ะหลานน้า”พอตอบนพกรเสร็จอภิรักษ์ก็หันไปเลิกคิ้วถามหลานรักอย่างสงสัยเธอจึงยิ้มแฉ่งให้พลางตอบเสียงใส
“รดาจะออกไปดูหนังแล้วก็ทานข้าวเย็นกับคุณนพค่ะฝากน้ารักษ์ช่วยบอกคุณพ่อคุณแม่ให้ด้วยนะคะ”
“ได้สิแต่อย่ากลับดึกนักนะ”
“โอเคค่ะ” ธัญรดาโบกมือให้แล้วเดินนำนพกรออกจากห้องรับแขกไป ตกเย็นพิชิตกับเกศทิพย์ก็กลับมาจากร้านทองพอมาถึงผู้เป็บิดาก็ถามหาบุตรสาวสุดรักทันที
“ยัยหนูล่ะตารักษ์”
“ออกไปเที่ยวกับเพื่อนครับ” อภิรักษ์ตอบด้วยกิริยาสบายๆ ่นี้เขาลาพักร้อนจึงอยากพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อชาร์ตพลังงานให้ตัวเองหลังจากทุ่มเททำงานมาทั้งปีโดยไม่ได้พักเลย
“แบบนี้คงไม่กลับมาทานข้าวเย็นแน่ๆ” เกศทิพย์เอ่ยอย่างรู้ดี
“เพื่อนผู้ชายหรือผู้หญิง” พิชิตถามเสียงเรียบ แต่อภิรักษ์กลับยิ้มแป้นก่อนตอบอย่างอารมณ์ดี
“ผู้ชายครับดูท่าคนนี้จะชอบรดามากทีเดียวนะพี่ชิต”
“เฮ้อ...เมื่อไรยัยหนูจะมีแฟนเป็ตัวเป็ตนสักทีนะพี่อยากเห็นลูกแต่งงานและก็มีหลานให้อุ้มเต็มแก่แล้ว”
“ไม่ได้” ผู้เป็สามีเอ่ยแย้งคำภรรยาสุดที่รักเสียงเข้มตามประสาพ่อที่หวงลูกสาว “ลูกเรายังเด็กอยู่เลยจะให้รีบแต่งงานไปทำไมกัน”
“เด็กอะไรกันคะยี่สิบสี่นี่ไม่เด็กแล้วนะคะคุณพี่” เกศทิพย์บอกอย่างอ่อนใจความจริงเธอก็ไม่ได้คิดจะให้ลูกแต่งงานเร็วๆ นี้เลยหรอกที่อยากให้ธัญรดามีแฟนสักทีก็เพื่อให้ลูกได้ศึกษานิสัยใจคอกันสักสองสามปีก่อนแล้วค่อยแต่งงานซึ่งตอนนั้นก็คงเป็่อายุที่เหมาะสมแล้ว เธอเคยยุให้ลูกสาวลองพิจารณาธนากรดูเพราะเขาเหมาะสมทั้งหน้าตา ฐานะและการศึกษาทว่าก็เชียร์ไม่ขึ้นสักที ครั้นจะเชียร์บรรดาลูกชายเพื่อนให้ก็เข้าอีหรอบเดิมจนน่าอ่อนใจ
“ยังไงก็เด็กอยู่ดี” พิชิตยังยืนยันความคิดเดิมของตนเองอภิรักษ์อมยิ้มขำพี่เขยก่อนจะถามด้วยความอยากรู้
“แล้วต้องอายุสักเท่าไรล่ะครับพี่ชิตรดาถึงจะแต่งงานได้น่ะ”
“สามสิบขึ้นไป”
คำตอบของพิชิตเรียกเสียงอุทานอย่างคาดไม่ถึงระคนในิดๆจากทั้งภรรยาและน้องภรรยาได้ ก่อนฝ่ายหลังจะะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่พลางบอก
“สามสิบขึ้นไปเลยเหรอพี่ชิตถ้าต้องรอขนาดนั้นผมว่าพี่ทำคานทองรอรับลูกพี่เลยดีกว่า”
“ปากเสีย” เกศทิพย์เอื้อมมือมาตีแขนน้องชายอย่างหมั่นไส้ ส่วนพิชิตกลับยักไหล่ด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่มีแววโกรธเคืองใดๆ ในดวงตาสักนิด แถมเขายังพูดราวกับเห็นดีเห็นงามด้วยซ้ำไป
“ก็ดีสิยัยหนูจะได้อยู่กับพ่อแม่ไปนานๆ”
“โอ๊ย...ไม่ได้นะคะคุณพี่น้องไม่ยอมให้ลูกสาวเพียงคนเดียวขึ้นคานหรอกค่ะ น่าอายแย่เลย”
“น่าอายตรงไหนรีบแต่งงานไปแล้วรีบหย่านี่สิที่น่าอายมากกว่า สมัยนี้ผู้ชายแย่ๆที่ชอบเอาเปรียบผู้หญิงมีเยอะแยะเต็มไปหมด จะเลือกใครมันต้องดูดีๆต้องศึกษาให้นานๆ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลังว่าเลือกคนผิด”
“ระวังนะครับพี่ชิตเลือกมากระวังจะได้แร่แทนเพชรนะครับ” น้องภรรยายังเอ่ยหยอกเย้าพี่เขยเล่นไม่เลิกแล้วก็ต้องร้องอูยออกมาเบาๆ เมื่อถูกพี่สาวหยิกเข้าให้ที่ต้นแขน โทษฐานที่พูดเล่นมากเกินไปก่อนจะถูกถามถึงอภิเชษฐ์
“แล้วได้โทรไปหาน้องหรือยัง”
“โทรไปเมื่อคืนแล้วครับพี่เกศไม่ต้องเป็ห่วงหรอกนายเชษฐ์มันสบายดี มันว่ามันทำใจได้แล้ว”
“แล้วทำไมไม่กลับบ้าน”
“โธ่...อารมณ์แบบนี้ใครๆก็อยากอยู่คนเดียวและท่องเที่ยวไปเรื่อยทั้งนั้นแหละครับ”
เกศทิพย์ค้อนให้ขวับหนึ่งก่อนถามเสียงห้วนนิดๆ
“เย็นนี้จะอยู่กินข้าวด้วยหรือเปล่า”
“กินสิครับ ่นี้ผมจะมาฝากท้องที่นี่ทุกวันเลย”
“เป็แบบนี้ทุกทีเมื่อไรเราจะหาเมียมาคอยดูแลสักทีนะตารักษ์ พี่จะได้หมดห่วงเสียที”
อภิรักษ์กลอกตาไปมาด้วยความเบื่อหน่ายเมื่อถูกบ่นเื่นี้อีกแล้วเขาก็เคยบอกไปแล้วว่าไม่อยากเอาใครมาเสี่ยงด้วย เพราะอาชีพอย่างเขาที่ต้องเสี่ยงตายอยู่ตลอดเวลามันไม่เหมาะกับการมีครอบครัวแต่พี่สาวก็ไม่เคยจะฟังเขาเลย ชายหนุ่มรู้ว่าเกศทิพย์เป็ห่วง อยากให้เขามีคนดูแลและมีครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนอย่างที่พี่สาวมีทว่าความ้าของคนเรามันไม่เหมือนกัน เขาได้เลือกแล้วที่จะอุทิศชีวิตให้ชาติบ้านเมืองซึ่งมันก็คือความสุขสำหรับเขาแล้ว