“ต่อมาเกิดอะไรขึ้นครับ” ผมถาม
“ในขณะที่ป้าเดินหลงทางอยู่นั้น จู่ๆมีผู้ชายท่าทางหยิ่งผยอง สวมชุดยาวสีน้ำเงิน ไว้เปียยาวสามศอกปรากฏตัวขึ้นในหมอกดำเขาเดินเข้ามาใกล้ป้า ยิ้มแล้วยื่นมือมาดึงป้าขึ้นมาช้าๆ คนที่ไว้ผมเปียยาวท่าทางแปลกๆนี้น่าจะอยู่ในละครโทรทัศน์เกี่ยวกับวังสมัยชิงเท่านั้นแต่รอยยิ้มของเขาทำให้ป้าเลิกระวังตัว เหมือนเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันนานแล้วมาเจอกันโดยบังเอิญเราต่างไม่พูดอะไร เขาโบกมือเบาๆ ทันใดนั้นหมอกดำก็สลายไปปล่อยป้าออกไปจากสภาพย่ำแย่ที่หมดสิ้นหนทาง เขาดึงแขนป้าเดินลิ่วไปข้างหน้าโถงยาวไม่มีจุดสิ้นสุด ขณะที่มีเสียงน้ำไหลซู่ๆ ดังที่ข้างหูราวกับกำลังเดินอยู่บนถนนชวีสุ่ยถิงที่เต็มไปด้วยน้ำพุและยังเหมือนย่ำอยู่บนเมฆที่ลอยอยู่อย่างไร้น้ำหนัก ป้าไม่ได้ดื่มเหล้าแต่รู้สึกว่าตัวเองเมาแล้ว ไม่ว่าเขาจะดึงป้าไปไหน ป้าจะตามไปติดๆ อย่างไม่นึกห่วงในใจเปี่ยมด้วยความกล้า ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนมอบความรู้สึกแบบนี้ให้ป้าความรู้สึกนี้...ช่างดีเหลือเกิน...”
เื่เล่าของป้ากวนทำให้ผมเหมือนตกลงไปในหมอกลึกห้าลี้เพราะอย่างไรผมก็ได้เห็นด้วยตาตัวเองว่าหลังจากที่แกกลับเข้ามาในห้องผู้ป่วยแล้วได้พูดแทนทวดผมเซี่ยเสินโจวตลอด ผมคิดว่าในเมื่อมีอีกิญญาหนึ่งอาศัยอยู่ในร่างตัวแกจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรตกอยู่ในสภาพที่หลงลืมสับสนอย่างสิ้นเชิง
ผมไม่อาจพูดอะไรได้ทั้งไม่อาจลองทำความเข้าใจป้ากวน และไม่อาจถามคำถามที่มีความหมายแล้ว
ป้ากวนยังคงพึมพำกับตัวเองไม่หยุด“ป้ารู้แก่ใจดี เขาคือวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ นับแต่โบราณดินแดนแคว้นฉีและหลู่(ซานตงในสมัยจั้นกั๋วเป็ที่ตั้งของแคว้นฉีและแคว้นหลู่) มียอดคนที่ซื่อสัตย์จงรักภักดีนับไม่ถ้วนแต่พอป้าเห็นเขา ก็รู้ว่าเขาคือวีรบุรุษยิ่งใหญ่ที่อดีตไม่เคยมีอนาคตจะไม่พบเห็นอีก คนอื่นไม่อาจเทียบเขาได้ป้าสามารถติดตามเขาได้ถือว่าพอใจแล้วในสามชาตินี้”
แกเป็หญิงที่พ้นวัยสาวแล้วทั้งยังเป็หมอผีที่จิตใจสงบนิ่ง เหมือนบ่อโบราณที่ไร้คลื่นแต่ขณะนี้สองแก้มแกกลับแดงเรื่อ ท่าทางขวยเขินราวกับสาวรุ่น
ครู่หนึ่งป้ากวนจึงถอนหายใจ“แต่น่าเสียดาย ป้าไม่รู้ว่าจะติดตามเขาได้อย่างไร...นั่นเป็ความฝันใช่ไหมเขาอยู่ในความฝันของป้า หรือเราอาจจะเจอกันในความฝันของคนอื่น ความรู้สึกแปลกๆนี้ช่างดีเหลือเกิน ยังดีเยี่ยมกว่าการดื่มเหล้าที่รสเลิศที่สุดในโลกนับพันเท่า...”
ผมสังเกตเห็นว่าป้ากวนดูผิดปกติ จึงรีบก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวกุมสองมือของแก เขย่าเบาๆ
ฝ่ามือแกร้อนผ่าวราวกับไฟ ลวกจนผมใ
“ป้าครับ ไม่ต้องพูดแล้วรอให้คนอื่นมาถึงแล้วค่อยอภิปรายกัน” ผมพูดเตือนแก
แกไม่ได้ยินที่ผมพูด ร่างโอนเอนไปมาไม่ใส่ใจผม ยังคงจมอยู่ในห้วงคิดของตัวเอง “ฉันต้องตามเขาไปปีนเขาที่สูงที่สุดข้ามแม่น้ำที่กว้างที่สุด ขี่ม้าที่เร็วที่สุด ดื่มเหล้าที่แรงที่สุด...สนุกกับบุญคุณความแค้นท่องไปทั่ววงนักเลง ย่อมดีกว่าใช้ชีวิตที่เหลือในเมืองเล็กๆ ที่สงบนี้...”
ผมปล่อยมือป้ากวน เดินไปยังก๊อกน้ำที่มุมหนึ่งของสนามหยิบผ้าขนหนูผืนหนึ่งจุ่มลงไปในถังน้ำ ขณะนั้นป้ากวนยังคงพูดกับตัวเองไม่หยุดราวกับต้องอาถรรพ์
“เกรงว่าจะถูกผีสมิงเล่นงาน”ผมหยิบผ้าขนหนูขึ้นมา บิดหมาดๆ แล้วเดินมายื่นให้แก
ป้ากวนไม่รับผ้าขนหนู ทำปากขมุบขมิบแต่ไม่มีเสียงออกมา มีเพียงเสียงโครกครากในลำคอฟังไม่ชัด
ผมช่วยแกเช็ดหน้า จากหน้าผากลงมาถึงคางเช็ดเบาๆ รอบหนึ่ง จากนั้นวางผ้าขนหนูเปียกไว้ที่จุดต้าจุยตรงรอยต่อระหว่างท้ายทอยกับหลังคอ การกดและประคบเย็นที่จุดนี้ช่วยสลายความรู้สึกร้อนรุ่มในใจได้ทำให้จิตใจสงบลงอย่างรวดเร็ว
เฉพาะหน้านี้ผมไม่มีวิธีอะไรที่ดีได้แต่รอคนที่จะมาช่วย แล้วค่อยว่า
ผ่านไปราวสองสามนาที จู่ๆ ป้ากวนก็หาวหวอดๆเหมือนคนที่ตื่นจากการนอนหลับเต็มอิ่ม
“สือโถว เธอเอาผ้าขนหนูมาทำอะไร”แกตัวสั่นเล็กน้อย แล้วก้าวหลบให้พ้นจากผ้าขนหนู
ผมถอนหายใจแล้วพูดว่า“เมื่อกี้ดูป้าไม่ค่อยแจ่มใส ผมจึงช่วยใช้ความเย็นช่วยให้ป้าสงบลงครับ”
ป้ากวนลูบหน้าตัวเองแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดหยดน้ำที่คอ
แววตาแกดูเลื่อนลอย ขณะที่เช็ดน้ำยังดูใจลอยท่าทางเหมือนไม่ตั้งใจ
ผมบอกป้ากวนอีกว่า “ป้าครับป้าพูดมากมายเหลือเกิน แต่ผมอยากบอกป้าว่าเช้าวันนั้นที่โรงพยาบาลป้าออกไปแค่สิบนาทีพอกลับมาก็เปลี่ยนเป็คนละคน ที่พูดออกมากลายเป็คำพูดของทวดผมเซี่ยเสินโจวน่าเสียดายที่คำพูดที่ท่านอาศัยปากของป้าพูดแทนไม่มีความหมายพิเศษอะไร เพียงแค่การรำลึกถึงเื่ในอดีตเื่ที่ทวดพูดนั้นผ่านมาแปดสิบปีแล้ว เกี่ยวกับาต่อต้านญี่ปุ่นเอามาเอ่ยวันนี้ ไม่มีความหมายแล้ว”
“เซี่ยเสินโจว เซี่ยเสินโจว...” ป้าทวนพึมพำชื่อทวดซ้ำๆ
นอกบ้านยังคงเงียบกริบท่านอินเก้ากับพวกยังไม่มา
ผมอดวิตกไม่ได้ กลัวว่าจักจั่นประหลาดในโลงเย็นจะก่อเื่ขึ้น
“คำพูดของเซี่ยเสินโจวออกมาจากปากฉัน...ถ้าเขาเป็ฉันแล้วฉันเป็ใคร” ป้ากวนถามเบาๆ
ถ้าไม่สามารถเข้าใจที่แกพูดป้ากวนย่อมเป็กวนโย่วเซิงเป็หมอผีที่เก่งที่สุดบนถนนชวีสุ่ยถิงจนถึงเขตเมืองเก่าจี่หนานชาวบ้านเขตเมืองเก่าล้วนคุ้นกับเสียงและท่าทางของแก หลายคนอาจจะไม่รู้จักผู้ว่าจี่หนานคนปัจจุบันแต่เป็ไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จักป้ากวน
“ป้าครับ วันนี้ป้าเหนื่อยเกินไปใช่ไหม” ผมถาม
ป้ากวนทำปากขมุบขมิบ แล้วผงกหัวเงียบๆ
“ดีแล้วครับ เรารอท่านอินเก้าไม่ใช่หรือผมไปต้มน้ำร้อนก่อน พอพวกเขามาค่อยชงชา” ผมบอก
บ้านเก่าแถวนี้ไม่ได้ต่อท่อแก๊สจะต้มน้ำต้องใช้เตาไฟฟ้า
ผมเดินเข้าไปในห้องตะวันตก เปิดก๊อกรองน้ำแล้วเปิดสวิตช์กาต้มน้ำไฟฟ้า
ผมมองผ่านหน้าต่างออกไป เห็นป้ากวนเอามือไพล่หลังพลางเดินไปมาในเพิงพิธีศพถอนหายใจเป็พักๆ
“เธอเป็ใคร ผมเป็ใคร ทุกคนล้วนมีชื่อแต่ชื่อเป็เพียงสัญลักษณ์แทน สามารถเรียกว่าจางซานหรือหลี่สื้อแต่โดยเนื้อแท้นั้นผมเป็ใครกันแน่” ผมอดไม่ได้ที่จะคิดตรองตามแิของป้ากวน
ระหว่างที่แกทำอาชีพหมอผีนั้นมักจะเดินท่องอยู่บนขอบสีเทาของความเป็ความตายบางครั้งอยู่ที่รอยต่อของคนกับไม่ใช่คน ถอยหลังก้าวหนึ่งก็กลับมาในโลกของคนเดินหน้าก้าวหนึ่งจะเข้าไปในเหวลึกที่ไม่ใช่ของคน แน่นอนว่าทุกก้าวย่างคงน่าหวาดผวาดังนั้นไม่ใช่ทุกคนจะทำอาชีพหมอผีได้ ต้องมีพร์ในระดับสูง
ทันใดนั้นป้ากวนก็เดินออกจากเพิงพิธีศพเดินมาทางห้องด้านตะวันตก สุดท้ายมาหยุดยืนที่นอกหน้าต่าง
“ป้าครับ” ผมร้องเรียกแก
แกไม่ขานตอบ แต่ยืนตัวตรงสายตาจ้องเขม็งผ่านกรอบหน้าต่าง เพ่งมองใบหน้าผม
“ฉันรู้ว่าแล้วว่าฉันคือใครฉันคือซังชิงหง” แกพูด
ชื่อนั้นคุ้นมาก ผมคิดทบทวนแล้วจำได้ว่าในปูมตระกูลมีบันทึกว่าซังชิงหงคือคนรักของทวดสมัยหนุ่มเมื่อทั้งสองเจอกันนั้นทวดแต่งงานแล้ว แต่หญิงประหลาดอย่างซังชิงหงไม่ยอมแบ่งปันความรักของทวดกับหญิงคนอื่นเมื่อไม่ได้ก็ยอมถอย ได้แต่รักข้างเดียว ไม่ยอมแต่งงาน
ตามการแบ่งเขตร้อยแซ่ของซานตงแซ่ซังมาจากแถบอำเภอกว่างเหราเมืองตงอิ๋ง อุทยานว่านซังซึ่งเป็สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงคือถิ่นกำเนิดของตระกูลซัง
ผมยิ้มเจื่อนๆ “ป้ากวนป้าทำให้ผมสับสนใหญ่แล้ว”
ทวดกับซังชิงหงเป็สหายชายหญิงทวดเสียชีวิตในาต่อต้านญี่ปุ่น ิญญาเคยสิงร่างป้ากวนถ้าเช่นนั้นป้ากวนเป็ท่าน ก็ไม่อาจเป็ซังชิงหงแล้วอีกประการหนึ่งชื่อซังชิงหงปรากฏในปูมตระกูลครั้งเดียวเท่านั้น ไม่มีบันทึกที่อื่นทำไมจู่ๆ ิญญาหล่อนจึงมาปรากฏได้
“เวลานี้นึกทบทวนดูยังคงรู้สึกถึงความโหดร้ายของาใต้คมดาบเงากระบี่...” ป้ากวนพูดเสียงขรึม “ยอดคนของแผ่นดินไม่ตายประเทศไม่ล่มสลาย ภายใต้สายตาหญิงงาม เสินโจวไร้เทียมทาน เซี่ยเสินโจวเป็บุรุษประหลาดที่ยิ่งใหญ่ถ้าไม่มีซังชิงหง ใครเล่าจะวาดภาพศึกที่น่าตื่นเต้นนั้นได้ประวัติศาสตร์ที่ยาวนานดุจเมฆหมอก ถ้าไม่มีเซี่ยเสินโจว ก็ไม่มีใครทำลายแผนของข้าศึกได้ประชาชนของประเทศใหญ่อย่างเราจะได้ชื่อว่าเป็ทาสของคนต่างชาติ...เสินโจวไร้เทียมทานพวกนินจายอมแพ้ ดีเลย ดีเลย...สามารถเห็นศึกครั้งนั้นด้วยตาตัวเองต่อให้ต้องละเลงเือาบแผ่นดิน มีอะไรต้องเสียดาย”
ผมพบเบาะแสสำคัญในคำพูดป้ากวนจึงซักไซ้ทันที “ภาพศึกครั้งสุดท้ายที่ซังชิงหงวาดหรือ เวลานี้ภาพวาดนั่นอยู่ที่ไหนครับ”
ถ้ามีภาพวาดนั่นเป็หลักฐานครอบครัวผมจะได้รับการยกย่องว่าเป็ตระกูลของวีรบุรุษของชาติที่ทำาต่อต้านญี่ปุ่นวีรกรรมของทวดควรจะได้รับการจารึกไว้ในหอที่ระลึกวีรชนต่อต้านญี่ปุ่น ได้รับการกราบไหว้สรรเสริญจึงจะถูก
“ใช่แล้ว” ป้ากวนพยักหน้า
“ภาพวาดม้วนนั้นอยู่ไหนครับ” ผมถามอีก
ป้ากวนชูมือขวาขึ้น กางห้านิ้วออก จู่ๆคว้าจับอากาศ จากนั้นก็กำไว้แน่น มาจ่อที่ใต้จมูกดมเบาๆ
ไสยเวทชนิดนี้มีบันทึกในตำรา เรียกว่าดมลมวิเคราะห์สถานการณ์ยังเรียกว่าวิชาจับลม หรือวิชาจับลมคว้าเงา หลักการพื้นฐานคืออาศัยการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในอากาศเพื่อเรียนรู้การพัฒนาของเื่ต่างๆมีความคล้ายคลึงกับวิชาดูธูปของป้ากวน
ป้ากวนทำท่านี้ซ้ำๆ สามครั้ง จากนั้นจึงถอนหายใจยาว“ภาพม้วนนั้นอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ แต่มีัเขียวใจสลายกับพยัคฆ์ตาเดียวเฝ้าอยู่ฉันไม่สามารถระบุตำแหน่งที่ถูกต้องได้”
ผมไม่รู้ว่าขณะนี้แกเป็ใครกวนโย่วเซิงหรือซังชิงหง แต่ดูเหมือนจะไม่สำคัญในฐานะหมอผีคนหนึ่งนั้นในร่างเธอเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่ใช่ความคิดมนุษย์จะอธิบายได้มีแต่ตัวแกเองอาศัยสติปัญญาที่เหนือคนทั่วไปจึงจะเข้าใจได้ คนนอกยากจะรับรู้
ขณะนั้นสำหรับผมแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผมคือทวดของผมเซี่ยเสินโจวคือวีรบุรุษที่ต่อต้านญี่ปุ่นทำให้สกุลเซี่ยเรารุ่งโรจน์ขึ้นหลายเท่าในฐานะผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของสกุลเซี่ยตอนนี้ผมรู้สึกว่าได้รับแรงกระตุ้นให้กล้าหาญขึ้นจะต้องสืบทอดความอาจหาญของบรรพชนไว้ ทำให้เจิดจรัสขึ้นสร้างชื่อเสียงให้กับสกุลเซี่ยขึ้นใหม่
บ้านเก่าอยู่ในเขตเมืองเก่า นอกจากศาลเ้ากวนอูทางตะวันตกและศาลเ้าขงจื๊อทางเหนือแล้วไม่มีสถานที่ที่มีชื่อเสียงอื่นถ้าเช่นนั้นที่ป้ากวนบอกว่าัเขียวใจสลายกับพยัคฆ์ตาเดียวคืออะไรกันแน่
“ชื่อสถานที่ในจี่หนานมีสะพานัเขียว ชื่อน้ำพุมีน้ำพุพยัคฆ์ดำหรือที่กล่าวถึงักับพยัคฆ์จะเป็สถานที่สองแห่งนั้น”
ขณะที่ผมกำลังคาดเดาอยู่ก็มีเสียงฝีเท้าสับสนดังมาจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ แทรกด้วยเสียงไอเป็พักๆของคนแก่